LOGINกระทั่งยามเฉินชุ่ยชุ่ยมาปลุกนาง เช้านี้มีอาหารดีๆสามอย่างจากห้องครัวชุ่ยชุ่ยดีใจยิ่งนัก นางไม่รู้ว่าเมื่อคืนมู่หรงเยี่ยนมาค้างที่เรือนทรุดโทรมแห่งนี้ หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จหยางหมิงจูไม่มีอะไรทำ ต้นหลิวข้างกำแพงนั้นสูงใหญ่หากปีนขึ้นไปอาจได้เห็นนอกกำแพง
ไวเท่าความคิดเมื่อกินข้าวเสร็จนางก็เอาขนมยัดใส่แขนเสื้อพร้อมกับน้ำเต้าใส่น้ำ ด้วยชาติก่อนเวลาว่างมักจะไปปีนเขาเล่นกันเรื่องปีนต้นไม้จึงไม่ยาก หยางหมิงจูปีนมาถึงคบไม้ท่อนใหญ่ที่ยื่นออกไปนอกกำแพง ด้านล่างเป็นถนนมองทอดยาวไปเห็นร้านค้าไม่ไกลนัก ตลาดแลดูคึกคัก
นางกินขนมไปด้วยดูวิวไปด้วย ส่วนชุ่ยชุ่ยก็ใจหายใจคว่ำ ถึงก่อนจะมาอยู่เมืองหลวงคุณหนูปีนป่ายเก่งก็เถอะ แต่ยามนี้เป็นถึงพระชายา หากมีคนอย่าให้ร้ายว่าไม่สำรวมอาจถูกลงโทษอีก เพิ่งจะได้กินดีมื้อแรกเองนะเพคะฮือๆๆ
ได้ยินเสียงใบไม้เขย่าจึงหันไปดูก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งปีนต้นไม้ที่อยู่จวนข้างๆเช่นกัน นางนั่งทอดสายตาราวกับคนมีเรื่องในใจ เจียงเฟยเย่วรู้สึกเหมือนถูกจ้องก็หันกลับมามอง สายตาทั้งคู่ประสานกัน แล้วภาพความทรงจำก่อนๆก็เข้ามาต่างฝ่ายต่างจำได้ว่าทั้งคู่เป็นอริกัน เจียงเฟยเย่วไม่ทักทายนี่คงเป็นยายหยางหมิงจูจอมตอแหลระดับตำนาน
ส่วนหยางหมิงจูก็ไม่ทักนี่คงเป็นเจียงเฟยเย่วตาถั่วที่แอบชอบไอ้อ๋องเฮงซวยนั่น ทั้งคู่สะบัดหน้าใส่กันและต่างคนต่างหันหลัง แต่บางอย่างที่รู้สึกแปลกคือๆทำไมเหมือนคุ้นเคยกับอีกฝ่ายอย่างบอกไม่ถูก คงอาจจะเป็นเพราะตั้งแต่แต่งงานมาสองเดือนนี้ทะเลาะกันทุกครั้งที่เจอหน้ากระมังได้แต่คิดในใจ
"ทำไมรู้สึกคุ้นเคยกับนางชาเขียวหยางหมิงจูจอมตอแหลนั่นแปลกๆวะ/ทำไมรู้สึกคุ้นเคยกับนางชาเขียวเจียงเฟยเย่วอะไรนั่นแปลกๆ วะ"
จากนั้นก็ต่างคนต่างนั่งดูวิวไม่สนใจอีกฝ่ายจนกระทั่งหายเซ็งก็ปีนกลับลงมา
หลังจากที่ปีนขึ้นไปเล่นบนต้นไม้สบายใจหยางหมิงจูก็ลงมาจากต้นไม้ นางมานอนเล่นกวางลานบ้านมีเสื่อขาดๆปูเอาไว้ ไอ้อ๋องนั่นคงกลัวว่าปลากับนกจะหมดจึงยอมให้นางมีอาหารดีๆ มื้อเดียวก็ช่างคนอย่างเจ๊มี่หรือจะอดตาย สายเดินป่าตั้งแคมป์อย่างเธอชาติก่อนจะป่าฝนหรืออุทยานก็ไปมาหมดแล้ว ชุ่ยชุ่ยเห็นพระชายานอนเอามือรองศีรษะจ้องมองท้องฟ้าก็เอ่ยถาม
"พระชายาทรงคิดถึง เหอซานหรือเพคะ"
"เหอซาน?..."
