LOGIN.
.
เสียงฝนโปรยบาง ๆ ตั้งแต่เช้าทำให้อำเภอดอนเจดีย์ดูสงบแปลกตา แต่ในห้องทำงานของปลัดวายุกลับมีชีวิตชีวากว่าทุกวัน เพราะเสียงใส ๆ ของเด็กฝึกงานตัวเล็กที่ชื่อน้ำขิงยังคงดังไม่หยุดตั้งแต่เริ่มงานมาจนถึงตอนนี้
"ปลัดขา หนูจัดเอกสารโครงการน้ำบาดาลเสร็จแล้วค่ะ แถมหนูช่วยพี่เจ้าหน้าที่ลงข้อมูลในระบบด้วยนะคะ!"
"หืม..." ปลัดวายุละสายตาจากเอกสารขึ้นมามอง "รู้เรื่องระบบพวกนี้ด้วยเหรอ"
"ก็หนูเรียนพัฒนาชุมชนค่ะ แต่อาจารย์ให้ฝึกด้านงานราชการด้วย หนูเลยอยากลองทำหลาย ๆ อย่าง"
เธอพูดพร้อมยิ้มกว้าง ดวงตากลมใสประกายอย่างภาคภูมิใจ วายุพยักหน้าเบา ๆ อย่างไม่แสดงออกมากนัก แต่ในใจกลับรู้สึกชื่นชมขึ้นมาลึก ๆ
เขาเคยคิดว่าการมีเด็กพูดเก่งแบบนี้ในที่ทำงานคงสร้างความวุ่นวายมากกว่าอะไรดี อีกทั้งน้ำขิงก็เรียกได้ว่าเป็นคุณหนูคนหนึ่งก็ว่าได้ นอกจากจะมาเรียนสาขานี้แล้วไม่ได้เรียนพวกนิเทศหรือศิลปะหรือบริหาร คณะอะไรแบบที่พวกคุณหนูเขาเรียนกัน เจ้าตัวยังดูมีความตั้งใจที่จะทำงานนี้จริง ๆ เธอทำงานละเอียด เข้าใจชาวบ้าน และพูดคุยกับทุกคนได้อย่างเป็นกันเองจนเจ้าหน้าที่หลายคนเอ็นดู
วันนี้เป็นวันที่ต้องลงพื้นที่ตรวจระบบน้ำบาดาลในหมู่บ้านห่างออกไปกว่า 20 กิโลเมตร น้ำขิงขอตามไปด้วยเพราะอยากเรียนรู้การทำงานจริง แต่ด้วยสภาพอากาศในวันนี้แล้วเกรงว่าจะพากันไปลำบากเสียมากกว่า
"แน่ใจนะว่าจะไปด้วย ทางมันลำบากหน่อย ฝนตกแบบนี้ด้วย" วายุเอ่ยถามหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง ความจริงงานนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรขนาดนั้น ส่วนมากงานหน้างานต้องใช้ประสบการณ์จากเจ้าหน้าที่มากกว่า
"แน่ใจสิคะ หนูเตรียมรองเท้าบูตยางกับเสื้อกันฝนไว้แล้ว" เมื่อเช้าตอนที่เธอช่วยยายสำลีทำกับข้าวก็ได้พูดเรื่องนี้ไป ทำให้คนอายุมากกว่าเตรียมสิ่งของจำเป็นเอาไว้ให้ ก็เรียกได้ว่าช่วยเธอได้ไม่น้อยเลย
"เอาเถอะ..." เขาถอนหายใจยอมแพ้ ก็เตือนแล้วไม่ฟังคงต้องปล่อยให้ไปเจอความลำบากด้วยตัวเองดูสักครั้งแล้วจริง ๆ "แล้วอย่ามาบ่นทีหลังแล้วกัน"
ระหว่างทาง เส้นทางคดเคี้ยวและมีหลุมบ่อเพราะฝนตกต่อเนื่องมาหลายวัน น้ำขิงนั่งเงียบอย่างประหม่า ต่างจากทุกครั้งที่เธอมักจะพูดไม่หยุด ทำเอาวายุอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองจากหางตา
"เงียบผิดปกตินะ"
"ก็...กลัวอาปลัดหาว่าหนูพูดมากอีกนี่คะ"
"ถ้าพูดเรื่องมีสาระ ฉันไม่ว่าอยู่แล้ว"
"งั้นหนูพูดได้เลยนะคะ"
"ใครปิดปากไว้ล่ะ"
