LOGINลองรักพ่อผัว ตอนที่ 11
เอาเข้าจริง วันนี้จิตใจของพราวเดือนแทบจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเอาเสียเลย เธอลองติดต่อวาทิต อยากจะถามเขาว่าจะเอายังไงกับเธอ แต่วาทิตกดตัดสายของเธอทิ้ง ท้ายสุดเขาก็บล็อกเบอร์ของเธอเหมือนกับรำคาญเต็มที
ภาพของคนงานที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขะมักเขม้น แม้ว่าจะช่วยเยียวยาจิตใจของพราวเดือนอยู่บ้าง เพราะแท้จริงแล้ว เมื่อมองคนงาน เธอก็มักจะมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง เธอก็มีที่มาไม่ได้ต่างอะไรจากพวกคนงานเหล่านี้
ชีวิตของเธอพลิกผันเกินไป การเข้ามาสู่บ้านสิทธิรังสรรค์ของเธอก็เข้ามาในช่วงวิกฤต แทบไม่เคยรู้จักกับห้วงเวลาแห่งความสุข
วาทิตไม่เคยอยู่เคียงข้างเธอ
แม้จนขณะนี้...
นี่ยังเหลือเพียงแค่วันใดที่เรื่องราวระหว่างเธอกับเสี่ยเวทินถูกเปิดเผยออกไป สถานการณ์ของเธอก็คงเข้าสู่ความเลวร้ายอีกครั้งหนึ่ง
ช่วงบ่าย คนที่มาปรากฏตัวที่โรงงาน ไม่ใช่เสี่ยเวทิน แต่กลับกลายเป็นวรเดช
พราวเดือนไม่ได้ประหลาดใจอะไร ในเมื่อวรเดชยังถือว่าเขาเป็นลูกชายคนหนึ่งของเสี่ยเวทิน ถึงแม้ว่าจะแยกตัวไปแล้ว แต่เขาก็ยังกลับมาได้ตลอดเวลา
เขาคงมองเห็นว่า โรงงานของผู้เป็นพ่อยังมีโอกาสรุ่งเรืองก็ได้ จึงหาทางกลับมาอีกครั้ง
แล้วพราวเดือนก็เผชิญหน้ากับวรเดชในออฟฟิศของโรงงาน
“ผมรู้นะว่าคุณกำลังคิดอะไรกับคุณพ่อ” เจอคำพูดแบบนี้ ไม่ต้องคาดเดาอะไรต่ออีกแล้ว พราวเดือนชักสีหน้า เขากำลังจะทำให้ความอดทนของเธอหมดลง
“คิดอะไรคะ”
“เรื่องแบบนี้ แค่มองด้วยสายตาก็รู้แล้วละครับ”
หญิงสาวสูดลมเข้าปอด เหมือนพยายามระงับอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ “รู้ว่ายังไงคะ”
“คุณอยากเป็นเมียอีกคนของพ่อผม”
“อะไรนะคะ”
ใบหน้าของพราวเดือนร้อนวูบขึ้นมา แน่นอนละว่า วรเดชพูดเรื่องจริง มันคือเรื่องจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธเป็นอย่างอื่นได้เลย
แต่ที่ไม่จริงก็คือ เธอไม่ได้ต้องการเสี่ยเวทินมาเป็นสามี หรือต้องการผลประโยชน์อะไรจากเขา แต่...มันเกิดจากอารมณ์ความเปล่าเปลี่ยว ความเห็นอกเห็นใจ
เธอไม่โทษเสี่ยเวทินหรอก เธอโทษตัวเอง
“ทำไมหน้าซีดล่ะ ผมพูดถูกเหรอ”
“ฉันขอตัวค่ะ”
“คุณยังไปไหนไม่ได้” วรเดชเสียงเข้มขึ้น
ร่างของพราวเดือนที่กำลังจะขยับก้าวจึงต้องหยุดชะงัก หันกลับมาเผชิญหน้ากับวรเดช
