เข้าสู่ระบบ“เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้วรดา” อคิณบอกเสียงอ่อนแล้วเดินไปนั่งข้างหญิงสาวที่เอามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน อยากโอบกอดปลอบขวัญแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายเธออีกต่อไปแล้ว “อย่าโทษตัวเองเลย ลูกคุณมาแล้ว หยุดร้องไห้เถอะ เดี๋ยวเด็กตกใจ”
อมลรดารีบกลั้นสะอื้นแล้วใช้สองมือปาดน้ำตาออกจากแก้มแบบลวกๆ
“สวัสดีคุณอคิณ” โอลิเวอร์ที่กำลังอุ้มเด็กชายยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าอคิณ
“สวัสดีโอลิเวอร์” อคิณลุกขึ้นจับมือทักทายกับหนุ่มอังกฤษตามมารยาทพลางมองหน้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู อีกทั้งยังรู้สึกคุ้นหน้ามากแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร “ลูกชายคุณน่ารักมาก”
“ลูกชายผมเหรอ?” โอลิเวอร์ทวนคำด้วยรอยยิ้มกึ่งขบขันแล้วหันไปถามอมลรดา “คุณยังไม่ได้บอกเขาเหรอเอด้า”
“บอกอะไร” อคิณถาม
“ถ้าเอด้ายังไม่ได้บอก งั้นผมบอกให้เอง” โอลิเวอร์พูดพลางมองหน้าอคิณอย่างนับถือหัวใจเขามากที่ยอมทิ้งเงินทองมากมายเพื่อแลกกับความรัก “ผมพาภรรยากับลูกชายของคุณมาคืนให้” บอกพลางส่งเด็กชายในอ้อมกอดคืนให้คนเป็นพ่ออุ้มต่อ ซึ่งอนาคิณก็โผเข้าสู่อ้อมอกของผู้เป็นพ่อแบบไม่รู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้า นั่นอาจเป็นเพราะสายสัมพันธ์พ่อลูกที่ทั้งคู่มีต่อกันโดยสัญชาติญาณ
อคิณรับตัวเด็กชายมาอุ้มแบบงงๆ “นี่มันเรื่องอะไรกันรดา”
“อนาคิณเป็นลูกชายของคุณค่ะ” หญิงสาวบอกชัดถ้อยชัดคำ “ส่วนฉันกับโอลิเวอร์ เราไม่มีอะไรกัน วันนั้นฉันโกหกคุณ เพราะอยากให้คุณเกลียดฉัน”
“คุณทำแบบนั้นทำไม?” อคิณถามเสียงแผ่วอย่างไม่เข้าใจ
“ไปถามแม่คุณเองดีกว่า” โอลิเวอร์เป็นคนตอบคำถามแทนเมื่อเห็นอมลรดาทำท่าลำบากใจที่จะพูด “หมดหน้าที่ของผมแล้ว ผมฝากน้องสาวกับหลานของผมให้คุณดูแลต่อด้วยนะ”
“ไม่ต้องห่วง ผมต้องดูแลลูกและภรรยาของผมอย่างดีที่สุดแน่นอน”
“ขอบคุณมากนะโอลิเวอร์ ที่ช่วยเหลือฉันมาตลอด ถ้าไม่มีคุณฉันกับอณาคิณก็คงแย่ คุณเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดในวันที่ฉันกับลูกไม่เหลือใคร” อมลรดาบอกด้วยความซาบซึ้งใจ
“ต่อไปคุณคงไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผมแล้วนะเอด้า” โอลิเวอร์พูดด้วยรอยยิ้มหมดห่วง “ตอนนี้คุณมีสามีเป็นที่พึ่งที่ดีกว่าผมแล้ว หวังว่าคุณจะไม่ทิ้งเขาไปหาผมอีกนะ” หนุ่มอังกฤษนัยน์ตาชวนฝันพูดติดตลก “ผมต้องไปแล้วนะ ถ้ามีเวลาจะมาเยี่ยมคุณกับเจ้าตัวแสบบ่อยๆ” ว่าแล้วก็หันไปแปะมือกับอคิณเป็นการบอกลาเพื่อนรักต่างวัยของเขาแล้วเดินออกไปด้วยความสบายใจ
