LOGIN5
ไร้การศึกษา
ใขณะเดียวกันหยางซูซินยืนนิ่งอยู่ในมุมมืดด้านหลังห้องอาหาร นางไม่ได้เดินจากไปไกลอย่างที่ทุกคนเข้าใจ ทว่ากลับยืนรอเพื่อฟังความในใจของคนใรครอบครัวที่นางอุตส่าห์ดั้นด้นหวนคืนมาหา ความเย็นยะเยือกของกำแพงที่แผ่นหลังพิงอยู่นั้น ยังไม่หนาวเหน็บเท่ากับถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมาจากปากของมารดาผู้ให้กำเนิด
ทุกถ้อยคำด่าทอที่ลอยมาตามลม ทั้งคำว่าป่าเถื่อน ไร้การศึกษา หรือแม้แต่คำว่าน่าอับอายที่มีนางเป็นลูก เปรียบเสมือนเข็มนับพันที่ทิ่มแทงลงบนหัวใจ ซูซินหลับตาลงช้าๆ มือทั้งสองข้างบีบกันแน่นจนเจ็บแปลบ ความเจ็บที่ฝ่ามือนั้นช่วยดึงสติไม่ให้นางเผลอปล่อยหยดน้ำตาออกมา
นางเสียใจ นั่นคือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แม้ภายนอกจะแข็งกระด้างเพียงใด ทว่าลึกๆ แล้วยังคงมีความหวังเล็กๆ ว่าสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกายจะทำให้มารดามองเห็นเงาของตนเองบ้าง แต่วันนี้ความหวังนั้นถูกขยี้จนแหลกลาญด้วยคำพูดที่ว่ารังเกียจเดียดฉันท์ลูกในไส้
"บ้านป่าเมืองเถื่อน ที่เป็นเช่นนี้…แล้วข้าผิดอะไรถึงต้องไปอยู่ในที่แบบนั้นล่ะ ตัวข้าเลือกเองได้อย่างนั้นหรือ"
ซูซินพึมพำกับตนเองเบาๆ ในความเงียบ มุมปากของนางยิ้มหยันด้วยความขมขื่น นางอยากจะเดินเข้าไปถามมารดานักว่า ในขณะที่นางต้องใช้มือกวาดหิมะเพื่อหาหัวมันมาประทังชีวิต มารดาที่รักเกียรติรักศักดิ์ศรีคนนี้กำลังป้อนขนมหวานเข้าปากลูกของลูกอนุที่สลับตัวนางไปใช่หรือไม่ ตอนยังไม่รู้ก็ช่างเถิด พอรู้แล้วเหตุใดถึงยังไม่เหลียวแลอีกล่ะ
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สะกดกลั้นความน้อยเนื้อต่ำใจที่เอ่อล้นขึ้นมาในอก ชนบทที่ลำบากสอนให้นางรู้จักความหิวโหยและความเจ็บปวด แต่นางไม่คิดเลยว่าในจวนที่มั่งคั่งแห่งนี้จะสอนให้นางรู้จักความโดดเดี่ยวที่โหดร้ายยิ่งกว่า...