แต่แล้ว...ประตูออฟฟิศก็ถูกเปิดเข้ามา
“แกมาอยู่นี่เอง” เสี่ยเวทินนั่นเอง
“ผมแค่อยากมาช่วยคุณพ่อ”
“ไม่ต้อง ที่นี่เรียบร้อยหมดแล้ว เพราะฝีมือของหนูพราวเดือน” น้ำเสียงของเสี่ยเวทินเหมือนต้องการจะปกป้องพราวเดือน เสี่ยเวทินอาจจะรู้แล้วก็ได้ว่า พราวเดือนกำลังถูกคุกคามจากลูกชายของตัวเอง “หนูไม่เป็นไรนะ”
“เปล่าค่ะ หนูไม่ได้เป็นอะไร หนูขอตัวนะคะ” พราวเดือนตอบด้วยรอยยิ้มฝืนที่สุดในชีวิต ก่อนจะผละจากไป
พราวเดือนไม่ได้สนใจอีกแล้วว่าเสี่ยเวทินพูดคุยอะไรกับวรเดช มันไม่ใช่เรื่องอะไรของเธอ ความรู้สึกของพราวเดือนเวลานี้เต็มไปด้วยความฟุ้งซ่านสับสน มันกระจัดกระจายเหมือนปุยนุ่นในอากาศ มันไม่ใช่เรื่องความดีความชั่ว หรืออาจจะใช่ แต่เธอไม่สามารถแยกแยะได้
รู้เพียงอย่างเดียวว่า ถ้าขืนยังอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ เธออาจจะเสียสติไปในที่สุด พราวเดือนหลบออกจากโรงงาน เธอเรียกแกร๊ปพาไปส่งที่บ้าน เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าออกจากบ้านของเสี่ยเวทิน
ไม่จำเป็นต้องมาสนใจอะไรอีกแล้วเกี่ยวกับคนบ้านนี้ เพราะเอาเข้าจริง เธอเป็นเพียงคนนอก ฐานะสะใภ้เล็กของบ้านหรือ โดยนิตินัยอาจใช่ แต่พฤตินัยไม่ใช่
กระเป๋าเสื้อผ้าเพียงใบเดียวเท่านั้น ขณะที่เธอก้าวเข้ามาในบ้านสิทธิรังสรรค์ การจะก้าวออกไปจากที่นี่ก็คือ กระเป๋าเสื้อผ้าใบเดียวเหมือนกัน
หญิงสาวก้าวออกจากจุดที่ยืนอยู่ ก้าวต่อไป และก้าวต่อไป
เรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่สถานีรถไฟ หลังจากนั้นตีตั๋ว มุ่งหน้ากลับภูมิลำเนา นานแล้วสินะที่ไม่ได้เดินทางด้วยรถไฟ
พราวเดือนแค่รู้สึกเศร้า แต่...ไม่มีน้ำตาแม้เพียงหยดเดียวหลั่งริน มันเหมือนกับท่วมท้นอยู่ข้างในมากกว่า
“ขอโทษนะครับ”
เสียงทุ้มนุ่มนั้น ปลุกพราวเดือนให้หลุดออกมาจากความคิด แล้วภาพที่เห็นตรงหน้าก็คือหนุ่มรูปร่างสูง หน้าตาคมคายเข้าทียืนยิ้มอยู่ “ผมขอนั่งด้วยคนนะครับ”
“เชิญค่ะ”
พราวเดือนขยับตัว
มิตรภาพใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นในตอนนี้เอง
“คุณเดือนดูเศร้าจังครับ” ชายหนุ่มที่แนะนำตัวเองว่าชื่อ ‘เก่ง’ ชวนคุยภายหลังแนะนำตัวเองคร่าว ๆ ผู้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เป็นหญิงวัยกลางคนกับลูกชาย พวกเขาไม่ได้มองมายังเธอกับหนุ่มผู้เพิ่งรู้จักหรอก แต่มองออกไปภายนอกรถ
