ログインครั้นรถม้าคันใหญ่หายลับไปจากสายตา หากแต่ตี๋ลี่เสวี่ยก็ยังคงยืนเหม่อลอยอยู่เช่นเดิมเกือบหนึ่งเค่อ จนกระทั่ง อาเถี่ย คนขับรถม้าทักขึ้นมาอย่างแผ่วเบา “คุณหนูรอง…”
เสียงของเขาจึงทำให้ตี๋ลี่เสวี่ยรู้สึกตัว มือบอบบางอ่อนช้อยยกขึ้นซับน้ำตาอย่างรวดเร็ว พลางเรียกแรงฮึดในกายให้ลุกโชน สลัดความเศร้าเสียใจที่เกาะกุมอยู่ทิ้งไป
หยุดร้องได้แล้ว ตี๋ลี่เสวี่ย!
เป็นเจ้าที่ตัดสินใจเลือกหนทางนี้เอง ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้น เจ้าย่อมต้องยอมรับในการเลือกนั้นสิ!
“เจ้ากลับจวนโหวไปก่อนเถิด แล้ววันพรุ่งในยามเฉิน ค่อยมารับข้าที่นี่”
“ตะ แต่ว่า…” อาเถี่ยเริ่มอิดออด จะให้เขาปล่อยคุณหนูรองไว้ที่วัดแต่เพียงผู้เดียวได้อย่างไร
ตี๋ลี่เสวี่ยส่งยิ้มให้ “ไปเถิด ข้าแจ้งนายท่าน… ท่านพ่อแล้วว่าข้าอยากจะอยู่เคารพสักการะท่านแม่และค้างคืนที่นี่ ท่านพ่อก็ได้อนุญาตแล้ว หากเจ้าเป็นกังวลนัก วันพรุ่งก็มารับข้าแต่เช้าหน่อยก็แล้วกัน”
อาเถี่ยลังเล หากแต่ก็พยักหน้าตอบรับตามคำสั่ง “ขอรับ คุณหนูรอง”
มิใช่ว่าตี๋ลี่เสวี่ยยังไม่อยากกลับเข้าไปในจวนเหรินอี้โหว หากแต่นางรู้สึกว่านางยังไม่พร้อม ในวันที่บิดามารดาและสหายสนิทอย่างเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจากไป
จิตใจของนางก็ดำดิ่งจนนับว่าแย่แล้ว หากต้องกลับจวนไปเผชิญหน้ากับนายท่าน นายหญิง และบรรดาคุณหนู เพื่อสวมบทบาทของอาอิ๋งให้แนบเนียนอีก นางก็กลัว… กลัวว่าจะเผยพิรุธออกมาเสียมากกว่า
ดังนั้น ตี๋ลี่เสวี่ยจึงขอเวลาหลบมาทำใจก่อนสักคืน ให้ความโศกเศร้าที่เกาะกุมในใจมันคลายลง เพื่อที่จะตั้งสติและพร้อมรับมือกับคนรอบตัวของอาอิ๋ง รวมถึงสวมบทในชีวิตใหม่ที่นางครอบครองอยู่นี้ให้แนบเนียน!
ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจอย่างแรง ก่อนจะหมุนตัวหันกลับมาเจอประตูวัดหลิงจี้ที่ปลายเนินเขา นางก็อดจะเม้มริมฝีปากอย่างหนักใจมิได้
อืม… ข้าควรจะทำอย่างไรดี…
ด้วยความเชื่อทางจิตใจและความเชื่อทางร่างกายกำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรง จนตี๋ลี่เสวี่ยไม่รู้จะทำอย่างไรดี จนสุดท้าย นางก็ตัดสินใจเดินลัดเลาะไปตามริมเนินเขา ด้วยรู้ดีว่าหลุมศพมารดาของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งอยู่ที่หลังเขาของวัดหลิงจี้
เอาเถิด! อย่างน้อยก็มิต้องเดินเข้าวัดไปตรง ๆ !!
