Masukเมื่องานเลี้ยงเลิกรา ทุกคนต่างก็ทยอยกันกลับ แต่กลุ่มของหนึ่งฤทัยแอบหลบมายืนพูดคุยกันตามลำพัง หลังจากช่วยกันมองหาอยู่นาน แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของมัฑณาวีกับแฟนหนุ่มทายาทมหาเศรษฐีของเธอ
“ว่าไงหาเจอไหม”
“ไม่เจอเลยฤทัย ไม่รู้ว่าหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไร” อลินตอบ
“ฉันบอกให้จับตาดูเอาไว้ แล้วทำไมถึงปล่อยให้คลาดสายตา”
“มองหาใครอยู่เหรอฤทัย ถ้ากำลังมองหามัทอยู่ล่ะก็อย่าเสียเวลาเลย”
สามสาวพร้อมใจกันหันกลับไปมอง
“หมายความว่าไงพิซซี่”
“ก็หมายความว่าคุณติณณ์พามัทหลบออกไปได้สักพักหนึ่งแล้วน่ะสิ ป่านนี้คงจะไปนั่งดินเนอร์สุดโรแมนติกใต้แสงเทียนกันตามลำพังสองต่อสอง สวีตหวานชนิดที่พวกเธอเองก็คาดไม่ถึง”
“จู่ ๆ ก็หายตัวไปโดยไม่บอกไม่กล่าวใครแบบนี้มีพิรุธนะ”
“ไม่มีหรอกพิรุธที่เธอว่า คุณติณณ์เขาชอบความเป็นส่วนตัว อันที่จริงเขาก็ไม่ได้อยากมางานนี้สักเท่าไร แต่ไม่อยากขัดใจมัทก็เลยต้องมา”
“เชอะ! รู้ดีนัก”
“แน่อยู่แล้วล่ะฤทัย เพราะฉันเป็นเพื่อนสนิทของมัท ไม่รู้สิแปลก”
หนึ่งฤทัยไหวไหล่หมดความสนใจในตัวภาคิน และเลือกที่จะหันกลับมาถามสองสาวที่ยืนอยู่ข้างตัว
“พวกเธอได้ถ่ายรูปสองคนนั้นไว้บ้างหรือเปล่า”
“ฉันแอบบถ่ายไว้ตอนที่เขากำลังเต้นรำอยู่กับมัท แต่เห็นเพียงด้านข้างของเขาเท่านั้นนะ”
“ไม่ได้เรื่องจริง ๆ”
“ถ้าคิดที่จะโพสต์รูปของเขากับมัทอัพลงโซเชียลล่ะก็ระวังไว้ให้ดีนะฤทัย”
“ระวังอะไร!” น้ำเสียงที่ย้อนถามติดจะหาเรื่อง
“ก็ระวังจะโดนเขาฟ้องเอาน่ะสิ ที่เผลอโพสต์รูปเขาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเขาก่อน คุณติณณ์ไม่ชอบให้ใครเอารูปส่วนตัวของเขาไปโพสต์ลงในโซเชียล และเขาก็มีทีมทนายที่พร้อมจะทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว เตือนไว้ด้วยความหวังดีเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน ไปนะ” พูดจบก็เดินออกจากงานเพื่อตรงไปยังที่จอดรถของตนเอง
“หมั่นไส้พิซซี่จริง ๆ” หนึ่งฤทัยกล่าว
“เอาไงดีล่ะฤทัย จะโพสต์ไหม” ศยามลเอ่ยถาม
“ฉันว่าอย่าดีกว่าไม่คุ้มนะถ้าโดนฟ้อง” อลินออกความเห็นเพราะไม่อยากมีคดีความกับคนระดับนั้น
“ไม่ต้องโพสต์รูปก็ได้ โพสต์แค่สเตตัสก็พอ เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
“ตามนั้น สามีฉันรอนานแล้ว ขอตัวกลับก่อนนะ” ศยามลเอ่ยก่อนจะแยกตัวไป
“แยกย้ายกันเสียทีก็ดีเหมือนกัน ไว้ค่อยนัดกันใหม่” พูดจบหนึ่งฤทัยก็เดินไปฉุดมือสามีให้เดินกลับไปพร้อมเธอ อลินก็เช่นกัน เป็นการปิดฉากการสนทนาไปโดยปริยาย
สายวันต่อมา...