“เศร้าเหรอคะ ไม่หรอกค่ะ” เธอยิ้ม แต่ในใจแห้งผาก ไม่เหลือความรู้สึกอะไรเลย
“คุณปิดผมไม่ได้หรอกครับ” เก่งกล่าวมั่นใจ “แววตาแบบนี้ผมเชื่อได้เลยว่าคุณเศร้าแน่ ๆ”
“พูดเหมือนเป็นหมอดูนะคะ”
“เปล่าครับ แค่ผ่านประสบการณ์แบบนี้มาบ่อยก็เท่านั้นเอง”
สิ่งที่พราวเดือนได้รับจากมิตรภาพคนใหม่ก็คือการมองโลกในแง่หนึ่ง ก่อนหน้านี้เธอเหมือนกับจมอยู่กับความหม่นหมอง อาจเป็นเพราะการอยู่ในสถานการณ์กดดันมากเกินไป หลายสิ่งหลายอย่างหลายเรื่องราวประเดประดังเข้ามาไม่รู้จักจบสิ้น
“ขอโทษนะครับ คุณอกหักมาหรือเปล่า”
เก่งยังชวนคุยต่อ จริง ๆ พราวเดือนรู้สึกว่าเขากำลังจะล้ำเส้น แต่เธอก็พยายามจะไม่แสดงอะไรออกมา
“ไม่นะคะ ฉันสบายดีค่ะ”
“แปลกนะครับ ผมดูแววตาของคุณออก รอยยิ้มของคุณก็ฝืนยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่โคตรเศร้ามาก”
เก่งขอตามไปส่งเธอถึงบ้าน เขาบอกว่าเป็นห่วงเธอ เพราะเมื่อพูดคุยกันแล้ว บ้านของเก่งก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านที่พราวเดือนเคยอยู่อาศัย
“ถ้ามีอะไรให้ผมช่วยเหลือ โทรหาผมได้ตลอดเวลานะครับ” เก่งเอ่ยกับพราวเดือน แววตาของเขามองมายังเธออย่างมีความหมาย
“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” พราวเดือนตอบก่อนที่เขาจะขอตัวกลับ
มันคือมิตรภาพที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าหากเธอไม่สานต่อ ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พราวเดือนไม่ได้เปิดมือถือนับตั้งแต่ออกมาจากบ้านของเสี่ยเวทิน พยายามตัดใจปล่อยทุกอย่างทิ้งไปอย่างไม่ไยดี
ความจริงอันน่าเศร้าก็คือพราวเดือนไม่เหลือญาติพี่น้องใด ๆ อีกแล้ว มีเพียงป้าแก่คนหนึ่งที่เคยเลี้ยงดูเธอมา การคืนถิ่นของเธอไม่ได้ทำให้สภาพจิตใจดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเหมือนมารับรู้อีกปัญหาหนึ่งอันหนักอึ้งแบบเดิม ๆ ที่เธอเคยเผชิญหน้ากับมัน
มีแต่คนต้องการกำลังใจทั้งสิ้น โดยเฉพาะจากเธอ ไม่มีใครมองเข้ามาในดวงตาของเธอสักนิดว่าแท้จริงแล้วเธอกำลังอยู่ในสภาพอย่างไร
ครอบครัวของป้า มีลูกหลายคน ที่นี่กลับมีสภาพเลวร้ายไม่แตกต่างจากการอยู่บ้านของเสี่ยเวทิน เพราะลูก ๆ แต่ละคนของป้าดูเหมือนว่าจะโตเพียงแค่ตัวเท่านั้น ทุกคนต่างนำปัญหากลับมาให้ป้าเดือดร้อน
