เข้าสู่ระบบบทที่ 1 ติดฝน
เช้าวันต่อมาแสงแดดยามเช้าเริ่มสาดผ่านผ้าม่านบาง ๆ ของบ้านไม้สองชั้นกลิ่นอายชนบท เสียงไก่ขันดังมาจากหลังบ้านพร้อมกลิ่นหอมของข้าวสวยและไข่เจียวที่ลอยออกมาจากครัว
น้ำขิงที่ตื่นแต่เช้าเพราะอยากช่วยยายสำลีทำกับข้าว ดั่งคำที่เพื่อนเธอเทรนมาอย่างดีเมื่อคืนว่าอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ผู้ชายจะได้รักได้หลง เธอก็รีบลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวแต่เช้าเพื่อทำตามแผน หญิงสาวสวมผ้ากันเปื้อนดอกเล็ก ๆ ที่ยายสำลีเอามาให้พลางยิ้มแก้มป่องให้เจ้าของบ้านที่กำลังหั่นผักอยู่ข้างเตา
"หนูทำได้ค่ะป้าสำลี ให้หนูทำเถอะค่ะ" หญิงสาวเอ่ยกับคนอายุมากกว่าด้วยความนอบน้อม ชนิดที่ว่าใครเห็นเป็นต้องหลงเพราะเธอล็อกเป้าหมายมาไว้อย่างดีแล้ว
"เรียกป้าหรือแม่เฉย ๆ ก็ได้ลูก เดี๋ยวจะดูห่างเหินไปใหญ่" คนเป็นแม่พูดยิ้ม ๆ มือก็ยังควงตะหลิวไม่หยุด ตอนพูดเธอไม่ได้คิดอะไรเพราะถือเป็นเพื่อนลูกคนหนึ่งเหมือนกับครามอาของเจ้าตัวจะเรียกเหมือนกันก็ไม่เป็นไร
ทว่าคนฟังนี่สิคิดเต็ม ๆ ก็เพราะว่าโอกาสดีอย่างนี้น้ำขิงจะปล่อยไปได้ยังไง ถ้าไม่เรียกแม่วันนี้ วันหน้าก็ยังต้องเรียกอยู่ดีนั่นแหละ หญิงสาวยิ้มมุมปากก่อนจะรีบเรียกสรรพนามที่อีกคนยื่นมาให้ทันที
"ค่ะ แม่สำลี เอ๊ะ แม่! โอเคค่ะ หนูจะเรียกแม่เฉย ๆ ค่ะ" คนฟังหันมายิ้มเอ็นดูให้เด็กสาวสักนิดก่อนหันไปสนใจกับข้าวของตัวเองต่อ
เสียงหัวเราะใส ๆ ของเด็กสาวทำให้บรรยากาศในครัวดูสดใสขึ้นไปอีกเท่าตัว ยายสำลีเหลือบมองพลางอมยิ้ม เธอเริ่มเอ็นดูเด็กคนนี้ตั้งแต่เจอเมื่อคืน ทั้งอ่อนน้อม ทั้งพูดจาน่ารัก ดูจริงใจดีไม่เหมือนกับเด็กในเมืองกรุงสักเท่าไร อีกอย่างก็เพราะบ้านเธอมีแต่ลูกชายด้วยขนาดเจ้าพีทลูกของหมอองศาหลานเธอก็ยังเป็นผู้ชายเลย ถ้ามีเด็กผู้หญิงน่ารัก ๆ แบบนี้มาอ้อนบ้างบ้านนี้ก็คงจะมีสีสันไม่น้อย
"ขิงหั่นผักได้ไหมลูก"
"ได้ค่ะ หนูจะตั้งใจเลย!"
