Masuk
ปีนั้น...เซี่ยจิ่งหวนช่วยประคับประคองราชสำนัก หลังจากที่ชายแดนตะวันออกเกิดสงครามพัวพัน ราชสำนักวุ่นวายเพราะผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในเวลานั้น แท้ที่จริงแล้วมิใช่ฮ่องเต้ มิใช่รัชทายาท ทว่ากลับเป็นองค์ชายใหญ่ที่ประจำอยู่ที่ชายแดนตะวันออก
ฮ่องเต้ประชวรหนัก... ขุนนางแบ่งฝักแบ่งฝ่าย...
ฮองเฮาไร้อำนาจ ไทเฮาเอนเอียงไม่เป็นกลาง
ขณะที่ศึกรบติดพัน ฮ่องเต้กลับมีราชโองการลับ ส่งผู้บัญชาการเดินทางไปยังชายแดนตะวันออก แอบเรียกตัวองค์ชายใหญ่ให้กลับเข้ามายังเมืองหลวง
คืนนั้น...ท้องฟ้าที่มืดมนกลับมีกลุ่มฝนและแสงแปลบปลาบของสายฟ้าฟาด ลางบอกเหตุที่ทำให้ผู้คนอกสั่นขวัญแขวน
เซี่ยจิ่งหวนถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงกลางดึก ก่อนไปเขายังสั่งเสียเหล่าบรรดาทายาท ฮูหยิน และคนตระกูลเซี่ยทุกคน หากล่วงเลยถึงยามเฉินวันรุ่งขึ้นแล้วเขายังไม่กลับมา ให้ทุกคนออกไปจากเมืองหลวงทันทีห้ามรั้งรอ ห้ามห่วงทรัพย์สิน ห้ามหอบของพะรุงพะรัง ให้ลอบออกไปอย่าให้เป็นที่สงสัย
กระทั่งต่อมา...องค์ชายรองที่เป็นรัชทายาทก็ประกาศขึ้นครองบัลลังก์ และในคืนนั้นฮ่องเต้ก็ทรง...สวรรคต
ความขัดแย้ง ความคลุมเครือ กระทั่งความสงสัยถึงเรื่องในคืนนั้นจนถึงตอนนี้ก็มีน้อยคนนักจะกล้าเอ่ยถึง แม้มีข่าวลือมากมายที่แอบเอ่ยถึง ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่มีผู้ใดคาดเดาได้ถึงความจริง
...เพราะเหตุใดในคืนที่ฮ่องเต้ประชวรหนักกลับทรงเรียกตัวโอรสพระองค์โตกลับเมืองหลวง???
ข้อสงสัยข้อแรก...อาจเพราะทรงตระหนักว่าโอรสพระองค์รองไม่เหมาะสมกับตำแหน่งรัชทายาท ไม่เหมาะที่จะขึ้นครองบัลลังก์ ดังนั้นแม้ในสมรภูมิกำลังคุกรุ่นกลับประสงค์ให้องค์ชายใหญ่กลับมาเมืองหลวง ทั้งนี้ก็เพื่อรับช่วงดูแลแผ่นดินนี้
ข้อสงสัยข้อที่สอง...อาจเพราะทรงกังวล หากองค์ชายรองขึ้นครองบัลลังก์ องค์ชายใหญ่ที่มีอำนาจทางการทหารมากล้นอาจก่อกบฏ เช่นนี้ส่งผู้บัญชาการไปยังแดนตะวันออกไปกรำศึก เรียกตัวองค์ชายใหญ่กลับมาก็เพื่อ...สังหาร เช่นนี้แล้วบัลลังก์ขององค์ชายรองก็จะมั่นคงไม่มีหนามยอกอก
ไม่มีใครรู้ว่าข้อใดจึงจะมีความเป็นไปได้ เพราะในเวลานี้องค์ชายรองผู้นั้นก้าวขึ้นนั่งบัลลังก์มังกรแล้ว ในขณะที่องค์ชายใหญ่ผู้นั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นชินหวาง หรือซีเจี้ยนหวาง...หลี่เหวินหรง
เซี่ยจิ่งหวน...ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นราชครูในคืนนั้น จากอัครมหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้แม้ได้รับเกียรติสูงสุดแต่ก็ไร้อำนาจในราชสำนักโดยสิ้นเชิง
ท้องฟ้าเปลี่ยนสี แว่นแคว้นเปลี่ยนผู้ปกครอง ทว่าชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อ ผู้คนยังคงต้องต่อสู้เพื่อให้มีวันต่อไป สงครามก็เช่นกันเมื่อเริ่มแล้วก็มีเพียงแต่ต้องไปให้ถึงที่สุด กองทัพของแคว้นต้าฉีภายใต้การนำของซีเจี้ยน[1]หวาง กระบี่แห่งแดนตะวันออกในที่สุดก็จบลงด้วยชัยชนะ
แม่ทัพผู้ห้าวหาญ ท่านอ๋องผู้เกรียงไกร องค์ชายใหญ่ที่มีอำนาจมากล้น บัดนี้ถือกระบี่ก้าวเข้าสู่ท้องพระโรงทองโดยไร้ผู้ใดทัดทาน ด้วยเดิมทีท้องพระโรงก็ไม่อนุญาตให้ผู้ใดนำอาวุธเข้าไปทั้งสิ้น!!!
