Se connecterอมลรดานั่งลงที่ขอบเตียงและเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขาถอดเฝือกที่แขนขวาออกแล้ว “ตัดเฝือกออกแล้วเหรอคะ เป็นยังไงบ้าง ขยับแขนได้ตามปกติมั้ย”
“พอได้ แต่ยังไม่ค่อยมีแรงเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ขยับเลยเป็นเดือน” ชายหนุ่มตอบพลางขยับแขนตั้งศอกขึ้นลงเบาๆ ให้ดู “หมอบอกอีกสักพักจะดีขึ้น ส่วนขาถ้าขยันทำกายภาพบำบัด ไม่เกินสามเดือนก็น่าจะเดินได้ปกติ ส่วน...” เสียงของอคิณหายไปในลำคอ แต่อมลรดาก็เข้าใจว่าเขาหมายถึงเรื่องอะไร
“เอาน่าคุณ ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา” เธอยิ้มให้กำลังใจ “แล้วนี่คุณทานข้าวเย็นหรือยัง”
“เรียบร้อยแล้ว”
“ทานอะไรคะ พี่แพรบอกว่าปกติคุณไม่ทานอาหารโรงพยาบาลนี่”
“ไก่ที่เหลือ กับผลไม้นิดหน่อย แล้วก็น้ำทับทิมอีกนิดนึง”
อมลรดาเดินไปเปิดกระติกเก็บความร้อนที่บรรจุไก่ดำตุ๋นยาจีน พบว่าหมดเกลี้ยงทั้งน้ำทั้งเนื้อ จากนั้นเดินไปเปิดตู้เย็น ก็เห็นว่าผลไม้พร่องไปเยอะ ส่วนน้ำทับทิมที่แพรวาเอามาให้ห้าขวดใหญ่ก็หมดเกลี้ยง “คุณทานไปเยอะขนาดนี้เลยเหรอ เดี๋ยวก็ได้ท้องเสียกันพอดี หรือไม่ก็ปวดฉี่ทั้งคืนแน่”
“แล้วคุณทานอะไรมาหรือยัง”
“เรียบร้อยแล้ว พี่แพรจัดให้อิ่มแปล้เลย” หญิงสาวตอบพลางเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงคนเจ็บ
“คุณไปเจอพี่แพรมาเหรอ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูงด้วยความแปลกใจ
“บังเอิญน่ะ พอดีเพื่อนฉันพักที่โรงแรมของคุณ ฉันไปส่งเขาที่นั่นเลยเจอพี่แพร ยังไงฉันฝากคุณดูแลเขาเป็นพิเศษด้วยนะ”
“โรงแรมผมดูแลแขกทุกคนเหมือนเป็นคนพิเศษอยู่แล้ว” อคิณตอบหน้าตึงอย่างไม่ชอบใจที่ดูเหมือนเธอจะห่วงใยเพื่อนชายคนสนิทคนนี้เป็นพิเศษ
“ก็ดูแลโอลิเวอร์เป็นพิเศษกว่าแขกคนอื่นนิดนึงไง ในฐานะที่เขาเป็นเพื่อนฉัน นะๆๆๆ” อมลรดาขอร้องตาปริบๆ
“ก็ได้ๆๆ แล้วจะบอกพี่แพรให้” ชายหนุ่มตอบรับอย่างไม่เต็มใจ
“ขอบคุณนะคะ คุณนี่ก็ใจดีเหมือนกันนะเนี่ย”
“เพราะคุณใจดีกับผมก่อน”
“ฉันก็แค่ดูแลคุณตามหน้าที่ เดี๋ยวคุณจะหาว่าฉันทำงานไม่คุ้มเงินอีก” ว่าพลางย่นจมูกใส่เขาอย่างเด็กดื้อ
“ผมไม่ได้หมายถึงตอนนี้ แต่หมายถึงหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ ตอนที่เราเจอกันครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษ”
“อ๋อ...” อมลรดาลากเสียงยาวหลังจากทบทวนความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง “เรื่องค่ากาแฟนั่นน่ะเหรอ แค่เล็กน้อยเอง คุณอย่าใส่ใจเลย”
“เวลาที่ใครดีกับผม แม้จะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ผมก็จำนะ” อคิณบอกเสียงนุ่มพลางมองสบตาหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างเตียงอย่างอ่อนโยนกว่าเมื่อวานนี้มาก
“วันนี้ทำมาเป็นพูดดี ทีเมื่อวานอาละวาดใส่ฉันซะโรงพยาบาลเกือบแตก” อมลรดาอดแขวะไม่ได้
“คุณเข้ามาตอนที่ผมกำลังหัวเสียเรื่องข่าวอยู่” อคิณพูดเป็นเชิงยอมรับผิด “คุณไปอาบน้ำเถอะ ผมยุ่ง หน้ามันมาเชียว”
