Masukซือถูอันอันหมุนตัวเดินตามสาวใช้ออกมา วันนี้นางแต่งชุดเหมือนเสี่ยวจิ่งแต่เพราะหน้าตาผิวพรรณ ดูอย่างไรผู้คนก็มองออกว่านางมิใช่สาวใช้ หากแต่เป็นคุณหนูผู้รักสนุกอยากมาดูชมความครึกครื้นเท่านั้น
“คุณหนูนายท่านใกล้จะกลับมาแล้วขอรับ พวกเรารีบกลับจวนกันเถิด” เด็กรับใช้ที่มาตามนางมีสีหน้าเป็นกังวล
“ก็ได้...” นางจำใจเดินไปขึ้นรถม้าด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ เงยหน้าขึ้นมองป้ายที่แขวนบนรถม้าก็ถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง
‘จวนราชครูเซี่ย’
ใช่แล้ว...อัครมหาเสนาบดีเซี่ยที่อยู่ๆ ถูกปลด จากนั้นถูกยัดเยียดฐานะราชครูในวันนั้น ก็คือบิดาของหญิงสาวในวันนี้นั่นเอง!!!
ซือถูอันอัน...ความจริงมิใช่เซี่ยอันเหยา บุตรสาวคนรองของเซี่ยจิ่งหวน ทว่าในคืนนั้นที่ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลหลังจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าวิญญาณเข้ามาอยู่ในร่างของคุณหนูผู้นี้เสียแล้ว
สามเดือนที่นอนรักษาตัวอยู่บนเตียง ในที่สุดหญิงสาวก็ได้ออกมาข้างนอกเพื่อเปิดหูเปิดตา ทว่าข้ออ้างเรื่องความจำเสื่อมใช้ได้ก็จริงแต่ก็เพียงชั่วคราว หากอยากอยู่ที่นี่อย่างแคล้วคลาดปลอดภัย ก็มีเพียงต้องรู้เขารู้เรา ล่วงรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้น จากนั้นก็อยู่ที่นี่ในฐานะเซี่ยอันเหยาต่อไป
ฟังว่า...เซี่ยอันเหยาเป็นคุณหนูที่นิสัยเก็บเนื้อเก็บตัว ขี้อาย ไม่ค่อยกล้าออกจากจวน หลังพี่สาวถูกเรียกตัวเข้าวังหลวงเพื่อเตรียมตัวเข้ารับคัดเลือกชายารัชทายาท เซี่ยอันเหยาก็ล้มป่วยไม่ได้ออกไปไหนอีก ทำให้เกิดข่าวลือแปลกๆ ขึ้น
หนึ่งคือ...นางอิจฉาพี่สาวที่จะได้เป็นชายารัชทายาท ดังนั้นจึงทำร้ายตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากบิดา
สองคือ...ตระกูลเซี่ยเกิดความขัดแย้งขึ้น คนตระกูลเซี่ยอยากส่งเซี่ยอันเหยาเข้าวังหลวงแทนพี่สาว เพราะเซี่ยอันเหยานับเป็นโฉมสะคราญที่หาตัวได้ยาก อีกทั้งยังมีชะตาจื่อเว่ย[1]ตั้งแต่กำเนิด
ถึงอย่างนั้น...ความจริงมีเพียงหนึ่ง ในจวนตระกูลเซี่ยมีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้ว่านางถูกวางยาพิษ!!!
อีกทั้งคนที่วางยาพิษก็เป็นคนที่ทุกคนไว้ใจ ...เป็นคนที่เซี่ยอันเหยาไว้ใจที่สุด
ทันทีที่กลับไปถึงเรือน สาวใช้ก็รีบวิ่งเข้ามา “คุณหนูรองในที่สุดท่านก็กลับมา ฮูหยิน...”
