Se connecterแพรวาละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เมื่อเสียงเคาะประตูห้องทำงานดังขึ้นก่อนจะถูกเปิดเข้ามาโดยเลขาส่วนตัวซึ่งเป็นสาวใหญ่วัยกลางคน ด้านหลังคือร่างสูงใหญ่ของโอลิเวอร์ คาร์ลตัน
“มิสเตอร์คาร์ลตันมาขอพบคุณแพรค่ะ”
แพรวาพยักหน้ารับทราบ เลขาสาวใหญ่จึงเดินออกไป จากนั้นผู้บริหารสาวจึงเดินไปต้อนรับแขกและเชิญเขามานั่งที่โซฟชุดรับรองแขกซึ่งตั้งอยู่ริมห้องชิดผนังกระจกที่มองออกไปเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา
“มิสเตอร์คาร์ลตันมาพบฉัน มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” แพรวาไม่คิดว่าลูกค้าวี.ไอ.พี. ผู้นี้จะมีธุระส่วนตัวอะไรกับเธอถึงขั้นต้องมาหาด้วยตัวเองแบบนี้
“เรียกผมว่าโอลิเวอร์ดีกว่าครับ”
“คุณเป็นลูกค้า และเราไม่ได้สนิทกัน เรียกแบบนั้นคงไม่เหมาะ”
“ผมเป็นเพื่อนเอด้า และทราบว่าคุณก็รู้จักเธอเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราก็น่าจะเป็นเพื่อนกันได้”
แพรวายิ้มให้กับการพยายามหาจุดเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของเขา และเธอก็พอจะเดาออกแล้วว่า นักธุรกิจหนุ่มชาวอังกฤษผู้นี้น่าจะมาหาเธอเพราะเรื่องของอมลรดา
“ตกลงเราเป็นเพื่อนกันได้ใช่มั้ย” โอลิเวอร์ถามเมื่อเห็นแพรวาเอาแต่นั่งอมยิ้ม
“ได้ค่ะ” แพรวากลั้นยิ้มแล้วปั้นหน้านิ่งเพราะเกรงจะเป็นการเสียมารยาท “ที่คุณมาหาฉันเพราะเรื่องของรดา เอ้อ...เอด้าใช่มั้ยคะ”
“ใช่ครับ ผมติดต่อเอด้าไม่ได้มาเป็นเดือนแล้ว รู้แต่ว่าไปทำงานดูแลคนป่วยที่เชียงใหม่เท่านั้น” โอลิเวอร์บอกอย่างเป็นกังวล ตลอดเวลาเขาสั่งลูกน้องให้สืบหาที่อยู่ของอมลรดาที่เชียงใหม่ แต่ก็ไม่มีวี่แวว ปกติการตามหาคนเป็นเรื่องง่ายดายมากสำหรับเขา แต่การที่แกะรอยไม่เจอแบบนี้ แปลว่าคนที่อมลรดาทำงานให้ต้องมีที่ซ่อนตัวที่ลึกลับพอสมควร และแน่นอนว่าต้องเป็นคนที่ไม่ธรรมดา
“รดาไปดูแลน้องชายฉันเองค่ะ” แพรวากล้าบอกความจริงกับโอลิเวอร์ก็เพราะเห็นว่าเขาเป็นเพื่อนกับอมลรดา และที่สำคัญพรุ่งนี้เขาก็จะกลับลอนดอนแล้ว คงไม่มีผลอะไรกับความปลอดภัยของอคิณ
“อ้าว...เอด้าไปดูแลเด็กหรอกเหรอ ผมนึกว่าไปดูแลคนแก่”
แพรวาขำพรืด เมื่อได้ยินคำว่า ‘เด็ก’ แต่ความจริงน้องชายของเธอก็นิสัยเหมือนเด็กจริงๆ นั่นแหละ “คุณคิดว่าน้องชายฉันอายุเท่าไหร่คะ”
โอลิเวอร์นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ “ถ้าให้เดาจากอายุคุณ ผมว่าน้องชายคุณน่าจะยังเป็นวัยรุ่นอยู่ สักสิบห้าไม่เกินสิบแปด”
“คุณคิดว่าฉันอายุเท่าไหร่คะ” หญิงสาวอดถามไม่ได้
“ไม่น่าเกินยี่สิบห้า”
คราวนี้แพรวาถึงกับยิ้มกว้าง สำหรับผู้หญิงแล้วจะมีอะไรน่าดีใจไปกว่าการมี ‘หน้าเด็ก’ กว่าอายุจริงถึงสิบปี “ปีนี้ฉันสามสิบห้าแล้วค่ะ”
