FAZER LOGIN“นังเด็กอกตัญญู!” เจินจี้ชี้หน้าเธอ “ข้าเลี้ยงเจ้ามาตั้งหลายปี เจ้ากลับกล้าขัดคำสั่งข้า!”
หลิงหนานไม่ได้หลบสายตา “หากข้าทำผิดจริง ข้าย่อมรับผิดชอบ แต่หากมีคนจงใจใส่ร้าย ข้าก็ไม่จำเป็นต้องยอมรับ”
เหวยมี่รีบแทรก “เจ้ากล่าวหาว่าข้าใส่ร้ายหรือ!”
“ข้ายังไม่ได้เอ่ยชื่อใครเลย”
“เจ้า!”
“แต่มีบางอย่างที่ข้าอยากให้ทุกคนเห็น” หลิงหนานหันกลับไปมองชุดผ้าไหม นางหยิบชุดขึ้นมาอีกครั้งก่อนชี้ไปยังคราบหมึก “คราบนี้ไม่ได้เกิดจากการซักผ้า”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร” เจินจี้ขมวดคิ้ว
“เพราะขอบคราบมีลักษณะกระจายออกจากจุดเดียว และซึมลงในเนื้อผ้าขณะที่ผ้าอยู่นิ่ง หากเกิดระหว่างซัก คราบย่อมถูกน้ำพาให้กระจายตามรอยพับมากกว่านี้”
เหวยมี่หน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย หลิงหนานสังเกตเห็นทันที
“อีกอย่างหนึ่ง” เธอยกชายกระโปรงให้ทุกคนดู “หมึกส่วนที่อยู่ด้านในเข้มเกือบเท่าด้านนอก แสดงว่ามีหมึกปริมาณมากหกลงบนผ้าโดยตรง”
ป้าหวังรีบพูด “แล้วอย่างไร! เจ้าอาจทำหมึกหกก็ได้!”
หลิงหนานหันไปมองนาง “ลานซักผ้ามีหมึกอยู่ด้วยหรือ”
ป้าหวังชะงัก “ข้า…”
“ข้าซักผ้าด้วยน้ำและน้ำยาซักผ้าที่เตรียมไว้ ไม่มีพู่กัน ไม่มีแท่นฝนหมึก และไม่มีขวดหมึก”
บ่าวหญิงคนหนึ่งพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
หลิงหนานหันไปถาม “เจ้าทำงานที่ลานซักผ้าหรือ”
บ่าวหญิงคนนั้นสะดุ้ง “เจ้าค่ะ”
“วันนี้มีใครนำหมึกไปไว้ที่ลานซักผ้าหรือไม่”
นางลังเล ก่อนส่ายหน้า “ไม่มีเจ้าค่ะ”
หลิงหนานพยักหน้า “ขอบใจ”
เหวยมี่เริ่มกระวนกระวาย “แต่เจ้าอาจนำหมึกมาจากที่อื่น!”
“ข้าถูกขังในห้องเก็บฟืนทั้งคืน เช้านี้ก็ถูกพาไปลานซักผ้าโดยตรง เจ้าคิดว่าข้าจะไปเอาหมึกจากที่ไหน”
เหวยมี่พูดไม่ออก
หลิงหนานจึงหันไปถามอีกครั้ง “ใครเป็นคนพบชุดเปื้อนหมึก”
เจินจี้มองบุตรสาว “เหวยมี่”
เหวยมี่กัดริมฝีปาก “เป็นสาวใช้ของข้า”
“เรียกนางมา”
“ไม่จำเป็น!”