เด็กสาวพูดแล้วก็หยิบมีดมาหั่นต้นหอมกับผักชีอย่างตั้งใจ เสียงมีดกระทบเขียงเบา ๆ ดังสม่ำเสมอ แต่ก็แอบมีบางจังหวะที่ผักกระเด็นไปคนละทางจนยายสำลีหัวเราะเบา ๆ
"ใจเย็น ๆ เดี๋ยวได้เจ็บมือก่อนผักจะหมด"
"หนูเก่งนะคะแม่ หนูเคยช่วยอาครามทำกับข้าวบ่อย ๆ"
"อ้อ เจ้าครามนั่นน่ะทำกับแกล้มไว้กินกับเหล้าอร่อยดีเชียวล่ะ พวกนี้ขี้เมากันทั้งนั้น" ยายสำลีหัวเราะเบา ๆ เมื่อนึกถึงเพื่อนลูกชายคนนี้
"จริงค่ะแม่ ขนาดคุณแม่ของหนูยังบอกเลยนะคะ ว่าขี้เมาแบบอาครามน่ะ ทำกับแกล้มอร่อยมากแต่ไม่ค่อยอยากทำถ้าไม่มีเหล้า" ยายสำลีหัวเราะร่วน เพราะว่าเห็นด้วยกับอีกคนทุกอย่างและวายุเองก็เป็นด้วยเหมือนกัน
"ช่างพูดจริง ๆ เลยนะเด็กคนนี้" เธอส่งยิ้มเล็ก ๆ ก่อนจะยื่นจานใส่ไข่เจียวให้น้ำขิงเอาไปจัดโต๊ะ
ทว่าขณะที่ทั้งคู่กำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ จากบันไดไม้ก็ดังขึ้น
"วายุ! ลงมาทั้งที่ยังไม่อาบน้ำอีกหรือไงลูก" ยายสำลีตะโกนถามเพราะรู้ว่าลูกชายของเธอจะลงมาเวลานี้เป็นประจำ และนั่นทำให้น้ำขิงหันไปมองเขาก่อนจะหัวใจเต้นแรงขึ้นมากับภาพที่เห็น
ปลัดวายุในสภาพที่สวมเพียงกางเกงวอร์มขายาวสีเข้ม แต่ส่วนบนกลับ... ไม่ใส่อะไรเลย
กล้ามอกแน่นเป็นลอน เส้นเลือดที่ท่อนแขนดูชัดจนคนมองแอบกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ เส้นผมเปียกเล็กน้อยราวกับเพิ่งล้างหน้า แล้วซิกแพ็กนั่นก็...
โอ้พระเจ้า! น้ำขิงเพิ่งรู้ว่ารูปร่างของผู้ชายวัยสามสิบสองขวบจะสมบูรณ์แบบได้เช่นนี้
"อะ อรุณสวัสดิ์ค่ะ อาวา..." น้ำขิงพูดแทบไม่เป็นภาษา แก้มร้อนผ่าวจนต้องหลบตาเพื่อเก็บอาการตัวเองไม่ให้มันโป๊ะว่ากำลังแอบอ่านกินปลัดวายุคนนี้อยู่
"อืม...กินข้าวก่อนค่อยอาบก็ทันน่าแม่" เสียงวายุขรึมแต่มีแววขี้เกียจในตอนเช้า เขาเดินมาหยิบแก้วน้ำดื่มหน้าตาเฉย เหมือนคนไม่รับรู้อะไรเลยสักอย่าง
"แกนี่นะ ไม่รู้จักอายแขกบ้างรึไง!" ยายสำลีหันไปเอ็ดลูกชายเสียงดังเพราะเห็นหน้าแดงของหญิงสาวข้าง ๆ ขึ้นริ้วเด่นชัด
"แม่ก็พูดเว่อร์ แขกอะไรกัน ก็แค่..."
