Masukสี่ปีเต็มที่อมลรดากับอคิณแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองและถึงแม้ว่าหญิงสาวกลับมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำในวันพบญาติทุกปี แต่เธอก็หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข่าวสารของอคิณทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ยังรักเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งเวลาที่เธอมองหน้า ‘อนาคิณ’ ลูกชายวัยสามขวบกว่าของเธอกับเขาที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้วทีไรก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึง ‘พ่อของลูก’ ขึ้นมาจับใจทุกที
“อนาคิณก็อยากมาเยี่ยมคุณตาด้วยนะคะคุณพ่อ” อมลรดาบอกสุรชัยที่อยู่ในชุดผู้ต้องขัง
“อย่าพาลูกเข้ามาในที่แบบนี้เลย อีกปีเดียวพ่อก็พ้นโทษแล้ว พ่ออยากไปเจอหน้าหลานอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า ไม่อยากให้หลานถามว่าทำไมตาต้องมาอยู่ในนี้”
“คุณเจษฎาจะพ้นโทษพร้อมพ่อด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล เพราะกลัวว่าถ้าเจษฎาพ้นโทษแล้วจะกลับไปแก้แค้นอคิณ
“คุณเจษต้องอยู่อีกหลายปี เพราะมีคดีจ้างวานฆ่าคุณอคิณถึงสองครั้งด้วย” พูดแล้วสุรชัยก็ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างรู้สึกผิด “ถ้าพ่อไม่ติดหนี้พนัน ก็คงไม่ถูกคุณเจษชักจูงเข้าร่วมขบวนการยักยอกเงินโรงแรมได้ง่ายๆ รดากับริษาก็คงไม่ต้องเดือดร้อนเพราะพ่อแบบนี้ พ่อผิดเองที่บังคับริษาให้รับจ้างแต่งงานกับคุณอคิณเพราะหวังเงินก้อนโต ทั้งที่ริษามีแฟนอยู่แล้ว”
“เรื่องมันผ่านไปแล้ว อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ”
“ริษาเป็นยังไงบ้าง ร้านอาหารที่นิวยอร์กไปได้ดีมั้ย” ผู้เป็นพ่อถาม
“ร้านไปได้ดีค่ะ กำลังจะขยายสาขา รดาเพิ่งไปเยี่ยมพี่ริษามาเมื่อเดือนก่อน พี่ริษาบอกว่าถ้าคุณพ่อพ้นโทษแล้ว จะมารับคุณพ่อไปอยู่ที่โน่นด้วย”
“ก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้ารดากับคุณอคิณปรับความเข้าใจกันได้ พ่อก็คงไม่มีหน้าอยู่ร่วมบ้านกับเขาหรอก”
“ไม่มีวันนั้นหรอกค่ะคุณพ่อ ป่านนี้คุณอคิณคงแต่งงานกับคุณริต้าไปแล้ว”
“แล้วนี่คุณอคิณรู้หรือยังว่าอนาคิณเป็นลูกเขา” สุรชัยถามด้วยแววตาหม่นหมองระคนรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุทำให้ลูกสาวต้องตกอยู่ในสภาพแม่เลี้ยงเดี่ยวแบบนี้
“ไม่รู้ค่ะ คนที่เมืองไทยก็ไม่มีใครรู้สักคน เพราะรดาไปอยู่ลอนดอนตั้งแต่ท้องได้เดือนเดียว เวลากลับมาเยี่ยมคุณพ่อ รดาก็ไม่ได้บอกใคร”
“รดาควรบอกเขานะ อนาคิณก็ถามถึงพ่อตลอดไม่ใช่เหรอ”
