LOGIN“นี่ก็โรแมนติกสุด ๆ แล้วนะคุณภู”
“โรแมนติกของพี่คนเดียวอ่าดิ”
“ฮ่า ฮ่า”
“พี่กรหัวเราะได้แล้ว”
ผมพูดแซวพี่กรไปอย่างนั้น ซึ่งพี่กรเองก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเศร้าเหมือนตอนแรกสักเท่าไหร่ นี่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีแหละนะ เรายังคงนั่งทานอาหารคาวสลับอาหารหวานกันอย่างสนิทสนมกันมากขึ้น (มั้ง) แต่ไม่รู้แหละ พี่กรคุยกับผมมากขึ้น แสดงว่าสนิทมากขึ้นแหละนะ
“คุณภูอิ่มแล้วหรอครับ”
พี่กรถามผม เมื่อเห็นว่าผมวางช้อนส้อมได้สักพัก ผมที่กำลังเช็ดปากทำความสะอาดอยู่นั้นจึงได้แต่พยักหน้าให้ พี่กรจึงกดกริ่งเรียกพนักงานเพื่อเช็กบิล เพียงแค่อึดใจก็มีน้องพนักงานผู้ชายหน้าหล่อ ตี๋ เดินมายื่นรายการอาหารให้พี่กรด้วยสายตาหวาน
ฮึ่ม!
“เดี๋ยวมื้อนี้ผมเลี้ยงเองพี่”
ผมหยิบบัตรเครดิตยื่นให้น้องพนักงานที่ยังคงมองพี่กรด้วยสายตารักและผูกพันจนน่าหมั่นไส้ น้องพนักงานหันมาหยิบบัตรที่ผมด้วยสายตาเคารพก่อนจะเดินไปจัดการคิดเงินจนเรียบร้อย
และเพียงไม่นานน้องพนักงานก็เดินกลับมายื่นบัตรคืนให้ผมพร้อมใบเสร็จ เมื่อผมรับบัตรและใบเสร็จมาแล้ว น้องก็หันกลับไปยิ้มให้พี่กรอีกครั้ง และพี่กรเองก็ยิ้มให้เช่นกัน ไม่ค่อยจะสบอารมณ์สักเท่าไหร่เลยแฮะ
“ไม่ให้ผมไปส่งบ้านจริงหรอพี่”
“ไม่เป็นไรหรอก”
“งั้น..เรากลับกันเลยไหม เดี๋ยวรถติด”
“คุณภัทรกลับก่อนได้เลยนะครับ”
“อ่อ..ได้ครับ”
ถึงแม้ปากจะบอกแบบนั้น แต่สายตาของผมยังคงไม่ละจากพี่กรและไอ้พนักงานหนุ่มนั้นแม้แต่น้อย ผมเห็นพี่กรเดินตามพนักงานนั้นไปรอที่เคาท์เตอร์ และเพียงพริบตาเดียวพนักงานคนนั้นก็เปลี่ยนจากชุดยูนิฟอร์มและสะพายกระเป๋าวิ่งมาหาที่พี่กรทันที
“พี่กรจะไปส่งน้องเขาหรอครับ”
“อ๋อ..ใช่ครับ คุณภัทรยังไม่กลับหรอ”
“งั้นเดี๋ยวผมไปส่งให้ดีกว่าครับ พี่กรจะได้รีบกลับบ้านพักผ่อน เมื่อคืนก็แทบไม่ได้นอนเลยด้วย”
“พี่กรไปนอนไหนมา ทำไมเมื่อคืนไม่กลับบ้าน”
“...”
“พี่เมา เลยนอนห้องเจ้านาย”
“เมาก็โทรมาดิ เดี๋ยวกัซไปรับก็ได้”
“...”
“ไม่เป็นไร ไปกันได้แล้ว”
พี่กรกึ่งบอกกึ่งดึงแขนเสื้อพนักงานคนนั้นให้เดินตามออกมายังรถที่จอดอยู่ และเหมือนพนักงานคนนั้นเองก็รู้ว่าผมก็เดินตามมาด้วย ผมเห็นเขามองผมเป็นระยะ ๆ อย่างไม่ค่อยจะสบอารมณ์มากนัก ก่อนจะหยุดที่ประตูฝั่งข้างคนขับเตรียมจะขึ้นรถ
“คือพี่กร..ให้ผมไปส่งเป็นเพื่อนไหม”
“คุณภัทรจะไปส่งทำไมครับ”
ผมเห็นใบหน้างุนงงของพี่กรที่แสดงออกมาชัดเจน และเหลือบไปเห็นพนักงานคนนั้นที่ยืนยกยิ้มที่มุมปากราวกับผู้ชนะสะใจ ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่ดูแล้วผู้ชายคนนี้ไม่น่าไว้ใจสักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะสายตา ความกวน ทะเล้นนั้นอีก ไม่น่าไว้ใจอย่างเห็นได้ชัด ถึงพี่กรจะดูสนิทสนมกันดี แต่ไปเป็นเพื่อนก็น่าจะดีกว่าแหละนะ
“นั่นสิครับ คุณเจ้านายของพี่กรจะไปส่งผมทำไม”
“ก็..”