ขณะที่มัฑณาวีกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการเล่นเกมในมือถืออยู่นั้น เธอก็ได้รับข้อทางไลน์
‘เข้าไปดูเฟสตัวเองเดี๋ยวนี้’ นั่นเป็นข้อความที่ได้รับจากภาคิน
มือไวเท่าความคิดรีบกดเข้าไปดูเฟซบุ๊กของตัวเองทันที แล้วก็ถึงกับตาลุกวาวเมื่อเหลือบไปเห็นสเตตัสที่หนึ่งฤทัยแท็กมา
หา! อะไรนะ...มัฑณาวีกำลังจะแต่งงานกับไฮโซชื่อดัง
พร้อมกับโพสต์ภาพของมัฑณาวีคู่กับรูปสัญญลักษณ์ที่ใช้แทนชายปริศนา ที่เราเห็นบ่อย ๆ ในข่าวซุบซิบของคนในวงการบันเทิง ยังดีที่ไม่มีใครกล้าโพสต์รูปของดิน
นั่นคือสเตตัสแรก เพื่อน ๆ ที่ไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นเมื่อคืนที่ผ่านมา และคนที่รู้จักต่างก็เข้ามาคอมเมนต์ถามกันยกใหญ่ว่ามัฑณาวีจะแต่งงานกับใคร แล้วจะแต่งเมื่อไร ทำไมไม่เห็นได้รับการ์ดเชิญไปร่วมงานแต่งงาน
ยัง...ยังไม่จบเพียงเท่านั้น สิบห้านาทีให้หลังสเตตัสที่สองก็ตามมา
‘มีใครยังไม่รู้บ้างว่ามัฑณาวกำลังจะลั่นระฆังวิวาห์กับแฟนหนุ่มไฮโซติณณภพ เตชะกษิดิศ ทายาทเจ้าของดิเอ็มไพร์กรุ๊ปในเร็ว ๆ นี้ จริงหรือไม่ ใช่หรือมั่ว มาพนันกันซิว่ามัทจะได้แต่งงานกับแฟนไฮโซอย่างที่เคยโม้ไว้ หรือว่าจะได้กลับขึ้นไปยืนหนึ่งอยู่บนคานแบบสวย ๆ ตลอดกาล’
แค่ได้เห็นข้อความในสเตตัส ยังไม่ทันได้เลื่อนลงไปอ่านคอมเมนต์ก็ทำให้มัฑณาวีถึงกับต้องเอามือกุมขมับตัวเอง
“เล่นกันแบบนี้เลยเหรอ กัดไม่ปล่อยจริง ๆ” จากนั้นก็เลื่อนสายตาลงไปอ่านคอมเมนต์ของทั้งสองสเตตัส
แม่เจ้า! แต่ละคอมเมนต์ดี ๆ ทั้งนั้น
ช่างเป็นสเตตัสเรียกแขกและสร้างกระแสได้ดีจริง ๆ ยอดกดไลก์เพียบ แถมยังมีคนส่งข้อความทางแชทมาถามเธอถึงเรื่องนี้กันยกใหญ่ เรื่องมันทำท่าจะไม่ได้หยุดอยู่แค่เพื่อนร่วมรุ่นเท่านั้น แต่มันดันกระจายไปทั่วเพราะฝีมือการโพสต์สเตตัสของหนึ่งฤทัย คนที่เป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กของหญิงสาวต่างก็รับรู้เรื่องนี้ไปโดยปริยาย และได้ไต่ถามรวมถึงแสดงความยินดีกันเข้ามามากมายจนนับไม่ถ้วน
เสียงเตือนว่ามีข้อความเข้าดังอย่างต่อเนื่องไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เธอจึงต้องปิดเสียงเตือนนั้น
“โอย! ตาย...ตาย...ตาย นึกว่าเรื่องจะจบ ที่ไหนได้กลับหนักกว่าเดิมเสียอีก ทำไงดีล่ะทีนี้”
ขณะที่กำลังนั่งกุมขมับและคิดหาทางแก้ไขปัญหาไม่ตกอยู่นั้น เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น ทันทีที่กดรับก็ได้ยินคำถามของดินดังมาตามสาย
“วันนี้คุณมาพบผมที่ทำงานได้ไหม”
“ได้สิ จะให้มัทไปพบตอนกี่โมง”
“ผมเอาข้อมูลของคุณให้เจ้านายของผมดู เขาสนใจและอยากให้คุณมาพบเขาที่ออฟฟิศตอนสิบเอ็ดโมง คุณสะดวกไหม”
“ไม่มีปัญหาค่ะ ว่าแต่ทำไมคุณติณณ์ถึงอยากพบมัท แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้อมูลที่มัทให้คุณไป"
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