"หลานผู้หญิงนะตาวา! ไม่เห็นเหรอว่าเขาหน้าแดงไปหมดแล้วน่ะ!" วายุขมวดคิ้วหันไปมองน้ำขิง และใช่เขาเห็นจริง ๆ ว่าน้ำขิงกำลังหน้าแดงก่ำ เธอรีบก้มหน้าแทบจะเอาจมูกจุ่มจานข้าวอยู่รอมร่อ
"อะ แฮ่ม! ฉัน เอ่อ...อาขอโทษนะ" เพียงเท่านั้นก็ทำให้ปลัดวายุนึกได้ขึ้นมาว่าทำไม่ถูก เขาพูดเรียบ ๆ แต่แววตาดูเก้อ ๆ ราวคนที่ทำตัวไม่ถูก
"มะ...ไม่เป็นไรค่ะอาปลัด หนูไม่เห็นอะไรเลยค่ะ! หนูสาบาน!" เด็กสาวพูดรัวก่อนจะรีบวิ่งปิดจานแล้วเผ่นหนีไป ยายสำลีส่ายหน้าแต่ก็ยิ้มเอ็นดู
"เห็นมั้ยล่ะ ทำเด็กเขาเขินจนวิ่งหนีเลย!" วายุถอนหายใจ
"แม่ก็พูดเกินไป... แค่ไม่ทันได้ใส่เสื้อเอง"
"ก็ใส่ให้มันซะสิ! ยืนเป็นพระพุทธรูปอยู่ได้"
เสียงดุของแม่ทำให้เขายกมือเกาศีรษะอย่างจนใจก่อนจะเดินกลับขึ้นไปข้างบนอีกครั้ง ครู่ใหญ่ถึงจะลงมาในชุดเรียบร้อย
กระทั่งถึงตอนกินข้าวเช้าร่วมกัน น้ำขิงยังไม่กล้าสบตาวายุตรง ๆ เลยด้วยซ้ำ แค่ได้ยินเสียงพูดเธอก็ใจสั่นแล้ว ยายสำลีมองสลับไปมาระหว่างทั้งคู่แล้วยิ้มบาง ๆ เหมือนรู้สถานการณ์ขึ้นมานิดหน่อย
"หนูขิงทานเยอะ ๆ นะลูก จะได้มีแรงฝึกงาน"
"ค่ะ แม่"
วายุเหลือบมองแวบหนึ่งตกใจกับสรรพนามเมื่อครู่ แต่ก็ไม่ได้ขัดอะไร ก่อนจะละสายตาออกจากใบหน้าใส ๆ นั่น เขาพยายามบอกตัวเองว่าอย่าคิดมากเธอเป็นหลานของคราม เป็นหลานของเพื่อนสนิท
แต่ใบหน้าเขินอายเมื่อครู่นี้... มันยังไม่ออกจากหัวเขาเลยสักนิด...
หลังอาหารเช้าเขาเดินนำเธอไปที่รถกระบะประจำตำแหน่ง
"ขึ้นรถสิ เดี๋ยวไปสาย"
"ค่ะ อาวา..." น้ำขิงขึ้นนั่งฝั่งข้างคนขับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแชตกับเพื่อนสาวที่ฝึกงานอยู่เทศบาลใกล้ ๆ
แชต
น้ำขิง : แก!!! ชั้นเห็นซิกแพ็กอาวาแล้ว!!! 😭🔥
มุกดา : ห๊ะ! จริงเหรอ!?
น้ำขิง : จริงสิแม่! กล้ามแน่นมากกกก ชั้นจะเป็นลม 😳
มุกดา : อิจฉาาาา! เอารูปมาเดี๋ยวนี้
น้ำขิง : บ้า!! ใครจะไปถ่ายทัน แต่ถึงถ่ายทันฉันก็ไม่ให้ดูหรอก
น้ำขิง : คนนี้ของฉัน!!
