LOGINเย็นวันต่อมา...
ภูมิระพีขับรถมารับมัฑณาวีไปดินเนอร์ในสถานที่ ๆ เขาได้สั่งให้จัดเตรียมขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อเธอโดยเฉพาะ เขามอบดอกไม้ช่อใหญ่ให้เธอ
“สำหรับคุณ ผู้หญิงที่พิเศษที่สุดของผม”
เธอเอื้อมมือไปรับพร้อมกับเอ่ยปากขอบคุณ เขาขับรถพาเธอไปยังสถานที่ ๆ ได้จัดเตรียมไว้ เมื่อหญิงสาวก้าวเท้าเข้าไปในร้านซึ่งตั้งอยู่ภายในโรงแรมหรูก็รู้สึกแปลกใจจนต้องเอ่ยถาม
“ทำไมไม่เห็นมีลูกค้าคนอื่นเลยคะ”
“ผมสั่งปิดร้านนี้เพื่อคุณโดยเฉพาะ”
“ไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบนั้นเลยค่ะ สิ้นเปลืองเปล่า ๆ”
“ผมอยากให้วันนี้เป็นวันพิเศษสำหรับเราสองคน”
ภายในร้านถูกจัดตกแต่งไว้อย่างสวยงามด้วยดอกไม้นานาชนิด ที่พากันส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตัดด้วยลูกโป่งสีสันสดใส รวมถึงเทียนหอมรูปทรงต่าง ๆ ทั้งหมดถูกจัดวางไว้อย่างสวยงามลงตัว มัฑณาวีมองไปรอบ ๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ รอยยิ้มสดใสปรากฎขึ้นบนใบหน้า ภูมิระพีจูงมือเธอพาเดินไปที่โต๊ะอาหารที่ถูกเนรมิตไว้อย่างงดงาม
เขาเลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่ง ก่อนจะไปนั่งลงตรงข้ามเธอ อาหารทยอยกันมาเสิร์ฟ สองหนุ่มสาวพูดคุยกันระหว่างที่นั่งรับประทานอาหารร่วมกัน โดยมีคนเล่นเปียนโนคลอเบา ๆ เพลงที่เขาเล่นล้วนแล้วแต่เป็นเพลงรักหวานซึ้ง
หลังจากกินเสร็จภูมิระพีเดินมายื่นมือมาตรงหน้าเธอ
“ให้เกียรติเต้นรำกับผมสักเพลงนะครับ”
“มัทเต้นรำไม่เก่งนะคะ”
“ไม่เป็นไรครับ ขอเพียงคุณให้เกียรติเต้นรำกับผมก็พอ”
มัฑณาวีวางมือลงบนมือเขา เขาพาเธอเดินไปที่ฟลอร์ และพาเธอเต้นรำท่ามกลางบรรยากาศที่สุดแสนจะโรแมนติก เธอรู้สึกราวกับว่าเขาและเธอกำลังเต้นรำอยู่บนสรวงสวรรค์ ตาสบตาในระยะใกล้ก่อนที่เธอจะเบนหลบสายตาร้อนแรงนั้น เขาโอบตัวเธอเข้ามาชิดพร้อมกับกระซิบบอกความในใจ สิ่งที่ภูมิระพีทำเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะลองใจเธอตามแผนของติณณภพ
“ผมรักคุณ”
ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกอึดอัดเมื่อได้ยินคำบอกรักจากปากเขา...มันไม่ควรเป็นเช่นนั้น
เธอสบตาเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้กลับมีภาพของตนเองที่ยืนเต้นรำอยู่ในอ้อมกอดของดินซ้อนทับขึ้นมา หญิงสาวพยายามสลัดภาพเหล่านั้นออกจากหัวของตัวเอง แต่ก็ทำได้อย่างยากเย็น และแล้วเวลาที่เธอเคยรอคอยก็มาถึง
ภูมิระพีปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ ก่อนจะเกาะกุมมือของเธอไว้ ตาสบตาในระยะประชิด วินาทีนั้นเธอพอจะเดาได้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น