“ฉันรีบน่ะ เลยนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างมา” ว่าพลางยกมือลูบผมตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง “งั้นฉันกลับไปอาบน้ำที่บ้านแป๊บนะ เดี๋ยวจะรีบกลับมา”
“อาบที่ห้องผมนี่แหละ”
“อาบที่ห้องคุณเนี่ยนะ” อมลรดาถามเสียงดัง
“อื้อ” อคิณพยักหน้ารับ
“ไม่ดีมั้ง” อมลรดาครุ่นคิดนิดหนึ่งแล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ฉันกลับไปอาบที่บ้านดีกว่า ฉันไม่ได้เอาชุดนอนมาด้วย”
“ผมรู้ว่าคุณคงไม่มีเวลาแวะกลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้าน ก็เลยสั่งคนเตรียมไว้ให้ ทั้งชุดนอน แล้วก็ชุดที่จะใส่เดินทางไปเซฟท์เฮาส์ที่เชียงใหม่พรุ่งนี้ด้วย ระหว่างที่ผมต้องรักษาตัว เราจะหลบไปอยู่ที่นั่นกัน”
“พูดเหมือนเรากำลังตกอยูในอันตราย”
“สถานการณ์ตอนนี้ไม่ปลอดภัย ตอนที่คุณไปรับเพื่อนคุณก็มีคนสะกดรอยตามคุณ”
“ตามฉันทำไม!?” อมลรดาตกใจ
“ผมคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการทุจริตของพ่อคุณ ก่อนที่พ่อคุณจะหนีไป ได้บอกอะไร หรือให้อะไรกับคุณไว้หรือเปล่า”
หญิงสาวนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เลย คุณพ่อบอกแค่ว่า ต้องหนี ไม่งั้น ‘เขา’ จะฆ่าคุณพ่อ ฉันคิดว่า ‘เขา’ ที่พ่อพูดถึงก็คงเป็นคุณ ฉันถึงต้องรีบมาเจรจากับคุณ แล้วก็ยอมรับงานเป็น พยาบาลพิเศษ เป็นภรรยา เป็นแม่ของลูก แล้วก็จะยอมเป็นทุกอย่างอย่างที่คุณอยากให้เป็น เพื่อแลกกับชีวิตของคุณพ่อ”
ข้อมูลที่ได้รับจากอมลรดา ทำให้อคิณแน่ใจว่า นอกจากสุรชัยแล้ว จะต้องมีตัวบงการใหญ่อยู่เบื้องหลังอย่างที่เขาคิดไว้แน่นอน
“ฉันยอมคุณทุกอย่างแล้ว คุณจะไว้ชีวิตพ่อฉันใช่มั้ย” หญิงสาวถามเสียงอ่อน น้ำตาคลอ แสดงความอ่อนแอให้อคิณได้เห็นเป็นครั้งแรก
อคิณอยากจะแก้ตัวว่าเขาไม่ใช่คนโหดร้ายป่าเถื่อนแบบนั้น แต่คิดอีกที ปล่อยให้เธอเข้าใจแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะเขาจะได้กดดันให้เธอทำงานให้เขาได้ง่ายขึ้น “ถ้าคุณทำหน้าที่ของคุณครบถ้วนสมบูรณ์ ผมก็จะปล่อยพ่อคุณไปตามที่รับปากไว้”
“ฉันจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด” อมลรดาตอบรับอย่างไม่มีทางเลือก ในเมื่อเธอตกลงใจเซ็นสัญญารับงานเขาแล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อให้สุดทาง
“คุณไปอาบน้ำเถอะ ชุดนอนอยู่ในตู้เสื้อผ้า”
อมลรดาเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า เห็นว่ามีเสื้อยืดสีขาวพอดีตัวกับกางเกงขาสั้นผ้าเนื้อนุ่มสีชมพูแบบเดียวกับที่เธอเคยสวมในวันที่เขาบุกไปหาเธอที่บ้านกลางดึกแขวนอยู่ แต่มันเป็นของใหม่ ไม่ใช่ชุดเก่าของเธอ นั่นหมายความว่าเขาตั้งใจเตรียมชุดนอนแบบที่เธอสวมประจำไว้ให้ นอกจากนี้ยังมีเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีชมพูอ่อนกับกางเกงยีนขายาวเข้ารูปสีซีด และสิ่งสุดท้ายที่ทำให้อมลรดาอยากรีดร้องด้วยความอับอายก็คือ ชุดชั้นในลายลูกไม้สีขาวนวลสองชุดที่ถูกพับเรียบร้อยอยู่ในตะกร้าใบเล็ก หญิงสาวหยิบขึ้นมาดูแล้วพลิกดูป้ายบอกขนาด ซึ่งมีขนาดพอดีกับหน้าอกของเธอเป๊ะ
เขารู้ไซส์เธอได้ยังไง!