“เหตุใดจึงไม่จำเป็น” หลิงหนานถามทันที “หากนางเห็นข้าทำผิดจริง นางก็ควรออกมายืนยัน”
เจินจี้มองบุตรสาวอย่างไม่พอใจก่อนหันไปสั่งป้าหวัง “ไปตามสาวใช้คนนั้นมา”
ไม่นานนัก สาวใช้อายุราวสิบเจ็ดปีก็ถูกพาเข้ามา นางชื่อชุ่ยเอ๋อ เมื่อเห็นผู้คนเต็มห้อง ใบหน้าของเด็กสาวก็ซีดลงทันที หลิงหนานมองนางอย่างสงบ
“ชุ่ยเอ๋อ เจ้าพบชุดนี้ที่ไหน”
“ที่…ที่ลานซักผ้าเจ้าค่ะ”
“ตอนนั้นชุดเปื้อนหมึกแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าพบเมื่อใด”
“หลังคุณหนูใหญ่กลับเรือนเจ้าค่ะ”
“แล้วก่อนหน้านั้นเจ้าอยู่ที่ไหน”
ชุ่ยเอ๋อเหลือบมองเหวยมี่ “ข้า…”
เหวยมี่รีบพูด “เจ้าก็ตอบไปสิ!”
ชุ่ยเอ๋อสะดุ้ง หลิงหนานสังเกตเห็นความผิดปกติทันที
“ไม่ต้องกลัว ข้าเพียงถามตามความจริง”
ชุ่ยเอ๋อก้มหน้า “ก่อนหน้านั้นข้าอยู่ที่เรือนชิงหลันเจ้าค่ะ”
“ทำอะไร”
“จัดโต๊ะเครื่องแป้งให้คุณหนูเหวยมี่”
“แล้วเจ้ามาที่ลานซักผ้าเพราะอะไร”
“คุณหนูให้ข้าไปนำชุดกลับมาเจ้าค่ะ”
หลิงหนานพยักหน้า “ตอนออกจากเรือนชิงหลัน เจ้าถืออะไรไปด้วยหรือไม่”
ชุ่ยเอ๋อตัวแข็ง เหวยมี่รีบลุกขึ้น
“หูหลิงหนาน! เจ้าจะสอบสวนสาวใช้ของข้าไปถึงเมื่อใด!”
หลิงหนานไม่สนใจ “ชุ่ยเอ๋อ ข้าถามเจ้าอีกครั้ง”
เด็กสาวเริ่มสั่น “ข้า…ข้าถือ…”
“ถืออะไร”
ชุ่ยเอ๋อหลับตาแน่น “ขวดหมึกเจ้าค่ะ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที เหวยมี่หน้าเสีย
“นังบ่าวโง่! เจ้าพูดอะไร!”
ชุ่ยเอ๋อรีบคุกเข่าลง “คุณหนู! ข้าไม่ได้ตั้งใจ!”
หลิงหนานมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ เธอเริ่มมั่นใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
“เจ้าถือขวดหมึกไปที่ลานซักผ้าทำไม”
ชุ่ยเอ๋อร้องไห้ “ข้า…”
“พูดความจริง”
เด็กสาวเหลือบมองเหวยมี่อีกครั้งก่อนก้มหน้าลงกับพื้น “คุณหนูเหวยมี่สั่งให้ข้านำหมึกไปหกใส่ชุดเจ้าค่ะ!”
ทั้งห้องเงียบสนิท เหวยมี่หน้าซีด
“เจ้าโกหก!”
“ข้าไม่ได้โกหกเจ้าค่ะ!” ชุ่ยเอ๋อร้องไห้หนักขึ้น “คุณหนูบอกว่าหากทำให้คุณหนูใหญ่ถูกลงโทษอีก จะให้เงินข้าสองตำลึง!”
เหวยมี่รีบหันไปหามารดา “ท่านแม่! อย่าเชื่อนางนะเจ้าคะ!”
เจินจี้มีสีหน้าแข็งค้าง นางมองบุตรสาว ก่อนหันไปมองบ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่รอบห้อง ทุกคนต่างได้ยินคำสารภาพแล้ว หลิงหนานวางชุดผ้าไหมลงบนโต๊ะ
“ฮูหยินเจ้าคะ”
เจินจี้หันขวับ “อะไร!”