หยางหมิงจูพยายามนึก ใช่เหอซานคือบ้านเดิมของหยางหมิงบิดาเจ้าของร่างเดิม เขามีจดหมายให้ไปรับนางมาเมื่อห้าเดือนก่อนเพื่อจะแต่งงานกับพ่อค้า ส่วนตัวเองนั้น ไม่เคยกลับไปเหยียบเหอซานอีกเลยนับแต่ออกมาจากที่นั่นเพื่อสอบขุนนางที่เมืองหลวง ทิ้งพ่อแม่กับบุตรสาวเอาไว้ ท่านปู่ท่านย่าของร่างเดิมตอนนี้น่าจะยังอยู่ เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจก่อนจะเอ่ยลอยๆ
"ไอ้คนแซ่หยางนี่เลวจริงๆ โชคดีขนาดไหนที่ยังมีพ่อแม่ให้กราบไหว้กตัญญู บางคนอยากกตัญญูแต่คนก็ไม่อยู่แล้ว ไม่รู้จักรักษาเอาไว้ไปให้ความสำคัญกับพ่อแม่บุญธรรม ถ้าแกไม่มีผลประโยชน์เขาจะเอาแกหรือ หลิวซื่อก็เหมือนกันสะใภ้เช่นนี้ท่านปู่ท่านย่าไม่รู้ไปแต่งมาได้อย่างไร ทะเยอทะยานจนน่ารังเกียจ"
ชุ่ยชุ่ยเกาศีรษะไม่เข้าใจทำไมคุณหนูถึงเอ่ยเรียกนายท่านกับฮูหยินเช่นนั้น ปกติจะกลัวว่านายท่านกับฮูหยินไม่รัก นางมักจะเอาใจไม่ว่าจะถูกดุด่าอย่างไรก็อดทนนี่นาก่อนจะเอ่ยถาม
"พระชายา....นายท่านให้ความสำคัญกับหน้าตาพระนางก็ทรงทราบ หากรู้ว่าพระนางเอ่ยถึงชาติกำเนิดของเขาล่ะก็ บ่าวเกรงว่า"
"ให้ความสำคัญกับหน้าตาหรือ คุณธรรมไม่มีมีแต่หน้า หน้าเหมือนลิงลมเอาอะไรมาให้ความสำคัญ ทุเรศ"
หลังจากด่าคนแล้วนางก็นอนกลางวัน ที่นี่ไม่มีอะไรให้ทำเลยสักอย่าง มีแต่กำแพงจวนเก่าๆ จะออกไปข้างนอกก็ไม่ได้ ต้องหาทางหย่ากับมู่หรงเยี่ยน จะให้ติดแหงกอยู่ที่นี่เฉาตายพอดี
มู่ชิงเฟิงควบม้าออกไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น เขาเกลียดมู่หรงเยี่ยนก็แค่ซื่อจื่อจวนอ๋องคนหนึ่งกลับถูกเสด็จพ่อแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ฉินอ๋องให้ เดิมตำแหน่งฉินอ๋องควรเป็นของโอรสสายตรงแต่กลับยกให้หลานชาย ทำให้องค์ชายเช่นเขาต้องคุกเข่าให้น่ารังเกียจจริงๆ แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าความสัมพันธ์ของเขากับจวนเสนาบดีนั้นเปราะบางไม่ได้แน่นแฟ้นเช่นแต่ก่อน เรื่องที่เวินอี้โหรวดึงดันจะตามมาและทำให้คนเคร่งครัดระเบียบอย่างมู่หรงเยี่ยนและเว่ยจื่อชวนไม่ชอบนั้นทำให้เขาไม่พอใจจวนเสนาบดีไปด้วย หึ!...รอให้ถึงลานล่าสัตว์ก่อนเถอะ ข้าจะให้ฉินอ๋องแห่งต้าฉู่หายไปจากแผ่นดิน ส่วนเว่ยจื่อชวนที่เงียบมาตลอดเมื่อมู่ชิงเฟิงจากไปไกลแล้วก็เอ่ยกับมู่หรงเยี่ยน้ำเสียงแผ่วเบา"ดูท่าเขาคิดจะลงมือกับพระองค์เช่นกัน""ข้าเป็นเพียงอ๋องคนหนึ่งที่ฝ่าบาทพระราชทานตำแหน่งเพื่อสะดวกในการตรวจสอบทุจริตขุนนางเท่านั้น""พวกเขารู้ว่าเจียงเฟยหรงและเฉินหลงเทียนมีฝีมือ แต่กลับไม่เคยเห็นพระองค์ชักกระบี่ นี่คือข้อได้เปรียบหากปะทะกัน""เจ้าเล่าอาชวน กระบี่ขึ้นสนิมหรือยัง ไม่ได้ออกจากฝักมานานแล้วนี่""ดูเหมือนครั้งนี้จะได้ทดลองว่ายังคมพอตัดหัวค