“แม่ครับ”
“ว่าไงครับ”
“อังเคิลคนนี้เป็นใครครับ” ถามพลางใช้นิ้วเล็กป้อมจิ้มแก้มอคิณอย่างน่าเอ็นดู
“คุณพ่อของลูกไงครับ” อมลรดาตอบด้วยรอยยิ้มสดใส ดีใจที่วันนี้มีคำตอบเรื่องพ่อให้ลูกแล้ว
“อณาคิณเป็นลูกผมจริงๆ เหรอรดา” ถึงแม้จะเห็นอยู่ตำตาว่าหนูน้อยมีใบหน้าเหมือนเขาราวกับโคลนนิ่งแต่ก็อยากถามให้แน่ใจเพราะไม่อยากเข้าใจผิดไปเอง
“จริงค่ะ อนาคิณเป็นลูกชายของคุณ ฉันรู้ตัวว่าท้องหลังจากที่เราแยกกันแล้ว” อมลรดาตอบรับแล้วบอกลูกชาย “อนาคิณ นี่ไงครับคุณพ่อของลูกที่ลูกอยากเจอมาตลอด เรียกคุณพ่อสิครับ”
หนูน้อยจ้องหน้าอคิณตาแป๋วอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “คุณพ่อ ได้เจอคุณพ่อแล้ว เย้ๆ”
“ลูกพ่อ” อคิณหอมแก้ม หอมหน้าผากลูกแล้วกอดเจ้าตัวเล็กไว้แน่นในวงแขนข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างรั้งตัวภรรยาขึ้นมากอดไว้ด้วยความตื้นตันใจจนน้ำตาซึม “เราจะไม่แยกจากกันแล้วนะรดา”
“ฉันกับลูกจะอยู่กับคุณที่นี่ จะไม่ไปไหน ฉันจะไม่ทำร้ายจิตใจคุณอีก ฉันสัญญา”
“คราวนี้ต่อให้คุณจะไป ผมก็จะรั้งคุณไว้ ผมจะไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ เหมือนครั้งก่อนแน่นอน” อคิณกระชับวงแขนกอดลูกและภรรยาไว้แน่น ช่วงเวลาสี่ปีที่ทั้งคู่ต้องอยู่อย่างเจ็บปวดและโดดเดี่ยวอยู่คนละซีกโลกได้ถูกเติมเต็มด้วยความรักจากกันและกันแล้ว
อคิณพาอมลรดากับลูกมาที่บ้านพักส่วนตัวที่อยู่ติดกับรีสอร์ตซึ่งก็คือบ้านหลังที่เขาเคยมาพักรักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพกับอมลรดาเมื่อสี่ปีก่อนนั่นเอง
“คุณอยู่ที่นี่คนเดียวมาตลอดเลยเหรอคะ” หญิงสาวถามพลางกวาดตามองไปทั่วบ้าน ทุกอย่างยังจัดวางไว้เหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน เห็นแล้วความทรงจำเก่าๆ ก็ผุดขึ้นในหัวอย่างชัดเจนราวกับทุกอย่างเพิ่งผ่านมาเมื่อวานนี้
“ก็คุณทิ้งผมไป แล้วจะให้ผมอยู่กับใคร”
“กลับมาอยู่ด้วยแล้วไงคะ พาลูกมาด้วย” ว่าพลางบีบกระชับมือสามีเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ “อนาคิณครับ เราจะอยู่ที่นี่กับคุณพ่อกันนะ อนาคิณอยากอยู่กับคุณพ่อมั้ยครับ”
“อยากครับ” เด็กชายตอบด้วยน้ำเสียงสดใสพลางกอดคอผู้เป็นพ่อที่เพิ่งพบกันไว้แน่นไม่ยอมห่าง
“ลูกไม่มีชื่อเล่นเหรอ”
“ไม่มีค่ะ ทำไมคะ คุณไม่ชอบชื่อนี้เหรอ?” หญิงสาวถามเสียงเบา กลัวเขาไม่ชอบ