“ตอนนี้ความจริงปรากฏแล้ว” หลิงหนานกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ “ข้าไม่ได้ทำชุดเสียหาย”
เหวยมี่เม้มริมฝีปากแน่น
“แต่…”
“และข้าก็ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าขอโทษใคร” หลิงหนานหันไปมองเหวยมี่ “กลับกัน คนที่ควรขอโทษคือผู้ที่จงใจใส่ร้ายข้า”
เหวยมี่เบิกตากว้าง “เจ้าจะให้ข้าขอโทษหรือ!”
“เหตุใดจะไม่ได้”
“ข้าเป็นคุณหนูของจวนนี้!”
หลิงหนานยิ้มบาง ๆ “ข้าก็เป็นคุณหนูของจวนนี้เช่นกัน”
คำตอบนั้นทำให้เหวยมี่พูดไม่ออก
เจินจี้รีบแทรก “พอแล้ว! เรื่องนี้เป็นเพียงความเข้าใจผิด!”
หลิงหนานหันไปมองนาง “ความเข้าใจผิดหรือเจ้าคะ”
“ใช่!”
“เมื่อครู่ฮูหยินสั่งให้ข้าคุกเข่าขอโทษโดยยังไม่ตรวจสอบความจริง”
เจินจี้หน้าเปลี่ยนสี
หลิงหนานพูดต่อ “หากข้าไม่ตรวจสอบเอง วันนี้ข้าคงถูกลงโทษอีกครั้ง”
“เจ้ากำลังตำหนิข้าหรือ!”
“ข้าเพียงพูดตามสิ่งที่เกิดขึ้น”
บ่าวรับใช้หลายคนแอบมองหน้ากัน ตลอดสองปีที่ผ่านมา ไม่มีใครเคยเห็นหูหลิงหนานพูดกับเจินจี้เช่นนี้มาก่อน หญิงสาวที่เคยก้มหน้าร้องไห้ทุกครั้งเมื่อถูกตำหนิ วันนี้กลับยืนตัวตรงและโต้แย้งอย่างมีเหตุผล ยิ่งไปกว่านั้น นางยังทำให้เหวยมี่ถูกเปิดโปงต่อหน้าคนทั้งเรือน
เจินจี้กำมือแน่น นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้เรื่องนี้จบลงเช่นนี้ อำนาจของนางในจวนจะถูกสั่นคลอน
“นั้นสิ” นางพึมพำ“เจ้าจะตั้งชื่อให้ข้าหรือ” ชายหนุ่มมองนาง“ถ้าท่านไม่รังเกียจ” หลิงหนานยิ้มเขานิ่งคิดก่อนตอบ “ตามใจเจ้า”หลิงหนานวางผ้าสะอาดลง นางมองใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างพิจารณา เขาดูเป็นคนหยิ่งทะนง แม้ความทรงจำหายไป แต่ท่าทางและน้ำเสียงยังมีความเด็ดขาดอย่างประหลาด จะตั้งชื่อธรรมดาเกินไปก็ดูไม่เหมาะ แต่หากตั้งชื่อสูงส่งเกินไปก็อาจฟังแปลก หลิงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องผ่านหน้าต่างลมอ่อนพัดเข้ามา ทำให้ม่านผ้าสีขาวขยับเบา ๆ นางนึกถึงความหมายของคำว่า เซียง ที่อาจสื่อถึงความเป็นมงคล ชายคนนี้ปรากฏตัวในวันที่นางเกือบเสียชีวิต แม้เขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่การพบกันครั้งนั้นก็ทำให้นางมีโอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง หากมองในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจเป็นโชคดีท่ามกลางเคราะห์ร้ายของนาง“ข้าคิดออกแล้ว” หลิงหนานกล่าวชายหนุ่มเงยหน้า “ชื่ออะไร”นางยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย “อาเซียง”เขาขมวดคิ้ว “อาเซียง?”