กระทั่งยามโฉ่วคนของมู่หรงเยี่ยนก็กลับมา พร้อมกับจดหมายที่คัดลอกมาจากฉบับจริง มู่หรงเยี่ยนอ่านอย่างตั้งใจ มีกระดาษสองแผน กระดาษแผ่นแรกคือหนังสือตัดความสัมพันธ์ที่สกุลหยางเขียนให้หยางหมิงลงนามโดยผู้อาวุโสทั้งหมดของตระกูลสิบเจ็ดคน อีกฉบับเป็นจดหมายจากบิดาของเขา "อาหมิง..ที่ข้าเขียนจดหมายฉบับนี้เป็นฉบับเดียวและจะฉบับสุดท้าย ก่อนที่เจ้าจะเข้าเมืองหลวงมาเรียนต่อเพื่อสอบขุนนาง ข้าขายที่นาดีจนหมด เจ้าสองผัวเมียบอกว่าหากเอาเสี่ยวจูไปด้วยเกรงว่านางจะลำบาก พอจะใช้ประโยชน์จากการแต่งงานของนางก็มารับนางไปบอกจะให้ชีวิตที่สุขสบาย แต่เจ้ากลับทำตรงกันข้ามกับที่พูด ชีวิตตาแก่ยายแก่อย่างข้าสองคนผัวเมียไม่มีบุตรชายอย่างเจ้า คนที่ผลักไสบุตรสาวตนเองให้ตกนรก เสี่ยวจูของข้ากลับมาพร้อมบุตรในครรภ์ นางต้องกล้ำกลืนเพียงใดกับสายตาชาวบ้านที่มองมา ข้าไม่อับอายใดๆหลานข้ากับลูกของนางข้ากับเมียข้าเต็มใจเลี้ยง ส่วนเจ้าในเมื่อรับคนอื่นเป็นพ่อแม่แล้วก็อย่าได้หวนกลับมาเหอซานอีก ที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้า บอกเมียเจ้าด้วยท่านยายของเสี่ยวจูนางกตัญญูต่อท่านยายนางและเลี้ยงดูอย่างดี มารดากับบิดาหลานสาว
มู่หรงเยี่ยนวางแผนการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทางด้านเว่ยจื่อชวนเองก็แสดงท่าทีเอาแต่สอนหนังสือให้กับบัณฑิตรุ่นใหม่ๆเพื่อเตรียมสอบคัดเลือกในปีหน้า ด้วยฐานะราชครูของเขาคนมองเพียงว่าเขาเป็นคนคร่ำครึวันๆเอาแต่ตำรา ในสายตาคนอื่นที่ทองเห็นนอกจากคุณหนูเฉินโหรวโหรวก็ไม่มีเรื่องใดมาสั่นคลอนเขาได้อีก หวังเสี่ยวไช่เข้ามาหาเขาใบหน้างอเล็กน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน"ใต้เท้า...ข้าต้องลางานสักพักขอรับ""ลางาน!!...เจ้าจะไปไหนอีกเจ็ดวันต้องออกเดินทางไปลานล่าสัตว์แล้ว""ทางบ้านให้ไปจัดการเรื่องเงินปันผลของปีนี้ เดิมไม่อยากไปแต่ท่านพ่อบอกว่าหากไม่ไปอีกท่านปู่และเขาจะไม่ยอมรับเมียที่ข้าหาเอง""เจ้าหมายความว่าตาแก่หวังท่านปู่ของเจ้ารู้แล้วหรือว่าเจ้าได้เมียแล้วน่ะ""พวกเขาไม่ได้โง่เหมือนพวกขุนนางเมืองหลวง ไม่ว่าข้าจะทำอะไรพวกเขาก็รู้""รู้ถึงขั้นไหนเล่า""รู้ว่าข้ากับซิ่วซิ่วเป็นผัวเมียกันแล้วขอรับ""อ้อ...งั้นเจ้ก็ไปเถอะรีบไปรีบมา ดูท่าเงินปันผลคงจะเยอะสินะ ใครใช้ให้บ้านเจ้าร่ำรวยเสียกว่าท้องพระคลังสามแคว้นกันล่ะ คนนอกไม่รู้แต่ฝ่าบาททรงรู้ มิใช่ว่ารีดไถบ้านเจ้าประจำหรอกหรือ""จะว่าไปข้าน้อยก็ไ