“เหยาเหยาเจ้าช่างใจกล้านักนะ ถึงกับกล้าหนีออกไปนอกจวน!!” ใช่แล้ว...เซี่ยฮูหยินมารดาของนางนั่นเอง
“ท่านแม่” นางเข้าไปออดอ้อนอีกฝ่าย รู้ดีว่ามารดาแพ้ท่าทางเช่นนี้ของนางที่สุด ไม่ว่าจะโกรธเพียงใดก็มีเพียงแต่จะใจอ่อน
“ข้าอุดอู้อยู่ในจวนมานานเพียงอยากออกไปเที่ยวเล่น อีกอย่างข้าไปกับสาวใช้กับคนคุ้มกัน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน ยังซื้อขนมมาฝากท่านด้วยนะเจ้าคะ”
มารดาของนางถอนหายใจ ในดวงตาแฝงประกายของความรู้สึกผิด ทั้งนี้ก็เพราะเรื่องที่นางต้องอุดอู้อยู่แต่ในเรือนมากกว่าสามเดือน ก็เป็นเพราะถูกวางยาพิษครั้งนั้น เซี่ยฮูหยินดูเหมือนจะกล่าวโทษตัวเองเสมอ
“ท่านแม่ ท่านอย่าโกรธอีกเลย วันหลังข้าจะออกไปต้องขออนุญาตท่านแน่นอน หรือไม่ท่านเป็นคนพาข้าออกไปเที่ยว พวกเราไปไหว้พระที่อารามด้วยกัน ดีหรือไม่เจ้าคะ”
นางเพิ่งพูดจบก็มีเสียงฝีเท้าเดินเข้าประตูเรือน บิดาเพิ่งกลับจากวังหลวงจึงเดินเข้ามาหา ทว่ามารดากลับสีหน้าเปลี่ยนไปทันที จากที่กำลังจะอารมณ์ดีที่บุตรสาวคนรองชวนออกไปเที่ยว บัดนี้กลับบึ้งตึงโกรธขึ้ง
“เอาไว้ถึงเวลาแม่ค่อยบอกเจ้า กลับมาปลอดภัยก็ดีแล้ว แม่มาดูให้มั่นใจว่าเจ้าปลอดภัยดี ต้องกลับเรือนแล้ว” แล้วมารดาก็เดินเลี่ยงไปอีกทางไม่แม้แต่จะมองไปยังผู้เป็นสามี
เซี่ยอันเหยามองตามมารดา จากนั้นมองไปที่บิดาซึ่งมองตามแผ่นหลังเย็นชาของผู้เป็นฮูหยิน สีหน้าของเขาบอกชัดถึงความอึดอัดรู้สึกผิด
[1] ดาวมงคลจื่อเว่ย (ดอกไม้จักรพรรดิ) ดวงชะตาของผู้ใดถ้ามีดาวมงคลดวงนี้ครอบครองอยู่ ก็บ่งชี้ถึงการจะได้รับการสนับสนุนส่งเสริมให้ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง และจะมีอำนาจบังคับบัญชา อีกทั้งยังมีความมั่นใจที่จะเผชิญฝ่าฟันเอาชนะอุปสรรคปัญหาต่างๆ ได้
นาง...เหนื่อยหอบจนแทบขาดใจเซี่ยอันเหยากัดฟันว่ายน้ำห่างออกมาจากจุดที่นางกระโดดลงไป เพราะกลัวว่าจะมีคนไล่ตาม เกรงจะมีคนเห็นสภาพของตัวเองตอนนี้ หญิงสาวต้องเดินอ้อมและคอยหลบผู้คนไปด้วย โชคดีที่ฟ้ามืดแล้วหาไม่หากมีชาวบ้านพบเห็น ชื่อเสียงของคุณหนูรองตระกูลเซี่ยเกรงว่าคงไม่หลงเหลือเอาไว้ให้รักษาแล้ว!!