“ห๊า...” โอลิเวอร์แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ใบหน้าเธอดูอ่อนวัยกว่าเขามากทั้งที่อายุจริงมากกว่าเขาถึงเจ็ดปี “ขอโทษนะครับ แล้วน้องชายคุณอายุเท่าไหร่” หนุ่มนัยน์สีเทาอมฟ้าน่าหลงใหลเริ่มใจคอไม่ดี
“สามสิบค่ะ”
โอลิเวอร์นิ่งงันไปชั่วขณะ การที่หญิงสาววัยยี่สิบสองปีต้องไปดูแลคนป่วยซึ่งเป็นชายฉกรรจ์วัยสามสิบปีอย่างใกล้ชิด เป็นเรื่องที่ไม่น่าไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง
เห็นทีว่าจะปล่อยไว้ไม่ได้ซะแล้ว!
อมลรดาแอบแง้มประตูมองเข้าไปในห้องทำกายภาพบำบัด เห็นอคิณกำลังฝึกเดินอยู่กับนักกายภาพ หลังจากทำกายภาพบำบัดทุกวันอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม อคิณก็เดินได้ดีขึ้นมาก เขาสามารถเดินระยะใกล้ๆ ได้ด้วยตัวเอง ถ้าต้องเดินไกลก็ใช้ไม้เท้าช่วยประคองตัว หรือไม่ก็ให้อมลรดาช่วยประคองแขนให้เท่านั้น ไม่ต้องประคองทั้งตัวเหมือนเมื่อก่อน
“แอบดูอะไร”
“ฉันแค่จะมาถามว่าเที่ยงนี้คุณอยากทานอะไร” เมื่อถูกจับได้ หญิงสาวก็เปิดประตูให้กว้างออกแล้วยื่นหน้าเข้าไปยิ้มกว้างให้อคิณอย่างสนิทใจ
หนึ่งเดือนที่ตัวติดกันเกือบตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แม้กระทั่งเวลากิน เวลานอน หรือแม้แต่ตอนอาบน้ำ ทำให้อมลรดารู้สึกคุ้นเคยกับอคิณมากขึ้นราวกับเป็นคู่สามีภรรยากันจริงๆ อีกทั้งความสัมพันธ์ทางกายที่เขาปรนเปรอเธอเท่าที่จะทำได้ ทั้งการกอด จูบ และสัมผัสลึกซึ้งต่างๆ ล้วนก่อให้เกิดความผูกพันขึ้นในใจเธอทีละนิดโดยไม่รู้ตัว
“คุณทานอะไรผมก็ทานเหมือนคุณนั่นแหละ ง่ายๆ ไม่ต้องคิดเยอะ” อคิณตอบสบายๆ แล้วเดินโชว์อีกหลายก้าว
“ถ้างั้นฉันทำกะเพราเนื้อวากิว ไข่ดาวฟูแล้วก็ซุปเห็ดหอมให้คุณทานนะ”
“แล้วแต่คุณจะจัดให้เลย ผมทานได้หมด”
“คุณอคิณนี่น่ารักจัง ตามใจภรรยาทุกอย่างเลย” นักกายภาพบำบัดหนุ่มน้อยได้ยินแล้วอดแซวด้วยความอิจฉาไม่ได้
“ก็ภรรยาผมน่ารัก ดูแลผมอย่างดีทุกอย่าง ก็ต้องตามใจกันนิดนึง” ชายหนุ่มพูดคำว่า ‘ภรรยา’ ออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำแบบไม่มีขัดเขินเลยสักนิด ส่วนอมลรดาก็หน้าแดงไปตามระเบียบ
“ฉันไม่กวนคุณแล้ว ไปเตรียมอาหารดีกว่า”
“อย่าเพิ่งไปรดา” อคิณเรียกไว้ก่อนที่หญิงสาวจะหมุนตัวออกไป
“มีอะไรคะ”
“พี่แพรโทร. มาบอกว่าเย็นนี้จะมาที่นี่ เห็นว่าจะมีเซอร์ไพร้ส์มาให้คุณด้วย”
“เซอร์ไพร้ส์อะไรคะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน” อคิณยักไหล่ “วันเกิดคุณหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ ฉันเกิดวันคริสต์มาส อีกตั้งหลายเดือนกว่าจะถึง” อมลรดาพยายามคิดว่าแพรวาจะเซอร์ไพร้ส์อะไร แต่ก็คิดไม่ออก
“คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิด เดี๋ยวเย็นนี้ก็รู้” อคิณยิ้มขำเมื่อเห็นหญิงสาวครุ่นคิดจนหัวคิ้วแทบชนกัน