“มีธุระจะไปคุยกับพ่อแม่ผมหรอครับถึงจะไปบ้านผม”
“ผมก็แค่จะไปส่ง เพราะนายมันไม่น่าไว้ใจ”
“ผมเนี่ยนะ ไม่น่าไว้ใจ”
“ก็ใช่น่ะสิ ไม่ใช่นายแล้วจะใคร”
“พี่กร ผมไม่น่าไว้ใจยังไง”
“...”
“ทุกตรง!!! นายไปกับผมนี่เดี๋ยวไปส่งเองก็ได้”
ครืด ครืด!ครืด ครืด!ผมเอื้อมมือไปหยิบมือถือมาปิดนาฬิกาปลุก เมื่อแสดงให้เห็นว่าตอนนี้เป็นเวลาตีห้าครึ่งแล้ว ผมกำลังจะปลุกพี่กรให้แต่งตัวเตรียมไปเที่ยวดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ทะเลหมอก ก็สัมผัสได้ถึงว่ามีคนนอนหนุนแขนผมอยู่ ผมค่อย ๆ โฟกัสสายตาในความมืดก้มมองคนอ้อมกอด แต่อีกใจก็มีความกลัวเล็กน้อยว่านี่คงไม่ใช่ความฝันหรือผีอำอะไรหรอกนะ ยิ่งนอนต่างที่แล้วเมื่อคืนก็เพลียมากไม่ได้จุดธูปไหว้เจ้าที่เจ้าทางซะด้วยผมเพ่งตามองไปยังคนที่นอนหนุนแขนข้าง ๆ ก็ต้องถอนหายใจแบบโล่งใจ เพราะนี่คือพี่กรที่นอนกอดผมอยู่แน่น ผมไม่ได้ขยับหรืออะไร ปล่อยให้พี่กรนอนกอดผมไปแบบนั้น บอกได้คำเดียวว่าตอนนี้ทะเลหมอกอะไรนั่นก็ไม่อยากไปแล้วเพราะตอนนี้ผมมีความสุขมาก มากที่สุดผมโอบแขนไปกอดตอบพี่กร ถึงแม้ในใจจะรู้นะว่าพี่กรน่าจะหนาวเลยขยับหาความอบอุ่น แต่แบบนี้ผมยินดีมาก ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรผมก็ไม่ขัดหรอกนะ ขอแค่อยู่แบบนี้อีกนิด“อีกสิบนาทีค่อยตื่นละกัน”เรานอนกอดกันอยู่แบบนั้นสักพัก จนเวลาผ่านไปพอสมควรแล้วผมก็เขย่าป
ผมพาพี่กรเดินทางทันทีที่เก็บของเสร็จ ปลายทางคืออำเภอปาย สถานที่ที่หลายคนบอกว่าสวยและหน้าหนาวคืออากาศดีมาก และผมเองก็ยังไม่เคยไปสักครั้งเหมือนกัน ผมเริ่มขับรถออกจากชะอำมุ่งหน้าสู่ปลายทางที่อำเภอปายทันที ผมขับรถมาได้สักพักก็เห็นว่าพี่กรนอนหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ คาดว่าน่าจะเหนื่อยจากการร้องไห้เป็นเวลาที่นานมาก และผมเองก็ไม่อยากกวนพี่กรสักเท่าไหร่ผมขับรถไปด้วยความเร็วที่จัดว่าเร็วมากอยู่ เพราะใจอยากพาพี่กรไปให้ทันในช่วงเช้าแต่จากระยะทางและเวลาคาดว่าจะไม่ทัน และเกรงว่าหากขับด้วยความเร็วมากตลอดสาย ใบสั่งจะไปที่บ้านจนคุณแม่ช็อกก็เป็นได้เมื่อคิดได้แบบนั้นผมจึงลดความเร็วมาขับด้วยความเร็วที่กฎหมายกำหนด พี่กรก็มีตื่นมาคุยเป็นเพื่อนบ้าง นอนบ้าง และผมเองที่วันนี้ก็เร่งงานด้วย และขับรถเยอะด้วยก็มีอาการเหมือนจะรู้สึกเพลียบ้างเล็กน้อย จึงขับไปพักไปเป็นระยะผมใช้เวลาขับไปพักไป จากเพชรบุรีมาถึงอำเภอปาย ใช้เวลา สิบชั่วโมงพอดิบพอดี และก่อนเข้าอำเภอปายผมเองได้โทรจองที่พักไว้แล้ว เราจึงมาถึงและเข้าพักได้เลย“พี่กรนอนได้ไหม”“ได้สิ”