ตี๋ลี่เสวี่ยคิดอย่างสบายใจ ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปทางหลังเขา นางเดินเลี้ยวซ้ายก็จะเจอสุสานข้างวัดที่มีหลุมศพเรียงราย ด้วยคำสั่งของฉินซื่อที่ไม่ต้องการให้บรรดาอนุมาฝังรวมอยู่กับสุสานของจวนเหรินอี้โหว ดังนั้น หลุมศพของอนุอวี้จึงต้องมาอยู่ที่วัดหลิงจี้แห่งนี้แทน
ตี๋ลี่เสวี่ยเดินตรงไปที่หลุมศพของอนุอวี้อย่างคุ้นเคย ด้วยหลายครั้งที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งมากราบไหว้หลุมศพของมารดา ตี๋ลี่เสวี่ยก็มักจะติดตามมาด้วย และนางก็มักจะใช้วิธีเดินทางเช่นนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินเข้าวัดหลิงจี้ไปตรง ๆ
ตี๋ลี่เสวี่ยทำพิธีเคารพมารดาของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะรู้สึกถึงสายตาของใครบางคนที่จับจ้องนางอยู่ตลอดเวลา จนตี๋ลี่เสวี่ยรู้สึกเย็นวาบไปทั่วทั้งแผ่นหลัง
นางหันขวับกลับไปทันที!
พระอาจารย์ชิงเต๋อ!!
ตี๋ลี่เสวี่ย “!!!”
พระอาจารย์ชิงเต๋อเป็นเจ้าอาวาสของวัดหลิงจี้แห่งนี้ ซึ่งท่านได้รับการนับถือเป็นอย่างมาก ด้วยมีวาจาศักดิ์สิทธิ์ สามารถทำนายทายทักได้อย่างแม่นยำ ทำให้บรรดาขุนนางรวมถึงชาวบ้านหลายคนนับถือเลื่อมใส แห่กันมาสักการะขอพรที่วัดหลิงจี้มิได้ขาด
แต่ด้วยพระอาจารย์ชิงเต๋อนั้น เป็นที่นับถือเป็นอย่างมาก การที่จะได้เจอและสนทนาธรรมกับท่านจึงมิใช่เรื่องง่าย อยู่ที่ว่าท่านจะออกมาพบและร่วมสนทนาธรรมด้วยหรือไม่
แล้วนี่เหตุใดพระอาจารย์ชิงเต๋อจึงได้มาปรากฏกายอยู่ที่สุสานหลังวัดหลิงจี้ได้เล่า!?
ละ… แล้วข้าต้องทำอย่างไร? เอ่ยนมัสการ… ไม่สิ! ยกมือไหว้หรือ? แต่ข้าเป็นอิสลาม ไม่สิ! ร่างนี้เป็นพุทธ แล้วปกติชาวพุทธทักทายอย่างไร?
“อะ… เอ่อ…” ตี๋ลี่เสวี่ยเริ่มร้อนรน ละล่ำละลักอย่างไม่รู้จะกล่าวทักทายและนมัสการอีกฝ่ายอย่างไรดี
พระอาจารย์ชิงเต๋อกลับยกยิ้มอย่างมีเมตตา พลางกล่าวเสียงเบาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยที่ไม่ว่าผู้ใดได้ยินแล้วก็พลันรู้สึกสงบใจได้อย่างง่ายดาย “โยมใจเย็นก่อนเถิด…”
ตี๋ลี่เสวี่ย “???”
“อามิตตาพุทธ สิ่งที่โยมเห็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็น สิ่งที่ไม่ได้ครอบครองมาตั้งแต่ต้นก็มิได้หมายความว่าจะมิใช่ของโยม”
ตี๋ลี่เสวี่ยขมวดคิ้วแน่น เมื่อนางฟังสิ่งที่พระอาจารย์ชิงเต๋อพูดไม่เข้าใจ “???”