เธอแอบหัวเราะคิกกับหน้าจอมือถือ เสียงหัวเราะใส ๆ นั้นดังพอให้คนขับเหล่มองด้วยความไม่พอใจที่ไม่รู้ก่อตัวมาจากไหนเล็ก ๆ
"นั่งรถก็อย่าเล่นมือถือมาก เดี๋ยวเวียนหัวขึ้นมาจะลำบากฉันอีก" เสียงเข้ม ๆ ของเขาทำให้น้ำขิงหันมาย่นจมูกใส่แบบแกล้ง ๆ
"ก็มือมันว่างนี่คะ ถ้าไม่อยากให้หนูจับมือถือ..." เธอพูดพลางยื่นมือไปจับมือเขาที่วางอยู่บนเกียร์รถ "อาปลัดต้องมาจับมือหนูไว้แล้วล่ะค่ะ แบบนี้..."
ปลัดวายุสะดุ้งเล็กน้อยราวกับต้องของร้อน ใบหน้าเรียบเฉยสะท้อนแววตกใจจนเห็นได้ชัด เขารีบชักมือกลับแทบจะทันที
"อย่ามาล้อเล่นแบบนี้นะน้ำขิง เป็นสาวเป็นนาง"
"โธ่ อาวาแค่จับมือนิดเดียวเอง หัวโบราณจัง...ใจสั่นเหรอคะ"
"ไม่ได้สั่น!" เขาพูดเสียงเข้มก่อนหลบตาเธอไปมองถนนแทน ทำเอาน้ำขิงหัวเราะคิกเสียงดังอีกครั้ง
"อาวานี่น่ารักกว่าที่คิดนะคะ"
"หึ! เดี๋ยวจะโดนส่งกลับไปฝึกงานกับไอ้ครามจริง ๆ หรอก"
"ไม่เอานะคะ หนูจะอยู่ที่นี่ อยู่กับอาปลัดกับแม่สำลี" คำพูดนั้นทำให้เขาเผลออมยิ้มมุมปากก่อนจะกระแอมกลบเกลื่อน
"เรียกแม่เต็มปากเชียวนะ อย่ามาพูดให้เข้าใจผิด เดี๋ยวใครมาได้ยิน"
"อ้าว ก็แม่เป็นคนบอกให้เรียกแบบนี้นี่นา ถ้าไม่เรียกก็เสียมรรยาทแย่"
เสียงพูดของเธอเบาลงจนแทบเป็นกระซิบ วายุเหลือบมองใบหน้าเล็ก ๆ ที่ยิ้มอ่อน ๆ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติโดยที่ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าหัวใจเขากำลังก่อเกิดบางอย่างขึ้นมาแล้ว...
บทส่งท้ายลมยามเย็นพัดผ่านยอดต้นลีลาวดีที่เรียงรายอยู่รอบบ้านของปลัดวายุ เงาไม้ทอดยาวลงบนพื้นดินที่เริ่มเย็นลงหลังพระอาทิตย์ลาลับฟ้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดินชื้นและกลิ่นหญ้าตัดใหม่ลอยมาตามธรรมชาติของชนบทที่น้ำขิงคิดถึงเสมอวันนี้เป็นวันหยุดที่ปลัดวายุจองไว้สำหรับเธอเพียงคนเดียว เขาบอกว่าอยากให้เป็นวันคืนกำไรให้หัวใจตัวเอง ซึ่งเธอไม่รู้เหมือนกันว่ามันหมายความว่าอะไร จนตอนนี้...ปลัดวายุจูงมือน้ำขิงเดินลงทางลาดชันด้านหลังบ้านไปเรื่อย ๆ ทางเดินกรวดเล็ก ๆ นำไปสู่ทุ่งนากว้างที่ทอดไกลสุดสายตา แสงสุดท้ายของวันยังคงติดอยู่บนขอบฟ้าเป็นริ้วสีส้มละมุนเหมือนระบายด้วยพู่กัน"เดินไหวไหม" เขาถามพร้อมเหลือบมองฝ่าเท้าเล็กที่ใส่รองเท้าผ้าใบสีขาว"ไหวสิคะ หนูไม่ใช่เด็กแล้วนะ" เธอหัวเราะน้อย ๆ แต่ก็ยังยอมให้เขากุมมือแน่นเหมือนเดิม"ไม่ใช่เด็กก็จริง...