หลี่เหวินหรงสีหน้าเย็นชาเรียบเฉย เขาไม่ได้มองไปยังขุนนางคนใด เพียงเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ต้าฉี กระทั่งเมื่อถึงหน้าบัลลังก์ทองเขาจึงคุกเข่าลง
ขุนนางหลายคนลอบถอนหายใจ หลายคนเบิกตามองเพราะคาดไม่ถึง องครักษ์ทั้งหลายที่มือลอบกุมกระบี่ผ่อนคลายลง กระทั่งอ๋องหนุ่มถวายพระพรจบลงฮ่องเต้จึงลุกขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“พี่ใหญ่ในที่สุดท่านก็กลับมา”
บรรยากาศผ่อนคลายลงไปกว่าเดิมมาก ฮ่องเต้แสดงความใกล้ชิดเป็นกันเอง ขณะที่อ๋องหนุ่มต่างหากที่ขีดเส้นระหว่างฮ่องเต้กับขุนนางอย่างขัดเจน ไม่มีพี่ ไม่มีน้อง ไม่มีองค์ชายใหญ่ ไม่มีองค์ชายรัชทายาทเช่นแต่ก่อน เพราะบัดนี้หลงเหลือเพียงชินหวางและ...ฮ่องเต้
นักเล่านิทานเล่าจบจนถึงตอนนี้ก็หยุดลง ผู้คนต่างก็จ่ายเงินเพื่อให้รางวัลเขาที่เล่าได้น่าสนุกเหลือเกิน ระหว่างผู้คนแยกย้ายกลับมีสตรีนางหนึ่งเอ่ยถามสาวใช้ “แล้วอย่างไรต่อหรือ”
“คุณหนูพวกเราไปกันเถิดเจ้าค่ะ หากอยากฟังวันหลังค่อยมาใหม่”
หญิงสาวมองไปรอบๆ เห็นว่าผู้คนล้วนแยกย้าย นิทานวันนี้จบลงแล้ว นางถอนหายใจด้วยความเสียดาย อยากรู้ว่าต่อมาอ๋องผู้นั้นกับฮ่องเต้เป็นอย่างไร
[1] ซีเจี้ยน หมายถึง กระบี่แดนตะวันออก
นาง...เหนื่อยหอบจนแทบขาดใจเซี่ยอันเหยากัดฟันว่ายน้ำห่างออกมาจากจุดที่นางกระโดดลงไป เพราะกลัวว่าจะมีคนไล่ตาม เกรงจะมีคนเห็นสภาพของตัวเองตอนนี้ หญิงสาวต้องเดินอ้อมและคอยหลบผู้คนไปด้วย โชคดีที่ฟ้ามืดแล้วหาไม่หากมีชาวบ้านพบเห็น ชื่อเสียงของคุณหนูรองตระกูลเซี่ยเกรงว่าคงไม่หลงเหลือเอาไว้ให้รักษาแล้ว!!รอน้องชายอยู่ดีๆ ข้างนอกก็เกิดความวุ่นวาย มีคนเข้ามาหลอกให้สาวใช้กับคนคุ้มกันนางออกไป บอกว่าน้องชายของนางเกิดเรื่อง ไม่นานนางที่กินดื่มก็อ่อนแรงแทบหมดสติ ยังดีที่รวบรวมเรี่ยวแรงได้ทันเวลา กระโดดลงมาในน้ำเย็นเยียบสติก็กลับมามากกว่าครึ่ง ทว่าเรี่ยวแรงที่ลดทอนทำให้เกือบจมน้ำเพิ่งเดินผ่านมุมถนนไหล่ก็ถูกดึงกลับไปด้านหลัง จมูกของนางชนกับแผงอกของชายหนุ่มตรงหน้า กลิ่นหอมเย็นกระสาเข้าจมูก เสียงของกลุ่มคนด้านหลังสนทนากันดังขึ้น“หาให้ทั่ว หากหานางไม่พบคุณชายต้องเดือดร้อนแน่ อย่าว่าแต่คุณชายเลย พวกเราเองก็คงหนีไม่รอดหากท่านราชครูสอบสวนขึ้นมา!”นางเงยหน้าขึ้นและพบว่าคนที่ช่วยดึงนางเข้าไปหลบในมุมมืด แท้ที่จริงก็คือบัณฑิตหนุ่มหล่อเหลาที่นางช่วยจ่ายค่าที่พักนั่นเองเขาเองก็ก้มลงมามองนาง ส่ายหน้าไม่ให้นางส่