"หนูว่าอาปลัดหล่อกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ"
คนที่จู่ ๆ ถูกชมแบบโต้ง ๆ ก็ถึงกับไปไม่เป็น เขาแอบละเท้าออกจากคันเร่งเล็กน้อยเพราะทำตัวไม่ถูก ก่อนจะรีบปรับสีหน้าและท่าทางให้เป็นปกติที่สุด
ก็นะ คนอายุมากกว่าแบบเขาจะมาเสียอาการให้กับคำพูดของเด็กน้อยที่ห่างกันถึงสิบปีแบบนี้ไม่ได้ มันเสียศักดิ์ศรี
ขณะที่ปลัดวายุกำลังตั้งตัวอยู่นั้น เสียงหัวเราะเบา ๆ ของน้ำขิงทำให้ชายหนุ่มรู้ตัวและถึงกับกระแอมเบา ๆ ก่อนพูดกับอีกคนด้วยน้ำเสียงที่พยายามปกติ
"นี่เรียกว่าพูดมีสาระเหรอ"
"ก็สาระของหนูไงคะ" เธอทำตาใส ทำเอาคนเหลือบมองเล็ก ๆ เขาส่ายหน้า
"เด็กคนนี้นี่..." แต่แววตากลับอ่อนลงอย่างห้ามไม่อยู่ "แก่แดดแก่ลมนักเชียว"
ในที่สุดทั้งสองก็มาจนถึงหน้างานของวันนี้ ก่อนจะพากันปฏิบัติหน้าที่เข้าขากันได้อย่างดีมากทำให้การลงพื้นที่ผ่านไปด้วยดี น้ำขิงช่วยชาวบ้านเก็บตัวอย่างน้ำ พูดคุยถามปัญหาอย่างเป็นกันเองจนทุกคนชอบเธอ
เมื่องานจบลงก็คงได้เวลาเดินทางกลับแล้ว อาจจะเลยเวลาเลิกงานไปสักหน่อย แต่งานของเขาก็แบบนี้ ไม่มีเวลาที่ตายตัวอะไรขนาดนั้นเขาก็ชินมันเสียแล้ว แต่ระหว่างขากลับฝนที่ตั้งเค้ามาทั้งวันก็เริ่มเทลงมาอย่างหนัก เสียงฟ้าร้องสนั่นจนต้นไม้สองข้างทางสั่นสะเทือน
วายุพยายามบังคับรถให้ผ่านเส้นทางลูกรัง แต่ล้อกลับจมลงในหล่มโคลน
"แย่แล้ว..." เขาพึมพำพลางลงไปดูใต้ท้องรถ "ติดหล่ม"
"เราทำยังไงดีคะอาปลัด" หญิงสาวที่ไม่อาจทนอยู่เฉยได้ก็รีบตามลงมาดูอย่างเป็นห่วง
"ลงมาทำไมเนี่ย เปียกหมดแล้วเดี๋ยวป่วยหรอก" ถึงปากจะดุแบบนั้น แต่ปลัดวายุก็ยังเอามือมาบังหัวให้น้ำขิง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็ตาม "ต้องรอให้ฝนซาก่อน ค่อยขอชาวบ้านแถวนี้มาช่วยลากน่ะ"
ถ้าเขารอบนรถที่ติดหล่มก็กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ หากมีรถขับผ่านมาแล้วไม่ทันสังเกตรถเขาเข้า ปลัดวายุจึงมองไปรอบ ๆ เห็นเพียงทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตา มีเพียงกระท่อมไม้ไผ่หลังเล็กอยู่ไม่ไกลนัก
"นั่นไง เห็นกระท่อมไหม ไปหลบฝนกันก่อนเถอะ"
"ค่ะ"
ทั้งคู่รีบวิ่งฝ่าฝนไปยังที่พักชั่วคราวด้วยสภาพที่เปียกปอนไปทั้งตัว ภายในกระท่อมเล็ก ๆ มีเพียงเสื่อเก่า หม้อหุงข้าว และฟืนบางส่วน
น้ำขิงยืนสั่นเพราะเสื้อนักศึกษาเปียกแนบเนื้อจนหนาวสะท้าน แน่นอนว่าตอนนี้ปลัดวายุรับรู้แล้วว่าหลานของเพื่อนคนนี้ไม่ได้เหมือนกับเจ้าพีทหลานของเขาสักนิดเลย...