และอาจจะเพราะพี่กรเอาแต่ก้มหน้า เขาเลยไม่เห็นว่าผมยืนข้าง ๆ หรือเปล่าไม่แน่ใจ ผ่านไปเล็กน้อยที่สองคนนั้นเดินกลับไปทางโรงแรมก็เห็นว่าพี่กรกำลังก้มหน้าก้มตาเดินตามสองคนนั้นไปเช่นกันผมที่เริ่มทนเห็นพี่กรที่เป็นแบบนี้ไม่ไหว คว้าแขนพี่กรเอาไว้จนพี่กรเองก็สะดุ้งพร้อมกับสะบัดมือผมจนหลุด ก่อนจะแหงนหน้ามามองที่ผม ผมไม่รู้ว่าพี่กรรู้สึกยังไงแต่ทันทีที่พี่กรเห็นผม ผมรู้สึกว่าพี่กรเริ่มร่างกายสั่นระริกอีกครั้งแม้ไฟที่ส่องจากถนนจะสาดมาถึงที่ ที่เรายืนอยู่ได้ไม่มากนัก แต่ผมกลับเห็นใบหน้าพี่กรที่อยู่ใต้หมวกปีกกว้างใบใหญ่ได้อย่างชัดเจน ดวงตาที่มีสีแดง ที่เต็มไปด้วยน้ำตาที่คลอในดวงตาที่พร้อมจะไหลออกมาทุกเมื่อราวกับคนที่เจ็บปวดแสนสาหัสแต่กลั้นความเสียใจนั้นไว้ มันช่างบีบหัวใจของผมจริง ๆผมเองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา บรรยากาศรอบตัวเงียบจากเสียงผู้คน ได้ยินแค่เสียงคลื่นจากทะเลที่สาดกระทบชายหาดเท่านั้น เราสองคนยืนมองหน้ากันอยู่แบบนั้น และเป็นผมเองที่ทนเห็นภาพนี้ของพี่กรไม่ไหวผมเอื้อมมือไปดึงแขนพี่กรเบา ๆ เข้ามาสวมกอดช้า ๆ เพื่อปลอบใจคนตรงหน้า และพี่กรเองก็ไม่ได้ขัดขืนแม้แต่น้
ผมขับรถมาจนถึงหน้าโรงแรมหรูที่เดียวกับที่เห็นว่าแฟนของพี่กรเช็กอินไว้ โรงแรมนี้ใหญ่โตมากจนผมเองก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้ และที่สำคัญอยู่ใจกลางหาดชะอำ ผมจัดการจอดรถเรียบร้อยเดินมาเช็กอินห้องพัก และก็คงเรียกว่าโชคดีเพราะยังมีห้องเหลือให้ผมเข้าพักเอนหลังโดยที่ไม่รู้เลยว่า ผมจะหาพี่กรกับแฟนได้ที่ไหน และที่นี่ก็ไม่ใช่เล็ก ๆ ผมนอนคิดไปมาสักพักก็นึกขึ้นว่าหรือจะลงไปถามที่ล็อบบี้ดี เมื่อคิดได้ดังนั้นผมเดินออกจากห้องรีบวิ่งลงมาที่ล็อบบี้โรงแรมทันที พนักงานที่เห็นผมวิ่งหน้าตาตื่นมาก็ตกใจถามผมกันพัลวัน“ลูกค้าเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”“เปล่าครับ พอดีผมอยากขอสอบถามผู้เข้าพักได้ไหมครับ”“เอ่อ..เป็นนโยบายของโรงแรม ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลคนพักได้ค่ะ”“นิดหนึ่งก็ไม่ได้หรอครับ”“ไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะ”ผมที่เห็นความหนักแน่นของพนักงานเองก็รู้แล้วว่าวิธีนี้ไม่น่าจะได้ ผมจึงเดินมานั่งพักที่โซฟาแบบครุ่นคิดหาวิธีอีกครั้ง ผมล้วงมือหยิบมือถือในกระเป๋าออกมาดูก็ยังไม่เห็นการอัปเดตอะไรของพี่กร รวมถึงของ
