LOGIN“ติณณ์เหรอลูก”
“มีคนบอกว่าพ่อป่วย อาการเป็นยังไงครับ”
“ก็อ่อนเพลียและก็ไม่ค่อยจะมีแรง แต่ติณณ์ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อนะ พ่อไม่ได้เป็นอะไรมากโรคคนแก่ก็แบบนี้”
“ให้ผมโทรตามหมอมาดูอาการของพ่อดีกว่าไหมครับ เป็นอะไรจะได้รักษาทัน เราไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นะครับ”
“ไม่ต้องหรอกติณณ์ พ่อรู้อาการของพ่อดี แค่อ่อนเพลียพักผ่อนสักหน่อยก็คงจะดีขึ้นเอง”
“ผมจะรีบกลับไปดูอาการของพ่อ”
“อย่าเลยทำงานของติณณ์ไปเถอะ อยู่ภูเก็ตไม่ใช่เหรอ พ่อสัญญาถ้าอาการไม่ดีขึ้นจะให้อรโทรไปตามหมอมาตรวจ”
“แน่ใจนะครับว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก”
“แน่ใจสิ พ่อดีใจนะที่ติณณ์เป็นห่วงพ่อ”
นั่นสิเขาเริ่มเป็นห่วงพ่อของตัวเองขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร
“รักษาตัวด้วยนะครับพ่อ เสร็จงานทางนี้เมื่อไรผมจะรีบกลับไปครับ” สีหน้าของติณณภพดูเคร่งขรึมหลังจากวางสาย
“เกิดอะไรขึ้นกับพ่อนาย” ภูมิระพีถาม
ไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้นที่อยากรู้ แม้แต่อาทรและมัฑณาวีก็อยากรู้เช่นกัน
“เมียพ่อโทรมาบอกว่าพ่อไม่สบาย”
“ท่านเป็นอะไรไปคะ”
“ก็อ่อนเพลีย แขนขาอ่อนแรง นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไร และยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องตามหมอมาดูอาการ”
“ถ้าเป็นอย่างที่พูดอาการก็ดูจะไม่หนักหนาอะไร” อาทรกล่าว
“นั่นสิ แล้วทำไมนายถึงกังวล” ภูมิระพีเอ่ยขึ้นหลังจากเห็นสีหน้าวิตกกังวลของเพื่อน
“ไม่ได้กังวล”
มัฑณาวีเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าและกุมมือเขาเอาไว้ “แต่สีหน้าของคุณไม่ได้บอกเราแบบนั้น”
น้ำเสียงเธอบ่งบอกถึงความห่วงใย แม้แต่อาทรและภูมิระพีก็ยังสัมผัสได้ว่าเธอห่วงใยในตัวติณณภพจริง ๆ
“มีอะไรมากกว่านั้นใช่ไหมดิน บอกมัทมาซิว่าอะไรที่มันรบกวนจิตใจคุณจนทำให้คุณเป็นกังวลแบบนี้ บางทีการได้พูดระบายมันออกมาอาจจะทำให้คุณสบายใจขึ้น”
“เป็นห่วงผมเหรอ” ไม่เพียงแต่พูดเท่านั้นเขายังโน้มตัวเข้าไปใกล้ใบหน้าเธอ
ไม่รู้ทำไมมัฑณาวีจึงเกิดอาการประหม่า เธอปล่อยมือเขาก่อนจะเชิดหน้าตอบ
“เพื่อนก็ต้องห่วงเพื่อนเป็นเรื่องธรรดา ไม่ห่วงสิแปลก”
แม้ในเวลาที่เขาเป็นกังวลแต่เธอก็ยังทำให้เขายิ้มออกมาได้
“พ่อผมต้องชอบคุณแน่ผมมั่นใจ”
“เพ้อเจ้อ! จะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อเราไม่เคยพบหน้ากันด้วยซ้ำ คนที่ไม่เคยเจอหน้ากันจะชอบกันได้ยังไจริงไหม”
“อยากเจอไหม ผมหมายถึงพ่อผม”
“สักวันต้องได้พบแน่ แต่จะให้มัทไปพบในฐานะอะไร”
“ฐานะเพื่อนไง เพื่อนไปทำความรู้จักกับพ่อของเพื่อนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใช่ไหม”
ไม่รู้ทำไมจึงรู้สึกผิดหวังกับคำตอบของเขา
เธอกำลังคาดหวังอะไรมัฑณาวี
“สักวันผมจะพาคุณไปแนะนำให้พ่อรู้จัก”
“ว่าแต่คุณยังไม่ได้ตอบคำถามมัทเลยนะ”
“ผมแค่แปลกใจที่เมียพ่อโทรมาบอกว่าพ่อป่วย ก่อนจะมาที่นี่ผมแวะไปหาพ่อที่บ้าน ก็ยังเห็นพ่อแข็งแรงดีเดินเหินได้เป็นปกติ ไม่มีอาการอะไรที่บ่งบอกว่าจะป่วย แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงมีอาการแบบนี้ได้ทั้งที่เพิ่งจะผ่านมาเพียงไม่กี่วัน”
“นายสงสัยอะไร” ภูมิระพีเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“ก็สงสัยว่าใครที่ทำให้พ่อเป็นแบบนี้”
“ถ้าอย่างนั้นเรารีบกลับไปดูอาการของท่านกันดีไหม” อีกฝ่ายออกความเห็น
“ตอนแรกก็ตั้งใจไว้แบบนั้น แต่พ่อห้ามไว้บอกให้ทำงานให้เสร็จแล้วค่อยกลับ”
“ถ้าคุณไม่สบายใจจะกลับไปดูอาการของท่านก่อนก็คงไม่เป็นไร จริงไหมคะคุณติณณ์”
“ช่างเถอะ พ่อบอกเองว่าไม่เป็นอะไรมาก ถ้าไม่ดีขึ้นจะให้คนไปตามหมอมาดูอาการ”
“แล้วเรื่องที่คุณกังวล”
“คงไม่มีอะไรหรอกมัท บางทีผมอาจจะคิดมากไปเอง รีบทำงานต่อเถอะก่อนที่เราจะโดนเจ้านายตัดเงินเดือน”
“ฉันไม่โหดขนาดนั้นหรอก” ภูมิระพีรีบพูดสวนกลับไปทันที
“ขู่ว่าจะตัดเงินเดือนโทษฐานที่ไม่ตรงต่อเวลา ทั้งที่เพิ่งจะมาทำงานสายเป็นครั้งแรกถือว่าไม่โหด”
พูดจบก็เดินกลับไปนั่งทำงานต่อหน้าตาเฉย หารู้ไม่ว่าคำพูดของเธอทำให้ใครต่อใครเผลอยิ้มออกมา มีเพียงภูมิระพีเท่านั้นที่ทำหน้าเหวอไป จากนั้นต่างก็แยกย้ายกันไปทำงาน
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