พระอาจารย์ชิงเต๋อยกรอยยิ้มให้อย่างอ่อนโยนอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ในเวลานี้ โยมอาจจะยังไม่เข้าใจ สับสนว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับโยม แต่โยมจงรู้ไว้เถิดว่านี่คือที่ที่เหมาะสมและสมควรแล้ว นี่คือสิ่งที่เป็นของโยมมาตั้งแต่ต้น”
“เอ่อ… แล้ว…” ตี๋ลี่เสวี่ยก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี และที่ไม่เข้าใจมากไปกว่านั้นคือนางจะสนทนาต่อพระอาจารย์ตรงหน้าอย่างไรดี จึงได้แต่อ่ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่เช่นนั้น
“นี่ก็ใกล้ค่ำมากแล้ว หากโยมไม่สะดวกใจที่จะพำนักที่นี่ โยมจงเดินลงเขาไปทางเหนืออีกประมาณหนึ่งจิบชา จะมีโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ ใกล้ลำธารอยู่ตรงนั้น”
“บริเวณนั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัวของตระกูลพ่อค้าผู้ใจบุญที่มีความเลื่อมใสในศาสนาเป็นอย่างมาก ดังนั้น เขาจึงตั้งใจสร้างโรงเตี๊ยมขึ้นมา เพื่อให้สาธุชนทั้งหลายได้เข้าพักค้างคืนอย่างปลอดภัย อย่างไรเสีย โยมก็จงไปพักที่นั่นเถิด”
ตี๋ลี่เสวี่ยมองตามปลายนิ้วของพระอาจารย์ชิงเต๋อที่ชี้นิ้วไปที่ปลายเนินเขาอีกทาง ก่อนจะสังเกตเห็นอาคารไม้ขนาดสามชั้นตั้งเด่นเป็นสง่า
ดูท่าคืนนี้คงต้องไปพักที่นั่นจริง ๆ แหละ…
“ขอบคุณ…” ตี๋ลี่เสวี่ยหันหน้ากลับมาเตรียมจะกล่าวขอบคุณ หากแต่คำพูดนั้นของนางก็ต้องหยุดชะงักไปเมื่อพระอาจารย์ชิงเต๋อได้อันตรธานหายไปแล้ว! “!!!”
เอย์ อัลลอฮ์! หายไปแล้ว!!
บรื้อ! รีบไปดีกว่า!!
คิดได้เพียงเท่านั้น ตี๋ลี่เสวี่ยก็รีบรวบชายกระโปรงขึ้นอย่างไม่สนใจความเป็นแม่นางในห้องหอเลยแม้แต่น้อย รีบพาตัวเองไปให้ถึงโรงเตี๊ยมนั้นให้เร็วที่สุด!
*หนึ่งจิบชา หมายถึง 5 นาที
*หนึ่งเค่อ หมายถึง 15 นาที
*ยามเฉิน หมายถึง ช่วงเวลา 07.00-08.59 น.
“เฮ้อ... ได้สลัดพวกตัวแสบ แล้วได้อยู่กันสองคนเสียที” ลู่หมิงเซวียนอดบ่นออกมาไม่ได้ ในขณะที่ขบวนเดินทางของเขาเริ่มเคลื่อนออกมาจวน เพื่อตรงไปที่ประตูเมืองหลวง“ข้ายังแอบสงสารลูกอยู่เลยนะเจ้าคะ พอเราจะไป ก็ไปในทันทีเลย” ตี๋ลี่เสวี่ยถอนหายใจเบา ๆลู่หมิงเซวียนแค่นเสียง “เฮอะ! พวกลูกกระต่ายเช่นนั้น มีอันใดให้น่าสงสารกัน”ตี๋ลี่เสวี่ยเหลือบมองหน้าสามีที่เชิดหนีไปอีกทางอย่างรู้ทัน “มิใช่ท่านพี่กลัวว่าถ้าหากร่ำลายืดยาวกว่านี้แล้วจะร้องไห้ต่อหน้าลูกหรือเจ้าคะ?”ลู่หมิงเซวียน “!!!”“จะ... เจ้าเอาอันใดมาพูด! แค่ร่ำลาเพียงเท่านี้ บุรุษไม่หลั่งน้ำตากันง่าย ๆ หรอกนะ!”ตี๋ลี่เสวี่ยเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อในคำพูด “แล้วผู้ใดกันเจ้าคะที่นอนร้องห่มร้องไห้เมื่อคืน?”“!!!” ลู่หมิงเซวียนตกใจถึงกับอ้าปากค้าง “สะ... เสวี่ยเสวี่ยได้ยินด้วยหรือ? ขะ... ข้าว่าข้าร้องเงียบ ๆ แล้วนะ!”“โธ่... ท่านพี่ เรือนของเราก็มีเพียงเท่านั้น...” ตี๋ลี่เสวี่ยนึกขบขันไปกับคำพูดของสามี “ข้ายังได้ยินท่านพี่เรียกชื่อลูกแต่ละคน ทั้งอวี้เอ๋อร์ อี๋เอ๋อร์ และหมิงเอ๋อร์ พลางบ่นไม่อย