ดวงตาเฉี่ยวสะดุดกับเจ้าก้อนขาว ๆ อวบอิ่มภายใต้เสื้อนักศึกษาสีขาวที่เปียกจนแนบเนื้อนั้นเข้าโดยบังเอิญ เขาเผลอตัวมองอยู่สักพัก ก่อนจะราวกับรู้สึกตัวว่ากำลังทำเรื่องที่ไม่ควรเข้าจนได้ วายุจึงรีบถอดเสื้อคลุมด้านนอกออกแล้วยื่นให้เธอ
"ใส่ไว้ก่อน เดี๋ยวไม่สบาย" ความจริงก็ไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้เสียทั้งหมด เพราะเสื้อคลุมที่เขายื่นให้มันก็เปียกปอนไม่ต่างกันเลยด้วยซ้ำ
"แล้วอาปลัดล่ะคะ หนูก็ไม่อยากให้อาวาป่วยนะคะ" ได้ยินคำพูดของน้ำขิงก็ทำเอาปลัดวายุเลิ่กลั่ก เขาจะบอกเธอยังไงว่าให้ใส่ไปก่อนไม่ต้องถามเยอะ เขาเองกำลังต่อสู้กับจิตใจตัวเองอย่างหนักอยู่ตอนนี้ ไม่อยากให้รบกวน
"ฉันทนได้" ก็กำลังทนอยู่ แต่ถ้าแพ้เสียงในหัวก็ค่อยว่ากันอีกที...
หญิงสาวรับเสื้อมาใส่ทั้งที่ยังอาย เสื้อของเขามีกลิ่นสบู่อ่อน ๆ ผสมกลิ่นเหงื่อจาง ๆ ที่กลับอบอุ่นแปลก ๆ
ผืนผ้าคลุมกว้างจนกลืนร่างเล็กของเธอแทบมิดฝนข้างนอกยังคงเทไม่หยุด เสียงหยดน้ำกระทบหลังคาสังกะสีดังเป็นจังหวะ ภายในเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
"หนาวไหม" น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นเบา ๆ เธอสบตาเขาก่อนยิ้มบาง ๆ แล้วตอบเสียงแผ่ว
"ถ้าอยู่ใกล้อาวา...หนูไม่หนาวหรอกค่ะ"
คำพูดนั้นทำให้วายุชะงัก เขามองใบหน้าเล็ก ๆ ที่แดงระเรื่อจากความเย็น หรืออาจเพราะความเขิน
หัวใจที่พยายามนิ่งเหมือนถูกกระตุกเบา ๆ"อย่าพูดไปเรื่อย" เขาพูดเสียงเบา แต่สายตากลับไม่อาจละจากเธอ
"หนูพูดจริงนะคะ" น้ำขิงตอบเสียงสั่น "ถ้ามีอาวาอยู่หนูก็อยู่ได้"
สายตาทั้งคู่สบกันในความเงียบของฝนตก แววตาอ่อนโยนของเขาเจือแววลังเล หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา ก่อนที่วายุจะเอื้อมมือไปดึงผ้าคลุมให้เข้าที่ เพราะเกือบจะแพ้เสียงในหัว
"อย่ามาพูดแบบนี้อีกนะ ทำตัวแก่แดดกับผู้ชายในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าไม่ใช่อาแล้วเป็นคนอื่น ก็คงจะ..." วายุหยุดพูดไป เพราะเกือบจะหลุดบางประโยคที่ไม่ควร
"จะอะไรเหรอคะ" แต่เจ้าหลานเพื่อนคนนี้กลับช้อนตามองเขาก่อนถามอย่างใสซื่อ ทำเอาปลัดวายุสติแทบหลุด