“ไม่คิดแล้วก็ได้” เธอตอบรับอย่างว่าง่าย ระยะหลังเธอไม่ค่อยต่อปากต่อคำกับเขาเท่าไหร่แล้ว เพราะเถียงกันทีไรเป็นต้องโดนจูบปิดปากทุกที ทางที่ดีควรสงบปากสงบคำไว้จะปลอดภัยกว่า
“คุณปู่กับคุณแม่ดูมีความสุขมากนะ แล้วก็ปล่อยวางความคาดหวังในตัวคิณลงได้แล้วด้วย” แพรวาพูดกับอคิณพลางมองไปยังสุมาลีและดนัยที่เล่นกับอนาคิณอยู่ที่สนามหญ้าของบ้านพักเชิงดอยที่เชียงใหม่ สองวันที่อยู่ที่นี่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านไม่ยอมอยู่ห่างจากเจ้าตัวเล็กเลย “คงเป็นเพราะอนาคิณ นี่คุณปู่กับคุณแม่ไม่สนใจผมเลยนะ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอนาคิณ ตอนนี้ผมกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “คิณจะให้ลูกโตที่นี่จริงๆ เหรอ” แพรวาตะล่อมถามด้วยความกังวลใจ อคิณนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ความจริงเขาก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โรงเรียนที่นี่ดีก็จริง แต่เขาก็มีศักยภาพมากพอที่จะให้ลูกได้เรียนในที่ที่ดีกว่านี้ อยากให้ลูกได้เห็นโลกที่กว้างกว่ารีสอร์ตในป่าเขาแบบนี้ และอีกใจก็เป็นห่วงแพรวาด้วย เขารู้ดีว่าในแวดวงธุรกิจมีแต่พวกเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน ผู้หญิงที่ทำงานเก่งแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างพี่สาวเขาคงต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสในการต่อสู้กับคู่แข่ง “กลับไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันนะคิณ แกรนด์ธาดาต้องการคิณ พี่ก็ต้องการคิณ ตอนนี้โรงแรมกำลังจะเปิดสาขาให
“คุณอคิณคะ พวกเขามาถึงกันแล้วค่ะ” อมลรดาเดินเข้ามาบอกสามีในห้องทำงาน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเล่นกับลูกอย่างสนุกสนานชะงักแล้วตีหน้าขรึมขึ้นมาทันที “ท่าทางคุณปู่กับคุณแม่ใจอ่อนลงมากแล้วอย่างที่พี่แพรบอกจริงๆ ค่ะ มาถึงก็เรียกหาอนาคิณเลย คงอยากเจอหน้าหลานกันมาก” “อนาคิณ ไปรับแขกกับพ่อนะครับ” พูดพลางจูงมือลูกชายเดินออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น “แขกคืออะไรครับคุณพ่อ” เด็กชายทำหน้างุนงง “แขกก็คือคนที่มาบ้านเราแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับกันแล้ว” คุณพ่อตอบหน้านิ่ง “แขกที่ไหนกันคะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” อมลรดายิ้มส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินตามไปจูงมืออีกข้างของลูกชาย ภาพสามคนพ่อ แม่ ลูกเดินจูงมือกันเข้ามาในล็อบบี้เป็นภาพที่ดนัยและสุมาลีเห็นแล้วถึงกับน้ำตาซึมเพราะเป็นภาพที่ทั้งคู่ปรารถนาที่จะได้เห็นมานานแล้ว อคิณยกมือไหว้คุณปู่และแม่ด้วยท่าทีหมางเมินตามารยาทโดยไม่กล่าวคำทักทายก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งบนตัก อมลรดานั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างสามีและลูก พลางมองสบตากับแพรวาด้วยความลำบากใจที่อคิณยังมีทิฐิกับค