“ชอบมาก” อคิณตอบด้วยรอยยิ้ม “ชื่อคล้ายผม คุณตั้งใจใช่มั้ย”
“ก็ฉัน...” เธออึกอักไม่กล้าพูด
“คุณอะไร พูดมา” ชายหนุ่มโน้มตัวลงมากระซิบเสียงแผ่วชิดใบหู
“ฉันคิดถึงคุณ” เธอยอมรับในที่สุด “อนาคิณเป็นตัวแทนของคุณ ฉันผ่านสี่ปีที่แสนทรมานมาได้ก็เพราะลูก”
“คุณเอาเปรียบผม ในขณะที่คุณมีลูก แต่ผมไม่มีใครเลย”
“ฉันขอโทษ” อมลรดาบอกเสียงเบาอย่างรู้สึกผิด
“เลิกพูดคำว่า ‘ขอโทษ’ ได้แล้ว สิ่งที่คุณต้องทำคือ ‘ไถ่โทษ’ ที่ทิ้งผมไปตั้งสี่ปีมากกว่า”
“คุณจะให้ฉันทำอะไรก็บอกมาได้เลย ฉันยอมทุกอย่าง”
“รอคืนนี้ ให้ลูกหลับก่อน จะฟัดให้หายคิดถึงเลย” อคิณกระซิบบอกด้วยแววตาเป็นประกายวิบวับ ส่งผลให้หญิงสาวที่ห่างหายจากเรื่องบนเตียงมาหลายปีใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
ปากก็บอกว่าจะฟัดภรรยาให้หายคิดถึง แต่เอาเข้าจริง อคิณก็ทำเพียงแค่นอนกอดลูกและอมลรดาอยู่บนเตียงเดียวกันนั่นเอง การได้เจอหน้าลูกชายที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีหนึ่งชีวิตที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาอยู่บนโลกนี้สร้างความประหลาด ดีใจ และตื้นตันใจให้แก่เขาอย่างไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดอย่างไร เขาสามารถรักเด็กคนนี้ได้โดยไม่มีเงื่อนไขและไร้ข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้นเพราะดีเอ็นเอได้อยู่บนหน้าลูกแล้ว ตั้งแต่เจอหน้าลูก อคิณก็อยู่กับลูกไม่ห่าง ลูกเล่นอะไรเขาก็เล่นด้วย ลูกชอบกินอะไรเขาก็ลงมือทำให้เอง อาบน้ำให้ลูก พาลูกเข้านอนจนหลังไปเมื่อครู่นี้
“ผมนี่เจ๋งมากเลยนะเนี่ย” อคิณพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะจูบที่หน้าผากลูกชายเบาๆ แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเล็กป้อมที่นอนอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่อย่างเบามือ
“เจ๋งเรื่องอะไรคะ” หญิงสาวยกศีรษะขึ้นมามองหน้าสามีภายใต้แสงไฟนวลสลัวของโคมไฟหัวเตียงด้วยสีหน้างุนงง
“ก็ผมทำแค่ครั้งเดียวก็ได้ลูกชายน่ารักขนาดนี้มาคนนึงนี่ไง” ตอบพลางยื่นหน้าเข้าไปจุ๊บที่ริมฝีปากนุ่มเบาๆ ครั้งหนึ่ง “เลี้ยงลูกคนเดียวเหนื่อยมั้ย เด็กผู้ชายคงซนน่าดู”
“เหนื่อยมาก แต่ก็มีความสุขมากค่ะ อณาคิณเป็นเด็กน่ารัก ถึงจะซนมากแต่ก็พูดรู้เรื่อง”
“นับจากวันนี้ไป คุณไม่ต้องเหนื่อยคนเดียวแล้วนะ ผมจะช่วยคุณเลี้ยงลูก จะดูแลคุณกับลูกให้ดีที่สุด” อคิณให้คำมั่นสัญญา
“ฉันไม่คิดเลยนะว่าเราจะมีวันนี้”
“ทำไม?”