พราวเดือนมาพักอยู่กับป้าแค่วันเดียว ยังรับรู้ปัญหาต่าง ๆ มากมาย
ทุกคนต่างคิดว่าพราวเดือนไปได้ดีแล้ว พวกเขาจึงต่างดาหน้าเข้ามาหาเพื่อขอความช่วยเหลือจากเธอ พราวเดือนยิ้มอย่างฝืน เธอกำลังจะหมดความอดทน
เธอตัดสินใจโทรหาเก่ง โดยใช้ซิมใหม่
“ในที่สุดคุณก็โทรหาผม” เสียงของเก่งแสดงอาการดีใจ
“ฉันรบกวนคุณหรือเปล่าคะ” พราวเดือนถาม
“ไม่เลยครับ” เขารีบตอบกลับมา หลังจากนั้นพราวเดือนจึงบอกถึงปัญหาของเธอ เธออาจจะต้องหาที่พักชั่วคราว และเธอต้องการไปจากครอบครัวของป้า
“ผมจะไปรับคุณเอง” เก่งตอบ
พราวเดือนระบายลมออกจากปาก รู้สึกเหมือนกันว่าชีวิตของเธอกำลังเริ่มต้นการผจญภัยอีกครั้ง หญิงสาวบอกลาป้าว่าเธอจะกลับแล้ว
ป้าค่อนข้างแปลกใจ เพราะตอนแรกเธอบอกว่าจะมาอยู่หลายวัน แต่ก็นั่นแหละ ปัญหาในครอบครัวของป้ามีมากมายอยู่แล้ว จึงไม่ได้ให้ความสนใจเธอมากนัก
เก่งขี่รถเครื่องมารับ เขาพาพราวเดือนไปที่บ้านของเขา เก่งอยู่กับพ่ออายุรุ่นราวคราวเดียวกับเสี่ยเวทินนั่นเอง พ่อของเก่งมองพราวเดือนด้วยสายตาประหลาด
พราวเดือนแอบถอนใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองตัดสินใจถูกต้องหรือเปล่า
บ้านของเก่ง ลักษณะเป็นบ้านสวน เขาบอกพราวเดือนว่า ให้พักอยู่ที่นี่สักวันสองวัน แล้วค่อยคิดอ่านต่อไปว่าจะทำยังไง เขาส่งเธอแล้วก็ขี่รถจากไป บอกว่าจะไปซื้อข้าวของกลับมาทำกิน
พราวเดือนรอจนมืด เก่งก็ยังไม่กลับมา
เธอเริ่มผิดสังเกต โทรหาเขาก็ไม่ยอมรับสาย สุดท้ายก็กลายเป็นว่าไม่สามารถติดต่อได้ ต้องมีอะไรสักอย่าง พราวเดือนนึกตำหนิตัวเองที่ไม่น่าไว้วางใจคนง่ายดายถึงเพียงนี้
ตอนนี้เหมือนพาตัวเองมาอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย หมู่บ้านห่างไกล ส่วนใหญ่เป็นเรือกสวนไร่นา
เธออาจจะมีกำเนิดมาจากท้องถิ่นแบบนี้ก็จริง แต่เธอจากไปนานแล้ว ชีวิตต่อสู้ดิ้นรนอยู่แต่ในเมืองใหญ่มาอย่างยาวนาน
เพราะฉะนั้น พราวเดือนจึงคุ้นเคยกับความเป็นเมืองมากกว่าที่นี่
“คุณลุงคะ เก่งเค้าหายไปไหนคะ”
หญิงสาวเดินเข้ามาถาม ชายสูงวัยเจ้าของบ้านกำลังนั่งดื่มเหล้าขาวเพียงลำพัง แววตาของเขามองมายังเธออย่างมีเลศนัยเหมือนเดิม มันไม่ใช่แววตาของคนแก่ที่มีความปรารถนาดีต่อเธอ
“คงไปหาเพื่อนมั้ง”
“แต่เขาบอกว่าจะไปหาซื้ออะไรมากิน”
“งั้นรึ” ชายสูงวัยเสียงสูง “หนูไม่ต้องรอมันหรอก ไปหุงข้าวดีกว่า ลุงชักหิวแล้วสิ”