ชายหนุ่มมองนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามอีกครั้ง “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะเป็นคนไม่ดีหรือ”หลิงหนานหัวเราะเบา ๆ “เสี่ยวชิงก็ถามข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นคนดีหรือไม่”ชายหนุ่มเลิกคิ้วหลิงหนานพูดต่อ “แต่ข้ารู้ว่าท่านช่วยข้าไว้” นางหยุดเล็กน้อย “หากวันหนึ่งพบว่าท่านเป็นคนไม่ดีจริง ๆ ข้าค่อยไล่ท่านออกไปก็ยังไม่สาย”“เจ้าพูดจาตรงดี” ชายหนุ่มชะงักก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“ข้าถือว่าเป็นคำชม”เขามองนางอีกครั้ง แววตาที่เคยระแวดระวังเริ่มอ่อนลงเล็กน้อยแต่เมื่อมองไปรอบห้อง ความสับสนก็กลับมาอีกครั้ง“แล้วข้าจะไปที่ไหน”หลิงหนานนิ่งไป คำถามนั้นตอบยากกว่าที่คิด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่ามาจากไหน และไม่มีใครรู้ว่าคนที่กำลังตามหาเขาเป็นมิตรหรือศัตรู หากปล่อยให้ออกไปในสภาพเช่นนี้ อาจเกิดอันตรายอีก“ตอนนี้ท่านยังไปไหนไม่ได้” นางตอบ“เหตุใด” ชายหนุ่มขมวดคิ้วทันที“เพราะท่านบาดเจ็บ”“แ
หลิงหนานหันมามองแล้วส่งยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่ได้จะเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน เจ้าพักก่อน อีกสักพักเราค่อยผลัดกัน”เด็กสาวจึงยอมไปเอนตัวพักบนตั่งเล็กอีกมุมหนึ่งของห้องหลิงหนานหันกลับมามองชายหนุ่ม เขายังคงหลับสนิท ใบหน้าซีดเซียวกว่าเมื่อตอนพบกันกลางป่าแต่ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น นางค่อย ๆ วางผ้าสะอาดลง“ท่านนี่ช่างทำให้คนอื่นลำบากจริง ๆ ข้ากำลังยุ่งกับเรื่องพินัยกรรมอยู่แท้ ๆ” เสียงของนางเบามากไม่มีคำตอบหลิงหนานถอนหายใจ “แต่จะโทษท่านก็ไม่ได้ หากไม่มีท่าน ข้าคงไม่ได้กลับมานั่งบ่นอยู่ตรงนี้”ความทรงจำตอนที่ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาขวางคมดาบย้อนกลับมา นางยังจำแววตาของเขาในตอนนั้นได้ เย็นชา เด็ดขาด และไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หลิงหนานไม่เข้าใจว่าคนคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าได้อย่างไรในโลกเดิม เธอพบผู้คนมากมายที่เข้าหาเพราะผลประโยชน์ บางคนยิ้มต่อหน้า แต่พร้อมหักหลังทันทีที่มีโอกาส เธอจึงเรียนรู้ว่าการไว้ใจใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าชายหนุ่มคนนี้กลับช่วยชีวิตเธอโดยไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลิงหนานมองแม่เลี้ยงอย่างพิจารณา เมื่อครู่เจินจี้กล่าวว่าเป็นห่วงชื่อเสียงแต่กลับไม่ยอมให้ส่งคนบาดเจ็บไปโรงหมอ ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแก้ปัญหา เพียงต้องการหาข้ออ้างลงโทษนางเท่านั้น“ถ้าเช่นนั้นฮูหยินต้องการให้ข้าทำอย่างไร” หลิงหนานถามเจินจี้เงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวเสียงแข็ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าห้ามออกจากเรือนเล็กโดยไม่ได้รับอนุญาต!”