"มะ...จะอะไรทั้งนั้น! นั่งเงียบ ๆ ไปเลยนะ" หญิงสาวเห็นท่าทางเลิ่กลั่กของชายหนุ่มก็อดจะขำไม่ได้ ผลลัพธ์วันนี้เพียงพอแล้ว เธอจะไม่แกล้งเขาอีก
ฝนยังคงตกต่อเนื่องจนมืดค่ำ ทั้งคู่จุดตะเกียงเล็ก ๆ กลางกระท่อม เสียงจิ้งหรีดแว่วอยู่รอบ ๆ น้ำขิงนั่งกอดเข่าข้างกายเขา
"นอนก่อนเถอะ ฝนหยุดค่อยเรียกรถชาวบ้านมาช่วยลากออก"
"แล้วอาวาไม่ง่วงเหรอคะ"
"ไม่เป็นไร อาเคยลงพื้นที่แบบนี้บ่อย"
เธอยิ้มบาง ๆ แล้วเอนหัวพิงไหล่เขาอย่างแผ่วเบา ทำเอาวายุชะงักแต่ก็ไม่ผลักออก แค่ปล่อยให้เด็กสาวพิงอยู่เงียบ ๆ ความอบอุ่นแผ่วเบาแผ่ซ่านไปทั้งใจของวายุที่เคยเย็นชาจากรักฝังใจเมื่อครั้งก่อน ให้กลับมาเต้นแรงและอบอุ่นอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว...
บทส่งท้ายลมยามเย็นพัดผ่านยอดต้นลีลาวดีที่เรียงรายอยู่รอบบ้านของปลัดวายุ เงาไม้ทอดยาวลงบนพื้นดินที่เริ่มเย็นลงหลังพระอาทิตย์ลาลับฟ้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดินชื้นและกลิ่นหญ้าตัดใหม่ลอยมาตามธรรมชาติของชนบทที่น้ำขิงคิดถึงเสมอวันนี้เป็นวันหยุดที่ปลัดวายุจองไว้สำหรับเธอเพียงคนเดียว เขาบอกว่าอยากให้เป็นวันคืนกำไรให้หัวใจตัวเอง ซึ่งเธอไม่รู้เหมือนกันว่ามันหมายความว่าอะไร จนตอนนี้...ปลัดวายุจูงมือน้ำขิงเดินลงทางลาดชันด้านหลังบ้านไปเรื่อย ๆ ทางเดินกรวดเล็ก ๆ นำไปสู่ทุ่งนากว้างที่ทอดไกลสุดสายตา แสงสุดท้ายของวันยังคงติดอยู่บนขอบฟ้าเป็นริ้วสีส้มละมุนเหมือนระบายด้วยพู่กัน"เดินไหวไหม" เขาถามพร้อมเหลือบมองฝ่าเท้าเล็กที่ใส่รองเท้าผ้าใบสีขาว"ไหวสิคะ หนูไม่ใช่เด็กแล้วนะ" เธอหัวเราะน้อย ๆ แต่ก็ยังยอมให้เขากุมมือแน่นเหมือนเดิม"ไม่ใช่เด็กก็จริง...แต่ก็ยังเป็นเด็กของพี่อยู่ดี"คำพูดนั้นทำเอาน้ำขิงหน้าแดงก่ำ เธอเม้มปากแต่ก็ไม่ได้ดึงมือออก มีเพียงหัวใจที่เต้นแรงจนเหมือนจะดังออกนอกอกพอมาถึงลานกว้างกลางทุ่งนา น้ำขิงก็ต้องหยุดหายใจไปเสี้ยววินาทีที่กลางลานนั้น...มีผ้าปูปิกนิกสีครีมอ่อนปูไว้เรียบร้อย มีตะกร้า