แต่ก็ยังเป็นเด็กของพี่อยู่ดี"คำพูดนั้นทำเอาน้ำขิงหน้าแดงก่ำ เธอเม้มปากแต่ก็ไม่ได้ดึงมือออก มีเพียงหัวใจที่เต้นแรงจนเหมือนจะดังออกนอกอกพอมาถึงลานกว้างกลางทุ่งนา น้ำขิงก็ต้องหยุดหายใจไปเสี้ยววินาทีที่กลางลานนั้น...มีผ้าปูปิกนิกสีครีมอ่อนปูไว้เรียบร้อย มีตะกร้า
..คาเฟ่เล็ก ๆ กลางอำเภอช่วงสายของวันหยุดคนไม่เยอะเท่าไร น้ำขิงนั่งกอดแก้วโกโก้เย็นไว้แน่น แก้มขึ้นสีระเรื่อ ๆ โดยไม่รู้ว่าตัวเองเผลอยิ้มออกมาบ่อยแค่ไหน มุกดาเพื่อนสนิทแค่เห็นท่าทางก็ยักคิ้วให้ทันที"อือหือ ยิ้มแบบนี้คือเรื่องมันดีมากสินะยะนังขิง" น้ำขิงหลบสายตา ทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่อง แต่ปลายหูแดงแจ๋จนมุกดาเห็นชัด"อย่ามาทำเนียนนะคะคุณหนูน้ำขิง เล่ามาเดี๋ยวนี้ เร็ว!" น้ำขิงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วก็ยกแก้วขึ้นมาจิบ ก่อนจะหลุดยิ้มกว้างจนคุมไม่อยู่"ก็...ก็คบกันแล้วล่ะ พี่วาก็ดูแลฉันดีมากด้วย..." มุกดาส่งเสียง "ฮู้ววววว" แบบแซว ๆ "ในที่สุด! ปลัดกับเพื่อนข้าก็กลับมาเป็นคู่ขวัญอำเภออีกครั้ง!" เธอพูดพลางตบโต๊ะจนแก้วน้ำไหวจนน้ำขิงรีบห้าม"อย่าเสียงดังสิ! เดี๋ยวคนได้ยินหมด" แต่รอยยิ้มก็ยังซ่อนในแก้มไม่ได้ มุกดาเทข้อศอกพิงโต๊ะ ยิ้มเจ้าเล่ห์"เล่ามาเลย ว่ากลับไปดีกันยังไง ทำไมถึงได้ออร่าหวานขนาดนี้ เดี๋ยวนี้เดินยังฟีลนางเอกขึ้นเยอะเลยนะยะ"น้ำขิงทำท่าจะตีเพื่อนแต่ที่สุดก็ยอมเล่า น้ำเสียงอ่อนลงเหมือนหัวใจยังเต้นแรงไม่หยุด"คือ...พอกลับมาที่บ้านพักน่ะ ทุกอย่างมันเหมือนเดิมเลย แล้ว..." เธอหลุบตา "
แสงเย็นของยามค่ำทอดลงมาบนบ้านพักหลังเล็ก ความเงียบสงบที่น้ำขิงคุ้นเคยเต็มไปทั่วบริเวณ แม้ใจของเธอจะเต็มไปด้วยความคิดถึงและความสับสน แต่ที่นี่ยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม เหมือนเวลาที่เธอเคยนั่งอยู่คนเดียวหลายครั้ง หัวใจได้พักพิงในมุมเล็ก ๆ แห่งนี้น้ำขิงเดินเข้าไปหน้าบ้าน ตั้งใจว่าจะเข้าไปหาคุณแม่ของเขาสักหน่อย แต่ปลัดวายุเดินตามมาไม่ไกลนัก"น้ำขิง...