Masuk“คุณรดา!”
เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ประตูลิฟต์ที่อมลรดากับโอลิเวอร์ซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายอนาคิณอยู่เปิดออก อมลรดาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อละสายตาจากลูกชายแล้วหันมามองเจ้าของเสียง
“คุณริต้า...” อมลรดาเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วอย่างจำได้แม่นทั้งที่เคยพบกันแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่
“ผมพาลูกไปรอที่รถนะ คุณคุยกับเพื่อนตามสบาย” โอลิเวอร์บอกอมลรดาแล้วหันไปยิ้มทักทายกับรชิตาตามมารยาทแล้วอุ้มเด็กชายอนาคิณเดินออกไป
“คุณรดาแต่งงานกับ...เอ่อ...” หญิงสาวมองตามหลังโอลิเวอร์กับเด็กชายไปด้วยแววตาสงสัย
อมลรดายิ้มก่อนตอบ “โอลิเวอร์เป็นเพื่อนของฉันค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนไฮสกูลอยู่ที่อังกฤษ แล้วเขาก็ช่วยฉันดูแลลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วย สองคนนั้นก็เลยสนิทกันเหมือนพ่อลูกจริงๆ คุณริต้าท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย” ถามพลางก้มลงมองหน้าท้องที่นูนป่องของอีกฝ่าย
“เจ็ดเดือนแล้วค่ะ” รชิตาตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองอย่างเบามือ “นี่ท้องสองแล้วนะคะ คนแรกเป็นผู้ชาย ตอนนี้สองขวบแล้ว”
“แล้วคุณอคิณไม่มาด้วยเหรอคะ” อมลรดาอดที่จะถามถึงผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกวินาทีไม่ได้
“พี่คิณจะมากับริต้าทำไมคะ”
“ก็คุณริต้าท้องแก่ขนาดนี้ ทำไมเขาปล่อยให้ไปไหนมาไหนคนเดียว”
“อย่าบอกนะคะว่าคุณรดาคิดว่าพี่คิณเป็นสามีริต้า” สาวท้องแก่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“แล้วไม่ใช่เหรอคะ” อมลรดาเริ่มงงแล้วว่าความจริงมันเป็นยังไงกันแน่
“ไม่ใช่ค่ะ เมื่อสี่ปีก่อนผู้ใหญ่พยายามจะจับริต้ากับพี่คิณแต่งงานกันให้ได้ แต่ริต้ากับพี่คิณก็คุยกันแล้วว่าเราจะไม่ยอมทำตามความต้องการของผู้ใหญ่ เพราะเราต่างก็มีคนที่เรารักอยู่แล้วทั้งคู่” รชิตายิ้มให้อมลรดาอย่างเป็นมิตรแล้วบอกความจริงบางอย่างที่ทำให้อมลรดาน้ำตาแทบร่วง “พี่คิณรักคุณรดามากนะคะ หลังจากที่คุณรดาทิ้งพี่คิณไป เขาก็ลาออกจากตำแหน่งประธานโรงแรม สละสิทธิ์ในกองมรดก พี่คิณยอมแลกทุกอย่างเพื่อคุณ ทั้งที่คุณไม่อยู่กับเขาแล้ว”
สิ่งที่ได้ยินทำให้อมลรดาใจหายวาบ แล้วถามออกมาแผ่วเบา “ตอนนี้คุณอคิณอยู่ที่ไหนคะ”
“เปิดบูติกรีสอร์ทเล็กๆ อยู่ที่เชียงใหม่ค่ะ คุณปู่กับคุณป้าสุพยายามขอร้องให้กลับมาทำงานที่โรงแรม แต่พี่คิณก็ไม่ยอมกลับ ถ้าคุณรดายังไม่ได้มีใครใหม่ และยังรักพี่คิณอยู่ก็กลับมาหาเขาเถอะนะคะ แล้วช่วยพาเขากลับมาเป็นพี่คิณคนเดิมของทุกคนที ตอนนี้คุณปู่กับคุณป้าสุกลุ้มใจจะแย่แล้ว”
อมลรดาเข่าอ่อนแทบยืนไม่อยู่ เธอไม่เคยรู้เลยว่าตลอดระยะเวลาสี่ปีที่เธอเฝ้าคิดถึงเขา เขาก็ยังรักและยังรอเธออยู่ เท่ากับสิ่งที่เธอทำลงไปทั้งหมดนั้นสูญเปล่า เวลาสี่ปีที่เสียไปไร้ค่าโดยสิ้นเชิง
ณ บูติกรีสอร์ตขนาดเล็กเชิงดอยอำเภอแม่สะเมิงซึ่งมีบ้านพักเพียงสิบหลังผู้คนจึงไม่พลุกพล่าน บรรยากาศเงียบสงบเหมาะสำหรับมาการพักผ่อนในวันหยุด ไม่ว่าจะมาคนเดียว มากับกลุ่มเพื่อน หรือมากับครอบครัว และที่บริเวณสวนสวยสไตล์อังกฤษของรีสอร์ต ที่มักจะมีลูกค้ามาขอใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานอยู่บ่อยๆ นั้นมีร่างสูงสง่าของอคิณที่อยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวพิมพ์ลายกราฟฟิกและกางเกงขาสั้นเสมอเข่าสีน้ำตาลเข้มกำลังยืนคุมคนงานตกแต่งสวนใหม่อยู่
“คุณอคิณคะ ลูกค้าขอพบค่ะ” พนักงานสาวแผนกต้อนรับเดินเข้ามารายงานผู้เป็นเจ้าของรีสอร์ต
“มีปัญหาอะไร” อคิณหันมาถาม เพราะโดยปกติแล้วลูกค้าจะไม่เรียกหาเขา
“ไม่ได้มีปัญหาอะไรค่ะ” พนักงานสาวรรีบบอกให้เจ้านายคลายกังวล “ลูกค้าบอกว่ารู้จักกับคุณอคิณ และเขามีเรื่องสำคัญจะมาบอก มากันเป็นครอบครัว คุณพ่อเป็นต่างชาติ คุณแม่เป็นคนไทย มีลูกชายคนนึงน่ารักมากเลยค่ะ”
อคิณกระตุกหัวคิ้วเข้าหากันนิดหนึ่ง เขารู้สึกสังหรณ์ใจว่า ‘ครอบครัว’ ที่พนักงานพูดถึงอาจจะเป็นครอบครัวของใครบางคนที่ทิ้งเขาไปเมื่อสี่ปีก่อน
อมลรดา...เธอกลับมาทำไม!
“ตอนนี้ลูกค้าอยู่ที่ไหน”
“รออยู่ที่ล็อบบี้ค่ะ”
อคิณพยักหน้ารับทราบแล้วเดินออกไป เพียงก้าวแรกที่เข้าไปถึงล็อบบี้ เสียงเล็กน่ารักของเด็กชายก็ดังมาให้ได้ยิน
“แม่ครับ”
“ว่าไงครับ” อมลรดาตอบรับน้ำเสียงอ่อนโยน
“ผมปวดฉี่” เด็กชายอนาคิณบอกพลางยืนบิดตัวไปมาให้เห็นว่าปวดมากจนจะทนไม่ไหวแล้ว
“อั้นไว้ก่อนมายบอย” โอลิเวอร์บอกเด็กน้อยก่อนจะหันมาบอกอมลรดา “ผมพาลูกไปเข้าห้องน้ำเอง” ว่าแล้วก็รีบอุ้มเด็กชายตรงไปยังห้องน้ำอย่างรวดเร็วก่อนที่เจ้าตัวแสบจะทำเลอะเทอะกลางล็อบบี้
คำว่า ‘ลูก’ ที่หลุดออกจากปากของโอลิเวอร์ทำให้อคิณยืนขาแข็งอยู่ตรงนั้น เขาเคยคิดว่าตัวเองทำใจได้ที่จะเห็นอมลรดามีครอบครัวใหม่กับผู้ชายที่เธอรัก แต่เมื่อความจริงปรากฏอยู่ตรงหน้าเขากลับเจ็บในอกจนแทบทนไม่ไหว
“คุณอคิณ...” อมลรดาหันมาเห็นชายหนุ่มยืนอยู่ตรงกลางทางเดินในล็อบบนี้ เธอลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขา
“พนักงานบอกว่าคุณอยากพบผม” อคิณกลั้นใจเดินเข้ามาหาหญิงสาวที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอด ทว่าวันนี้เธอมายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่เขากลับไม่สามารถแตะต้องเธอได้แม้ปลายก้อย
“ค่ะ” อมลรดานั่งลงที่โซฟาตามเดิม
“ระหว่างเรายังมีอะไรต้องคุยกันอีกเหรอ” อคิณพูดจาห่างเหินพลางนั่งลงที่ฝั่งตรงกันข้าม
“คุณสบายดีมั้ย” เมื่อเจอท่าทีหมางเมินจากชายหนุ่ม อมลรดาถึงกับจุกจนหลุดถามคำถามโง่ๆ ออกไป
“คุณก็เห็นแล้วนี่”
“ทำไมคุณทำแบบนี้”
“ผมทำอะไร” อคิณยังคงใช้น้ำเสียงราบเรียบดังเดิม
“ทิ้งโรงแรมใหญ่ระดับห้าดาวอย่างแกรนด์ธาดา แล้วมาเปิดรีสอร์ตเล็กๆ ที่นี่ คุณทำแบบนี้เท่ากับทำให้ความเจ็บปวดของฉันต้องสูญเปล่ารู้มั้ย” หญิงสาวพูดเสียงแผ่ว ดวงตากลมโตมีน้ำตารื้นขึ้นมาคลอเบ้า
“คุณหมายความว่ายังไง”
“ฉันเดินออกจากชีวิตคุณเพื่อให้คุณมีชีวิตที่ดี แต่คุณกลับทิ้งทุกอย่างมาแบบนี้”
“ผมไม่ต้องการอะไรนอกจากคุณ แต่มันคงเป็นไปไม่ได้แล้ว” อคิณยอมเปิดเปลือยความรู้สึกแบบไม่อาย “แค่วันนี้ผมเห็นคุณมีความสุขกับสามีที่ดี กับลูกที่น่ารักมากขนาดนั้นผมก็มีความสุขแล้วละ”
“คุณอคิณ...ฉันขอโทษ” น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ร่วงพรูลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ฉันไม่คิดว่าเรื่องมันจะเป็นแบบนี้ เป็นความผิดของฉันเอง ฉันไม่น่าทำร้ายคุณแบบนั้นเลย”
“คุณปู่กับคุณแม่ดูมีความสุขมากนะ แล้วก็ปล่อยวางความคาดหวังในตัวคิณลงได้แล้วด้วย” แพรวาพูดกับอคิณพลางมองไปยังสุมาลีและดนัยที่เล่นกับอนาคิณอยู่ที่สนามหญ้าของบ้านพักเชิงดอยที่เชียงใหม่ สองวันที่อยู่ที่นี่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านไม่ยอมอยู่ห่างจากเจ้าตัวเล็กเลย “คงเป็นเพราะอนาคิณ นี่คุณปู่กับคุณแม่ไม่สนใจผมเลยนะ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอนาคิณ ตอนนี้ผมกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “คิณจะให้ลูกโตที่นี่จริงๆ เหรอ” แพรวาตะล่อมถามด้วยความกังวลใจ อคิณนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ความจริงเขาก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โรงเรียนที่นี่ดีก็จริง แต่เขาก็มีศักยภาพมากพอที่จะให้ลูกได้เรียนในที่ที่ดีกว่านี้ อยากให้ลูกได้เห็นโลกที่กว้างกว่ารีสอร์ตในป่าเขาแบบนี้ และอีกใจก็เป็นห่วงแพรวาด้วย เขารู้ดีว่าในแวดวงธุรกิจมีแต่พวกเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน ผู้หญิงที่ทำงานเก่งแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างพี่สาวเขาคงต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสในการต่อสู้กับคู่แข่ง “กลับไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันนะคิณ แกรนด์ธาดาต้องการคิณ พี่ก็ต้องการคิณ ตอนนี้โรงแรมกำลังจะเปิดสาขาให
“คุณอคิณคะ พวกเขามาถึงกันแล้วค่ะ” อมลรดาเดินเข้ามาบอกสามีในห้องทำงาน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเล่นกับลูกอย่างสนุกสนานชะงักแล้วตีหน้าขรึมขึ้นมาทันที “ท่าทางคุณปู่กับคุณแม่ใจอ่อนลงมากแล้วอย่างที่พี่แพรบอกจริงๆ ค่ะ มาถึงก็เรียกหาอนาคิณเลย คงอยากเจอหน้าหลานกันมาก” “อนาคิณ ไปรับแขกกับพ่อนะครับ” พูดพลางจูงมือลูกชายเดินออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น “แขกคืออะไรครับคุณพ่อ” เด็กชายทำหน้างุนงง “แขกก็คือคนที่มาบ้านเราแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับกันแล้ว” คุณพ่อตอบหน้านิ่ง “แขกที่ไหนกันคะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” อมลรดายิ้มส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินตามไปจูงมืออีกข้างของลูกชาย ภาพสามคนพ่อ แม่ ลูกเดินจูงมือกันเข้ามาในล็อบบี้เป็นภาพที่ดนัยและสุมาลีเห็นแล้วถึงกับน้ำตาซึมเพราะเป็นภาพที่ทั้งคู่ปรารถนาที่จะได้เห็นมานานแล้ว อคิณยกมือไหว้คุณปู่และแม่ด้วยท่าทีหมางเมินตามารยาทโดยไม่กล่าวคำทักทายก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งบนตัก อมลรดานั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างสามีและลูก พลางมองสบตากับแพรวาด้วยความลำบากใจที่อคิณยังมีทิฐิกับค
“ดูอะไรอยู่คะคุณแม่” แพรวาเดินเข้ามาถามสุมาลีที่นั่งดูไอแพดด้วยอาการยิ้มกว้างอย่างมีความสุขสลับกับปาดน้ำตาเป็นระยะ “ลูกชายคิณ” สุมาลีตอบพลางปาดน้ำตาอีกครั้ง “ว่าไงนะคะ!?” แพรวาอุทานด้วยความประหลาดใจแล้วปราดเข้าไปนั่งข้างแม่เพื่อจะดูคลิปหลานชายที่กำลังเล่นกับพ่ออยู่ “คิณแอบซุกเมียไว้ที่เชียงใหม่เหรอคะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแพรไม่รู้เรื่อง แล้วคุณแม่ได้คลิปนี่มายังไงคะ” “แม่แอบจ้างพนักงานในรีสอร์ตของคิณให้คอยส่งข่าวคิณมาให้แม่เป็นระยะตั้งแต่คิณไปเปิดรีสอร์ทที่นั่นใหม่ๆ” “เด็กนี่น่ารักมากเลยนะคะ หน้าเหมือนคิณตอนเด็กเปี๊ยบเลย ว่าแต่แม่ของเด็กเป็นใครคะ” “รดา” สุมาลีตอบเสียงอ่อน พอได้เห็นหน้าหลาน ผู้สูงวัยก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำกับอมลรดา จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอเสียลูกชายไปด้วย เพราะตั้งแต่วันนั้นอคิณก็ไม่กลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลย โทร.ไปก็ไม่รับสาย เขาตัดขาดจากครอบครัวราวกับอยู่กันคนละโลก “รดากลับมาหาคิณตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” “พนักงานบอกว่ากลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว” สุมาลีตอบโดยที่ไม่ยอมละส
“เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้วรดา” อคิณบอกเสียงอ่อนแล้วเดินไปนั่งข้างหญิงสาวที่เอามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน อยากโอบกอดปลอบขวัญแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายเธออีกต่อไปแล้ว “อย่าโทษตัวเองเลย ลูกคุณมาแล้ว หยุดร้องไห้เถอะ เดี๋ยวเด็กตกใจ” อมลรดารีบกลั้นสะอื้นแล้วใช้สองมือปาดน้ำตาออกจากแก้มแบบลวกๆ “สวัสดีคุณอคิณ” โอลิเวอร์ที่กำลังอุ้มเด็กชายยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าอคิณ “สวัสดีโอลิเวอร์” อคิณลุกขึ้นจับมือทักทายกับหนุ่มอังกฤษตามมารยาทพลางมองหน้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู อีกทั้งยังรู้สึกคุ้นหน้ามากแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร “ลูกชายคุณน่ารักมาก” “ลูกชายผมเหรอ?” โอลิเวอร์ทวนคำด้วยรอยยิ้มกึ่งขบขันแล้วหันไปถามอมลรดา “คุณยังไม่ได้บอกเขาเหรอเอด้า” “บอกอะไร” อคิณถาม “ถ้าเอด้ายังไม่ได้บอก งั้นผมบอกให้เอง” โอลิเวอร์พูดพลางมองหน้าอคิณอย่างนับถือหัวใจเขามากที่ยอมทิ้งเงินทองมากมายเพื่อแลกกับความรัก “ผมพาภรรยากับลูกชายของคุณมาคืนให้” บอกพลางส่งเด็กชายในอ้อมกอดคืนให้คนเป็นพ่ออุ้