“เพราะคุณบอกตั้งแต่ตอนเซ็นสัญญาแล้วว่า พอฉันคลอดเราก็หมดสัญญา ทางใครทางมัน ฉันต้องทิ้งลูกไว้กับคุณ”
อคิณหัวเราะเบาๆ ในลำคอก่อนจะสารภาพความจริง “ที่ผมเลือกคุณมาเป็นแม่ของลูกก็เพราะผมชอบคุณตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันที่อังกฤษแล้ว ผมอยากให้คุณมาเป็นแม่ของลูกผมจริงๆ”
“แต่คุณก็ให้ฉันเซ็นสัญญา”
“สัญญานั่นคุณแม่ผมทำเตรียมไว้ให้ ผมขี้เกียจทะเลาะกับคุณแม่ก็เลยเอามาให้คุณเซ็นเพื่อความสบายใจของคุณแม่ไปก่อน ผมไม่ได้คิดจะทำตามสัญญาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” ชายหนุ่มขยับตัวเข้าใกล้ลูกชายที่นอนอยู่ตรงกลาง แล้วโอบแขนกอดทั้งแม่และลูกไว้ในคราวเดียวกัน “แล้วคุณล่ะ รักผมตั้งแต่เมื่อไหร่”
อมลรดายิ้มแล้วตอบอย่างไม่อาย “ความจริงฉันก็ชอบคุณตั้งแต่วันแรกที่เจอกันที่อังกฤษเหมือนกัน แต่ถ้าถามว่ารักตอนไหน คงเป็นตอนที่เรามาอยู่ด้วยกันที่บ้านหลังนี้ช่วงที่คุณรักษาตัว ฉันแอบผิดหวังเหมือนกันนะตอนที่กลับมาแล้วรู้ว่าคุณว่าที่เจ้าบ่าวของพี่ริษา”
“ผมก็เหมือนกัน แต่จะขอเปลี่ยนตัวเจ้าสาวจากริษามาเป็นคุณก็ยังไงอยู่ เลยต้องปล่อยไปตามน้ำ ตอนที่ริษาหนีงานแต่งงานไปผมโกรธมากนะ แต่ก็ดีใจด้วยที่ได้ความโสดกลับมาอีกครั้ง” อคิณจับมือเล็กของอมลรดาขึ้นมากดจูบหนักๆ ที่หลังมือ “แต่งงานกันนะรดา”
“ค่ะ” หญิงสาวประหลาดใจที่อยู่ๆ เขาก็ขอแต่งงานแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แถมบรรยากาศก็ไม่โรแมนติกเอาซะเลย แต่กระนั้น เธอก็ยินดีที่จะเป็นเจ้าสาวของเขา
“คุณปู่กับคุณแม่ดูมีความสุขมากนะ แล้วก็ปล่อยวางความคาดหวังในตัวคิณลงได้แล้วด้วย” แพรวาพูดกับอคิณพลางมองไปยังสุมาลีและดนัยที่เล่นกับอนาคิณอยู่ที่สนามหญ้าของบ้านพักเชิงดอยที่เชียงใหม่ สองวันที่อยู่ที่นี่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านไม่ยอมอยู่ห่างจากเจ้าตัวเล็กเลย “คงเป็นเพราะอนาคิณ นี่คุณปู่กับคุณแม่ไม่สนใจผมเลยนะ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอนาคิณ ตอนนี้ผมกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “คิณจะให้ลูกโตที่นี่จริงๆ เหรอ” แพรวาตะล่อมถามด้วยความกังวลใจ อคิณนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ความจริงเขาก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โรงเรียนที่นี่ดีก็จริง แต่เขาก็มีศักยภาพมากพอที่จะให้ลูกได้เรียนในที่ที่ดีกว่านี้ อยากให้ลูกได้เห็นโลกที่กว้างกว่ารีสอร์ตในป่าเขาแบบนี้ และอีกใจก็เป็นห่วงแพรวาด้วย เขารู้ดีว่าในแวดวงธุรกิจมีแต่พวกเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน ผู้หญิงที่ทำงานเก่งแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างพี่สาวเขาคงต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสในการต่อสู้กับคู่แข่ง “กลับไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันนะคิณ แกรนด์ธาดาต้องการคิณ พี่ก็ต้องการคิณ ตอนนี้โรงแรมกำลังจะเปิดสาขาให