“ชอบชุดที่ผมเตรียมไว้ให้มั้ย” อคิณถามยิ้มๆ เมื่อเห็นว่าเธอกำลังเขินจัด แม้จะยืนหันหลังให้เขาอยู่ แต่เขาก็แน่ใจว่าเธอกำลังหน้าแดง
อมลรดาได้แต่กัดฟันข่มความอาย แล้วหอบชุดนอน ชุดชั้นใน และผ้าขนหนูวิ่งหนีเข้าห้องน้ำ แต่เสียงของเขาก็ยังดังทะลุประตูห้องน้ำตามเข้ามากวนใจอีก
“แปรงสีฟันสีชมพูผมเตรียมไว้ให้คุณนะ ยาสีฟันใช้ของผมได้เลย เวลาจูบกันจะได้เป็นรสชาติเดียวกัน”
อมลรดาหลับตา นับหนึ่งถึงร้อย พยายามข่มใจตัวเองไม่ให้วิ่งออกไปบีบคอคนพูดไม่หยุด!
“คุณปู่กับคุณแม่ดูมีความสุขมากนะ แล้วก็ปล่อยวางความคาดหวังในตัวคิณลงได้แล้วด้วย” แพรวาพูดกับอคิณพลางมองไปยังสุมาลีและดนัยที่เล่นกับอนาคิณอยู่ที่สนามหญ้าของบ้านพักเชิงดอยที่เชียงใหม่ สองวันที่อยู่ที่นี่ผู้อาวุโสทั้งสองท่านไม่ยอมอยู่ห่างจากเจ้าตัวเล็กเลย “คงเป็นเพราะอนาคิณ นี่คุณปู่กับคุณแม่ไม่สนใจผมเลยนะ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอนาคิณ ตอนนี้ผมกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “คิณจะให้ลูกโตที่นี่จริงๆ เหรอ” แพรวาตะล่อมถามด้วยความกังวลใจ อคิณนิ่งไปอย่างใช้ความคิด ความจริงเขาก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน โรงเรียนที่นี่ดีก็จริง แต่เขาก็มีศักยภาพมากพอที่จะให้ลูกได้เรียนในที่ที่ดีกว่านี้ อยากให้ลูกได้เห็นโลกที่กว้างกว่ารีสอร์ตในป่าเขาแบบนี้ และอีกใจก็เป็นห่วงแพรวาด้วย เขารู้ดีว่าในแวดวงธุรกิจมีแต่พวกเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน ผู้หญิงที่ทำงานเก่งแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยมอย่างพี่สาวเขาคงต้องเหนื่อยยากแสนสาหัสในการต่อสู้กับคู่แข่ง “กลับไปอยู่ที่กรุงเทพด้วยกันนะคิณ แกรนด์ธาดาต้องการคิณ พี่ก็ต้องการคิณ ตอนนี้โรงแรมกำลังจะเปิดสาขาให
“คุณอคิณคะ พวกเขามาถึงกันแล้วค่ะ” อมลรดาเดินเข้ามาบอกสามีในห้องทำงาน ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเล่นกับลูกอย่างสนุกสนานชะงักแล้วตีหน้าขรึมขึ้นมาทันที “ท่าทางคุณปู่กับคุณแม่ใจอ่อนลงมากแล้วอย่างที่พี่แพรบอกจริงๆ ค่ะ มาถึงก็เรียกหาอนาคิณเลย คงอยากเจอหน้าหลานกันมาก” “อนาคิณ ไปรับแขกกับพ่อนะครับ” พูดพลางจูงมือลูกชายเดินออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น “แขกคืออะไรครับคุณพ่อ” เด็กชายทำหน้างุนงง “แขกก็คือคนที่มาบ้านเราแค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับกันแล้ว” คุณพ่อตอบหน้านิ่ง “แขกที่ไหนกันคะ ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” อมลรดายิ้มส่ายหน้าเบาๆ แล้วเดินตามไปจูงมืออีกข้างของลูกชาย ภาพสามคนพ่อ แม่ ลูกเดินจูงมือกันเข้ามาในล็อบบี้เป็นภาพที่ดนัยและสุมาลีเห็นแล้วถึงกับน้ำตาซึมเพราะเป็นภาพที่ทั้งคู่ปรารถนาที่จะได้เห็นมานานแล้ว อคิณยกมือไหว้คุณปู่และแม่ด้วยท่าทีหมางเมินตามารยาทโดยไม่กล่าวคำทักทายก่อนจะนั่งลงร่วมโต๊ะแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นนั่งบนตัก อมลรดานั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างสามีและลูก พลางมองสบตากับแพรวาด้วยความลำบากใจที่อคิณยังมีทิฐิกับค