..คาเฟ่เล็ก ๆ กลางอำเภอช่วงสายของวันหยุดคนไม่เยอะเท่าไร น้ำขิงนั่งกอดแก้วโกโก้เย็นไว้แน่น แก้มขึ้นสีระเรื่อ ๆ โดยไม่รู้ว่าตัวเองเผลอยิ้มออกมาบ่อยแค่ไหน มุกดาเพื่อนสนิทแค่เห็นท่าทางก็ยักคิ้วให้ทันที"อือหือ ยิ้มแบบนี้คือเรื่องมันดีมากสินะยะนังขิง" น้ำขิงหลบสายตา ทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่อง แต่ปลายหูแดงแจ๋จนมุกดาเห็นชัด"อย่ามาทำเนียนนะคะคุณหนูน้ำขิง เล่ามาเดี๋ยวนี้ เร็ว!" น้ำขิงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วก็ยกแก้วขึ้นมาจิบ ก่อนจะหลุดยิ้มกว้างจนคุมไม่อยู่"ก็...ก็คบกันแล้วล่ะ พี่วาก็ดูแลฉันดีมากด้วย..." มุกดาส่งเสียง "ฮู้ววววว" แบบแซว ๆ "ในที่สุด! ปลัดกับเพื่อนข้าก็กลับมาเป็นคู่ขวัญอำเภออีกครั้ง!" เธอพูดพลางตบโต๊ะจนแก้วน้ำไหวจนน้ำขิงรีบห้าม"อย่าเสียงดังสิ! เดี๋ยวคนได้ยินหมด" แต่รอยยิ้มก็ยังซ่อนในแก้มไม่ได้ มุกดาเทข้อศอกพิงโต๊ะ ยิ้มเจ้าเล่ห์"เล่ามาเลย ว่ากลับไปดีกันยังไง ทำไมถึงได้ออร่าหวานขนาดนี้ เดี๋ยวนี้เดินยังฟีลนางเอกขึ้นเยอะเลยนะยะ"น้ำขิงทำท่าจะตีเพื่อนแต่ที่สุดก็ยอมเล่า น้ำเสียงอ่อนลงเหมือนหัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด"คือ...พอกลับมาที่บ้านพักน่ะ ทุกอย่างมันเหมือนเดิมเลย แล้ว..." เธอหลุบตา "
แสงเย็นของยามค่ำทอดลงมาบนบ้านพักหลังเล็ก ความเงียบสงบที่น้ำขิงคุ้นเคยเต็มไปทั่วบริเวณ แม้ใจของเธอจะเต็มไปด้วยความคิดถึงและความสับสน แต่ที่นี่ยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม เหมือนเวลาที่เธอเคยนั่งอยู่คนเดียวหลายครั้ง หัวใจได้พักพิงในมุมเล็ก ๆ แห่งนี้น้ำขิงเดินเข้าไปหน้าบ้าน ตั้งใจว่าจะเข้าไปหาคุณแม่ของเขาสักหน่อย แต่ปลัดวายุเดินตามมาไม่ไกลนัก"น้ำขิง...แม่ไปหาหลานที่บ้านหมอองศาแล้วครับ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความอ่อนโยนน้ำขิงหยุดก้าวนิ่งอยู่สักครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วค่อยเดินไปนั่งที่ม้านั่งหินอ่อนมุมเดิมที่เธอชอบนั่งเมื่อก่อน สายตาของเธอจับจ้องไปยังบ้านพักความทรงจำเก่า ๆ หลายเรื่องไหลย้อนกลับมา"ที่นี่ยังเหมือนเดิมเลยนะคะ" น้ำขิงพูดเบา ๆ ราวกับเอ่ยกับตัวเอง น้ำเสียงแผ่วบาง แต่เต็มไปด้วยความคิดถึง