หลี่เหวินหรงก้มลงมองถุงเงินและกำไลหยกในมือ เขากะพริบตามองตามหญิงสาวที่เพิ่งเดินจากไป อยู่ๆ รอยยิ้มของเขาก็กว้างขึ้นจากนั้นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำก็ตามมาด้วยความขบขันตงเหยียนเหินกายลงมาจากหลังคาเบื้องบน “ท่านอ๋อง”“ไม่เป็นไร” เขาก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง “ใครใช้ให้ข้าปลอมตัวได้แนบเนียนถึงเพียงนี้เล่า นางคิดว่าข้าเป็นบัณฑิตเหล่านั้นก็ถูกแล้ว คนเล่า”“เขาถูกพาตัวไปอีกด้านพ่ะย่ะค่ะ คนของเราตามไปแล้ว”อ๋องหนุ่มเก็บถุงเงินและกำไลเข้าไปในอกเสื้อ มองตามไปยังทิศทางที่หญิงสาวจากไป ตงเหยียนมองตามจากนั้นจึงกล่าว “นางก็คือคุณหนูรองตระกูลเซี่ย เซี่ยอันเหยาพ่ะย่ะค่ะ”“หืม? นางก็คือบุตรสาวคนรองของอาจารย์??”“พ่ะย่ะค่ะ”“ชะตาจื่อเว่ย...” เขาหัวเราะจากนั้นจึงหมุนตัวเดินไปอีกด้าน “ไปกันเถิด”แล้วเขาก็เดินออกไปจากถนนสายนั้นกับคนสนิท ทว่าตอนที่เขากำลังจะเดินพ้นมุมทางเดิน อ๋องหนุ่มกลับถามขึ้น “มิใช่บอกว่านางเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ค่อยชอบออกมาข้างนอก?”“เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด...”“ให้คนไปสืบเรื่องของนางให้ละเอียด ดูว่ามีสิ่งใดผิดพลาด วันนี้นางออกจากจวนมาเพราะอะไร”“พ่ะย่ะค่ะ”เดิมทีวันนี้
“ขอรับ ได้หรือไม่ขอรับพี่รอง”“ไปสิ เจ้าเป็นคนรู้ความ สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรย่อมสามารถแยกแยะ ไปเล่นสนุกกับสหายอีกสักชั่วยามข้าจะไปรอเจ้าที่...” นางมองไปรอบๆ บนถนนมีเพียงหอบุปผาเหมันต์ที่โดดเด่นที่สุด “ที่นั่น หอบุปผาเหมันต์”หอบุปผาเหมันต์เลื่องชื่อด้วยอาหารเลิศรส อีกทั้งมีคหบดีที่มีชื่อเสียงเป็นเจ้าของ การคุ้มกันแน่นหนาทั้งยังไม่เคยมีเรื่องเสียหายหรือข่าวลือใด เซี่ยซีเหวินพยักหน้า “ได้ขอรับ” แล้วเขาก็วิ่งเข้าไปหาสหายของตนเซี่ยอันเหยาหันไปมองเสี่ยวจิ่งสาวใช้ กับเสี่ยวถูคนคุ้มกัน “พวกเราไปหาของอร่อยกินระหว่างรอก็แล้วกัน” นางมองเสี่ยวจิ่งอีกฝ่ายดึงถุงเงินออกมา“ฮูหยินให้เงินมาเยอะเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวจิ่งยิ้มกว้าง“เช่นนั้นมัวรออะไร” ได้กินของอร่อยในหอที่มีชื่อเสียงและยังหรูหราเช่นนี้นับเป็นโอกาสที่หาได้ยาก หญิงสาวจึงเดินผ่านมุมถนนหวังเข้าไปในหอบุปผาเหมันต์ทว่า...ถนนเส้นเล็กๆ ที่ตัดผ่านถนนสายหลัก กลับมีผู้คนมากมายจับจองที่นั่งบนพื้น เซี่ยอันเหยามองเห็นบุรุษผู้หนึ่งที่เพิ่งนั่งลง เสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาเพียงเห็นก็รู้ว่าเป็นคนมีความรู้ “เสี่ยวจิ่ง”“เจ้าคะคุณหนู”“แบ่งเงินในถุงมาครึ่งหนึ่ง
หญิงสาวมัวแต่มองไปยังบัณฑิตที่นอนอยู่ริมถนน ที่ดีหน่อยพวกเขาก็เดินไปยังโรงเตี้ยม แต่ก็ต้องจ่ายเงินเป็นสองเท่าเพียงเพื่อให้ได้ห้องที่ดีที่สุด หรือไม่ก็ได้ห้องที่อยู่ใกล้กับประตูสนามสอบ นางมองน้องชายของนางที่เดินไปขึ้นรถม้า ในใจรู้สึกว่าความเหลื่อมล้ำนี้ช่างไม่ยุติธรรมเคยได้ยินมาว่าบางครั้งจ้วงหยวน[1]เองก็เป็นคนที่ไม่ได้ร่ำรวยมั่งคั่งอะไร เป็นชาวบ้านที่มีความรู้และเข้าสอบ ทว่าพอได้เป็นขุนนาง มีลาภยศ มีเงินทอง มีอำนาจ หลายคนก็ถูกสิ่งเหล่านั้น...กลืนกิน ลืมเลือนความเหลื่อมล้ำ ความความยากจนของชนชั้นต่ำการสอบนี้เป็นความหวังที่จะได้ลืมตาอ้าปากของบางคน เป็นความหวังที่จะมีหน้าตา ลาภยศ ความหวังของคนที่สนับสนุน และความหวังของคนที่รอคอย...“บางที...หนึ่งในพวกเขา” นางมองไปยังคนที่นอนหมดแรงอยู่บนพื้นโดยไม่ห่วงว่าบนพื้นจะสกปรกและมีฝุ่น “ในวันข้างหน้าอาจกลายเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ เห็นแก่ผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง”พึมพำจบก็ได้แต่รู้สึกหนักอึ้งในใจ อยู่ๆ ก็นึกถึงตอนที่ตัวเองมีชีวิตอยู่ในโลกยุคปัจจุบัน ต้องดิ้นรนหางานทำเพียงลำพังในเมืองใหญ่ ตอนนั้นทั้งสิ้นหวังและรู้สึกเดียวดาย หวังว่าจะมีใครสัก