“ถามหาทุกวันจนรดาไม่รู้จะตอบลูกว่ายังไงแล้วค่ะ” อมลรดาตอบรับเสียงเศร้า ตั้งแต่อนาคิณเข้าเรียนชั้นอนุบาลแล้วเห็นเพื่อนๆ มีทั้งพ่อและแม่มาส่งที่โรงเรียน เด็กชายตัวน้อยก็ถามถึงพ่อของตัวเองตลอด โอลิเวอร์รู้เข้าก็สงสาร พยายามจะไปรับไปส่งอณาคิณที่โรงเรียนพร้อมอมลรดาทุกครั้งที่มีเวลาว่าง แต่อณาคิณก็มักจะพูดว่า ‘อังเคิลโอ’ ไม่ใช่ ‘คุณพ่อ’ “ป่านนี้คุณอคิณคงมีลูกกับคุณริต้าไปแล้ว อย่าให้เขารู้เลยค่ะ รดาไม่อยากให้ครอบครัวเขามีปัญหา”
“จะคิดจะทำอะไรก็นึกถึงลูกให้มากๆ นะรดา รดาโตแล้วอาจจะทนเจ็บปวดได้ แต่เด็กไม่ใช่”
“รดาจะเป็นทั้งพ่อและแม่ให้อนาคิณให้ดีที่สุดค่ะ” อมลรดาบอกอย่างหนักแน่น “รดาต้องกลับแล้วนะคุณพ่อ ทิ้งเจ้าตัวแสบไว้กับโอลิเวอร์สองคน ป่านนี้คงตีกันแย่แล้ว”
“รีบไปเถอะ ฝากบอกหลานด้วยว่าปีหน้าตาจะไปเล่นด้วย”
“ค่ะคุณพ่อ คุณพ่อดูแลตัวเองนะคะ ปีหน้าเราก็จะได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้ว” อมลรดาบอกด้วยรอยยิ้มแห่งความหวังว่าอีกไม่นานพ่อก็จะได้รับอิสรภาพแล้ว
“แม่ค้าบ...แม่กลับมาแล้ว” เด็กชายตัวป้อมวิ่งเข้ามากอดขาผู้เป็นแม่ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องพักในโรงแรมหรูใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย
“ดื้อกับอังเคิลโอมั้ยครับ” อมลรดาย่อตัวลงโอบกอดลูกชายเอาไว้แล้วหอมแก้มนุ่มๆ หนึ่งฟอด
“ไม่ดื้อ ไม่ซนครับ”
“เก่งมากเลยครับ” หญิงสาวปล่อยลูกชายไปเล่นของเล่นตามเดิมแล้วเดินไปนั่งที่โซฟาซึ่งโอลิเวอร์นั่งอยู่ก่อนแล้ว
“คุณพ่อคุณเป็นยังไงบ้าง” หนุ่มอังกฤษถามอย่างใส่ใจ ทุกปีเขาจะเป็นคนพาอมลรดากับลูกกลับเมืองไทยเพื่อเยี่ยมสุรชัยในวันพบญาติ แต่หญิงสาวไม่ได้พาลูกชายเข้าไปเยี่ยมคุณตาในเรือนจำด้วยเพราะสุรชัยไม่อยากให้หลานเข้าไปในที่แบบนั้น ดังนั้นโอลิเวอร์ก็จะรับหน้าที่ดูแลอนาคิณไว้ให้เวลาที่อมลรดาไปเยี่ยมพ่อ
“สบายดีค่ะ ปีหน้าก็จะพ้นโทษแล้ว”
“ผมจะเตรียมที่อยู่ที่โน่นไว้ให้”
“ฉันคุยกับคุณพ่อแล้ว คุณพ่อขออยู่ที่บ้านเดิมที่เมืองไทยมากกว่า” อมลรดานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “ถ้าคุณพ่ออยู่ที่เมืองไทย ฉันก็คงต้องย้ายกลับมาอยู่ด้วย ฉันไม่อยากทิ้งคุณพ่อไว้คนเดียว”
“ไม่กลัวที่จะเจออคิณแล้วเหรอ” โอลิเวอร์ถามเสียงเรียบ
“ไม่แล้วละ” อมลรดาฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความเศร้าในหัวใจ “ป่านนี้เขาคงแต่งงาน มีลูกไปแล้ว เขากับคุณปู่คงไม่ต้องการอนาคิณหรอก”
“แม่ครับ หิว...” เด็กชายอนาคิณเดินเข้ามาหาแม่แล้วซบหน้าลงบนตักออดอ้อนอย่างน่าเอ็นดู
“เดี๋ยวแม่สั่งอาหารมาให้นะ รอห้านาทีได้มั้ยครับ”
“ได้ครับ”
“พาลูกออกไปกินข้าวข้างนอกดีกว่า อุดอู้อยู่แต่ในห้องมาทั้งวันแล้ว” โอลิเวอร์เสนอแล้วยกร่างเล็กของเด็กชายขึ้นมาอุ้มแล้วเดินนำออกไปก่อน “วันนี้กินอะไรกันดีน้า”
“กินปูครับ” เด็กชายตอบเสียงใส
“ได้เลย อังเคิลโอจะพาไปกินปูยักษ์ตัวโตๆ เลย”
“เย้ๆๆ ไปกินปูๆ” เด็กชายหัวเราะดีใจที่จะได้ไปกินปูอลาสก้าของโปรด
อมลรดาเดินตามหลังออกไปพลางมองลูกชายหยอกล้อกับ ‘อังเคิลโอ’ อย่างสนุกสนานแล้วยิ้มอย่างผ่อนคลาย หลายปีที่ผ่านมา โอลิเวอร์ดูแลเธอและลูกอย่างดีมาตลอด แต่มันก็ไม่สามารถทดแทนความรักจากใครบางคนได้ เธอยังคงต้องการความรักจาก ‘สามี’ เช่นเดียวกับอนาคิณที่ถามหา ‘พ่อ’ ทุกวันจนเธอไม่รู้จะตอบว่ายังไงแล้ว
“คุณปู่กับคุณแม่ดูมีความสุขมากนะ แล้วก็ปล่อยวางความคาดหวังในตัวคิณลงได้แล้วด้วย” แพรวาพูดกับอคิณพลางมองไปยังสุมาลีและดนัยที่เล่นกับอนาคิณอยู่ที่สนามหญ้าของบ้านพักเชิงดอยที่เชียงใหม่ สองวันที่อยู่ที่นี่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านไม่ยอมอยู่ห่างจากเจ้าตัวเล็กเลย “คงเป็นเพราะอนาคิณ นี่คุณปู่กับคุณแม่ไม่สนใจผมเลยนะ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอนาคิณ ตอนนี้ผมกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “คิณจะให้ลูกโตที่นี่จริงๆ เหรอ” แพรวาตะล่อมถามด้วยความกังวลใจ อคิณนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ความจริงเขาก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โรงเรียนที่นี่ดีก็จริง แต่เขาก็มีศักยภาพมากพอที่จะให้ลูกได้เรียนในที่ที่ดีกว่านี้ อยากให้ลูกได้เห็นโลกที่กว้างกว่ารีสอร์ตในป่าเขาแบบนี้ และอีกใจก็เป็นห่วงแพรวาด้วย เขารู้ดีว่าในแวดวงธุรกิจมีแต่พวกเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน ผู้หญิงที่ทำงานเก่งแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างพี่สาวเขาคงต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสในการต่อสู้กับคู่แข่ง “กลับไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันนะคิณ แกรนด์ธาดาต้องการคิณ พี่ก็ต้องการคิณ ตอนนี้โรงแรมกำลังจะเปิดสาขาให
“คุณอคิณคะ พวกเขามาถึงกันแล้วค่ะ” อมลรดาเดินเข้ามาบอกสามีในห้องทำงาน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเล่นกับลูกอย่างสนุกสนานชะงักแล้วตีหน้าขรึมขึ้นมาทันที “ท่าทางคุณปู่กับคุณแม่ใจอ่อนลงมากแล้วอย่างที่พี่แพรบอกจริงๆ ค่ะ มาถึงก็เรียกหาอนาคิณเลย คงอยากเจอหน้าหลานกันมาก” “อนาคิณ ไปรับแขกกับพ่อนะครับ” พูดพลางจูงมือลูกชายเดินออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น “แขกคืออะไรครับคุณพ่อ” เด็กชายทำหน้างุนงง “แขกก็คือคนที่มาบ้านเราแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับกันแล้ว” คุณพ่อตอบหน้านิ่ง “แขกที่ไหนกันคะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” อมลรดายิ้มส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินตามไปจูงมืออีกข้างของลูกชาย ภาพสามคนพ่อ แม่ ลูกเดินจูงมือกันเข้ามาในล็อบบี้เป็นภาพที่ดนัยและสุมาลีเห็นแล้วถึงกับน้ำตาซึมเพราะเป็นภาพที่ทั้งคู่ปรารถนาที่จะได้เห็นมานานแล้ว อคิณยกมือไหว้คุณปู่และแม่ด้วยท่าทีหมางเมินตามารยาทโดยไม่กล่าวคำทักทายก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งบนตัก อมลรดานั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างสามีและลูก พลางมองสบตากับแพรวาด้วยความลำบากใจที่อคิณยังมีทิฐิกับค
“ดูอะไรอยู่คะคุณแม่” แพรวาเดินเข้ามาถามสุมาลีที่นั่งดูไอแพดด้วยอาการยิ้มกว้างอย่างมีความสุขสลับกับปาดน้ำตาเป็นระยะ “ลูกชายคิณ” สุมาลีตอบพลางปาดน้ำตาอีกครั้ง “ว่าไงนะคะ!?” แพรวาอุทานด้วยความประหลาดใจแล้วปราดเข้าไปนั่งข้างแม่เพื่อจะดูคลิปหลานชายที่กำลังเล่นกับพ่ออยู่ “คิณแอบซุกเมียไว้ที่เชียงใหม่เหรอคะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแพรไม่รู้เรื่อง แล้วคุณแม่ได้คลิปนี่มายังไงคะ” “แม่แอบจ้างพนักงานในรีสอร์ตของคิณให้คอยส่งข่าวคิณมาให้แม่เป็นระยะตั้งแต่คิณไปเปิดรีสอร์ทที่นั่นใหม่ๆ” “เด็กนี่น่ารักมากเลยนะคะ หน้าเหมือนคิณตอนเด็กเปี๊ยบเลย ว่าแต่แม่ของเด็กเป็นใครคะ” “รดา” สุมาลีตอบเสียงอ่อน พอได้เห็นหน้าหลาน ผู้สูงวัยก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำกับอมลรดา จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอเสียลูกชายไปด้วย เพราะตั้งแต่วันนั้นอคิณก็ไม่กลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลย โทร.ไปก็ไม่รับสาย เขาตัดขาดจากครอบครัวราวกับอยู่กันคนละโลก “รดากลับมาหาคิณตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” “พนักงานบอกว่ากลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว” สุมาลีตอบโดยที่ไม่ยอมละส
“เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้วรดา” อคิณบอกเสียงอ่อนแล้วเดินไปนั่งข้างหญิงสาวที่เอามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน อยากโอบกอดปลอบขวัญแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายเธออีกต่อไปแล้ว “อย่าโทษตัวเองเลย ลูกคุณมาแล้ว หยุดร้องไห้เถอะ เดี๋ยวเด็กตกใจ” อมลรดารีบกลั้นสะอื้นแล้วใช้สองมือปาดน้ำตาออกจากแก้มแบบลวกๆ “สวัสดีคุณอคิณ” โอลิเวอร์ที่กำลังอุ้มเด็กชายยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าอคิณ “สวัสดีโอลิเวอร์” อคิณลุกขึ้นจับมือทักทายกับหนุ่มอังกฤษตามมารยาทพลางมองหน้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู อีกทั้งยังรู้สึกคุ้นหน้ามากแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร “ลูกชายคุณน่ารักมาก” “ลูกชายผมเหรอ?” โอลิเวอร์ทวนคำด้วยรอยยิ้มกึ่งขบขันแล้วหันไปถามอมลรดา “คุณยังไม่ได้บอกเขาเหรอเอด้า” “บอกอะไร” อคิณถาม “ถ้าเอด้ายังไม่ได้บอก งั้นผมบอกให้เอง” โอลิเวอร์พูดพลางมองหน้าอคิณอย่างนับถือหัวใจเขามากที่ยอมทิ้งเงินทองมากมายเพื่อแลกกับความรัก “ผมพาภรรยากับลูกชายของคุณมาคืนให้” บอกพลางส่งเด็กชายในอ้อมกอดคืนให้คนเป็นพ่ออุ้
“คุณรดา!” เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ประตูลิฟต์ที่อมลรดากับโอลิเวอร์ซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายอนาคิณอยู่เปิดออก อมลรดาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อละสายตาจากลูกชายแล้วหันมามองเจ้าของเสียง“คุณริต้า...” อมลรดาเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วอย่างจำได้แม่นทั้งที่เคยพบกันแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่“ผมพาลูกไปรอที่รถนะ คุณคุยกับเพื่อนตามสบาย” โอลิเวอร์บอกอมลรดาแล้วหันไปยิ้มทักทายกับรชิตาตามมารยาทแล้วอุ้มเด็กชายอนาคิณเดินออกไป“คุณรดาแต่งงานกับ...เอ่อ...” หญิงสาวมองตามหลังโอลิเวอร์กับเด็กชายไปด้วยแววตาสงสัยอมลรดายิ้มก่อนตอบ “โอลิเวอร์เป็นเพื่อนของฉันค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนไฮสกูลอยู่ที่อังกฤษ แล้วเขาก็ช่วยฉันดูแลลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วย สองคนนั้นก็เลยสนิทกันเหมือนพ่อลูกจริงๆ คุณริต้าท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย” ถามพลางก้มลงมองหน้าท้องที่นูนป่องของอีกฝ่าย“เจ็ดเดือนแล้วค่ะ” รชิตาตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองอย่างเบามือ “นี่ท้องสองแล้วนะคะ คนแรกเป็นผู้ชาย ตอนนี้สองขวบแล้ว”“แล้วคุณอคิณไม่มาด้วยเหรอคะ” อมลรดาอดที่จะถามถึงผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกวินาทีไม่ได้“พี่ค
สี่ปีเต็มที่อมลรดากับอคิณแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองและถึงแม้ว่าหญิงสาวกลับมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำในวันพบญาติทุกปี แต่เธอก็หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข่าวสารของอคิณทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ยังรักเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งเวลาที่เธอมองหน้า ‘อนาคิณ’ ลูกชายวัยสามขวบกว่าของเธอกับเขาที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้วทีไรก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึง ‘พ่อของลูก’ ขึ้นมาจับใจทุกที “อนาคิณก็อยากมาเยี่ยมคุณตาด้วยนะคะคุณพ่อ” อมลรดาบอกสุรชัยที่อยู่ในชุดผู้ต้องขัง “อย่าพาลูกเข้ามาในที่แบบนี้เลย อีกปีเดียวพ่อก็พ้นโทษแล้ว พ่ออยากไปเจอหน้าหลานอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า ไม่อยากให้หลานถามว่าทำไมตาต้องมาอยู่ในนี้” “คุณเจษฎาจะพ้นโทษพร้อมพ่อด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล เพราะกลัวว่าถ้าเจษฎาพ้นโทษแล้วจะกลับไปแก้แค้นอคิณ “คุณเจษต้องอยู่อีกหลายปี เพราะมีคดีจ้างวานฆ่าคุณอคิณถึงสองครั้งด้วย” พูดแล้วสุรชัยก็ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างรู้สึกผิด “ถ้าพ่อไม่ติดหนี้พนัน ก็คงไม่ถูกคุณเจษชักจูงเข้าร่วมขบวนก