กาลเวลาผันผ่านไปดุจสายน้ำหลาก ยี่สิบเอ็ดปีผ่านไป...จวนอันติ้งโหวที่เคยเงียบเหงากลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสำเร็จและความอบอุ่น วันนี้คือวันสำคัญที่สุดอีกวันหนึ่งของตระกูลลู่เมื่อบุตรชายคนโตผู้เป็นดั่งดวงใจของลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยได้เติบโตขึ้นจนครบยี่สิบปี โดยที่ไม่มีคำสาปร้ายมารบกวนอีกต่อไปแล้วภายในโถงบรรพบุรุษที่ถูกจัดแต่งอย่างสมเกียรติ กลิ่นกำยานหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ลู่เหวินอวี้ บุตรชายคนโตของพวกเขาอยู่ในชุดคลุมยาวสีครีมปักลายเมฆา คุกเข่าลงเบื้องหน้าแท่นบูชา ใบหน้าของเขาถอดแบบความคมคายมาจากบิดา ทว่าดวงตามีความอ่อนโยนและเฉลียวฉลาดที่ได้มาจากมารดาลู่หมิงเซวียนในชุดขุนนางเต็มยศดูภูมิฐาน แม้จะมีริ้วรอยแห่งกาลเวลาประดับที่หางตาบ้าง เขาก้าวออกมาพร้อมกับกวานหยกขาวในมือ โดยมีฮ่องเต้ไท่ผิงประทับเป็นประธานในพิธีอย่างเป็นเกียรติ“เหวินอวี้... วันนี้ เจ้าอายุครบยี่สิบปี สวมกวานเป็นบุรุษเต็มตัว” ลู่หมิงเซวียนเอ่ยน้ำเสียงกังวานทว่านุ่มนวล “เจ้าจงจำไว้... อำนาจที่มีมิได้มีไว้เพื่อข่มเหงผู้อื่น แต่มีไว้เพื่อปกป้องผู้ที่อ่อนแอ
หลังออกจากจวนเจิ้นกั๋วกง ลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยก็ตัดสินใจเข้าวังไปรายงานข่าวดีนี้ให้แก่เย่ไทเฮาทราบด้วยตนเอง แม้ว่าเย่อี้หมิงจะอาสาเข้าไปทูลให้ เพื่อให้ตี๋ลี่เสวี่ยได้กลับจวนไปพักผ่อน แต่ทั้งสองก็ยืนกรานที่จะเข้าวังเอง เย่อี้หมิงจึงต้องยินยอมให้เป็นไปตามนั้นลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยเดินผ่านทางเดินตรงไปยังตำหนักฉือหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของเย่ไทเฮา กลิ่นกำยานไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ อบอวลไปทั่วบริเวณ ขันทีและนางกำนัลต่างหมอบกราบอย่างนอบน้อมเย่ไทเฮาทรงประทับอยู่บนแท่นไม้แกะสลักลวดลายหงส์ทอง พระพักตร์ที่แม้จะมีร่องรอยแห่งวัย ทว่ายังคงความสง่างามและเปี่ยมด้วยเมตตา เมื่อทอดพระเนตรเห็นหลานชายและหลานสะใภ้เดินเข้ามา พระองค์ก็ทรงเผยพระสรวลออกมาทันที“นึกว่าพวกเจ้าจะลืมคนแก่อย่างข้าไปเสียแล้ว งานเลี้ยงฉลองชัยชนะเพิ่งผ่านพ้นไป เหตุใดไม่พักผ่อนอยู่ที่จวนกันเล่า?” เย่ไทเฮาตรัสหยอกเย้าพลางกวักพระหัตถ์เรียกทั้งคู่ให้เข้าไปใกล้ลู่หมิงเซวียนคุกเข่าลงเคียงข้างตี๋ลี่เสวี่ย ท่วงท่าของเขาในวันนี้ดูมีความสุขล้นจนปิดไม่มิด “เสด็จย่า... ที่พวกเรารีบมาในวัน