“คุณจะว่าอะไรไหมถ้าผมอยากจะคบกับคุณในฐานะคนรักของคุณ”
มัฑณาวีไม่ได้รู้สึกดีใจที่เขาขอคบหากับเธอ ตรงกันข้ามกลับรู้สึกอึดอัดเมื่อตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้
“เราเป็นคู่รักกันได้ไหมมัท ผมอยากให้คุณเป็นคนรักของผม”
สุดท้ายเขาก็ยอมเอ่ยปากขอคบหากับเธอ เสียงนั้นยังคงดังก้อง แต่เธอกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นอย่างที่ควรจะเป็น ในทางกลับกันเธอรู้สึกลังเลที่จะตอบรับคำขอของเขา ทั้งที่จริงแล้วเธอทำทุกอย่างเพื่อรอเวลานี้มาโดยตลอด
“ขอเวลาให้มัทตัดสินใจหน่อยได้ไหมคะ มันรวดเร็วจนมัทตั้งรับไม่ทัน พรุ่งนี้นะคะคุณติณณ์ มัทจะให้คำตอบในเรื่องที่คุณติณณ์ขอ ไม่ว่ากันใช่ไหมคะ”
มัฑณาวีกลั้นใจพูดออกไปแบบนั้น แม้จะรู้ดีว่าคำพูดของเธออาจจะทำให้เขาเสียความรู้สึก แต่จะให้ทำเช่นไรในเมื่อเธอต้องการเวลาคิดเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะให้คำตอบเขา เธอนึกว่าเขาจะโกรธที่เธอทำให้เขาเสียหน้า แต่ผิดคาด นอกจากเขาจะไม่โกรธเธอแล้ว เขายังส่งยิ้มให้เธออย่างอบอุ่น
“ผมจะรอคำตอบจากคุณนะมัท และหวังว่าพรุ่งนี้ผมจะได้รับคำตอบตกลงจากปากของคุณ”
จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามที แต่คำพูดของเขาเป็นแรงกดดันเธออย่างแรง เธอยิ้มตอบเขาจากนั้นก็ชวนกันกลับ เขาขับรถมาส่งเธอที่บ้านพัก เธอยิ้มให้เขาก่อนจะก้าวลงจากรถ ยืนรอจนรถของเขาลับตาไปจากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
ในค่ำคืนนั้นมัฑณาวีตัดสินใจปรึกษาเรื่องนี้กับภาคินและฬียากร โดยการคุยกันสามสาย
“มีอะไรก็ว่ามา พวกเรารอฟังอยู่” ภาคินเอ่ย
“คุณติณณ์เอ่ยปากขอคบกับมัทอย่างจริงจังแล้วนะ”
“มันเป็นเรื่องที่น่ายินดี แกควรดีใจสิที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่แกต้องการ แต่ทำไมเสียงแกถึงฟังดูเนือย ๆ แบบนั้น”
“นั่นสิคะ เกิดอะไรขึ้นคะพี่มัท”
“มัทควรดีใจใช่ไหม”
“ใช่” ทั้งคู่ตอบพร้อมกัน
“นี่ล่ะปัญหา มัทไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างที่ควรจะเป็นทั้งที่รอเวลานี้ แต่กลับลังเลที่จะตอบรับคำขอของเขา”
ภาคินและฬียากรรู้ทันทีว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น
“รู้ตัวไหมว่าแกไม่ได้รักเขา แต่มีใครอีกคนในใจ แกถึงได้รู้สึกแบบนั้นตอนที่คุณติณณ์ขอคบกับแก”
“มันไม่ควรเป็นแบบนั้นใช่ไหมพิซซี่” เพราะกำลังสับสนกับความรู้สึกของตัวเองจึงต้องการคำยืนยันจากปากของเพื่อน
“ใช่”
“แล้วพี่มัทตอบเขาไปว่ายังไงคะ”
“ยังไม่ได้ตอบเลยลียา พี่ขอเวลาคิดและจะให้คำตอบเขาวันพรุ่งนี้”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส







