LOGINครั้นรถม้าคันใหญ่หายลับไปจากสายตา หากแต่ตี๋ลี่เสวี่ยก็ยังคงยืนเหม่อลอยอยู่เช่นเดิมเกือบหนึ่งเค่อ จนกระทั่ง อาเถี่ย คนขับรถม้าทักขึ้นมาอย่างแผ่วเบา “คุณหนูรอง…”
เสียงของเขาจึงทำให้ตี๋ลี่เสวี่ยรู้สึกตัว มือบอบบางอ่อนช้อยยกขึ้นซับน้ำตาอย่างรวดเร็ว พลางเรียกแรงฮึดในกายให้ลุกโชน สลัดความเศร้าเสียใจที่เกาะกุมอยู่ทิ้งไป
หยุดร้องได้แล้ว ตี๋ลี่เสวี่ย!
เป็นเจ้าที่ตัดสินใจเลือกหนทางนี้เอง ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น เจ้าย่อมต้องยอมรับในการเลือกนั้นสิ!
“เจ้ากลับจวนโหวไปก่อนเถิด แล้ววันพรุ่งในยามเฉิน ค่อยมารับข้าที่นี่”
“ตะ แต่ว่า…” อาเถี่ยเริ่มอิดออด จะให้เขาปล่อยคุณหนูรองไว้ที่วัดแต่เพียงผู้เดียวได้อย่างไร
ตี๋ลี่เสวี่ยส่งยิ้มให้ “ไปเถิด ข้าแจ้งนายท่าน… ท่านพ่อแล้วว่าข้าอยากจะอยู่เคารพสักการะท่านแม่และค้างคืนที่นี่ ท่านพ่อก็ได้อนุญาตแล้ว หากเจ้าเป็นกังวลนัก วันพรุ่งก็มารับข้าแต่เช้าหน่อยก็แล้วกัน”
อาเถี่ยลังเล หากแต่ก็พยักหน้าตอบรับตามคำสั่ง “ขอรับ คุณหนูรอง”
มิใช่ว่าตี๋ลี่เสวี่ยยังไม่อยากกลับเข้าไปในจวนเหรินอี้โหว หากแต่นางรู้สึกว่านางยังไม่พร้อม ในวันที่บิดามารดาและสหายสนิทอย่างเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจากไป
จิตใจของนางก็ดำดิ่งจนนับว่าแย่แล้ว หากต้องกลับจวนไปเผชิญหน้ากับนายท่าน นายหญิง และบรรดาคุณหนู เพื่อสวมบทบาทของอาอิ๋งให้แนบเนียนอีก นางก็กลัว… กลัวว่าจะเผยพิรุธออกมาเสียมากกว่า
ดังนั้น ตี๋ลี่เสวี่ยจึงขอเวลาหลบมาทำใจก่อนสักคืน ให้ความโศกเศร้าที่เกาะกุมในใจมันคลายลง เพื่อที่จะตั้งสติและพร้อมรับมือกับคนรอบตัวของอาอิ๋ง รวมถึงสวมบทในชีวิตใหม่ที่นางครอบครองอยู่นี้ให้แนบเนียน!
ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจอย่างแรง ก่อนจะหมุนตัวหันกลับมาเจอประตูวัดหลิงจี้ที่ปลายเนินเขา นางก็อดจะเม้มริมฝีปากอย่างหนักใจมิได้
อืม… ข้าควรจะทำอย่างไรดี…
ด้วยความเชื่อทางจิตใจและความเชื่อทางร่างกายกำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนตี๋ลี่เสวี่ยไม่รู้จะทำอย่างไรดี จนสุดท้าย นางก็ตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามริมเนินเขา ด้วยรู้ดีว่าหลุมศพมารดาของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งอยู่ที่หลังเขาของวัดหลิงจี้
เอาเถิด! อย่างน้อยก็มิต้องเดินเข้าวัดไปตรง ๆ !!
ตี๋ลี่เสวี่ยคิดอย่างสบายใจ ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปทางหลังเขา นางเดินเลี้ยวซ้ายก็จะเจอสุสานข้างวัดที่มีหลุมศพเรียงราย ด้วยคำสั่งของฉินซื่อที่ไม่ต้องการให้บรรดาอนุมาฝังรวมอยู่กับสุสานของจวนเหรินอี้โหว ดังนั้น หลุมศพของอนุอวี้จึงต้องมาอยู่ที่วัดหลิงจี้แห่งนี้แทน
ตี๋ลี่เสวี่ยเดินตรงไปที่หลุมศพของอนุอวี้อย่างคุ้นเคย ด้วยหลายครั้งที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งมากราบไหว้หลุมศพของมารดา ตี๋ลี่เสวี่ยก็มักจะติดตามมาด้วย และนางก็มักจะใช้วิธีเดินทางเช่นนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินเข้าวัดหลิงจี้ไปตรง ๆ
ตี๋ลี่เสวี่ยทำพิธีเคารพมารดาของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะรู้สึกถึงสายตาของใครบางคนที่จับจ้องนางอยู่ตลอดเวลา จนตี๋ลี่เสวี่ยรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งแผ่นหลัง
นางหันขวับกลับไปทันที!
พระอาจารย์ชิงเต๋อ!!
ตี๋ลี่เสวี่ย “!!!”
พระอาจารย์ชิงเต๋อเป็นเจ้าอาวาสของวัดหลิงจี้แห่งนี้ ซึ่งท่านได้รับการนับถือเป็นอย่างมาก ด้วยมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ สามารถทำนายทายทักได้อย่างแม่นยำ ทำให้บรรดาขุนนางรวมถึงชาวบ้านหลายคนนับถือเลื่อมใส แห่กันมาสักการะขอพรที่วัดหลิงจี้มิได้ขาด
แต่ด้วยพระอาจารย์ชิงเต๋อนั้น เป็นที่นับถือเป็นอย่างมาก การที่จะได้เจอและสนทนาธรรมกับท่านจึงมิใช่เรื่องง่าย อยู่ที่ว่าท่านจะออกมาพบและร่วมสนทนาธรรมด้วยหรือไม่
แล้วนี่เหตุใดพระอาจารย์ชิงเต๋อจึงได้มาปรากฏกายอยู่ที่สุสานหลังวัดหลิงจี้ได้เล่า!?
ละ… แล้วข้าต้องทำอย่างไร? เอ่ยนมัสการ… ไม่สิ! ยกมือไหว้หรือ? แต่ข้าเป็นอิสลาม ไม่สิ! ร่างนี้เป็นพุทธ แล้วปกติชาวพุทธทักทายอย่างไร?
“อะ… เอ่อ…” ตี๋ลี่เสวี่ยเริ่มร้อนรน ละล่ำละลักอย่างไม่รู้จะกล่าวทักทายและนมัสการอีกฝ่ายอย่างไรดี
พระอาจารย์ชิงเต๋อกลับยกยิ้มอย่างมีเมตตา พลางกล่าวเสียงเบาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่ไม่ว่าผู้ใดได้ยินแล้วก็พลันรู้สึกสงบใจได้อย่างง่ายดาย “โยมใจเย็นก่อนเถิด…”
ตี๋ลี่เสวี่ย “???”
“อามิตตาพุทธ สิ่งที่โยมเห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็น สิ่งที่ไม่ได้ครอบครองมาตั้งแต่ต้นก็มิได้หมายความว่าจะมิใช่ของโยม”
ตี๋ลี่เสวี่ยขมวดคิ้วแน่น เมื่อนางฟังสิ่งที่พระอาจารย์ชิงเต๋อพูดไม่เข้าใจ “???”