“คุณรดา!” เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ประตูลิฟต์ที่อมลรดากับโอลิเวอร์ซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายอนาคิณอยู่เปิดออก อมลรดาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อละสายตาจากลูกชายแล้วหันมามองเจ้าของเสียง“คุณริต้า...” อมลรดาเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วอย่างจำได้แม่นทั้งที่เคยพบกันแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่“ผมพาลูกไปรอที่รถนะ คุณคุยกับเพื่อนตามสบาย” โอลิเวอร์บอกอมลรดาแล้วหันไปยิ้มทักทายกับรชิตาตามมารยาทแล้วอุ้มเด็กชายอนาคิณเดินออกไป“คุณรดาแต่งงานกับ...เอ่อ...” หญิงสาวมองตามหลังโอลิเวอร์กับเด็กชายไปด้วยแววตาสงสัยอมลรดายิ้มก่อนตอบ “โอลิเวอร์เป็นเพื่อนของฉันค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนไฮสกูลอยู่ที่อังกฤษ แล้วเขาก็ช่วยฉันดูแลลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วย สองคนนั้นก็เลยสนิทกันเหมือนพ่อลูกจริงๆ คุณริต้าท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย” ถามพลางก้มลงมองหน้าท้องที่นูนป่องของอีกฝ่าย“เจ็ดเดือนแล้วค่ะ” รชิตาตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองอย่างเบามือ “นี่ท้องสองแล้วนะคะ คนแรกเป็นผู้ชาย ตอนนี้สองขวบแล้ว”“แล้วคุณอคิณไม่มาด้วยเหรอคะ” อมลรดาอดที่จะถามถึงผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกวินาทีไม่ได้“พี่ค
สี่ปีเต็มที่อมลรดากับอคิณแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองและถึงแม้ว่าหญิงสาวกลับมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำในวันพบญาติทุกปี แต่เธอก็หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข่าวสารของอคิณทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ยังรักเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งเวลาที่เธอมองหน้า ‘อนาคิณ’ ลูกชายวัยสามขวบกว่าของเธอกับเขาที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้วทีไรก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึง ‘พ่อของลูก’ ขึ้นมาจับใจทุกที “อนาคิณก็อยากมาเยี่ยมคุณตาด้วยนะคะคุณพ่อ” อมลรดาบอกสุรชัยที่อยู่ในชุดผู้ต้องขัง “อย่าพาลูกเข้ามาในที่แบบนี้เลย อีกปีเดียวพ่อก็พ้นโทษแล้ว พ่ออยากไปเจอหน้าหลานอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า ไม่อยากให้หลานถามว่าทำไมตาต้องมาอยู่ในนี้” “คุณเจษฎาจะพ้นโทษพร้อมพ่อด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล เพราะกลัวว่าถ้าเจษฎาพ้นโทษแล้วจะกลับไปแก้แค้นอคิณ “คุณเจษต้องอยู่อีกหลายปี เพราะมีคดีจ้างวานฆ่าคุณอคิณถึงสองครั้งด้วย” พูดแล้วสุรชัยก็ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างรู้สึกผิด “ถ้าพ่อไม่ติดหนี้พนัน ก็คงไม่ถูกคุณเจษชักจูงเข้าร่วมขบวนก