เมื่อจัดการกับอารมณ์ที่สั่นคลอนได้แล้ว ซูซินก็ค่อยๆ เดินจากไปอย่างเงียบเชียบจนไม่มีบ่าวไพร่คนใดสังเกตเห็น
นางเดินมุ่งหน้าสู่เรือนพักท้ายจวนอันเงียบเหงาและรกร้าง ยิ่งเดินไกลออกมาจากเรือนหลัก ต้นไม้ที่เคยถูกตัดแต่งอย่างประณีตก็เริ่มเปลี่ยนเป็นวัชพืชที่ขึ้นรกชัฏ ซูซินเดินผ่านสะพานไม้เก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ก้าวผ่าน จนกระทั่งมาถึงเรือนพักที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ตน
นางหยุดยืนหน้าประตูไม้ที่สีลอกร่อนจนเห็นเนื้อไม้ด้านใน กวาดมองไปทั่วบริเวณด้วยความสมเพช เรือนพักแห่งนี้ซอมซ่อเสียจนน่าใจหาย หลังคามุงกระเบื้องมีรอยโหว่หลายจุดจนเห็นท้องฟ้า รั้วที่ล้อมรอบก็หักพังทลายลงมาครึ่งหนึ่ง สภาพของมันแทบจะดูดีกว่าเรือนของบ่าวรับใช้เพียงนิดเดียวเท่านั้น
"นี่น่ะหรือที่ที่พวกท่านจัดไว้ให้บุตรสาวในไส้ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างหาที่สุดไม่ได้จริงๆ"
พอเดินเข้าไปด้านในห้องพัก กลิ่นอับและฝุ่นละอองฟุ้งกระจายจนนางต้องยกมือขึ้นปิดจมูก นางเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าคันฉ่องที่หมองคล้ำจนแทบมองไม่เห็นเงาตนเอง มองเห็นเพียงภาพสะท้อนของหญิงสาวที่ดูแปลกแยกกับสถานที่มั่งคั่งแห่งนี้
ในชนบท นางอาจจะยากจนแต่ก็มีที่ทางของตนเอง มีความรักจากคนที่นางเรียกว่าแม่แม้จะเป็นเพียงคำลวง
ถูกแล้ว…อนุเหมยไม่เคยบีบครั้นหรือทารุณนางเลยสักครั้ง แต่กลับเลี้ยงดูนางมาด้วยความรักไม่ต่างจากลูกสาวแท้ๆ ยามลำบากก็ลำบากมาด้วยกัน ทุกข์สุขก็แบ่งปันด้วยความยินดี หรือนั่นอาจเป็นเพราะลึกๆ แล้วอนุเหมยรู้สึกผิดบาปอยู่ในใจก็เป็นได้ นางจึงปฏิบัติดีกับซูซินเสมอต้นเสมอปลายตราบจนลมหายใจสุดท้าย
ด้วยเหตุนี้ซูซินจึงยังมีความรู้สึกที่ก้ำกึ่งกับอนุเหมย พอทราบความจริงว่าถูกสลับตัวจึงคิดไม่ตกว่าจะรักหรือเกลียดแม่ปลอมๆ ผู้นั้นดี ก็จริงอยู่ว่าในชนบทลำบากยากเข็ญ ทว่าในจวนแม่ทัพหยางที่กว้างใหญ่แห่งนี้กลับไม่มีที่ให้นางพึ่งพิง สถานที่นี้ไม่ได้ต้อนรับนางในฐานะบุตรสาวแต่ต้อนรับนางในฐานะสายเลือดที่ไม่มีใครต้องการ
"ทำไมเมื่อคืนถึงไม่รู้สึกว่าเรือนพักนี่โกโรโกโสขนาดนี้นะ"
ซูซินนั่งลงบนเตียงที่แข็งกระด้าง แววตาที่เคยแข็งกร้าวกลับหม่นแสงลงชั่วครู่ นางมองดูความทรุดโทรมรอบกายแล้วนึกถึงคำพูดของซินเหยาที่บอกว่าจะสละทุกอย่างคืนให้นาง แต่เรือนหลักเล็กผุพังในสภาพดูไม่ได้แบบนี้ ใครยังจะอยากแลกเปลี่ยนชีวิตที่แสนสบายในเรือนงามมาอาศัยอยู่ในรูหนู
แต่ในเมื่อมารดาแท้ๆ เป็นคนยกวาสนาของลูกแท้ให้ลูกเลี้ยงแล้วยังจะโต้แย้งอะไรได้อีก ซูซินนึกถึงคนที่แย่งชิงวาสนาของนางไป นางกลับมาทวงฐานะคุณหนูสามแต่ได้เป็นคุณหนูสี่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยสักอย่าง ห้องเก็บของที่ผุพังนี่คงเป็นรางวัลของนางที่มารดาตั้งใจมอบให้ ในขณะที่บุตรอนุยังคงนอนเตียงนุ่มห่มผ้าอุ่นอยู่ดีมีสุข
เสียงความคิดในหัวของซูซินดังขึ้นเรื่อยๆ นางไม่ได้เสียใจที่ต้องลำบาก เพราะเคยลำบากกว่านี้มาหลายเท่า แต่นางเจ็บปวดที่ความลำบากครั้งนี้มาพร้อมกับเจตนาที่จะยัดเยียดให้นางจำใจยอมรับ การจัดให้นางมาอยู่ในที่แห่งนี้ไม่ใช่เพราะห้องหับไม่เพียงพอ แต่เพราะหลินฟูเหรินต้องการเตือนให้รู้ว่า…เจ้าไม่คู่ควร เพราะสุดท้ายแล้วถึงจะได้เกิดมาจากครรภ์ฮูหยินเอก ในสายตาของแม่และพี่ชายก็ยังคงมองว่าเป็นเพียงคนบ้านนอกไร้การศึกษา
"นั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่แบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์”
ซูซินพึมพำพลางลุกขึ้นจากเตียง ไม่รอให้บ่าวรับใช้ขี้เกียจเหล่านั้นมาจัดการเรือนให้ นางเริ่มถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วมองไปที่กองฝุ่นและหยากไย่หนาเตอะ มือที่เคยขุดดินหาอาหารเริ่มทำงานอีกครั้งเหมือนจับกัง
ตลอดสองชั่วยามที่นางลงมือจัดการเรือนหลังนี้ มีเงาร่างของสาวใช้สองสามคนเดินผ่านไปมาที่ซุ้มประตูวงพระจันทร์ พวกนางทำทีเป็นเดินผ่านไปทำธุระ ทว่าสายตากลับชะเง้อมองเข้ามาด้านในด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ้างก็หยุดยืนกระซิบกระซาบกันครู่หนึ่งก่อนจะรีบเดินจากไปราวกับกลัวว่าหากหยุดมองนานกว่านั้นจะถูกดึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย
ซูซินหาได้ใส่ใจสายตาเหล่านั้นไม่ ในจวนที่อำนาจถูกแบ่งแยกชัดเจนเช่นนี้ บ่าวรับใช้ย่อมต้องฉลาดพอที่จะเลือกข้าง เมื่อฮูหยินเอกแสดงออกชัดเจนว่ารังเกียจบุตรสาวในไส้ และคุณหนูสามตัวปลอมยังได้รับความรักเต็มเปี่ยม ใครเล่าจะกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยคุณหนูสี่ที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าและไร้ซึ่งคนหนุนหลัง หากไม่ได้รับคำสั่งจากเบื้องบน การก้าวเข้ามาในเขตเรือนท้ายจวนก็เท่ากับการเอาชีวิตไปเสี่ยงกับคลื่นพายุ
เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายและซึมผ่านเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ซูซินยังคงทำงานอย่างคล่องแคล่ว นางจัดการยกโต๊ะน้ำชาที่ขาไม่ได้สมดุลออกมาขัดสีฉวีวรรณจนสะอาดเอี่ยมอ่อง แม้เครื่องเรือนจะยังคงดูเก่าและทรุดโทรม แต่มันกลับสะอาดสะอ้านขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ฝุ่นละอองที่เคยฟุ้งกระจายเลือนหายไป เหลือเพียงกลิ่นของอากาศบริสุทธิ์ที่ถ่ายเทได้สะดวกขึ้น