แม่ไปหาหลานที่บ้านหมอองศาแล้วครับ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความอ่อนโยนน้ำขิงหยุดก้าวนิ่งอยู่สักครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วค่อยเดินไปนั่งที่ม้านั่งหินอ่อนมุมเดิมที่เธอชอบนั่งเมื่อก่อน สายตาของเธอจับจ้องไปยังบ้านพักความทรงจำเก่า ๆ หลายเรื่องไหลย้อนกลับมา"ที่นี่ยังเหมือนเดิมเลยนะคะ" น้ำขิงพูดเบา ๆ ราวกับเอ่ยกับตัวเอง น้ำเสียงแผ่วบาง แต่เต็มไปด้วยความคิดถึง ปลัดวายุเดินเข้ามาใกล้ทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ เธอไม่เร่งร้อน ไม่พูดอะไรสักครู่เพียงแต่สายตาของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจ"ก็รอหนูกลับมาอยู่ที่นี่ไง" เขาพูดเสียงนุ่มทำเอาน้ำขิงหลับตา ยิ้มบาง ๆ "จะเป็นแบบนั้นได้ยังไงกัน...อย่าพูดอะไรแบบนั้นเลยค่ะ" ปลัดวายุเงียบแล้วเอื้อมมือไปจับมือเธอ มือของเขา
ตอนที่ 13 จีบได้ไม่ได้เป็นเด็กฝึกงานแล้วหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ ที่น้ำขิงย้ายกลับมาบรรจุ ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเดินหน้าได้ด้วยดี ถ้าไม่นับว่าปลัดวายุทำตัวแปลกไปมาก...มากจนคนทั้งอำเภอเริ่มซุบซิบกันเบา ๆ ถึงความสัมพันธ์ของเขากับน้ำขิงน้ำขิงพยายามหลบแล้ว หลบทุกทางเท่าที่จะหลบได้ แต่ผู้ชายอย่างปลัดวายุน่ะ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนสุขุม ใจเย็น ไม่ค่อยใช้คำพูดพร่ำเพรื่อ แต่พอจะเอาจริงขึ้นมา ก็กลายเป็นคนดื้อด้านที่สุดเท่าที่เธอเคยรู้จักเขามาตามเธอถึงงานเอกสาร มาที่ห้องสาธารณสุข มาที่ประชาสัมพันธ์ มาที่โรงอาหารตอนพักเที่ยง มาที่ระเบียงอาคารช่วงบ่าย ยันทางเดินหลังสำนักงานตอนเลิกงาน เหมือนเขามีเซนส์พิเศษรู้ว่าน้ำขิงจะไปไหนตอนไหนทุกครั้งที่เจอ เขาจะพูดแค่ประโยคเดิม ๆ เบา ๆ แต่จริงจังจนเธอใจสั่นทุกที"น้ำขิง... พี่ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมครับ" แต่น้ำขิงก็ยังหน้านิ่งเหมือนเดิม ใจสั่นแต่จำเป็นต้องเก็บไว้ข้างใน เพราะเธอกลัวว่าตัวเองจะหวั่นไหวและเจ็บซ้ำอีกวันนี้ก็เหมือนกัน...หลังประชุมใหญ่ที่ห้องประชุมอำเภอ เธอรีบเก็บแฟ้มแล้วเดินออกมาโดยตั้งใจว่าจะไปกินข้าวกับพี่มุกดาเพื่อหลบหน้าเขา ทว่ายังไม่พ้นประตูดี เสียงทุ้ม