รอน้องชายอยู่ดีๆ ข้างนอกก็เกิดความวุ่นวาย มีคนเข้ามาหลอกให้สาวใช้กับคนคุ้มกันนางออกไป บอกว่าน้องชายของนางเกิดเรื่อง ไม่นานนางที่กินดื่มก็อ่อนแรงแทบหมดสติ ยังดีที่รวบรวมเรี่ยวแรงได้ทันเวลา กระโดดลงมาในน้ำเย็นเยียบสติก็กลับมามากกว่าครึ่ง ทว่าเรี่ยวแรงที่ลดทอนทำให้เกือบจมน้ำเพิ่งเดินผ่านมุมถนนไหล่ก็ถูกดึงกลับไปด้านหลัง จมูกของนางชนกับแผงอกของชายหนุ่มตรงหน้า กลิ่นหอมเย็นกระสาเข้าจมูก เสียงของกลุ่มคนด้านหลังสนทนากันดังขึ้น“หาให้ทั่ว หากหานางไม่พบคุณชายต้องเดือดร้อนแน่ อย่าว่าแต่คุณชายเลย พวกเราเองก็คงหนีไม่รอดหากท่านราชครูสอบสวนขึ้นมา!”นางเงยหน้าขึ้นและพบว่าคนที่ช่วยดึงนางเข้าไปหลบในมุมมืด แท้ที่จริงก็คือบัณฑิตหนุ่มหล่อเหลาที่นางช่วยจ่ายค่าที่พักนั่นเองเขาเองก็ก้มลงมามองนาง ส่ายหน้าไม่ให้นางส่
หลี่เหวินหรงก้มลงมองถุงเงินและกำไลหยกในมือ เขากะพริบตามองตามหญิงสาวที่เพิ่งเดินจากไป อยู่ๆ รอยยิ้มของเขาก็กว้างขึ้นจากนั้นเสียงหัวเราะทุ้มต่ำก็ตามมาด้วยความขบขันตงเหยียนเหินกายลงมาจากหลังคาเบื้องบน “ท่านอ๋อง”“ไม่เป็นไร” เขาก้มลงมองตัวเองอีกครั้ง “ใครใช้ให้ข้าปลอมตัวได้แนบเนียนถึงเพียงนี้เล่า นางคิดว่าข้าเป็นบัณฑิตเหล่านั้นก็ถูกแล้ว คนเล่า”“เขาถูกพาตัวไปอีกด้านพ่ะย่ะค่ะ คนของเราตามไปแล้ว”อ๋องหนุ่มเก็บถุงเงินและกำไลเข้าไปในอกเสื้อ มองตามไปยังทิศทางที่หญิงสาวจากไป ตงเหยียนมองตามจากนั้นจึงกล่าว “นางก็คือคุณหนูรองตระกูลเซี่ย เซี่ยอันเหยาพ่ะย่ะค่ะ”“หืม? นางก็คือบุตรสาวคนรองของอาจารย์??”“พ่ะย่ะค่ะ”“ชะตาจื่อเว่ย...” เขาหัวเราะจากนั้นจึงหมุนตัวเดินไปอีกด้าน “ไปกันเถิด”แล้วเขาก็เดินออกไปจากถนนสายนั้นกับคนสนิท ทว่าตอนที่เขากำลังจะเดินพ้นมุมทางเดิน อ๋องหนุ่มกลับถามขึ้น “มิใช่บอกว่านางเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ค่อยชอบออกมาข้างนอก?”“เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด...”“ให้คนไปสืบเรื่องของนางให้ละเอียด ดูว่ามีสิ่งใดผิดพลาด วันนี้นางออกจากจวนมาเพราะอะไร”“พ่ะย่ะค่ะ”เดิมทีวันนี้
“ขอรับ ได้หรือไม่ขอรับพี่รอง”“ไปสิ เจ้าเป็นคนรู้ความ สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรย่อมสามารถแยกแยะ ไปเล่นสนุกกับสหายอีกสักชั่วยามข้าจะไปรอเจ้าที่...” นางมองไปรอบๆ บนถนนมีเพียงหอบุปผาเหมันต์ที่โดดเด่นที่สุด “ที่นั่น หอบุปผาเหมันต์”หอบุปผาเหมันต์เลื่องชื่อด้วยอาหารเลิศรส อีกทั้งมีคหบดีที่มีชื่อเสียงเป็นเจ้าของ การคุ้มกันแน่นหนาทั้งยังไม่เคยมีเรื่องเสียหายหรือข่าวลือใด เซี่ยซีเหวินพยักหน้า “ได้ขอรับ” แล้วเขาก็วิ่งเข้าไปหาสหายของตนเซี่ยอันเหยาหันไปมองเสี่ยวจิ่งสาวใช้ กับเสี่ยวถูคนคุ้มกัน “พวกเราไปหาของอร่อยกินระหว่างรอก็แล้วกัน” นางมองเสี่ยวจิ่งอีกฝ่ายดึงถุงเงินออกมา“ฮูหยินให้เงินมาเยอะเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวจิ่งยิ้มกว้าง“เช่นนั้นมัวรออะไร” ได้กินของอร่อยในหอที่มีชื่อเสียงและยังหรูหราเช่นนี้นับเป็นโอกาสที่หาได้ยาก หญิงสาวจึงเดินผ่านมุมถนนหวังเข้าไปในหอบุปผาเหมันต์ทว่า...ถนนเส้นเล็กๆ ที่ตัดผ่านถนนสายหลัก กลับมีผู้คนมากมายจับจองที่นั่งบนพื้น เซี่ยอันเหยามองเห็นบุรุษผู้หนึ่งที่เพิ่งนั่งลง เสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาเพียงเห็นก็รู้ว่าเป็นคนมีความรู้ “เสี่ยวจิ่ง”“เจ้าคะคุณหนู”“แบ่งเงินในถุงมาครึ่งหนึ่ง
หญิงสาวมัวแต่มองไปยังบัณฑิตที่นอนอยู่ริมถนน ที่ดีหน่อยพวกเขาก็เดินไปยังโรงเตี้ยม แต่ก็ต้องจ่ายเงินเป็นสองเท่าเพียงเพื่อให้ได้ห้องที่ดีที่สุด หรือไม่ก็ได้ห้องที่อยู่ใกล้กับประตูสนามสอบ นางมองน้องชายของนางที่เดินไปขึ้นรถม้า ในใจรู้สึกว่าความเหลื่อมล้ำนี้ช่างไม่ยุติธรรมเคยได้ยินมาว่าบางครั้งจ้วงหยวน[1]เองก็เป็นคนที่ไม่ได้ร่ำรวยมั่งคั่งอะไร เป็นชาวบ้านที่มีความรู้และเข้าสอบ ทว่าพอได้เป็นขุนนาง มีลาภยศ มีเงินทอง มีอำนาจ หลายคนก็ถูกสิ่งเหล่านั้น...กลืนกิน ลืมเลือนความเหลื่อมล้ำ ความความยากจนของชนชั้นต่ำการสอบนี้เป็นความหวังที่จะได้ลืมตาอ้าปากของบางคน เป็นความหวังที่จะมีหน้าตา ลาภยศ ความหวังของคนที่สนับสนุน และความหวังของคนที่รอคอย...“บางที...หนึ่งในพวกเขา” นางมองไปยังคนที่นอนหมดแรงอยู่บนพื้นโดยไม่ห่วงว่าบนพื้นจะสกปรกและมีฝุ่น “ในวันข้างหน้าอาจกลายเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์ เห็นแก่ผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง”พึมพำจบก็ได้แต่รู้สึกหนักอึ้งในใจ อยู่ๆ ก็นึกถึงตอนที่ตัวเองมีชีวิตอยู่ในโลกยุคปัจจุบัน ต้องดิ้นรนหางานทำเพียงลำพังในเมืองใหญ่ ตอนนั้นทั้งสิ้นหวังและรู้สึกเดียวดาย หวังว่าจะมีใครสัก