“หุงข้าวหรือคะ”
“ใช่ ข้าวสารอยู่ในครัว หุงเตาถ่านได้หรือเปล่าล่ะ”
“ก็...ได้อยู่ค่ะ”
พราวเดือนผละจากไป ในระหว่างที่กำลังเตรียมก่อไฟ เธอตัดสินใจเปลี่ยนซิมมือถือ ข้อความที่เด้งเข้ามานับร้อยข้อความนั้น เป็นของเสี่ยเวทิน
วูบนั้นเอง พราวเดือนอยากจะร้องไห้ ไม่เคยมีใครให้ความสนใจเธอมากมายเท่ากับเสี่ยเวทิน
หลังเปิดเครื่องเพียงไม่กี่วินาที เสี่ยเวทินก็โทรเข้ามา พราวเดือนรับสายทันที
“อยู่ไหนลูก พ่อเป็นห่วงนะ”
นานทีเดียวกว่าพราวเดือนจะมีคำพูดใด ๆ หลุดออกมา เธอสะอื้นไห้ ยอมรับว่าเวลานี้คิดถึงเสี่ยเวทินใจแทบขาด
มันไม่ใช่ความผิดใด ๆ ของเขาเลย เธอต่างหากที่อ่อนแอเกินไป เธอผิดไปแล้ว
พราวเดือนร้องไห้ออกมา
“ลูกอยู่ไหน พ่อจะไปรับ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ”
“ลูกพ่อ พ่อขอโทษนะ พ่อรู้ตัวว่าทำผิดต่อหนูเยอะเลย เยอะจนไม่น่าให้อภัย” เสียงของเสี่ยเวทินสั่นเครือไม่ต่างจากพราวเดือน “พ่อขอโทษ”
“ใช่ความผิดของคุณพ่อซะที่ไหนกันคะ หนูเองต่างหากที่คิดมากเกินไป เรื่องไม่เป็นเรื่อง”
“ไม่ พ่อผิด”
“หนูค่ะ หนูผิด”
ต่างมีเหตุผลในความผิดพลาดของตัวเอง ได้ระบาย ได้ถ่ายทอดถึงความรู้สึกอันแท้จริงออกมา บางทีการได้เดินออกมาจากจุดที่เคยยืนอยู่ ไม่ใช่เรื่องเสียหายเท่าไรนัก เหมือนภาพวาดของจิตรกร ต้องขยับห่างออกมาจึงจะเห็นรายละเอียดทั้งหมดของภาพ เห็นความงดงามที่ปรากฏในภาพนั้น
“พ่อจะไปรับได้ไหม ให้โอกาสพ่อได้ทำในสิ่งที่พ่อควรจะทำบ้างเถอะจ้ะ” เสี่ยเวทินวิงวอน
ริมฝีปากของหญิงสาวมีรอยยิ้มผุดขึ้นมาบ้าง ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวที่เธอได้รับแม้แต่การกลับคืนถิ่นก็กลับหนักหนาสาหัสกว่าเดิม มีรอยยิ้มผุดขึ้นมาแทนที่ กลายเป็นพราวเดือนคนเดิม
ลองรักพ่อผัว ตอนที่ 11เอาเข้าจริง วันนี้จิตใจของพราวเดือนแทบจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเอาเสียเลย เธอลองติดต่อวาทิต อยากจะถามเขาว่าจะเอายังไงกับเธอ แต่วาทิตกดตัดสายของเธอทิ้ง ท้ายสุดเขาก็บล็อกเบอร์ของเธอเหมือนกับรำคาญเต็มทีภาพของคนงานที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างขะมักเขม้น แม้ว่าจะช่วยเยียวยาจิตใจของพราวเดือนอยู่บ้าง เพราะแท้จริงแล้ว เมื่อมองคนงาน เธอก็มักจะมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง เธอก็มีที่มาไม่ได้ต่างอะไรจากพวกคนงานเหล่านี้ชีวิตของเธอพลิกผันเกินไป การเข้ามาสู่บ้านสิทธิรังสรรค์ของเธอก็เข้ามาในช่วงวิกฤต แทบไม่เคยรู้จักกับห้วงเวลาแห่งความสุขวาทิตไม่เคยอยู่เคียงข้างเธอแม้จนขณะนี้...