พระอาจารย์ชิงเต๋อยกรอยยิ้มให้อย่างอ่อนโยนอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ในเวลานี้ โยมอาจจะยังไม่เข้าใจ สับสนว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับโยม แต่โยมจงรู้ไว้เถิดว่านี่คือที่ที่เหมาะสมและสมควรแล้ว นี่คือสิ่งที่เป็นของโยมมาตั้งแต่ต้น”
“เอ่อ… แล้ว…” ตี๋ลี่เสวี่ยก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี และที่ไม่เข้าใจมากไปกว่านั้นคือนางจะสนทนาต่อพระอาจารย์ตรงหน้าอย่างไรดี จึงได้แต่อ่ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่เช่นนั้น
“นี่ก็ใกล้ค่ำมากแล้ว หากโยมไม่สะดวกใจที่จะพำนักที่นี่ โยมจงเดินลงเขาไปทางเหนืออีกประมาณหนึ่งจิบชา จะมีโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ใกล้ลำธารอยู่ตรงนั้น”
“บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวของตระกูลพ่อค้าผู้ใจบุญที่มีความเลื่อมใสในศาสนาเป็นอย่างมาก ดังนั้น เขาจึงตั้งใจสร้างโรงเตี๊ยมขึ้นมา เพื่อให้สาธุชนทั้งหลายได้เข้าพักค้างคืนอย่างปลอดภัย อย่างไรเสีย โยมก็จงไปพักที่นั่นเถิด”
ตี๋ลี่เสวี่ยมองตามปลายนิ้วของพระอาจารย์ชิงเต๋อที่ชี้นิ้วไปที่ปลายเนินเขาอีกทาง ก่อนจะสังเกตเห็นอาคารไม้ขนาดสามชั้นตั้งเด่นเป็นสง่า
ดูท่าคืนนี้คงต้องไปพักที่นั่นจริง ๆ แหละ…
“ขอบคุณ…” ตี๋ลี่เสวี่ยหันหน้ากลับมาเตรียมจะกล่าวขอบคุณ หากแต่คำพูดนั้นของนางก็ต้องหยุดชะงักไปเมื่อพระอาจารย์ชิงเต๋อได้อันตรธานหายไปแล้ว! “!!!”
เอย์ อัลลอฮ์! หายไปแล้ว!!
บรื้อ! รีบไปดีกว่า!!
คิดได้เพียงเท่านั้น ตี๋ลี่เสวี่ยก็รีบรวบชายกระโปรงขึ้นอย่างไม่สนใจความเป็นแม่นางในห้องหอเลยแม้แต่น้อย รีบพาตัวเองไปให้ถึงโรงเตี๊ยมนั้นให้เร็วที่สุด!
*หนึ่งจิบชา หมายถึง 5 นาที
*หนึ่งเค่อ หมายถึง 15 นาที
*ยามเฉิน หมายถึง ช่วงเวลา 07.00-08.59 น.
เสียงเรียกของสวีซื่อดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท สัมผัสอุ่นจากมือมารดาของสามีที่บีบแขนนางไว้ คือสิ่งที่ดึงสติของตี๋ลี่เสวี่ยให้กลับมาจากนรกในอดีตตี๋ลี่เสวี่ยสะดุ้งเฮือก พลางกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด รสเค็มปร่าของเลือดในปากช่วยให้นางหลุดจากภวังค์ได้ชั่วคราว เรียวปากบางหอบลมหายใจเข้าไปเต็มปอด จึงได้สติกลับมาตี๋ลี่เสวี่ยรู้ดีว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ ทั้งนางและสวีซื่อจะได้กลายเป็นศพเหมือนคนในขบวนค้าม้านั้นเป็นแน่!