ปลัดวายุเดินเข้ามาใกล้ทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ เธอไม่เร่งร้อน ไม่พูดอะไรสักครู่เพียงแต่สายตาของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจ"ก็รอหนูกลับมาอยู่ที่นี่ไง" เขาพูดเสียงนุ่มทำเอาน้ำขิงหลับตา ยิ้มบาง ๆ "จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงกัน...อย่าพูดอะไรแบบนั้นเลยค่ะ" ปลัดวายุเงียบแล้วเอื้อมมือไปจับมือเธอ มือของเขา
ตอนที่ 13 จีบได้ไม่ได้เป็นเด็กฝึกงานแล้วหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ ที่น้ำขิงย้ายกลับมาบรรจุ ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเดินหน้าได้ด้วยดี ถ้าไม่นับว่าปลัดวายุทำตัวแปลกไปมาก...มากจนคนทั้งอำเภอเริ่มซุบซิบกันเบา ๆ ถึงความสัมพันธ์ของเขากับน้ำขิงน้ำขิงพยายามหลบแล้ว หลบทุกทางเท่าที่จะหลบได้ แต่ผู้ชายอย่างปลัดวายุน่ะ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนสุขุม ใจเย็น ไม่ค่อยใช้คำพูดพร่ำเพรื่อ แต่พอจะเอาจริงขึ้นมา ก็กลายเป็นคนดื้อด้านที่สุดเท่าที่เธอเคยรู้จักเขามาตามเธอถึงงานเอกสาร มาที่ห้องสาธารณสุข มาที่ประชาสัมพันธ์ มาที่โรงอาหารตอนพักเที่ยง มาที่ระเบียงอาคารช่วงบ่าย ยันทางเดินหลังสำนักงานตอนเลิกงาน เหมือนเขามีเซนส์พิเศษรู้ว่าน้ำขิงจะไปไหนตอนไหนทุกครั้งที่เจอ เขาจะพูดแค่ประโยคเดิม ๆ เบา ๆ แต่จริงจังจนเธอใจสั่นทุกที"น้ำขิง... พี่ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมครับ" แต่น้ำขิงก็ยังหน้านิ่งเหมือนเดิม ใจสั่นแต่จำเป็นต้องเก็บไว้ข้างใน เพราะเธอกลัวว่าตัวเองจะหวั่นไหวและเจ็บซ้ำอีกวันนี้ก็เหมือนกัน...หลังประชุมใหญ่ที่ห้องประชุมอำเภอ เธอรีบเก็บแฟ้มแล้วเดินออกมาโดยตั้งใจว่าจะไปกินข้าวกับพี่มุกดาเพื่อหลบหน้าเขา ทว่ายังไม่พ้นประตูดี เสียงทุ้ม
..ค่ำคืนนั้นลมเย็นพัดผ่านศาลาหน้าบ้านกำนัน แต่ความหนาวที่สัมผัสผิวกลับไม่เท่ากับความเย็นวาบที่วิ่งเข้าไปในอกปลัดวายุหลังกลับมาเจอน้ำขิงในห้องประชุมตอนเช้าปลัดวายุเทเหล้าขาวลงแก้วอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งดื่มหมดไปเมื่อกี้ เสียงน้ำใสไหลกระทบแก้วใสทำให้กำนันเหน่งที่นั่งอยู่หัวโต๊ะหัวเราะหึ ๆ แบบคนเมา"โอ๊ย! ไอ้วายุ มึงนี่มันอกหักหนักว่ะ ฮ่าๆๆ" กำนันพูดยืดยาวตามประสาคนเมา ทว่าปลัดวายุที่นั่งตรงข้ามก็ไม่คิดจะปฏิเสธ"ก็ใช่...