มารดาของนางยื่นเครื่องรางให้เขา “ที่สำคัญคือสุขภาพมาก่อน อย่าได้หักโหมจนเกินไป เจ้าอายุยังน้อยไม่ผ่านครั้งนี้ครั้งหน้าต้องผ่านแน่นอน เจ้าเป็นอนาคตของตระกูลเซี่ย ทำให้ดีที่สุดก็พอผลออกมาเป็นอย่างไรแม่กับอี๋เหนียงพร้อมสนับสนุนเจ้า”“ขอบคุณขอรับท่านแม่ ข้าจะทำให้ดีที่สุด ไม่ทำให้ท่านกับอี๋เหนียงผิดหวัง”หญิงสาวมองไปรอบๆ บัณฑิตมากมายกำลังเดินผ่านเข้าประตูไปสู่สนามสอบของทางการ ทุกคนฐานะแตกต่าง สวมชุดที่สามารถแยกออกในทันทีว่ามาจากตระกูลมั่งคั่งหรือยากจน ความเหลื่อมล้ำที่ทำให้นางสะท้อนใจรถม้าหรูหราพาคุณชายตระกูลสูงศักดิ์มาส่ง ร่ำลาด้วยท่าทางห่วงใย กังวล กระทั่งคาดหวัง ส่วนคนที่มีฐานะไม่ดีนักเพียงเดินเท้ามา ไม่มีแม้แต่คนมาส่งเข้าห้องสอบ บางคนถึงขั้นนอนเฝ้าอยู่ที่หน้าสนามสอบ ด้วยโรงเตี้ยมบางแห่งคนเยอะมากจนห้องไม่พอเข้าพัก บางคนถึงขั้นไปขอนอนที่อารามการสอบครั้งนี้กินเวลานานกว่าสามวัน ทว่าผู้มาจากต่างเมืองก็ต้องเผื่อเวลาทั้งก่อนสอบเพื่ออ่านหนังสือ และหลังสอบเพื่อฟังประกาศผล เงินค่าใช้จ่ายสำหรับบัณฑิตผู้มีฐานะย่อมไม่นับเป็นอะไรได้ ทว่ากับคนที่ยากจน ประหยัดจนไม่รู้จะประหยัดอย่างไรก็ยังไม่เพียงพอ
อีกฝ่ายกระแอม “ท่านรู้หรือไม่ว่าช่วงนี้ข้าปวดศีรษะยิ่ง อาจารย์ไม่เพียงไม่ยอมส่งบุตรสาวเข้าวังยังวางยานางด้วย ตอนนี้ข่าวลือข้างนอกนั่นไม่รู้ว่าพูดกันไปถึงที่ใดแล้ว!”“เป็นฝีมืออาจารย์จริงๆ เสียด้วย” เขาถอนหายใจออกมา “ตระกูลลั่วคงมิใช่โกรธจนกระอักเลือดเลยกระมัง”“ก็จริง ปีนั้นเพราะพวกเขาสมคบกับเสด็จแม่ ทำให้ทรง...”“ฝ่าบาท...” เขาเตือน “กระหม่อมเคยเตือนแล้วว่าไม่ควรเอ่ยถึงเรื่องในอดีต”“อ้อ”หลี่เหวินหรงมองอนุชาที่มีฐานะเหนือคนนับหมื่น แม้อายุน้อยกว่าเขาถึงสี่ปี แต่ใบหน้ากลับมีริ้วรอยของความเคร่งเครียด ใจของเขาอ่อนยวบ “ฝ่าบาท ตำหนักฝู่เซินยังว่างอยู่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”“ว่าง!!!” ดูดวงตาเป็นประกายนั่นสิชายหนุ่มหัวเราะ “ชัดเจนเกินไปกระมัง”ฮ่องเต้แคว้นต้าฉีเหตุใดจึงดูเหมือนเด็กถูกทอดทิ้งเช่นนี้ “กระหม่อมคิดจะรั้งอยู่ดูการสอบก้งซื่อสักหน่อย จะทรงประกาศก็ได้ว่ากระหม่อมกลับเมืองหลวงมาแล้ว บางทีเรื่องวุ่นวายนี้อาจสงบลงชั่วคราว”“ตกลงตามนี้!!!”มองส่งเชษฐาไปยังตำหนักฝู่เซิน รอยยิ้มของหลี่หยวนหลงหายวับไปทันที เขามองแผ่นหลังของอีกฝ่ายด้วยดวงตาแดงก่ำ เชษฐาที่เคยองอาจแข็งแกร่งของเขา คนที่เคยเป็นทุก