หลินอี้เหมี่ยนเอ่ยอย่างเจ็บแค้น ความเคียดแค้นนี้นางเก็บมานานถึงเจ็ดปีหลังจากที่หมอตำแยมาสารภาพก่อนตาย ก่อนจะเอ่ยต่อ"หลินเว่ยฉี เพราะมารดาข้างดงามจนทำให้มารดาเจ้าอิจฉาที่ท่านพ่อโปรดปรานนาง เจ้าเกรงว่าเพราะหน้าตาของข้าที่คล้ายท่านแม่จะได้การแต่งงานที่ดีกว่าเจ้ารับไม่ได้ที่ท่านพ่อจะส่งข้าเข้าวัง เจ้าอาศัยความเป็นบุตรภรรยาเอกบังคับแต่งข้ามาเป็นสินเดิมเพื่อเหยียบย่ำข้าใต้ฝ่าเท้าเจ้า เจ้ากับมารดาเจ้ามันไม่ใช่คน นางงูพิษ"หลินอี้เหมี่ยบนหัวเราะออกมาก่อนจะเอ่ยต่อด้วยอารมณ์ที่ต้องการระบาย "เจ้ารู้หรือไม่เจียงเฟยซินทำไมถึงได้เกิดมา ก็เพราะยาแท้งบุตรที่เจ้าให้มาข้าเปลี่ยนเป็นยาบำรุงให้อนุสวี ฮูหยินผู้เฒ่ารู้มานานแล้วว่าเจ้ามันอำมหิตนางถึงไม่ยอมให้เจ้าดูแลอนุสวี นางเป็นสาวใช้ขั้นหนึ่งของฮูหยินผู้เฒ่า ในเมื่อไม่อาจจัดการสันดานเจ้าชู้ของบุตรชายได้ แต่ปกป้องนางกับเด็กในท้องมิใช่ไม่ได้"หลินเว่ยฉีหน้ายิ่งซีด เจียงเฉิงโยนกระดาษลงไปให้ ในนั้นคือปลดนางออกจากภรรยาและขับไล่ออกจากตระกูล ส่วนเจียงเฟยเฟยและเจียงเฟยหยางถูกถอดออกจากผังตระกูล เจียงปู่หยวนเอ่ยกับน้องชายที่นั่งหน้าแดงสลับเขียวมอ
ภายในห้องที่เงียบสงบ มู่หรงเยี่ยน เว่ยจื่อชวน เจียงเฟยหรงและเฉินหลงเทียนนั่งปรึกษากันด้านใน ทั้งสี่รับรู้ว่าสองคนชั่วนั้นวางแผนอะไรแต่ตอนนี้ไม่อาจบอกกับฮ่องเต้ได้ทุกอย่าง เพื่อให้พระองค์ช่วยเล่นละครจนสุดทางบางอย่างจำเป็นต้องปิดบังไว้ก่อน เฉินหลงเทียนบอกทั้งสามคนว่าป้ายปลอมหายไปแล้ว"นางขโมยป้ายไปแล้ว แต่จะทำอะไรได้ คนที่เหลือรอดจากราชวงศ์เก่ายามนี้ไม่มีเหลือแล้ว ท่านทวดของยายทวดนางเป็นเพียงสาวใช้ที่อดีตฮ่องเต้องค์สุดท้ายของแคว้นเซี่ยมีสัมพันธ์จนมีท่านยายทวดนางออกมา หากนับไปเกินสามร้อยปีแล้วกระมัง คนเก่าแก่ไหนเลยจะหลงเหลือ มีเพียงนางที่ยังทะเยอทะยานคิดว่าตนเองเป็นองค์หญิงสูงส่ง""นางอาจรวบรวมได้สักพันสักหมื่นกระมัง"เว่ยจื่อชวนเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ มู่หรงเยี่ยนยกชาขึ้นจิบก่อนจะเอ่ย"ที่ห่วงคือกองกำลังมู่ชิงเฟิง ไม่รู้เขามีเท่าไหร่ ที่ข้าตรวจสอบได้เหมือนจะมีประมาณแปดหมื่นคน""ท่านอ๋อง..กระหม่อมจะเอาคนมาซุ่มที่ลานล่าสัตว์ไว้ก่อนสักสามหมื่นคน"เจียงเฟยหรงเอ่ยขึ้นมา แต่มู่หรงเยียนยกมือขึ้นห้ามก่อนจะเอ่ยกับเขา"สามหมื่นคนไม่ใช่น้อย ยามที่ต้องเคลื่อนไหวไม่อาจปกปิดได้แนบเนียน