ตอนพิเศษ 2สองเดือนก่อนหน้า ณ เมืองหลวงแห่งแคว้นฉี หยางหยุนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องโถงใหญ่ด้วยความรวดเร็ว ใบหน้าคมคายตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก เขากวาดมองหามารดาไปทั่วห้อง จนเห็นว่ามารดากำลังอยู่ที่มุมหนึ่ง“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”หลินฟูเหรินที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่วางของในมือลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองบุตรชายคนโตด้วยความสงสัย“มีเรื่องอันใดกันหยางหยุน”“ข้าได้ข่าวว่าอีกสามวันข้างหน้าจะมีผู้ได้รับมอบหมายทำหน้าที่อัญเชิญราชโองการเดินทางไปยังชายแดนใต้เพื่อมอบให้แก่องค์ชายเจ็ดขอรับ”หยางหยุนรีบกล่าวด้วยความตื่นเต้น ทันทีที่ได้ยินว่าจะมีคนเดินทางไปชายแดนใต้ ภาพของซูซินก็ผุดขึ้นมาในหัว หลินฟูเหรินดีใจจนน้ำตาคลอเบ้า นางเอ่ยออกมาด้วยความตื้นตันใจ“จริงหรือ ดีเหลือเกิน เช่นนั้นแม่จะรีบเขียนจดหมายฝากไปให้เจ้าสี่”บนโต๊ะเขียนหนังสือ หลินฟูเหรินบรรจงจรดพู่กันลงบนกระดาษ หยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดหยดลงบนกระดาษจนหมึกซึมเลือนไปหลายตัวอักษร นางบรรยายความรู้สึกทั้งหมดลงในจดหมายด้วยมืออันสั่นเทา ภาพในอดีตที่ผ่านมาหวนกลับคืนเป็นฉากๆถึง...เจ้าสี่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่เจ้าก้าวเท้าออกจากจวนตระกูลหยางไ
ตอนพิเศษ 1เป็นช่วงสายของฤดูเหมันต์ ลมหนาวพัดเอาไอเย็นมาเยือนชายแดนใต้ ที่ลานหน้าจวนเด็กน้อยทั้งสามคนกำลังสนุกสนานกับการเล่นลูกข่างอย่างเพลิดเพลิน มู่หรงและหมิงรุ่ยต่างแสดงฝีมือหมุนลูกข่างด้วยความคล่องแคล่ว ลูกข่างหมุนติ้วๆ ทรงตัวอยู่บนพื้นหินได้อย่างยาวนาน ส่วนหลิงหลิงเด็กหญิงตัวน้อยกลับไม่ถนัดเอาเสียเลย ไม่ว่านางจะพยายามตวัดข้อมือปล่อยลูกข่างออกไปสักกี่รอบ เจ้าลูกข่างเจ้ากรรมก็หมุนเคว้งคว้างอยู่ได้เพียงครู่เดียว ก่อนจะกลิ้งหลุนๆ แล้วแน่นิ่งอยู่กับพื้นราวกับปลาตาย ภาพนั้นทำให้หมิงรุ่ยที่ยืนมองอยู่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง แถมยังไม่ลืมที่จะเอ่ยทับถมกันตามประสาเด็ก“ฮ่าๆ ฝีมือแค่นี้ยังกล้ามาแข่งกับพวกเราอีก พี่หลิงหลิงนี่ไม่เอาไหนเลยจริงๆ”“เชอะ! ไม่ต้องมาหัวเราะเยาะข้าเลยนะ ข้าไม่เล่นกับพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าขี้โกง”หลิงหลิงทำแก้มป่องด้วยความขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้ววิ่งเข้าเรือนพักสาวใช้ไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้ามาในห้องที่เงียบและอบอุ่นกว่าด้านนอก นางก็ทิ้งตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานุ่มบนฝูกนอน ทว่านอนกลิ้งไปกลิ้งมาได้เพียงครู่เดียว ความซุกซนตามวัยก็เริ่มก็ทำให้นางรู้สึกเบื่อหน่ายเด็กหญิง
