Masukที่จริงเขาก็ได้รับรายงานมาเหมือนกันว่าตอนแรกก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องการปรับเปลี่ยนนโยบายและแผนการปฏิบัติงานเกือบทั้งระบบ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันได้ผล ลดการทำงานซ้ำซ้อนในระบบงานออกไป ทำให้งานทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ยอดขายที่ดีอยู่แล้วก็ดีขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า สามารถทำกำไรให้กับบริษัทได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
และยังรู้มาอีกว่าเมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาขัดข้องตรงจุดไหน ปัญหาเหล่านั้นก็จะถูกแก้ไขอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการลงมือทำงานก็เช่นกัน มันจะถูกขจัดไปอย่างว่องไวภายในเวลาอันรวดเร็ว จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์กลายมาเป็นคำชื่นชมแซ่ซ้อง
ไม่เว้นแม้แต่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ที่ต่างก็โทรมาเอ่ยชมการบริหารงานของบุตรชายให้เขาฟัง นับได้ว่าติณณภพและทีมงานของเขา ทำผลงานเข้าตาจนเป็นที่ชื่นชอบของผู้ถือหุ้นทุกคน ทั้งที่เพิ่งจะเข้ามาบริหารงานของบริษัทต่อจากเขาได้ไม่นาน สิ่งเหล่านั้นได้นำพาความปลาบปลื้มใจมายังไตรภพได้เป็นอย่างดี เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวบุตรชายของตัวเอง
ไตรภพบอกให้สองหนุ่มมานั่งคุยกับเขา ก่อนจะพูดคุยกันโดยลืมให้ความสนใจอรจิรา ทำราวกับว่าเธอไม่มีตัวตน ทั้งที่เธอเองก็นั่งอยู่ข้างตัวสามี เธอจ้องมองลูกติดของสามีโดยไม่ละสายตา
คาดไม่ถึงเลยว่าลูกชายของไตรภพจะหน้าตาหล่อเหลาถึงเพียงนี้ มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามแม้ในยามที่เขาอยู่นิ่ง ๆ
แววตาที่เธอมองเขาบ่งบอกว่าเธอสนใจในตัวเขา นอกจากสนใจแล้วเธอยังแอบส่งสายตาเชิญชวนอยู่ในทีอีกด้วย เมื่อเห็นว่าสามียังคงนิ่งเฉยไม่ได้แนะนำเธอให้บุคคลทั้งสองรู้จักจึงเอ่ยเตือน
“คุณไตรจะไม่แนะนำให้อรรู้จักกับพวกเขาหน่อยเหรอคะ”
“จริงสิ ผมมัวแต่ดีใจก็เลยคุยกันเพลินจนลืมแนะนำไป อรนี่ติณณ์ลูกชายผม ส่วนนั่นภูมิเพื่อนและผู้ช่วยคนสนิทของติณณ์”
จากนั้นก็หันไปพูดกับสองหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“ติณณ์ ภูมิ รู้จักกันไว้สิ นี่อรจิรา...”
“ภรรยาคนปัจจุบันของพ่อคุณ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” อรจิรารีบแนะนำตัวเองก่อนที่สามีจะพูดจบ
เธอสบตาลูกเลี้ยงพร้อมกับชม้อยชม้ายชายตาหว่านเสน่ห์อยู่ในที
ติณณภพยิ้มเยาะที่มุมปาก เขารู้สึกขยะแขยงและดูแคลนการกระทำเหล่านั้น ทั้งที่สามีก็นั่งอยู่ข้างตัวแต่ก็ยังไม่วายแอบส่งสายตาหว่านเสน่ห์ให้ลูกติดของสามี นัยน์ตาเย็นชาของเขาปราดมองเธออย่างไม่ใส่ใจ ทำให้ภูมิระพีต้องรีบเอ่ย
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณอร”
อรจิราหันไปฝืนยิ้มให้ภูมิระพี ทั้งที่ภายในใจคุกรุ่น เหตุเพราะลูกเลี้ยงที่เธอหมายตามิได้ให้ความสนใจในตัวเธอแม้แต่น้อย เขาแทบไม่มองเธอด้วยซ้ำ ทำเหมือนเธอไม่มีตัวตนทั้งที่เธอมีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงของเขา ทำให้เธอเรียกร้องความสนใจด้วยการหันไปเอ่ยถามสามี