เสี่ยวชิงเบิกตากว้าง “ฮูหยินเจ้าคะ!”“ส่วนบุรุษผู้นั้นก็ห้ามออกจากบริเวณเรือนเช่นกัน!”“เขายังไม่ได้สติ จะออกไปไหนได้เจ้าคะ” หลิงหนานขมวดคิ้วเหวยมี่หัวเราะเยาะ “เจ้าก็พูดเก่งนัก!”เจินจี้ชี้หน้าหลิงหนาน “ข้าจะให้คนเฝ้าประตูเรือน หากเจ้ายังกล้าฝ่าฝืน ข้าจะส่งเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ในตระกูลตัดสิน!”“แล้วหมอเล่าเจ้าคะ” หลิงหนานมองนางนิ่ง“เจ้าพูดเรื่องอะไร”“ท่านจะให้หมอเข้ามารักษาเขาหรือไม่”“หมอเข้ามาได้เพียงครั้งนี้” เจินจี้เม้มปาก นางไม
เหวยมี่รีบหันมองประตู เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้จึงลดเสียงลง “ข้าเพียงคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็ไม่ต้องเห็นหน้านางอีกแล้ว”เจินจี้ไม่ได้ตอบ นางยกถ้วยชาขึ้นจิบแต่ยังไม่ทันแตะริมฝีปาก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก“ฮูหยินเจ้าคะ! มีเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!” บ่าวหญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่า“เกิดอะไรขึ้น” เจินจี้วางถ้วยชาลงทันที“คุณหนูใหญ่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”“เจ้าว่าอะไรนะ!” ถ้วยชาในมือเจินจี้หลุดกระแทกโต๊ะ น้ำชาร้อนหกเปื้อนแขนเสื้อ แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บ“คุณหนูใหญ่กลับมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ”เหวยมี่ลุกพรวด “เป็นไปไม่ได้!”“จริง ๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูกำลังให้คนพาบุรุษแปลกหน้าเข้าไปในเรือนเล็ก” บ่าวหญิงสะดุ้งเจินจี้นิ่งค้าง กลับมาแล้ว? หูหลิงหนานยังมีชีวิตอยู่? แล้วเถาหู่เล่า คนที่รับเงินไปห้าร้อยตำลึงทำอะไรอยู่!“นางกลับมากับใคร” เจินจี้ถามเสียงแข็ง “เสี่ยวชิง อาหลิว และอาซานเจ้าค่ะ แต่ทุกคนมีรอยบาดเจ็
ทุกคนชะงักอาหลิวรีบพูด “คุณหนูขอรับ เขาเป็นใครก็ไม่รู้ หากพากลับจวนอาจมีปัญหาได้”เสี่ยวชิงเองก็ลังเล “จริงเจ้าค่ะ อีกอย่างฮูหยินคงไม่ยอมให้บุรุษแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในจวน”หลิงหนานมองชายหนุ่มที่นอนหมดสติ นางรู้ดีว่าการพาคนแปลกหน้ากลับไปอาจทำให้เจินจี้มีข้ออ้างกลั่นแกล้งอีกแต่หากทิ้งเขาไว้กลางป่าในสภาพเช่นนี้ โอกาสรอดชีวิตคงน้อยมาก ชายคนนี้เสี่ยงชีวิตช่วยนาง ทั้งที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บอยู่ก่อนแล้ว หากไม่มีเขา วันนี้นางกับเสี่ยวชิงอาจถูกโจรฆ่าตายไปแล้ว นางไม่อาจทอดทิ้งผู้มีพระคุณได้“ข้าจะรับผิดชอบเอง” หลิงหนานกล่าวหนักแน่นอาหลิวมีสีหน้าลำบากใจ “แต่คุณหนู…”“เขาช่วยชีวิตพวกเรา” หากปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงนี้ พวกเจ้าจะสบายใจหรือ” นางมองบ่าวชายทั้งสองอาหลิวกับอาซานเงียบลงทันทีหลิงหนานหันกลับไปมองชายหนุ่ม นางใช้ผ้าสะอาดอีกผืนช่วยห้ามเลือด ก่อนบอกให้ทุกคนเตรียมรถม้า“อาหลิว ไปดูว่ารถม้ายังใช้ได้หรือไม่”“ขอรับ”“อ