“ดูอะไรอยู่คะคุณแม่” แพรวาเดินเข้ามาถามสุมาลีที่นั่งดูไอแพดด้วยอาการยิ้มกว้างอย่างมีความสุขสลับกับปาดน้ำตาเป็นระยะ “ลูกชายคิณ” สุมาลีตอบพลางปาดน้ำตาอีกครั้ง “ว่าไงนะคะ!?” แพรวาอุทานด้วยความประหลาดใจแล้วปราดเข้าไปนั่งข้างแม่เพื่อจะดูคลิปหลานชายที่กำลังเล่นกับพ่ออยู่ “คิณแอบซุกเมียไว้ที่เชียงใหม่เหรอคะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมแพรไม่รู้เรื่อง แล้วคุณแม่ได้คลิปนี่มายังไงคะ” “แม่แอบจ้างพนักงานในรีสอร์ตของคิณให้คอยส่งข่าวคิณมาให้แม่เป็นระยะตั้งแต่คิณไปเปิดรีสอร์ทที่นั่นใหม่ๆ” “เด็กนี่น่ารักมากเลยนะคะ หน้าเหมือนคิณตอนเด็กเปี๊ยบเลย ว่าแต่แม่ของเด็กเป็นใครคะ” “รดา” สุมาลีตอบเสียงอ่อน พอได้เห็นหน้าหลาน ผู้สูงวัยก็รู้สึกผิดกับสิ่งที่เคยทำกับอมลรดา จากเหตุการณ์นั้นทำให้เธอเสียลูกชายไปด้วย เพราะตั้งแต่วันนั้นอคิณก็ไม่กลับมาเหยียบที่บ้านอีกเลย โทร.ไปก็ไม่รับสาย เขาตัดขาดจากครอบครัวราวกับอยู่กันคนละโลก “รดากลับมาหาคิณตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” “พนักงานบอกว่ากลับมาได้สองอาทิตย์แล้ว” สุมาลีตอบโดยที่ไม่ยอมละส
“เรื่องมันผ่านไปตั้งนานแล้วรดา” อคิณบอกเสียงอ่อนแล้วเดินไปนั่งข้างหญิงสาวที่เอามือปิดหน้าตัวเองร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน อยากโอบกอดปลอบขวัญแต่ก็ไม่กล้า เพราะรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์เหนือร่างกายเธออีกต่อไปแล้ว “อย่าโทษตัวเองเลย ลูกคุณมาแล้ว หยุดร้องไห้เถอะ เดี๋ยวเด็กตกใจ” อมลรดารีบกลั้นสะอื้นแล้วใช้สองมือปาดน้ำตาออกจากแก้มแบบลวกๆ “สวัสดีคุณอคิณ” โอลิเวอร์ที่กำลังอุ้มเด็กชายยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าอคิณ “สวัสดีโอลิเวอร์” อคิณลุกขึ้นจับมือทักทายกับหนุ่มอังกฤษตามมารยาทพลางมองหน้าหนูน้อยด้วยความเอ็นดู อีกทั้งยังรู้สึกคุ้นหน้ามากแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร “ลูกชายคุณน่ารักมาก” “ลูกชายผมเหรอ?” โอลิเวอร์ทวนคำด้วยรอยยิ้มกึ่งขบขันแล้วหันไปถามอมลรดา “คุณยังไม่ได้บอกเขาเหรอเอด้า” “บอกอะไร” อคิณถาม “ถ้าเอด้ายังไม่ได้บอก งั้นผมบอกให้เอง” โอลิเวอร์พูดพลางมองหน้าอคิณอย่างนับถือหัวใจเขามากที่ยอมทิ้งเงินทองมากมายเพื่อแลกกับความรัก “ผมพาภรรยากับลูกชายของคุณมาคืนให้” บอกพลางส่งเด็กชายในอ้อมกอดคืนให้คนเป็นพ่ออุ้