“ดูอะไรอยู่คะคุณแม่” แพรวาเดินเข้ามาถามสุมาลีที่นั่งดูไอแพดด้วยอาการยิ้มกว้างอย่างมีความสุขสลับกับปาดน้ำตาเป็นระยะ “ลูกชายคิณ” สุมาลีตอบพลางปาดน้ำตาอีกครั้ง “ว่าไงนะคะ!?” แพรวาอุทานด้วยความประหลาดใจแล้วปราดเข้าไปนั่งข้างแม่เพื่อจะดูคลิปหลานชายที่กำลังเล่นกับพ่ออยู่ “คิณแอบซุกเมียไว้ที่เชียงใหม่เหรอคะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแพรไม่รู้เรื่อง แล้วคุณแม่ได้คลิปนี่มายังไงคะ” “แม่แอบจ้างพนักงานในรีสอร์ตของคิณให้คอยส่งข่าวคิณมาให้แม่เป็นระยะตั้งแต่คิณไปเปิดรีสอร์ทที่นั่นใหม่ๆ” “เด็กนี่น่ารักมากเลยนะคะ หน้าเหมือนคิณตอนเด็กเปี๊ยบเลย ว่าแต่แม่ของเด็กเป็นใครคะ” “รดา” สุมาลีตอบเสียงอ่อน พอได้เห็นหน้าหลาน ผู้สูงวัยก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำกับอมลรดา จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอเสียลูกชายไปด้วย เพราะตั้งแต่วันนั้นอคิณก็ไม่กลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลย โทร.ไปก็ไม่รับสาย เขาตัดขาดจากครอบครัวราวกับอยู่กันคนละโลก “รดากลับมาหาคิณตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” “พนักงานบอกว่ากลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว” สุมาลีตอบโดยที่ไม่ยอมละส
“เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้วรดา” อคิณบอกเสียงอ่อนแล้วเดินไปนั่งข้างหญิงสาวที่เอามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน อยากโอบกอดปลอบขวัญแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายเธออีกต่อไปแล้ว “อย่าโทษตัวเองเลย ลูกคุณมาแล้ว หยุดร้องไห้เถอะ เดี๋ยวเด็กตกใจ” อมลรดารีบกลั้นสะอื้นแล้วใช้สองมือปาดน้ำตาออกจากแก้มแบบลวกๆ “สวัสดีคุณอคิณ” โอลิเวอร์ที่กำลังอุ้มเด็กชายยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าอคิณ “สวัสดีโอลิเวอร์” อคิณลุกขึ้นจับมือทักทายกับหนุ่มอังกฤษตามมารยาทพลางมองหน้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู อีกทั้งยังรู้สึกคุ้นหน้ามากแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร “ลูกชายคุณน่ารักมาก” “ลูกชายผมเหรอ?” โอลิเวอร์ทวนคำด้วยรอยยิ้มกึ่งขบขันแล้วหันไปถามอมลรดา “คุณยังไม่ได้บอกเขาเหรอเอด้า” “บอกอะไร” อคิณถาม “ถ้าเอด้ายังไม่ได้บอก งั้นผมบอกให้เอง” โอลิเวอร์พูดพลางมองหน้าอคิณอย่างนับถือหัวใจเขามากที่ยอมทิ้งเงินทองมากมายเพื่อแลกกับความรัก “ผมพาภรรยากับลูกชายของคุณมาคืนให้” บอกพลางส่งเด็กชายในอ้อมกอดคืนให้คนเป็นพ่ออุ้
