เข้าสู่ระบบบัดนี้ ณ ลานเรือนหลังยามนี้คงเหลือเพียงสตรีสี่คน หยางหมิงจูหันไปสั่งคนของตนเอง
“ชุ่ยชุ่ย...เอาเผือกที่ลอกเปลือกแล้วไปบดให้ละเอียด ข้ามีธุระจะเจรจากับเว่ยฮูหยินตามลำพัง"
"ซิ่วซิ่ว... เจ้าก็ไปช่วยนางทำงานเล็กๆ น้อยเถอะข้ามีเรื่องสำคัญต้องพูดคุยกับพระชายา"
เจียงเฟยเย่วสั่งสำทับอีกคน สองสาวใช้รับคำสั่ง แม้จะไม่ถูกชะตากันเพราะเรื่องของเจ้านาย ทว่ายามนี้จำใจต้องพากันเดินออกไปช่วยกันทำงาน ครั้นเมื่อลับตาคน หยางหมิงจูก็เดินนำเจียงเฟยเย่วเข้ามาในเรือนนอน ร่างระหงทรุดกายลงนั่งบนตั่งเตียงก่อนจะเปิดประเด็น
"เจ้าคือเจียงเฟยเย่ว"
"เพคะ... เป็นหม่อมฉันเอง"
"เหตุใด... ข้าถึงได้รู้สึกคุ้นเคยเจ้านัก"
"หม่อมฉันคงหน้าโหลมั้งเพคะ"
คำตอบกวนประสาทนั้นทำเอาหยางหมิงจูสะอึก นางเด้งตัวลุกพรวดขยับมานั่งคุกเข่าจ้องหน้าเจียงเฟยเย่วตาเขม็ง ก่อนจะเอ่ยบางอย่างขึ้นมาเสียงสั่น
"ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่..."
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะต่อประโยคให้จบ เจียงเฟยเย่วก็โพล่งสวนขึ้นมา
"ไข่หนึ่งใบสามบาทห้าสิบ!"
เอมี่ในร่างหยางหมิงจูอยากเช็คให้ชัวร์ว่าคนตรงหน้าคือคนที่เธอกำลังคิดว่าใช่แน่ๆ จึงเอ่ยต่อ
"ไฮ แอม เอมี่ แอม ฟอร์ม ไทยแลนด์ วอท ยัวร์ แหนม"
เจียงเฟยเย่วอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน ตอบกลับไปน้ำเสียงตื่นเต้น
"แอม มินนี่ แอมฟอร์มไชน่า และไม่กินแหนมเพราะมันเปรี้ยว"
เจียงเฟยเย่วเงยหน้าสบตากับคนที่คุกเขาอยู่ หยางหมิงจูน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ทันใดนั้นทั้งสองสาวก็ระเบิดเสียงกรี๊ดลั่นพร้อมกัน
"ฮัลโหลสาว!! นั่นแกใช่ไหมเพื่อน! ฮือ ๆ ๆ ๆ ฉันคิดถึงแกจะบ้าตายอยู่แล้ว!"
สองตัวแม่โผเข้ากอดกันกลม ร้องไห้โฮราวกับเขื่อนแตก ทั้งคู่มั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่า สตรีอัปลักษณ์ยัยชาเขียวตอแหลกับยายดอกบัวขาวเน่าเหม็นแท้จริงแล้วคือเพื่อนรักเพื่อนเลิฟที่กอดคอตายพร้อมกันในเหตุการณ์รถระเบิด
สองสาวกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่นานสองนานโดยไม่มีคำพูดใด ๆ มีเพียงหยาดน้ำตาแห่งความดีใจ ทว่า... ยังไม่ทันได้ซับหน้าซับตา เสียงแหลม ๆ ของชุ่ยชุ่ยกับซิ่วซิ่วที่กำลังเถียงกันไม่หยุดเริ่มดังใกล้เข้ามาทำเอาทั้งคู่ต้องรีบผละออกจากกันพร้อมกับกลั้นยิ้ม