“คุณอคิณคะ พวกเขามาถึงกันแล้วค่ะ” อมลรดาเดินเข้ามาบอกสามีในห้องทำงาน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเล่นกับลูกอย่างสนุกสนานชะงักแล้วตีหน้าขรึมขึ้นมาทันที “ท่าทางคุณปู่กับคุณแม่ใจอ่อนลงมากแล้วอย่างที่พี่แพรบอกจริงๆ ค่ะ มาถึงก็เรียกหาอนาคิณเลย คงอยากเจอหน้าหลานกันมาก” “อนาคิณ ไปรับแขกกับพ่อนะครับ” พูดพลางจูงมือลูกชายเดินออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น “แขกคืออะไรครับคุณพ่อ” เด็กชายทำหน้างุนงง “แขกก็คือคนที่มาบ้านเราแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับกันแล้ว” คุณพ่อตอบหน้านิ่ง “แขกที่ไหนกันคะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” อมลรดายิ้มส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินตามไปจูงมืออีกข้างของลูกชาย ภาพสามคนพ่อ แม่ ลูกเดินจูงมือกันเข้ามาในล็อบบี้เป็นภาพที่ดนัยและสุมาลีเห็นแล้วถึงกับน้ำตาซึมเพราะเป็นภาพที่ทั้งคู่ปรารถนาที่จะได้เห็นมานานแล้ว อคิณยกมือไหว้คุณปู่และแม่ด้วยท่าทีหมางเมินตามารยาทโดยไม่กล่าวคำทักทายก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งบนตัก อมลรดานั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างสามีและลูก พลางมองสบตากับแพรวาด้วยความลำบากใจที่อคิณยังมีทิฐิกับค
“ดูอะไรอยู่คะคุณแม่” แพรวาเดินเข้ามาถามสุมาลีที่นั่งดูไอแพดด้วยอาการยิ้มกว้างอย่างมีความสุขสลับกับปาดน้ำตาเป็นระยะ “ลูกชายคิณ” สุมาลีตอบพลางปาดน้ำตาอีกครั้ง “ว่าไงนะคะ!?” แพรวาอุทานด้วยความประหลาดใจแล้วปราดเข้าไปนั่งข้างแม่เพื่อจะดูคลิปหลานชายที่กำลังเล่นกับพ่ออยู่ “คิณแอบซุกเมียไว้ที่เชียงใหม่เหรอคะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแพรไม่รู้เรื่อง แล้วคุณแม่ได้คลิปนี่มายังไงคะ” “แม่แอบจ้างพนักงานในรีสอร์ตของคิณให้คอยส่งข่าวคิณมาให้แม่เป็นระยะตั้งแต่คิณไปเปิดรีสอร์ทที่นั่นใหม่ๆ” “เด็กนี่น่ารักมากเลยนะคะ หน้าเหมือนคิณตอนเด็กเปี๊ยบเลย ว่าแต่แม่ของเด็กเป็นใครคะ” “รดา” สุมาลีตอบเสียงอ่อน พอได้เห็นหน้าหลาน ผู้สูงวัยก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำกับอมลรดา จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอเสียลูกชายไปด้วย เพราะตั้งแต่วันนั้นอคิณก็ไม่กลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลย โทร.ไปก็ไม่รับสาย เขาตัดขาดจากครอบครัวราวกับอยู่กันคนละโลก “รดากลับมาหาคิณตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” “พนักงานบอกว่ากลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว” สุมาลีตอบโดยที่ไม่ยอมละส
“เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้วรดา” อคิณบอกเสียงอ่อนแล้วเดินไปนั่งข้างหญิงสาวที่เอามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน อยากโอบกอดปลอบขวัญแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายเธออีกต่อไปแล้ว “อย่าโทษตัวเองเลย ลูกคุณมาแล้ว หยุดร้องไห้เถอะ เดี๋ยวเด็กตกใจ” อมลรดารีบกลั้นสะอื้นแล้วใช้สองมือปาดน้ำตาออกจากแก้มแบบลวกๆ “สวัสดีคุณอคิณ” โอลิเวอร์ที่กำลังอุ้มเด็กชายยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าอคิณ “สวัสดีโอลิเวอร์” อคิณลุกขึ้นจับมือทักทายกับหนุ่มอังกฤษตามมารยาทพลางมองหน้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู อีกทั้งยังรู้สึกคุ้นหน้ามากแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร “ลูกชายคุณน่ารักมาก” “ลูกชายผมเหรอ?” โอลิเวอร์ทวนคำด้วยรอยยิ้มกึ่งขบขันแล้วหันไปถามอมลรดา “คุณยังไม่ได้บอกเขาเหรอเอด้า” “บอกอะไร” อคิณถาม “ถ้าเอด้ายังไม่ได้บอก งั้นผมบอกให้เอง” โอลิเวอร์พูดพลางมองหน้าอคิณอย่างนับถือหัวใจเขามากที่ยอมทิ้งเงินทองมากมายเพื่อแลกกับความรัก “ผมพาภรรยากับลูกชายของคุณมาคืนให้” บอกพลางส่งเด็กชายในอ้อมกอดคืนให้คนเป็นพ่ออุ้