นี่ยังเหลือเพียงแค่วันใดที่เรื่องราวระหว่างเธอกับเสี่ยเวทินถูกเปิดเผยออกไป สถานการณ์ของเธอก็คงเข้าสู่ความเลวร้ายอีกครั้งหนึ่งช่วงบ่าย คนที่มาปรากฏตัวที่โรงงาน ไม่ใช่เสี่ยเวทิน แต่กลับกลายเป็นวรเดช พราวเดือนไม่ได้ประหลาดใจอะไร ในเมื่อวรเดชยังถือว่าเขาเป็นลูกชายคนหนึ่งของเสี่ยเวทิน ถึงแม้ว่าจะแยกตัวไปแล้ว แต่เขาก็ยังกลับมาได้ตลอดเวลาเขาคงมองเห็นว่า โรงงานของผู้เป็นพ่อยังมีโอกาสรุ่งเรืองก็ไ
ลองรักพ่อผัว ตอนที่ 10การไซ้ของชายรุ่นพ่อ และสำหรับพราวเดือนแล้ว สถานะของเขาก็ยังคงเป็นเพียงพ่อผัว แต่กลับทำให้เธอรู้สึกร้อนผ่าว ผู้หญิงที่สามารถมีอารมณ์ไปกับการเล้าโลมของผู้ชายสถานะนี้ จะมีสักกี่คน และในจำนวนไม่กี่คนนั้น ก็คงมีเธอเป็นหนึ่งในจำนวนดังกล่าวมือเรียวของพราวเดือนลูบไล้อยู่บนศีรษะขอเสี่ยเวทิน ขณะที่เขากำลังเลื่อนลงมาที่หน้าอกของเธอ ยกทรงถูกปลดออกไปแล้ว เขาใช้เวลาจูบโดยที่ยังไม่ได้แตะต้องกับยอดอกที่กำลังชูชันตอบสนองต่อการปลุกเร้าแต่แล้ว อารมณ์ที่กำลังจะต่อเนื่องก็พลันสะดุดลง เพราะ...โทรศัพท์ที่เข้ามา“ไปรับสายก่อนเถอะค่ะ เผื่อเป็นเรื่องสำคัญ”พราวเดือนบอกเสี่ยเวทินจึงจำเป็นต้องขยับออกไปจากร่างของเธอ หลังรับสาย สีหน้าของเขาก็ดูเคร่งเครียดขึ้นมา พราวเดือนปล่อยให้เสี่ยเวทินคุยโทรศัพท์ เธอเลี่ยงไปอาบน้ำ...เสียงรถยนต์แล่นเข้ามาจอด หลังจากนั้นก็พบว่า วรเดช ลูกชายคนกลางของเขาก็เข้ามา ถึงจะไม่รู้ว่ามีเรื่องสำคัญอะไร แต่น่าจะไม่ใช่เรื่องดีแน่นอนแว่วได้ยินเสียงพูดของพ่อลูก มีความเคร่งเครียด บรรยากาศของบ้านก็เปลี่ยนไปโดยปริยายคืนนั้น พราวเดือนนอนอยู่ในห้องเพียงลำพัง เธออดคิดไม่
ลองรักพ่อผัว ตอนที่ 9ค่ำแล้ว คนงานเปลี่ยนกะ มีการตอกบัตร ทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่เคยเกิดขึ้น ทุกคนยังคงมุ่งมั่น แววตาของพวกเขาดูมีความหวังใช่ พราวเดือนก็รู้สึกเหมือนกันกับพวกเขา ถึงแม้ว่าสถานะของเธอในเวลานี้ ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี เอาเข้าจริงแล้วจะเรียกว่ามั่นคงหรือ ก็คงไม่ใช่หรอกสำหรับเธอค่อนข้างซับซ้อนกว่าชีวิตของคนงานในโรงงานหลายเท่า“คุณหนูเหนื่อยไหมคะ” ได้ยินเสียงคนงานหญิงทักทาย“ไม่เหนื่อยหรอกค่า” พราวเดือนตอบด้วยน้ำเสียงสดชื่น แต่อันที่จริง ใช่ว่าจะไม่รู้สึกหรอกนะ เพียงแค่ใจของเธอยังพร้อมที่จะสู้ เกิดความรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อนึกเทียบเคียงกับช่วงเวลาที่ย่ำแย่สุดขีดของโรงงาน นับตั้งแต่วันที่เธอก้าวมา จนกระทั่งเกิดไฟลุกโหมครั้งล่าสุด แต่ดูสิ กลับสามารถผงาดขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง ก็เพราะเธอมีส่วนร่วมอยู่ในความสำเร็จดังกล่าวด้วย“คุณหนูต้องพักบ้างนะคะ”ความเป็นห่วงเป็นใยของพวกคนงาน ความสนิทสนมที่พวกเขามอบให้กับเธอ ให้เกียรติยกย่อง ลึก ๆ พวกคนงานจะคิดยังไง พราวเดือนไม่ได้อยากจะใส่ใจตรงนั้นรถยนต์ของเสี่ยเวทินแล่นเข้ามาจอด...“พ่อเป็นห่วงหนู” เสี่ยเวทินบอกเหตุผ
ลองรักพ่อผัว ตอนที่ 8 “พ่อรักหนูนะ” เสียงปนหอบของเสี่ยเวทิน ขณะพรมจูบแก้มของเธอสำหรับพราวเดือน ระหว่างเธอกับเสี่ยเวทิน ชายผู้เป็นเพียงสถานะพ่อผัวคนนี้ ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความรักเต็มปากเต็มคำ มันคืออะไรก็ไม่รู้นึกภาพในวันที่เธอแต่งงานเข้ามาอยู่บ้านสิทธิรังสรรค์ หลังจากนั้นก็ตกอยู่ในสภาพเคว้งคว้าง เมื่อรู้ว่าบ้านนี้เต็มไปด้วยปัญหา วาทิตไม่แตะเนื้อต้องตัวเธอเลย จนในที่สุดก็กลายเป็นเรื่องทะเลาะ หลังจากนั้นเขาก็หนีหายไปดื้อ ๆ ปล่อยให้เธอเป็นคนดูแลเสี่ยเวทินผู้เป็นพ่อเสี่ยเวทินผู้เป็นเหมือนกับเสาหลักของบ้าน ที่ตอนนั้นกำลังสิ้นสภาพเป็นเพียงแค่คนป่วยติดเตียง แต่กำลังใจของเขากลับมีเหลือเฟือ แม้ว่าเวลานั้นจะมองไม่เห็นทางออกอะไรเลยความสุขที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับเสี่ยเวทิน สำหรับเธอ ไม่อาจะเรียกได้ว่าเป็นความรักหรอก แต่น่าจะมาจากความเห็นอกเห็นใจกันมากกว่าแม้จนขณะนี้ ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เพราะเมื่อใดความสัมพันธ์นี้ถูกเปิดเผยออกไปจริง ๆ เธออาจจะอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว“ไม่เชื่อพ่อเหรอ” เสี่ยเวทินกอดร่างของเธอเอาไว้“ไม่รู้สิคะ” พราวเดือนตอบตามตรง“ทำไมพูดงี้ล่ะ” เสี่ยเวทินเสียงเคร