“ทำไมคุณไม่ชวนลูกชายของคุณย้ายมาพักอยู่กับเราที่นี่ละคะ บ้านเราออกใหญ่โตมีห้องพักตั้งมากมาย”
“ผมเคยบอกคุณแล้วไงว่าติณณ์ไม่ชอบให้ใครเข้าไปวุ่นวายกับชีวิตเขาโดยไม่จำเป็น”
“น่าเสียดายนะคะ แทนที่จะย้ายมาพักอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก”
“แม่ผมเสียชีวิตไปแล้ว และไม่เคยต้องการให้ใครมาทำหน้าที่นี้แทน”
“แต่ถึงยังไงฉันก็มีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงคุณ เราก็ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน”
“เข้าใจผิดแล้ว การเป็นผู้หญิงของพ่อไม่ได้หมายความว่า จะมีสิทธิเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือนับญาติกับผมได้ มันคนละส่วนกัน คุณอยู่ในที่ของคุณ ผมอยู่ส่วนผม ไม่มีอะไรที่ต้องมาเกี่ยวข้องกัน ไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ ระหว่างเราจำไว้ให้ขึ้นใจ”
เขาพูดสวนกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก โดยมิได้คำนึงถึงความรู้สึกของบิดาด้วยซ้ำ ใบหน้างามของอรจิราบึ้งตึงทันทีที่ได้ยินคำพูดประโยคนั้น
ฮึ! ถ้าคิดว่าคำพูดเหล่านั้นจะทำให้เธอยุติความสนใจในตัวเขาได้ล่ะก็...เข้าใจผิด
ยิ่งเขาแสดงท่าทีไม่สนใจก็ยิ่งทำให้เธออยากเอาชนะ
“ถึงคุณพยายามปฏิเสธ แต่เราก็หนีความสัมพันธ์นี้ไปไม่พ้นหรอก ตราบใดที่ฉันยังเป็นภรรยาของพ่อคุณ”
“คุณไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกที่อยู่ในสถานะนั้น และก็น่าจะรู้แล้วว่ามีผู้หญิงมากมายที่มาก่อนหน้าคุณ สุดท้ายแล้วพวกเธอมีจุดจบอย่างไรคุณก็คงจะรู้อยู่แก่ใจ ผู้หญิงของพ่อมีมากมายจนนับไม่ถ้วน ฉะนั้นแล้วผมไม่เคยให้ความสนใจหรือใส่ใจพวกหล่อน และขอเตือนว่าถ้าไม่อยากเดือดร้อนก็อย่าเข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตผม”
ทั้งสีหน้า น้ำเสียง ตลอดจนท่าทางของติณณภพ บ่งบอกให้อรจิรารู้ว่าเขาไม่คิดที่จะให้ความสำคัญกับเธอ แม้ว่าเธอจะเป็นภรรยาของพ่อเขาก็ตาม หญิงสาวจึงหันไปพูดตัดพ้อต่อว่าสามี
“ทำไมคุณปล่อยให้ลูกชายของคุณพูดกับอรแบบนี้คะ”
“ผมเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าติณณ์ไม่ชอบให้ใครเข้าไปก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของเขา ต่างคนต่างอยู่แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว อย่าวุ่นวายให้มากเรื่องเลยนะอร จะผิดใจกันเปล่า ๆ”
อรจิราขัดเคืองใจสุด ๆ เมื่อไตรภพพูดเหมือนเข้าข้างติณณภพ และตำหนิตนเองกลาย ๆ ที่ไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตของลูกชายเขาทั้งที่เขาก็เคยเตือนแล้ว เธอได้แต่คิดเดือดดาลอยู่ในใจ
เจ็บใจจริง ๆ แทนที่จะปกป้องกันกลับพูดหักหน้าเราต่อหน้าลูกชายของตัวเองเสียนี่
“ไม่ว่าอะไรใช่ไหมถ้าพวกผมจะขอคุยกับพ่อเป็นการส่วนตัว” ติณณภพพูดด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก
“นี่คุณไล่ฉันเหรอ”
“ผมขอเวลาคุยกับลูกก่อนนะอร”
“ฮึ! คุณก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอคะคุณไตร” อรจิราพูดพร้อมกับสะบัดหน้าลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องด้วยความไม่พอใจ
“มีความลับอะไรกันนักกันหนาถึงต้องขอคุยกันตามลำพัง” เธอพึมพำกับตัวเอง
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