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทว่าทรงอำนาจตามวิถีแม่ทัพ เย่อี้หมิงหรือเจิ้นกั๋วกง และโจวซื่อกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน แววตาของเย่อี้หมิงที่เคยแข็งกร้าวในสมรภูมิ บัดนี้กลับอ่อนแสงลง เมื่อจ้องมองลู่หมิงเซวียนและตี๋ลี่เสวี่ยที่นั่งอยู่เบื้องหน้า“ท่านเจิ้นกั๋วกง... วันนี้ ข้าและฮูหยินมาเยี่ยมเยียนท่านและฮูหยิน เพื่อขอบคุณที่ท่านคอยดูแลความสงบสุขที่ชายแดนมาเกือบสิบปีขอรับ” ลู่หมิงเซวียนเลื่อนกล่องไม้จันทน์หอม บนฝากล่องแกะสลักลวดลายจันทร์เสี้ยวในเมฆมงคลอันเป็นตราประจำร้านของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวมาวางไว้ตรงหน้า“ข้าได้เตรียมผ้าไหมทอมือและโสมพันปีมาฝากท่านทั้งสองด้วยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบพร้อมส่งยิ้มกว้างเย่อี้หมิงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอพลางยกชาขึ้นจิบ “เข้ามาถึงในจวนเช่นนี้แล้ว เจ้ามิต้องมากพิธีไปหรอก... เพียงเท่านี้ ทุกคนเขาก็รู้แล้วว่าเจ้ามาเยี่ยมเยียน หวังจะสร้างเส้นสายทางสังคมสินะ ท่านอันติ้งโหว”“ท่านปู่อี้หมิง อย่าเรียกข้าเช่นนั้นเลยขอรับ” ลู่หมิงเซวียนตอบกลับ “แต่วันนี้ ข้าและเสวี่ยเสวี่ยตั้
“มีนางกำนัลคนหนึ่งอ้างว่าไทเฮาต้องการพบข้า ข้าจึงเดินตามนางออกมา หากแต่นางคงไม่รู้ว่าแผนผังในวังหลวงนั้น ข้าจำได้ขึ้นใจหมดแล้ว ข้าจึงรู้ว่านางพาข้าอ้อมไปเข้าประตูหลังของตำหนักรับรองด้านข้าง”“เมื่อข้าก้าวเข้ามาในตำหนักแห่งนั้น ข้าก็ได้กลิ่นหอมเอียน ๆ ของกำยานสวาทที่ลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ประจวบเหมาะกับที่ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ เปิดประตูเข้ามาจากทางด้านหน้าของตำหนัก ข้าจึงรู้แล้วว่ามีคนจงใจวางแผนร้ายนี้”มุมปากของลู่หมิงเซวียนยกสูงอย่างดูแคลน “มีคนจงใจสร้างสถานการณ์ที่น่าอับอายให้ข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ กระทำการอัปยศในเขตพระราชฐานแห่งนี้ หากมีคนจับได้ขึ้นมา ทั้งข้าและ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ รวมถึงอาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ล้วนแต่ต้องอับอายจนอยากฆ่าตัวตายเป็นแน่!”“สามีลอบเป็นชู้กับสหายสนิทของฮูหยินในเขตวังหลวง... เฮอะ!”หัวข้อสนทนาที่ลู่หมิงเซวียนลองสมมติขึ้นมานั้น ทำเอาศีรษะคนฟังชาวาบไปทั้งตัว!“โชคดีที่กู้เหยียนคอยติดตามข้าอย่างลับ ๆ มาตลอด เมื่อข้าส่งสัญญาณ เขาก็