..ค่ำคืนนั้นลมเย็นพัดผ่านศาลาหน้าบ้านกำนัน แต่ความหนาวที่สัมผัสผิวกลับไม่เท่ากับความเย็นวาบที่วิ่งเข้าไปในอกปลัดวายุหลังกลับมาเจอน้ำขิงในห้องประชุมตอนเช้าปลัดวายุเทเหล้าขาวลงแก้วอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งดื่มหมดไปเมื่อกี้ เสียงน้ำใสไหลกระทบแก้วใสทำให้กำนันเหน่งที่นั่งอยู่หัวโต๊ะหัวเราะหึ ๆ แบบคนเมา"โอ๊ย! ไอ้วายุ มึงนี่มันอกหักหนักว่ะ ฮ่าๆๆ" กำนันพูดยืดยาวตามประสาคนเมา ทว่าปลัดวายุที่นั่งตรงข้ามก็ไม่คิดจะปฏิเสธ"ก็ใช่...อกหักดังเป๊าะเลยพ่อกำนัน...""หน้าหล่อเสียเปล่ามึงนี่ ไร้น้ำยาจริง ๆ""โถ่! พ่อกำนันก็พูดไป แต่ว่า...ก็ไร้น้ำยาจริง ๆ นั่นแหละ เด็กมันถึงวไม่ติดใจ อึก!""ฮ่า ๆ ๆ"ทั้งสองคุยกันไปมาตามประสาคนเมา ไม่นานนักกำนันก็ฟุบหลับคาเก้าอี้ ทิ้งให้ปลัดนั่งอยู่คนเดียวกับยาดองและความรู้สึกผิดที่ไม่จางหายเสียงช้อนกระทบจานทำให้เขาเงยหน้าขึ้นเห็นมะนาววางกับแกล้มตรงหน้า เธอมองกำนันที่หลับลึกไม่น่าฟื้นแล้วก็ถอนหายใจ"พี่ปลัด...พอได้แล้วมั้งคะ พ่อกำนันน็อกไปแล้วนะคะ ถ้าปลัดกินต่อเดี๋ยวก็เมาเหมือนกัน""เมาไปก็ดี" วายุก้มหน้า "เมาไปจะได้ไม่คิดมาก..."มะนาวเม้มปาก เธอไม่ชอบเห็นเขาเป็นแบบนี้เลย
ตอนที่ 12 การกลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว...แต่สำหรับปลัดวายุ มันคือหนึ่งปีที่ยาวนานที่สุดในชีวิตหนึ่งปีที่เขาตามเฝ้าน้ำขิงทั้งเงียบ ๆ หนึ่งปีที่เขาหันไปทางไหนก็มีแต่ความว่างเปล่าที่เธอเคยอยู่ หนึ่งปีที่เขาต้องทนกับความจริงว่า เขาทำคนสำคัญที่สุดในชีวิตหลุดมือไปเขายังคงทำงานที่อำเภอดอนเจดีย์เหมือนเดิม บ้านหลังเดิม โต๊ะทำงานเดิม ถนนเส้นเดิม แต่ทุกอย่างเหมือนถูกทิ้งร้างในใจเขาไม่มีใครมาเรียกเขาว่า "อาวาคะ" ด้วยเสียงอ้อน ๆ ไม่มีใครมาเดินตามหลังให้เขาหันไปบ่น ไม่มีคนตัวเล็ก ๆ ที่มักเดินถือแฟ้มเอกสารสูงกว่าหน้าแล้วบ่นเบา ๆ ว่า "มันหนักค่ะปลัด"ทุกความเคยชินกลายเป็นบาดแผลที่เขาไม่รู้วิธีรักษา จนกระทั่ง...วันหนึ่งในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ตอนเช้าแดดจัดแสบตา แต่ลมกลับเย็นแปลก ๆ เหมือนฝนกำลังจะตก วันนี้มีประชุมประจำเดือนของเจ้าหน้าที่อำเภอ ทุกคนทยอยเข้าห้องกันเต็มแล้วปลัดวายุเดินเข้ามาช้าเพราะติดประชุมกับนายอำเภอ เขาดันประตูห้องประชุมเปิดออก...แล้วภาพที่เห็นตรงหน้า เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนไปทันทีคนที่นั่งท้ายแถวฝั่งซ้ายสุด หญิงสาวผมยาวรวบหางม้าเรียบร้อย แต่งชุดข้าราชการใหม