เมืองหลวงจวนสกุลเฉินเฉินโหรวโหรวยกถ้วยยาเข้ามาด้านในตามเช่นเคย เฉินหลงกำลังนั่งอ่านหนังสือราชการอยู่ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองหลานสาว ทว่ากลับส่งเสียงไอออกมาหนักๆ"แค่ก! แค่ก! แค่ก!" ชายชรายกมือขึ้นกุมหน้าอกตนเองด้วยสีหน้าทรมานเฉินโหรวโหรวเดินตรงเข้ามาหา วางถ้วยยาลงด้านข้าง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอ่อนหวาน"ท่านปู่ สุขภาพท่านไม่ค่อยดี หลานต้มยาบำรุงมาให้... ท่านดื่มยาสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ"เฉินหลงเงยหน้าขึ้น ที่มุมปากมีหยาดเลือดสีเข้มซึมออกมาเล็กน้อย เฉินโหรวโหรวทำท่าทางตกใจตระหนกตกใจ ก่อนจะเอ่ยกับชายชราเสียงลนลาน"ท่านปู่!! ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ เหตุใดจึงไอจนมีเลือดออกเช่นนี้ เดี๋ยวหลานจะรีบไปตามหมอประจำจวนมาตรวจอาการท่านนะเจ้าคะ"เฉินโหรวโหรวแสร้งทำท่าทางตกใจก่อนจะตะโกนเรียกคนรับใช้ด้านนอกให้ไปตามหมอ ทว่าเฉินหลงเทียนกลับเดินเข้ามาเสียก่อน พร้อมกับชายชราในชุดสีเทาผู้หนึ่ง ชายชราผู้นั้นสะพายล่วมยาเดินตามเข้ามาติดๆ ก่อนที่เฉินหลงเทียนจะเอ่ยขึ้น"ไม่ต้องลำบากเจ้าหรอกโหรวเอ๋อร์ ข้าบังเอิญพบกับหมอเทวดาเสิ่นพอดีช่วงนี้อาการของท่านปู่ไม่ค่อยดี นอนหลับยากและไม่เจริญอาหาร ข้าจึงขอร้
เจียงเฟยเย่วกำลังหลับไปก็รู้สึกมีไอร้อนมาอยู่ข้างๆ ซิ่วซิ่วนอนอยู่ข้างล่างไม่ใช่หรือ ยายกระต่ายน้อยจะขึ้นมาบนเตียงนางทำไม ร่างบางที่หันหลังกำลังจะหันกลับมาอยู่ๆวงแขนแข็งแรงก็กอดเอวบางนางเอาไว้ เจียงเฟยเย่วดีดผึงทันที เมื่อสายตาเห็นชัดว่าเป็นใครก็หันไปคว้าหมอนมาทุ่มอย่างเอาเป็นเอาตาย"เว่ยจื่อ
ร่างสูงสาวเท้าเข้าไปในเรือนทิ้งซิ่วซิ่วเอาไว้กับองครักษ์ของตน หวังเสี่ยวไช่ที่ปกติไม่เคยสนใจสตรีก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ส่วนซิ่วซิ่วที่กำลังถูกหิ้วก็เอ่ยออกมา เพราะนางถูกคอเสื้อรัดลำคอเอาไว้"ท่าน...จะให้ข้าขาดใจตายหรือไง แค่กๆๆ""อ้อ แม่นางน้อยซิ่วซิ่วข้าขออภัยด้วย"หวังเสี่ยวไช่ปล่อยคอเสื้อทันที
เมื่อเจียงเฟยเย่วกลับมาถึงจวนสกุลเว่ย นางก็ตรงดิ่งเข้าไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายทันที ร่างบางเอนกายพิงขอบอ่างพลางหลับตาพริ้มปล่อยให้อารมณ์ล่องลอย...หากนับรวมวันนี้ นางเพิ่งมาติดอยู่ในร่างนี้ได้เพียงห้าวันเท่านั้น แรกเริ่มเดิมทีหญิงสาวรู้สึกว่าชีวิตในยุคโบราณนี่มันช่างน่าเบื่อหน่ายไร้รสชาติจะตายชัก! ท
บัดนี้ ณ ลานเรือนหลังยามนี้คงเหลือเพียงสตรีสี่คน หยางหมิงจูหันไปสั่งคนของตนเอง“ชุ่ยชุ่ย...เอาเผือกที่ลอกเปลือกแล้วไปบดให้ละเอียด ข้ามีธุระจะเจรจากับเว่ยฮูหยินตามลำพัง""ซิ่วซิ่ว... เจ้าก็ไปช่วยนางทำงานเล็กๆ น้อยเถอะข้ามีเรื่องสำคัญต้องพูดคุยกับพระชายา"เจียงเฟยเย่วสั่งสำทับอีกคน สองสาวใช้รับคำสั่ง