101จางหายไปตามกาลเวลาเมื่อไม่มีตัวช่วยแล้ว ฉู่อี้ซินจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งเคาะประตู หลังจากได้ยินเสียงตอบรับของผู้ที่อยู่ข้างใน นางจึงผลักประตูเข้าไปเบาๆ กู้หรานจือที่กำลังจดรายการผลประกอบการจากการค้าประจำปีอยู่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง พอผู้มาเยือนวางชามรังนกลง เขาก็ทิ้งสายตาไปที่ชามรังนกเพียงแวบเดียว ก่อนจะเบนสายตากลับไปให้ความสนใจกับเนื้อหาในสมุดบัญชีต่อ“ข้าเคยบอกว่าชอบกินแบบที่ยังอุ่นๆ ลั่วซีเจ้าช่วยเอาไปอุ่นใหม่ให้ข้าที”“ได้ ข้าจะเอาไปอุ่นให้ใหม่เดี๋ยวนี้”เมื่อได้ยินเสียงที่ต่างจากที่คิด เขารีบเงยหน้าขึ้นมอง คนที่ยกรังนกมาให้ไม่ใช่ลั่วซีแต่เป็นฉู่อี้ซิน จึงทำให้กู้หรานจือประหลาดใจมากทีเดียว ดวงตาของเขาเผลอหรี่มองนางโดยไม่ตั้งใจ แต่เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจ้องมองนางเหมือนกำลังจับผิด ก็เลยเปลี่ยนเป็นก้มหน้ามองตัวอักษรในกระดาษแทน แล้วถามขึ้นโดยที่ไม่มองหน้า“ลั่วซีไปไหน นางกล้าใช้เจ้าให้ยกรังนกมาให้ข้าด้วยหรือ เดี๋ยววันหลังข้าจะอบรมนางใหม่”ฉู่อี้ซินกะพริบตาปริบๆ เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยบอก “เป็นข้าที่ตั้งใจจะใช้นาง แต่นางบอกว่ามีงานหลายอย่างต้องทำ ข้าก็เลยยกเข้ามาเ
100ไม่เจอหน้ากันนานเวลาผ่านไปได้เดือนเศษ ซูซินพอจะมีเวลาว่างจึงแวะไปเยี่ยมเยียนฉู่อี้ซินที่จวนตระกูลกู้อีกครั้ง จวนหลังใหญ่ดูเงียบสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย ทว่ากลับเงียบเหงาจนดูห่างเหิน ในครานี้ทั้งฉู่อี้ซินและกู้หรานจือต่างก็อยู่ในจวนด้วยกันทั้งคู่ แต่ทว่าการใช้ชีวิตของพวกเขาเหมือนคนแปลกหน้า กู้หรานจือมักจะอยู่แต่ภายในห้องหนังสือ ราวกับต้องการหลบเลี่ยงฉู่อี้ซินเพื่อทำให้นางสบายใจมากขึ้น ในขณะที่ฉู่อี้ซินก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในเรือนเช่นกัน น้อยครั้งนักที่นางจะเดินผ่านหรือย่างกรายเข้าไปใกล้บริเวณเรือนฝั่งที่กู้หรานจืออยู่ แม้ว่าทั้งสองคนจะมีสถานะเป็นสามีภรรยากันก็ตาม แต่ความสัมพันธ์กลับเหมือนคนแปลกหน้าเข้าไปทุกทีหลังจากที่ซูซินเข้ามาในจวน สาวใช้คนเดิมที่เคยออกมาต้อนรับนางคราวก่อนก็เดินออกมานำทางพาไปหาฉู่อี้ซินเหมือนเคย หลังส่งเสร็จแล้วสาวใช้ก็เดินออกมาทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยไล่ เมื่อฉู่อี้ซินเห็นซูซินก็ยิ้มแย้มด้วยความดีใจ“ไม่เจอหน้ากันนาน คิดว่าเจ้าโกรธข้าเรื่องนั้นแล้วเสียอีก ข้าดีใจนะที่เจ้ามาหา แต่ถึงไม่มาภายในวันสองวันนี้ข้าก็ตั้งใจจะไปหาเจ้าอยู่พอดี”ฉู่อี้ซินบอก ช่วงเด