สาวใช้ขออนุญาตเข้ามา หยางหมิงจูจึงบอกกับชุ่ยชุ่ยว่าพระชายาเอาขนมเปี๊ยะมาให้ เผือกที่บดแล้วเอาไว้ค่ำๆหน่อยค่อยกวน จากนั้นก็ให้พวกนางออกไปก่อนจะคุยกัน
หยางหมิงจูนอนบนเตียง เจียงเฟยเย่วขึ้นมานอนพิงอกเพื่อนเอ่ยปากถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ
"แกฟื้นมากี่วันแล้วมินนี่"
"ฉันมาเข้าร่างนี้ได้ห้าวันแล้ว แกล่ะมาถึงเมื่อไหร่"
"สามวันแล้วรวมวันนี้ ว่าแต่อยู่จวนเว่ยเป็นไงบ้าง"
"สภาพ..ไอ้บ้านั่นนิสัยผู้หญิงมาก ชอบแขวะชอบแซะชอบจิกกัด ชาติก่อนเป็นไก่หรือไงไม่รู้ แกล่ะเป็นไงบ้าง"
"ตำหนักอ๋องกว้างใหญ่ แต่ฉันต้องมาอยู่ที่โกโรโกโสแกคิดว่าไงล่ะสาว"
มินนี่ยักไหล่ก่อนจะตะแคงตัวโอบเอวเอมี่ไว้เอ่ยอย่างท้อแท้
"ฉันอยากหย่าแล้วไปใช้ชีวิตใหม่ ไอ้ประเภทแต่งงานแล้วต้องเดินตามผู้ชายฉันไม่ชินนะเพื่อนเอาจริงๆ"
"ฉันก็อยากหย่าเหมือนกัน เท่าที่รู้มู่หรงเยี่ยนเขาชอบคุณหนูเฉินอะไรนั่น"
"แต่เว่ยจื่อชวนเขาไม่ยอมหย่าจะทำไงดี"
"เอาน่า แกเคยดูซีรีส์แนวตั้งตอนนางเอกเลิกโง่ป่ะ"
"เคยดูทำไมเหรอ"
"นั่นไง นั่นไง นั่นไง ถูกผัวโยนลงจากตึก ทิ้งเมียไว้บนเขา ให้เดินตากฝนกลับบ้านผลักลงเหวยังไม่ตาย ฉันล่ะยอมใจ"
"ยอมใจในรักมั่นถือมั่น"
"ขาก ถุยๆๆ...ยอมใจในความน้ำเน่าอีผู้กำกับนี่แหละ มันน่าเอาเปลือกทุเรียนตบสักทีถ้าไม่ติดว่าแพงนะ คนห่าอะไรสงสัยชีวิตToxicเลยเอามาลงกับบทประพันธ์ ว่าแต่แกจะนอกเรื่องทำไมเนี่ย"
"ที่นอกเรื่องนั่นแกนะเพื่อน"
"เอาหูมานี่ฉันจะบอกวิธีให้เขาลงนาม"
เมื่อเอมี่กระซิบเรียบร้อยทั้งสองก็หัวเราะก่อนที่เอมี่จะเอ่ยกับเพื่อนรัก
"ต่อไปคำพูดคำจาคงต้องให้ดูเป็นคนโบราณสักหน่อย อย่าให้ความเคยชินมานำทาง เดี๋ยวคนเขาเกิดสงสัยจับเราสวองคนไปย่างสดอีกรอบ เกิดใหม่เข้าท้องหมาขึ้นมาบรรลัยเลยนะเพื่อน"
เจียงเฟยเย่วลุกลงไปยืนข้างเตียงสองมือเท้าเอวด้านหนึ่งย่อตัวลงมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
"เจ้าค่ะคุณหนูหยาง คำพูดของท่านเย่วเอ๋อร์จำใส่ใจแล้ว"
เอมี่โบกมือเบาๆก่อนจะตอบกลับ
"น้องเย่วเอ๋อร์อย่าได้เกรงใจ พี่สาวเป็นห่วงเกรงว่าเจ้าจะเผอเรอเท่านั้น"
ทั้งสองหัวเราให้กัน ชุ่ยชุ่ยกับซิ่วซิ่วที่เข้ามาได้ยินเจ้านายกำลังหัวเราะก็มองหน้ากันยิ้มๆแย่างสงวนท่าที หยางหมิงจูกระซิบข้างหูเจียงเฟยเย่ว
"เวลามาหาเอาของกินมาด้วยเข้าใจไหม ไอ้อ๋องบ้านั่นให้ฉันกินวันละมื้อเอง"
"ได้ๆๆ แล้วแกจะหย่าได้หรือไม่"