ลองรักพ่อผัว ตอนที่ 7พราวเดือนตัดสินใจที่จะไม่พูดเรื่องของวิษณุให้กับเสี่ยเวทินได้รับรู้ เพราะเกรงว่าจะทำให้เขาไม่สบายใจ อย่างน้อยที่สุด พวกคนงานที่โรงงานต่างก็คอยเป็นหูเป็นตาให้อยู่แล้ว จึงวางใจได้ระดับหนึ่ง เธอไม่คิดว่าวิษณุจะกล้าทำเรื่องไม่เป็นเรื่องหรอก การแอบมาที่โรงงานของเขาอาจเป็นเพียงแค่แวะมาดูความก้าวหน้าธรรมดา ๆ พอได้เห็นว่าโรงงานกลับฟื้นมาอย่างรวดเร็ว ก็อาจจะผิดหวังกลับไปพราวเดือนไม่ได้ปักใจเชื่อหรอกว่าวิษณุจะเกี่ยวข้องอะไรกับไฟไหม้โรงงานที่ผ่านมา เพราะไม่ได้มีหลักฐานอะไรว่าเกิดจากการวางเพลิง เพียงแต่ความไม่ไว้วางใจเกิดจากพวกคนงานมากกว่าสำหรับเธอ ติดใจเขาแค่ในตอนที่เสี่ยเวทินไปขอความช่วยเหลือแล้วถูกเขาปฏิเสธอย่างไม่เหลือเยื่อใย ราวกับว่าเสี่ยเวทินไม่ใช่พ่อผู้มีพระคุณอย่างนั้นแหละ“เหนื่อยหรือเปล่าครับ” เสี่ยเวทินเข้ามาโอบกอดเธอ หลายวันที่ผ่านมา พราวเดือนไปที่โรงงานเพียงลำพัง ส่วนเสี่ยเวทินกำลังเจรจากับกลุ่มทุนรายใหม่ที่จะเข้ามาเสริม เธอไม่ได้รู้เรื่องพวกนี้เท่ากับเขา เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยเท่าไรนัก “พ่อรู้ว่าหนูเหนื่อย”“ไม่เลยค่ะ” พราวเดือนตอบ โอบกอดร่
ลองรักพ่อผัวตอนที่ 6ด้วยความที่พราวเดือนยังอยู่เหนือร่างของเสี่ยเวทิน เพราะฉะนั้นเธอจึงขืนตัว ไม่ยอมให้เขาใช้ลิ้นต่อไป ขยับมาถึงกลางลำตัวของเขา กดร่องเข้าหาแกนกายโดยที่แทบไม่ต้องเล็งด้วยซ้ำ เติมน้ำหนักตัว ร่องสามารถกลืนความแข็งแกร่งของเสี่ยเวทินเข้าไปจนหมด 20พราวเดือนฟุบท่อนบนนาบแนบกับลำตัวของเสี่ยเวทิน เขาโอบร่างของเธอเอาไว้แน่น แล้วขยับส่งแท่งลำเข้าหาร่องสวาทฉ่ำ เอวของคนวัยนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคใด ๆ เลยแม้แต่นิดเดียวจังหวะซอยเร้าใจ เสียงร้องของพราวเดือนส่งสัญญาณว่าเธอสุด ๆ ไปกับการกระทำของเขา“คุณพ่อขา”เพียงไม่นาน หญิงสาวก็กระตุกเกร็ง เพียงแต่อารมณ์ของเธอนั้นยังสามารถร่วมรักได้อีกต่อไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าเสี่ยเวทินจะถึงจุดหมายปลายทางไม่มีความสุขแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ดังนั้น ผู้มีประสบการณ์มาอย่างโชกโชนอย่างเสี่ยเวทินจึงสามารถยื้อเวลาเอาไว้ได้อีกยาวพราวเดือนเปลี่ยนมาคุกเข่า โดยใช้หมอนรองบริเวณหน้าท้อง สะโพกลอย โชว์กลีบพูย้อยด้านหลังมองเห็นความฉ่ำน่าสัมผัส หญิงสาวหลับตาพริ้มเหมือนเฝ้ารอแกนกายที่จะแทรกเข้ามา ทว่ากลับกลายเป็นลิ้นปาดเลียรัว ๆ เข้ามาแทน“อูยยยย คุณพ่อขา”พราวเดือนสูดปา