“คุณรดา!” เสียงที่ไม่คุ้นหูของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ประตูลิฟต์ที่อมลรดากับโอลิเวอร์ซึ่งกำลังอุ้มเด็กชายอนาคิณอยู่เปิดออก อมลรดาชาวาบไปทั้งตัวเมื่อละสายตาจากลูกชายแล้วหันมามองเจ้าของเสียง“คุณริต้า...” อมลรดาเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่วอย่างจำได้แม่นทั้งที่เคยพบกันแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่“ผมพาลูกไปรอที่รถนะ คุณคุยกับเพื่อนตามสบาย” โอลิเวอร์บอกอมลรดาแล้วหันไปยิ้มทักทายกับรชิตาตามมารยาทแล้วอุ้มเด็กชายอนาคิณเดินออกไป“คุณรดาแต่งงานกับ...เอ่อ...” หญิงสาวมองตามหลังโอลิเวอร์กับเด็กชายไปด้วยแววตาสงสัยอมลรดายิ้มก่อนตอบ “โอลิเวอร์เป็นเพื่อนของฉันค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่ตอนที่ฉันเรียนไฮสกูลอยู่ที่อังกฤษ แล้วเขาก็ช่วยฉันดูแลลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วย สองคนนั้นก็เลยสนิทกันเหมือนพ่อลูกจริงๆ คุณริต้าท้องกี่เดือนแล้วคะเนี่ย” ถามพลางก้มลงมองหน้าท้องที่นูนป่องของอีกฝ่าย“เจ็ดเดือนแล้วค่ะ” รชิตาตอบเสียงใสพลางลูบท้องตัวเองอย่างเบามือ “นี่ท้องสองแล้วนะคะ คนแรกเป็นผู้ชาย ตอนนี้สองขวบแล้ว”“แล้วคุณอคิณไม่มาด้วยเหรอคะ” อมลรดาอดที่จะถามถึงผู้ชายที่เธอคิดถึงทุกวินาทีไม่ได้“พี่ค
สี่ปีเต็มที่อมลรดากับอคิณแยกย้ายกันไปมีชีวิตของตัวเองและถึงแม้ว่าหญิงสาวกลับมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำในวันพบญาติทุกปี แต่เธอก็หลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข่าวสารของอคิณทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากทำให้ตัวเองเจ็บไปมากกว่านี้ เพราะจนถึงวันนี้เธอก็ยังรักเขาอยู่ไม่เสื่อมคลาย อีกทั้งเวลาที่เธอมองหน้า ‘อนาคิณ’ ลูกชายวัยสามขวบกว่าของเธอกับเขาที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกกระเบียดนิ้วทีไรก็ยิ่งทำให้เธอคิดถึง ‘พ่อของลูก’ ขึ้นมาจับใจทุกที “อนาคิณก็อยากมาเยี่ยมคุณตาด้วยนะคะคุณพ่อ” อมลรดาบอกสุรชัยที่อยู่ในชุดผู้ต้องขัง “อย่าพาลูกเข้ามาในที่แบบนี้เลย อีกปีเดียวพ่อก็พ้นโทษแล้ว พ่ออยากไปเจอหน้าหลานอย่างสง่าผ่าเผยมากกว่า ไม่อยากให้หลานถามว่าทำไมตาต้องมาอยู่ในนี้” “คุณเจษฎาจะพ้นโทษพร้อมพ่อด้วยหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามอย่างเป็นกังวล เพราะกลัวว่าถ้าเจษฎาพ้นโทษแล้วจะกลับไปแก้แค้นอคิณ “คุณเจษต้องอยู่อีกหลายปี เพราะมีคดีจ้างวานฆ่าคุณอคิณถึงสองครั้งด้วย” พูดแล้วสุรชัยก็ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างรู้สึกผิด “ถ้าพ่อไม่ติดหนี้พนัน ก็คงไม่ถูกคุณเจษชักจูงเข้าร่วมขบวนก