ฮ่องเต้ไท่ผิงเสด็จนำแม่ทัพ ขุนนาง และบรรดาคนที่เหลือกลับไปที่ท้องพระโรง โดยที่อาซือหลันและ ‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ เดินรั้งท้ายขบวนในขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านตำหนักรับรองอีกด้านหนึ่ง บานประตูตำหนักก็แง้มออกช้า ๆ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ในชุดใหม่เดินออกมาด้วยรอยยิ้ม พอดีกับลู่หมิงเซวียนที่ก้าวเท้าออกมาจากมุมมืดด้านหลังตำหนักนั้นเช่นกัน“ท่านพี่! / เสวี่ยเอ๋อร์!”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ ร้องเรียกสามีของตนเองอย่างลิงโลด แต่ครั้นได้ยินเสียงเรียกว่า ‘เสวี่ยเอ๋อร์’ นางพลันหันไปมองหน้าอาซือหลันด้วยเช่นกัน ด้วยแววตาที่ถามว่าเรียกข้าด้วยเหตุใดลู่หมิงเซวียนที่สาวเท้าเข้ามาใกล้ และเห็นทุกอย่างในภาพรวม จึงได้ยกคิ้วหนาขึ้นสูง ก่อนจะยกพัดในมือขึ้นตีหน้าผากฮูหยินของตนเองเบา ๆ อย่างเอ็นดู “อาซือหลันเรียกฮูหยินของเขาต่างหาก”‘เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง’ หันไปมอง ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ที่ก้าวเข้ามาใกล้ จึงได้พยักหน้าเข้าใจหงึกหงัก “ที่แท้ อาอิ๋งก็ให้อาซือหลันเรียกเจ้าว่าเสวี่ยเอ๋อร์ด้วยนี่เอง”
หลังจากที่ซวงฮวาได้พาตี๋ลี่เสวี่ยกลับออกไปแล้ว ในห้องพักส่วนตัวชั้นสองของหอเสื้อหว่านเยว่โหลวจึงเหลือเพียงหลิงอวิ๋นฟานที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เพียงลำพังแสงเทียนวูบไหวสะบัดไปมา สะท้อนให้เขาเห็นตัวอักษร ‘ดอกกล้วยไม้สีน้ำตาล’ บนสมุดบัญชีได้อย่างชัดเจน ความหวานล้ำเมื่อครู่ที่ได้จากคุณ
และวันนั้นก็มาถึง วันที่หลิงอวิ๋นฟานสามารถขึ้นไปชมสิ่งของประมูลบนชั้นสามถึงชั้นห้าของหอประมูลเทียนจี๋ได้ เขาก้าวเท้าขึ้นไปอย่างมั่นใจพร้อมกับกู้เหยียนคนสนิทหอประมูลเทียนจี๋ดำเนินการค้าหลากหลายรูปแบบ มีทั้งการจัดงานประมูลอย่างยิ่งใหญ่พร้อมหน้าพร้อมตา การวางสินค้าพร้อมเขียนราคาประมูลทิ้งไว้
หลังจากที่หลิงอวิ๋นฟานมอบหลักฐานให้แก่ท่านผู้นั้นผ่านเฝิงหย่วน ท่านผู้นั้นก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพียงไม่กี่วัน ศาลต้าหลี่ดำเนินการเปิดคดีไต่สวนอย่างรวดเร็วโดยกรมราชทัณฑ์จะเริ่มทำหน้าที่สอบสวน รวบรวมหลักฐาน จัดทำสำนวนคดี และควบคุมตัวผู้ต้องหาทุกคนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะคนจากจวนตระกูลหวัง และท
“อ้าว! คุณชายหลิง!” ตี๋ลี่เสวี่ยแสร้งเอ่ยทักอีกฝ่ายราวกับไม่คิดฝันว่าจะได้เจอเขาที่นี่ “ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอท่านที่นี่ด้วย”มุมปากของหลิงอวิ๋นฟานกระตุกเบา ๆ “คุณหนูรองเจิ่ง...”“วันนั้นต้องขอบคุณคุณชายหลิงมากนักที่แนะนำให้ข้าเตรียมหีบผ้าไห