“คุณรดา!” เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ประตูลิฟต์ที่อมลรดากับโอลิเวอร์ซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายอนาคิณอยู่เปิดออก อมลรดาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อละสายตาจากลูกชายแล้วหันมามองเจ้าของเสียง“คุณริต้า...” อมลรดาเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วอย่างจำได้แม่นทั้งที่เคยพบกันแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่“ผมพาลูกไปรอที่รถนะ คุณคุยกับเพื่อนตามสบาย” โอลิเวอร์บอกอมลรดาแล้วหันไปยิ้มทักทายกับรชิตาตามมารยาทแล้วอุ้มเด็กชายอนาคิณเดินออกไป“คุณรดาแต่งงานกับ...เอ่อ...” หญิงสาวมองตามหลังโอลิเวอร์กับเด็กชายไปด้วยแววตาสงสัยอมลรดายิ้มก่อนตอบ “โอลิเวอร์เป็นเพื่อนของฉันค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนไฮสกูลอยู่ที่อังกฤษ แล้วเขาก็ช่วยฉันดูแลลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วย สองคนนั้นก็เลยสนิทกันเหมือนพ่อลูกจริงๆ คุณริต้าท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย” ถามพลางก้มลงมองหน้าท้องที่นูนป่องของอีกฝ่าย“เจ็ดเดือนแล้วค่ะ” รชิตาตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองอย่างเบามือ “นี่ท้องสองแล้วนะคะ คนแรกเป็นผู้ชาย ตอนนี้สองขวบแล้ว”“แล้วคุณอคิณไม่มาด้วยเหรอคะ” อมลรดาอดที่จะถามถึงผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกวินาทีไม่ได้“พี่ค
สี่ปีเต็มที่อมลรดากับอคิณแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองและถึงแม้ว่าหญิงสาวกลับมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำในวันพบญาติทุกปี แต่เธอก็หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข่าวสารของอคิณทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ยังรักเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งเวลาที่เธอมองหน้า ‘อนาคิณ’ ลูกชายวัยสามขวบกว่าของเธอกับเขาที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้วทีไรก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึง ‘พ่อของลูก’ ขึ้นมาจับใจทุกที “อนาคิณก็อยากมาเยี่ยมคุณตาด้วยนะคะคุณพ่อ” อมลรดาบอกสุรชัยที่อยู่ในชุดผู้ต้องขัง “อย่าพาลูกเข้ามาในที่แบบนี้เลย อีกปีเดียวพ่อก็พ้นโทษแล้ว พ่ออยากไปเจอหน้าหลานอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า ไม่อยากให้หลานถามว่าทำไมตาต้องมาอยู่ในนี้” “คุณเจษฎาจะพ้นโทษพร้อมพ่อด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล เพราะกลัวว่าถ้าเจษฎาพ้นโทษแล้วจะกลับไปแก้แค้นอคิณ “คุณเจษต้องอยู่อีกหลายปี เพราะมีคดีจ้างวานฆ่าคุณอคิณถึงสองครั้งด้วย” พูดแล้วสุรชัยก็ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างรู้สึกผิด “ถ้าพ่อไม่ติดหนี้พนัน ก็คงไม่ถูกคุณเจษชักจูงเข้าร่วมขบวนก