นางเหลือบเห็นถุงหอมที่บรรจุสมุนไพรกลิ่นฉุนจัด ซึ่งนางพกไว้ไล่แมลง และตลับทองคำขนาดเล็กที่ใส่แป้งประทินผิวราคาแพงของสวีซื่อ“ท่านแม่... ฟังข้า” นางกระซิบเสียงสั่น แต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด “ข้าจะล่อพวกมันไปทางนั้น ท่านต้องสั่งคนขับให้ควบม้าไปโดยไม่หันกลับมามอง”“ไม่! เสวี่ยเอ๋อร์ อย่าทำแบบนี้!” สวีซื่อร้องห้าม พลางยื้อยุดร่างบางไว้แน่น นี่คือชายาสุดที่รักของบุตรชายของนางนะ! “หากจะล่อ แม่จะล่อพวกมันไปเอง!”ตี๋ลี่เสวี่ยออกแรงรั้งแขนของแม่สามีไว้แน่น “ท่านแม่! ข้าเป็นคนเมืองหลวง หนทางแถวนี้ข
“แม่ได้ยินจากอาฟานมาว่าเพราะเขามาสักการะขอพรที่วัดหลิงจี้ จึงได้เจอกับพระอาจารย์ชิงเต๋อ และท่านพระอาจารย์ก็ได้แนะนำเขาว่าต้องหาแม่นางสองชะตาอย่างเจ้า จึงจะสามารถแก้คำสาปร้ายที่ติดตัวเขาได้” สวีซื่อเอ่ยขึ้นบนรถม้าคันหรูที่ประทับตราของหอเสื้อหว่านเยว่โหลว“พระอาจารย์ชิงเต๋อช่างน่าเลื่อมใสนัก เพียงแค่เห็นอาฟานก็สามารถมองเห็นคำสาปร้ายที่ติดตัวเขาได้ อีกทั้งยังแนะนำวิธีถอนคำสาปได้อีกด้วย” สวีซื่อเอื้อมมือมาตบมือของตี๋ลี่เสวี่ยเบา ๆ “จึงต้องลำบากเจ้าแล้วที่ต้องมาวัดหลิงจี้กับแม่”ตี๋ลี่เสวี่ยยิ้มจาง “มิได้ลำบากเลยเจ้าค่ะ ท่านแม่…”หลังจากที่หลิงอวิ๋นฟานเล่าเรื่องการถอนคำสาปให้หลิงจิ่นหัวและสวีซื่อฟัง สวีซื่อก็เกิดความเลื่อมใสในพระอาจารย์ชิงเต๋อเป็นอย่างมาก จึงได้รบเร้าให้หลิงอวิ๋นฟานพานางมาสักการะขอพรที่วัดหลิงจี้ให้จงได้แต่เมื่อถึงวันที่พวกเขานัดกันจะมาที่วัดหลิงจี้แล้ว ทางหอเสื้อหว่านเยว่โหลวก็เกิดเหตุลูกค้าไม่พึงพอใจ นำสินค้าที่มีตำหนิมาคืน พร้อมเรียกร้องความรับผิดชอบจากหอเสื้อ ทำให้หลิงอวิ๋นฟานต้องแยกต
“หลานชายของอันติ้งโหวหรือ?” ฟางจ้าวหยางทวนความทรงจำ “ข้าจำได้ว่าวันที่จวนอันติ้งโหวถูกฆ่าล้างยกครัวน่าจะเป็นวันเกิดปีที่สิบเอ็ดของหลานชายของอันติ้งโหว รู้สึกจะชื่อ... ลู่หมิงเซวียน”“ลู่หมิงเซวียน...” ฟางไท่เฟยทวนคำตามน้องชาย “ดี! รู้ตัวแบบนี้แล้ว ค่อยตามฆ่าได้ง่ายหน่อย!”“แล้วพี่หญิงจะไปตามหาตัวลู่หมิงเซวียนได้จากที่ใดเล่าขอรับ?”ฟางไท่เฟยเหลือบตามองหน้าน้องชายอย่างระอา “เหตุใดเจ้าจึงมีความจำดี ถึงขั้นจำชื่อหลานชายของอันติ้งโหวได้ แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป?”ฟางจ้าวหยาง “...”เอ้า! พี่หญิง!ความจำก็ส่วนความจำสิขอรับ แล้วท่านจะมาแขวะความคิดวิเคราะห์ของข้าด้วยเหตุใดเล่า!?“จากที่เจ้าบอกว่าคืนที่เกิดเหตุคือวันเกิดปีที่สิบเอ็ดของลู่หมิงเซวียน...” ฟางไท่เฟยจิกนิ้วคำนวณ “ยามนี้ เขาก็คงจะมีอายุราว ๆ สิบเก้าหรือยี่สิบปี...”ฟางจ้าวหยางล้วงหยิบแผ่นรายชื่อผู้ที่ประมูลสมบัติของจวนอันติ้งโหวออกมาวางอีกครั้ง“ห