- ภูริภัทร -ผมยังคงสงสัยว่าทำไมพี่กรถึงขับรถเร็วขึ้น หรือเขาเห็นว่าผมแอบตามเขามา ถึงจะขับเร็วขึ้นเท่าไหร่แต่ก็คงไม่หนีผมไปได้ไกลนักหรอก ผมใช้สกิลนักแข่งขับปาดซ้าย-ขวาไม่นานนักก็มาถึงรถของเป้าหมายที่ลดความเร็วลงมาค่อนข้างเยอะ และใช้ช่วงทิ้งระยะห่างเพื่อขับตามพี่กรไปเงียบ ๆผมยังคงขับรถตามมาจนถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปจากที่พวกเราอยู่ค่อนข้างเยอะ เราใช้เวลาขับมาประมาณสองชั่วโมงเห็นจะได้ เพราะตอนนี้บรรยากาศค่อนข้างสลัวมาก และยิ่งตอนนี้เป็นช่วงหน้าหนาวด้วยแล้วยิ่งทำให้มืดลงเข้าไปอีกพี่กรขับรถมาจอดหน้าบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นบ้านไม้สองชั้นสีขาวสะอาดตาที่ถึงแม้จะมีไฟจากถนนที่ห่างไปเล็กน้อยส่องให้ความสว่างได้ไม่มากนัก แต่ก็ยังคงสว่างมากพอที่จะเห็นความสะอาดตาของบ้านหลังนี้ ผมขยับจอดรถห่างออกไปไม่มากนัก ดับเครื่องและลงจากรถออกมาดูให้แน่ใจ ก็เห็นว่าน้องชายของพี่กรเดินกอดกับผู้หญิง สูงวัยร่างท้วมไปยืนรอพที่หน้าบ้าน ผ่านไปสักระยะก็มีพี่กรเดินมายืนที่หน้าบ้าน ผมรีบวิ่งขึ้นบนรถและแอบมองอยู่แบบนั้นราวกับกลัว
ผมยังคงมองกระจกหลังอยู่สักพักใหญ่ ๆ ขณะที่เท้าก็เหยียบคันเร่งไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววของคุณภัทร คาดว่าน่าจะตามไม่ทันนั่นแหละนะผมขับรถเลี้ยวเข้ามาจอที่หน้าประตูบ้านหลังพอเหมาะ ที่ถูกกั้นด้วยประตูรั้วไม้สีสาวสะอาดตา ไอ้น้องชายตัวดีของผม ก็กระโดดลงรถไปทันทีที่เห็นว่าแม่กานดาในวัยหกสิบสองปีกำลังเดินจ้ำอ้าวยิ้มร่าออกมาเปิดประตูรั้วให้ และพากันเดินนำหน้าไปยืนรอที่หน้าบ้าน ผมขับรถเข้ามาจอดในตัวบ้านอย่างเคยชิน เดินลงจากรถมากอดแม่ด้วยความคิดถึง“แม่กับน้องเข้าบ้านก่อนเลยนะ เดี๋ยวกรไปปิดประตูรั้วก่อน”“จ้า รีบตามมานะลูก”ผมยิ้มให้แม่ เบี่ยงตัวออกมาปิดประตูรั้วหน้าบ้าน สายตาก็ยังคงลอบมองไปที่หน้าบ้าน เพื่อดูว่าคุณภัทรได้ตามมาไหม เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ผมจึงดึงประตูบ้านปิดทันทีมันเป็นธรรมดาที่ผมกับน้องจะกลับมาหาแม่ทุกสัปดาห์ ถึงแม้ว่าแม่จะมีน้าแจ่ม แม่บ้านที่ผมจ้างมาเพื่อช่วยดูแลและอยู่คุยกับแม่แล้ว ผมกับเจ้ากัซก็ยังอดห่วงแม่ไม่ได้อยู่ดี และด้วยความที่บ้านและที่ผมกับน้องอยู่นั้นมันก็ไม่ได้ห่างกันมากเท่าไหร่ มันจึงทำให้ผมกับ