99คลาดกันในช่วงบ่ายวันนั้นเอง เสี่ยวฉิงที่เต็มไปด้วยโกรธและคับแค้นใจได้แอบให้บ่าวรับใช้นำจดหมายไปส่งให้ซูซิน โดยอ้างเหตุผลว่าคิดถึงและอยากนัดมานั่งจิบชาพูดคุยที่จวนตระกูลกู้ พอเช้าวันต่อมา ฉู่อี้ซินซึ่งได้รับจดหมายก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนเสี่ยวฉิงทันที ทว่าก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเนื้อตัวของเสี่ยวฉิงเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำน่ากลัว ภาพที่เห็นในตอนนั้นทำให้ฉู่อี้ซินเข้าใจว่านี่เป็นร่องรอยที่ถูกกู้หรานจือทุบตี นางคิดว่าเขาทำร้ายเสี่ยวฉิงอย่างเลือดเย็น ความรู้สึกระแวงและเคืองแค้นในตัวกู้หรานจือจึงเริ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหลังจากเหตุการณ์วันนั้น เสี่ยวฉิงก็เริ่มใช้วิธีการนี้บีบบังคับเขา นางจงใจปล่อยข่าวลือออกไปว่าตนเองล้มป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ไหว แต่ความเป็นจริงแล้วมันหาใช่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ ทุกครั้งที่กู้หรานจือแสดงท่าทีเย็นชา เมินเฉย หรือปฏิเสธที่จะใส่ใจนาง เสี่ยวฉิงก็จะใช้วิธีทำร้ายร่างกายตนเองเพื่อเรียกร้องความสนใจหนักขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาผ่านไป กู้หรานจือที่ต้องทนกับพฤติกรรมอันวิปริตของนางมาโดยตลอดก็เริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเลิกที่จะห้ามปราม เลิกใส่ใจ และไม่ยินยอมที่จะทำตามข้อ
98สหายรักอย่างนั้นหรือกู้หรานจือกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่ง เขาจ้องมองหน้าหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งรังเกียจ ทั้งดูถูกดูแคลนว่านางช่างไร้ยางอายสิ้นดี“เจ้ากล้าทำเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ลงได้อย่างไร อี้ซินนางเป็นสหายของเจ้านะ!”เมื่อได้ยินคำถามนี้ แววตาของเสี่ยวฉิงไม่สะทกสะท้านเลย นางกลับหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างขมขื่น“สหายรักอย่างนั้นหรือ ทั้งข้าและอี้ซินต่างก็เป็นเพียงแค่บุตรอนุด้วยกันทั้งคู่ แต่ถึงกระนั้น อี้ซินนางก็ยังเกิดมาในตระกูลขุนนางมีหน้ามีตาในสังคม เมื่อเทียบกับข้าแล้ว ตัวข้าดูต่ำต้อยกว่านางหลายเท่านัก! หากนางกับท่านคบหาดูใจกันไปถึงขั้นได้แต่งงานกันจริงๆ นั่นก็เท่ากับว่านางอยู่คนระดับชั้นกับข้าแล้ว นางจะได้เป็นฮูหยินจวนกู้ ส่วนข้าก็ยังต้องเป็นบุตรสาวพ่อค้าที่ต่ำต้อยกว่านางไปอีก! เพราะฉะนั้นแล้วข้าจะไม่มีวันยอม ที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ ก็ถือเสียว่านางเสียสละท่านให้ข้าก็แล้วกัน! ในเมื่อเป็นสหายรักกันก็ให้กันได้อยู่แล้วมิใช่หรือ”เสี่ยวฉิงขยับกายเข้าไปใกล้ แววตาของนางคลั่งไคล้กู้หรานจือเป็นอย่างมาก“ตระ