“คุณรดา!” เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ประตูลิฟต์ที่อมลรดากับโอลิเวอร์ซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายอนาคิณอยู่เปิดออก อมลรดาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อละสายตาจากลูกชายแล้วหันมามองเจ้าของเสียง“คุณริต้า...” อมลรดาเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วอย่างจำได้แม่นทั้งที่เคยพบกันแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่“ผมพาลูกไปรอที่รถนะ คุณคุยกับเพื่อนตามสบาย” โอลิเวอร์บอกอมลรดาแล้วหันไปยิ้มทักทายกับรชิตาตามมารยาทแล้วอุ้มเด็กชายอนาคิณเดินออกไป“คุณรดาแต่งงานกับ...เอ่อ...” หญิงสาวมองตามหลังโอลิเวอร์กับเด็กชายไปด้วยแววตาสงสัยอมลรดายิ้มก่อนตอบ “โอลิเวอร์เป็นเพื่อนของฉันค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนไฮสกูลอยู่ที่อังกฤษ แล้วเขาก็ช่วยฉันดูแลลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วย สองคนนั้นก็เลยสนิทกันเหมือนพ่อลูกจริงๆ คุณริต้าท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย” ถามพลางก้มลงมองหน้าท้องที่นูนป่องของอีกฝ่าย“เจ็ดเดือนแล้วค่ะ” รชิตาตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองอย่างเบามือ “นี่ท้องสองแล้วนะคะ คนแรกเป็นผู้ชาย ตอนนี้สองขวบแล้ว”“แล้วคุณอคิณไม่มาด้วยเหรอคะ” อมลรดาอดที่จะถามถึงผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกวินาทีไม่ได้“พี่ค
สี่ปีเต็มที่อมลรดากับอคิณแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองและถึงแม้ว่าหญิงสาวกลับมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำในวันพบญาติทุกปี แต่เธอก็หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข่าวสารของอคิณทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ยังรักเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งเวลาที่เธอมองหน้า ‘อนาคิณ’ ลูกชายวัยสามขวบกว่าของเธอกับเขาที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้วทีไรก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึง ‘พ่อของลูก’ ขึ้นมาจับใจทุกที “อนาคิณก็อยากมาเยี่ยมคุณตาด้วยนะคะคุณพ่อ” อมลรดาบอกสุรชัยที่อยู่ในชุดผู้ต้องขัง “อย่าพาลูกเข้ามาในที่แบบนี้เลย อีกปีเดียวพ่อก็พ้นโทษแล้ว พ่ออยากไปเจอหน้าหลานอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า ไม่อยากให้หลานถามว่าทำไมตาต้องมาอยู่ในนี้” “คุณเจษฎาจะพ้นโทษพร้อมพ่อด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล เพราะกลัวว่าถ้าเจษฎาพ้นโทษแล้วจะกลับไปแก้แค้นอคิณ “คุณเจษต้องอยู่อีกหลายปี เพราะมีคดีจ้างวานฆ่าคุณอคิณถึงสองครั้งด้วย” พูดแล้วสุรชัยก็ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างรู้สึกผิด “ถ้าพ่อไม่ติดหนี้พนัน ก็คงไม่ถูกคุณเจษชักจูงเข้าร่วมขบวนก