“พะ... พี่หญิง! พี่หญิงหมายความว่า... ฝะ... ฝ่าบาทคือหลานของข้าอย่างนั้นหรือ!? โอ๊ย!” ฟางจ้าวหยางถามเสียงตะกุกตะกัก ก่อนจะสะดุ้งสุดตัว เมื่อถูกฟางไท่เฟยเขวี้ยงถ้วยชาใส่ ดวงเนตรถลึงมองเป็นเชิงดุดันและตักเตือนไม่ให้เขากล่าววาจาพล่อย ๆ ออกมาอีกแม้ว่าฟางจ้าวหยางจะตกอกตกใจไม่น้อยกับความจริงที่ได้ยิน หากแต่ความฉลาดของเขาก็สามารถเข้าใจทุกอย่างได้ในทันที“อ่า... ข้าพอจะเข้าใจแล้ว คราแรก ข้ายังนึกสงสัยว่าเหตุใดท่านพ่อและพี่หญิงจึงได้เอ็นดูฝ่าบาทนัก ตั้งแต่ยามที่ยังเป็นไท่จื่ออยู่เลย อีกทั้งพี่หญิงยังดูไม่ทุกข์ร้อนหรือดิ้นรนที่จะตั้งครรภ์โอรสองค์ใหม่เลย... ที่แท้...” ฟางจ้าวหยางลากเสียง ก่อนจะหยุดลง เมื่อเห็นพี่สาวยังคงถลึงตามองไม่หยุด “อะแฮ่ม! ละ... แล้วเราจะทำเช่นไรต่อดีเล่า?”ฟางจ้าวหยางเข้าใจถึงความเดือดเนื้อร้อนใจของพี่สาวขึ้นมาบ้างแล้วหากฮ่องเต้ไท่ผิงเป็นโอรสแท้ ๆ ของฟางไท่เฟยที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูและภายใต้นามโอรสของเย่ไทเฮาจริง นี่คือความลับที่ไม่อาจให้เย่ไทเฮารู้ได้โดยเด็ดขาด!อีกทั้งยามนี้ ฮ่องเต้หงเทียน ฮ่อ
“เหนียงเหนียง...” ฮ่องเต้ไท่ผิงสังเกตเห็นอาการผิดปกติของฟางไท่เฟย จึงได้เอ่ยเรียก ทำให้เย่ไทเฮาต้องหันมามองนางด้วยอีกคนไม่ได้! ข้าจะให้เย่ไทเฮาเห็นลู่ซื่อจื่อไม่ได้โดยเด็ดขาด!!“หม่อมฉันไม่ได้ลิ้มรสสุราผลไม้หมักชั้นสูงมานานมากแล้ว ลิ้มรสอีกครั้งจึงเกิดอาการใจสั่นไม่น้อยเพคะ” ฟางไท่เฟยรีบแก้ตัว ก่อนจะส่งยิ้มให้อย่างบางเบา “เช่นนั้น หม่อมฉันขอตัวไปพักสักครู่ก่อนดีกว่าเพคะ”ครั้นฮ่องเต้ไท่ผิงอนุญาต ฟางไท่เฟยก็รีบรุดกลับตำหนักเหยาฮวาทันที พลางสั่งให้ซุนหมัวมัวไปสืบเรื่องราวในคืนนั้นที่พวกนางสลับตัวโอรสกัน ด้วยโหรหลวงกู้จิงได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว จึงไม่อาจจับตัวเขามาสอบถามได้แต่ด้วยอำนาจของนาง ซุนหมัวมัวก็กลับมาพร้อมเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับฟางไท่เฟย!“มีนางกำนัลนางหนึ่งเล่าว่าคืนนั้น นางเห็นโหรหลวงกู้จิงมอบห่อผ้าในอ้อมแขนให้แก่ตู้หมัวมัวที่ขอลาออกจากวังหลวงในวันนั้นพอดีเพคะ!”ตึง!ฟางไท่เฟยทรุดตัวลงนั่งบนตั่งไม้เนื้อแข็งอย่างหมดเรี่ยวแรง หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวเ
‘หลี่เซวียนเจ๋อ’ เติบโตขึ้นภายใต้การอบรมเลี้ยงดูและสั่งสอนจากเย่ฮองเฮาอย่างใกล้ชิด จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นไท่จื่อ ก่อนจะขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาในวัยยี่สิบเจ็ดปี โดยมีพระนามว่าฮ่องเต้ไท่ผิงฮ่องเต้ไท่ผิง ได้แต่งตั้งเย่ฮองเฮาขึ้นเป็นเย่ไทเฮา และแต่งตั้งฟางกุ้ยเฟยขึ้นเป็นฟางไท่เฟย เพราะด้วยเหตุการณ์ในวันนั้นที่ฟางไท่เฟยได้ช่วยชีวิตของเขาขึ้นมาจากสระบัวกลางวังหลวงฟางไท่เฟยก็มักจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนและช่วยดูแลฮ่องเต้ไท่ผิงเป็นประจำ ประหนึ่งโอรสในไส้ของนาง ดังนั้น เมื่อฮ่องเต้ไท่ผิงขึ้นครองราชย์ เขาจึงได้แต่งตั้งทั้งสองให้ขึ้นครองยศดังกล่าวครั้นฮ่องเต้ไท่ผิงครองราชย์ได้ครบห้าปีก็มีดำริต้องการจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบห้าปีขึ้น...ท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ พระราชวังหลวงกลับเจิดจ้าไปด้วยแสงโคมไฟนับพันดวง เสียงดนตรีบรรเลงประสานก้องกังวานไปทั่วทุกโถงตำหนัก กลิ่นหอมของสุราเลิศรสและอาหารชั้นสูงลอยอบอวลไปทั่วงานเลี้ยงเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบห้าปีของฮ่องเต้ไท่ผิงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา บรรดา
“อา... หากคุณหนูรองเจิ่งยินดีรับไว้ก็ดีแล้ว...” หลิงอวิ๋นฟานเริ่มจับทางคุณหนูตรงหน้าออก จากความงงงวยกลับกลายเป็นความชื่นชอบมากยิ่งขึ้นไปอีก “แล้วไม่ทราบว่านอกจากชุดนั้นแล้ว คุณหนูรองเจิ่งยังต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่?”คำถามเรียบเรื่อยของหลิงอวิ๋นฟานตามแบบฉบับของพ่อค้า
“คุณหนูรองเจิ่งกล่าวชมข้าเกินไปแล้ว” รอยยิ้มของหลิงอวิ๋นฟานฉีกกว้าง ยิ่งได้เห็นได้สนทนา เขาก็ยิ่งนึกพึงพอใจในตัวของตี๋ลี่เสวี่ยเป็นอย่างมาก ไม่เพียงเท่านี้ การที่ได้อยู่ใกล้นาง เขายังรู้สึกได้ถึงความเย็นสบายที่แผ่ซ่านไปทั้งตัวอีกด้วยคุณหนูรองเจิ่งเป็นแม่นางสองชะตาที่สามารถช่วย
“คุณหนูรองเจิ่งต้องการชุดสำหรับสวมใส่ในงานเทศกาลโคมไฟในคืนนี้หรือ?” หลิงอวิ๋นฟานยกแขนขึ้นมากอดอก พลางยกมือซ้ายขึ้นมาลูบคางอย่างครุ่นคิดชายแขนเสื้อจึงตกลงมา เผยให้เห็นผ้าพันแผลสีขาวบนท่อนแขนของเขาคุณชายหลิงได้รับบาดเจ็บมาหรือ? ที่แขนซ้าย… เหมือนเด็กน้อยเมื่อคืนเล
แต่คนที่หลิงอวิ๋นฟานคิดว่าจะตรงดิ่งกลับจวนเหรินอี้โหว กลับสั่งให้อาเถี่ยพานางไปแวะโรงน้ำชาปี้หลัวชุน ซึ่งเป็นโรงน้ำชาอันดับหนึ่งของเมืองหลวงที่มีขนมอร่อยและน้ำชาชั้นดีละมุนลิ้นด้วยยามปกติ เจิ่งเสวี่ยอิ๋งและตี๋ลี่เสวี่ยไม่มีทางได้เยื้องกรายเข้ามา หรือลิ้มรสของอร่อยเลยแม้แต่น้อย แต่มาถึงวัน