อกหักดังเป๊าะเลยพ่อกำนัน...""หน้าหล่อเสียเปล่ามึงนี่ ไร้น้ำยาจริง ๆ""โถ่! พ่อกำนันก็พูดไป แต่ว่า...ก็ไร้น้ำยาจริง ๆ นั่นแหละ เด็กมันถึงวไม่ติดใจ อึก!""ฮ่า ๆ ๆ"ทั้งสองคุยกันไปมาตามประสาคนเมา ไม่นานนักกำนันก็ฟุบหลับคาเก้าอี้ ทิ้งให้ปลัดนั่งอยู่คนเดียวกับยาดองและความรู้สึกผิดที่ไม่จางหายเสียงช้อนกระทบจานทำให้เขาเงยหน้าขึ้นเห็นมะนาววางกับแกล้มตรงหน้า เธอมองกำนันที่หลับลึกไม่น่าฟื้นแล้วก็ถอนหายใจ"พี่ปลัด...พอได้แล้วมั้งคะ พ่อกำนันน็อกไปแล้วนะคะ ถ้าปลัดกินต่อเดี๋ยวก็เมาเหมือนกัน""เมาไปก็ดี" วายุก้มหน้า "เมาไปจะได้ไม่คิดมาก..."มะนาวเม้มปาก เธอไม่ชอบเห็นเขาเป็นแบบนี้เลย
ตอนที่ 12 การกลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว...แต่สำหรับปลัดวายุ มันคือหนึ่งปีที่ยาวนานที่สุดในชีวิตหนึ่งปีที่เขาตามเฝ้าน้ำขิงทั้งเงียบ ๆ หนึ่งปีที่เขาหันไปทางไหนก็มีแต่ความว่างเปล่าที่เธอเคยอยู่ หนึ่งปีที่เขาต้องทนกับความจริงว่า เขาทำคนสำคัญที่สุดในชีวิตหลุดมือไปเขายังคงทำงานที่อำเภอดอนเจดีย์เหมือนเดิม บ้านหลังเดิม โต๊ะทำงานเดิม ถนนเส้นเดิม แต่ทุกอย่างเหมือนถูกทิ้งร้างในใจเขาไม่มีใครมาเรียกเขาว่า "อาวาคะ" ด้วยเสียงอ้อน ๆ ไม่มีใครมาเดินตามหลังให้เขาหันไปบ่น ไม่มีคนตัวเล็ก ๆ ที่มักเดินถือแฟ้มเอกสารสูงกว่าหน้าแล้วบ่นเบา ๆ ว่า "มันหนักค่ะปลัด"ทุกความเคยชินกลายเป็นบาดแผลที่เขาไม่รู้วิธีรักษา จนกระทั่ง...วันหนึ่งในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ตอนเช้าแดดจัดแสบตา แต่ลมกลับเย็นแปลก ๆ เหมือนฝนกำลังจะตก วันนี้มีประชุมประจำเดือนของเจ้าหน้าที่อำเภอ ทุกคนทยอยเข้าห้องกันเต็มแล้วปลัดวายุเดินเข้ามาช้าเพราะติดประชุมกับนายอำเภอ เขาดันประตูห้องประชุมเปิดออก...แล้วภาพที่เห็นตรงหน้า เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปทันทีคนที่นั่งท้ายแถวฝั่งซ้ายสุด หญิงสาวผมยาวรวบหางม้าเรียบร้อย แต่งชุดข้าราชการใหม