มารดาของนางยื่นเครื่องรางให้เขา “ที่สำคัญคือสุขภาพมาก่อน อย่าได้หักโหมจนเกินไป เจ้าอายุยังน้อยไม่ผ่านครั้งนี้ครั้งหน้าต้องผ่านแน่นอน เจ้าเป็นอนาคตของตระกูลเซี่ย ทำให้ดีที่สุดก็พอผลออกมาเป็นอย่างไรแม่กับอี๋เหนียงพร้อมสนับสนุนเจ้า”“ขอบคุณขอรับท่านแม่ ข้าจะทำให้ดีที่สุด ไม่ทำให้ท่านกับอี๋เหนียงผิดหวัง”หญิงสาวมองไปรอบๆ บัณฑิตมากมายกำลังเดินผ่านเข้าประตูไปสู่สนามสอบของทางการ ทุกคนฐานะแตกต่าง สวมชุดที่สามารถแยกออกในทันทีว่ามาจากตระกูลมั่งคั่งหรือยากจน ความเหลื่อมล้ำที่ทำให้นางสะท้อนใจรถม้าหรูหราพาคุณชายตระกูลสูงศักดิ์มาส่ง ร่ำลาด้วยท่าทางห่วงใย กังวล กระทั่งคาดหวัง ส่วนคนที่มีฐานะไม่ดีนักเพียงเดินเท้ามา ไม่มีแม้แต่คนมาส่งเข้าห้องสอบ บางคนถึงขั้นนอนเฝ้าอยู่ที่หน้าสนามสอบ ด้วยโรงเตี้ยมบางแห่งคนเยอะมากจนห้องไม่พอเข้าพัก บางคนถึงขั้นไปขอนอนที่อารามการสอบครั้งนี้กินเวลานานกว่าสามวัน ทว่าผู้มาจากต่างเมืองก็ต้องเผื่อเวลาทั้งก่อนสอบเพื่ออ่านหนังสือ และหลังสอบเพื่อฟังประกาศผล เงินค่าใช้จ่ายสำหรับบัณฑิตผู้มีฐานะย่อมไม่นับเป็นอะไรได้ ทว่ากับคนที่ยากจน ประหยัดจนไม่รู้จะประหยัดอย่างไรก็ยังไม่เพียงพอ
อีกฝ่ายกระแอม “ท่านรู้หรือไม่ว่าช่วงนี้ข้าปวดศีรษะยิ่ง อาจารย์ไม่เพียงไม่ยอมส่งบุตรสาวเข้าวังยังวางยานางด้วย ตอนนี้ข่าวลือข้างนอกนั่นไม่รู้ว่าพูดกันไปถึงที่ใดแล้ว!”“เป็นฝีมืออาจารย์จริงๆ เสียด้วย” เขาถอนหายใจออกมา “ตระกูลลั่วคงมิใช่โกรธจนกระอักเลือดเลยกระมัง”“ก็จริง ปีนั้นเพราะพวกเขาสมคบกับเสด็จแม่ ทำให้ทรง...”“ฝ่าบาท...” เขาเตือน “กระหม่อมเคยเตือนแล้วว่าไม่ควรเอ่ยถึงเรื่องในอดีต”“อ้อ”หลี่เหวินหรงมองอนุชาที่มีฐานะเหนือคนนับหมื่น แม้อายุน้อยกว่าเขาถึงสี่ปี แต่ใบหน้ากลับมีริ้วรอยของความเคร่งเครียด ใจของเขาอ่อนยวบ “ฝ่าบาท ตำหนักฝู่เซินยังว่างอยู่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”“ว่าง!!!” ดูดวงตาเป็นประกายนั่นสิชายหนุ่มหัวเราะ “ชัดเจนเกินไปกระมัง”ฮ่องเต้แคว้นต้าฉีเหตุใดจึงดูเหมือนเด็กถูกทอดทิ้งเช่นนี้ “กระหม่อมคิดจะรั้งอยู่ดูการสอบก้งซื่อสักหน่อย จะทรงประกาศก็ได้ว่ากระหม่อมกลับเมืองหลวงมาแล้ว บางทีเรื่องวุ่นวายนี้อาจสงบลงชั่วคราว”“ตกลงตามนี้!!!”มองส่งเชษฐาไปยังตำหนักฝู่เซิน รอยยิ้มของหลี่หยวนหลงหายวับไปทันที เขามองแผ่นหลังของอีกฝ่ายด้วยดวงตาแดงก่ำ เชษฐาที่เคยองอาจแข็งแกร่งของเขา คนที่เคยเป็นทุก