"ไม่ยาก เขาเป็นเชื้อพระวงศ์ อีกไม่นานจะมีงานเลี้ยง เล่นใหญ่สักหน่อยเขาทนไม่ได้ก็หย่าเองแหละ พรุ่งนี้จะมาไหม"
"ไม่ได้ ต้องไปสะสางเรื่องสำคัญกับยายแม่แสนดีเจ้าของร่างเดิม"
"อืม....ฉันรู้สึกว่าแม่ของยายร่างเดิมฉันกับแม่ของยายคุณหนูเจียงนี่มีอะไรสัมพันธ์กันบางอย่างนะ"
"เอาไว้กลับมาจะเล่าให้ฟัง จะมานินทาผัวของแถมฉันให้ฟังมีแต่เรื่องพีคๆ"
"อืม...ผัวตกกระไดพลอยโจนฉันก็ด้วย"
"กลับก่อนนะแก ว่าแต่ถ้าพวกเราหย่าได้แล้วไปไหนคิดไว้ยัง"
"บ้านเก่าตาแกหยาง เขาไม่มีทางให้ใครไปตามพวกเราแน่เพราะตาแก่นั่นกลัวคนจะรู้กำพืดเดิมว่าพ่อแม่เป็นแค่ชาวนา"
เจียงเฟยเย่วพยักหน้าก่อนจะลุกขึ้นเอ่ยเสียงดังให้คนด้านนอกได้ยิน
"ขอบพระทัยพระชายาที่ไม่ทรงถือสาหม่อมฉันเพคะ"
"เว่ยฮูหยินอย่าได้เกรงใจ หากวันหน้ามีเวลาจะมาเยี่ยมเยียนอีกก็ใช่ว่าไม่ได้"
"เช่นนั้นหม่อมฉันทูลลาเพคะ"
อาไช่และหย่งฉีมาถึงพอดี เจียงเฟยเย่วเดินออกมาด้วยสีหน้าไม่บอกว่าพอใจหรือไม่พอใจ นางเดินผ่านหน้าอาไช่ไป ซิ่วซิ่วเดินตามเจ้านาย ส่วนชุ่ยชุ่ยกลับไปด้านในกินขนมเปี๊ยะกับพระชายาอย่างอร่อย หย่งฉีไม่มีเรื่องรายงาน หลังจากเว่ยฮูหยินกลับไปพระชายาก็ปิดประตูเรือน
ด้านนอกมีเสียงบรรเลงดนตรีงานมงคลดังมาแว่วๆ ส่วนในห้องหยางหมิงจูกำลังเวียนหัวอาเจียน หมอหลวงมาตรวจให้แล้วปรากฏว่านางกำลังตั้งครรภ์ได้เกือบสองเดือนแล้ว ท่านย่าของนางกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าให้หลานสาว เจียงเฟยเย่วที่มาดูแลเพื่อนรักก็นำน้ำบ๊วยมาให้ ท่านย่าจางเอ่ยขอบคุณนางเบาๆ"ขอบคุณฮูหยินน้อยมากเจ้าค่ะ หลานย่าดื่มสักหน่อยเถอะ"หยางหมิงจูพยายามลุกโดยมีเจียงเฟยเย่วประคอง นางตอบกลับหญิงชราด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"ท่านย่าอย่าได้เอ่ยเช่นนี้ บุญคุณที่ท่านกับท่านปู่และชาวบ้านเหอหนานมีต่อข้ากับน้องสาวนั้นยิ่งใหญ่ ได้ดูแลพระชายาไม่ถือว่าเป็นเรื่องรบกวนอันใดเจ้าค่ะ"หยางหมิงจูดื่มน้ำบ๊วยเรียบร้อยก็ลงไปนอนต่อก่อนจะเอ่ย"ท่านย่า หลานไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ""ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านย่าออกไปดูชุ่ยชุ่ยเถอะเจ้าค่ะ ยามนี้เจ้าสาวอยู่ห้องหอลำพังคงกำลังตกใจไม่น้อย ทางนี้มีข้ากับซิ่วซิ่วอยู่อย่ากังวลเลยเจ้าค่ะ""เช่นนั้นย่าฝากนางด้วยนะเจ้าคะฮูหยินน้อย""ได้เจ้าค่ะ ข้ากับนางเป็นสหายกันมาสองปีแล้วท่านวางใจได้"ท่านย่าจางออกไปอยู่เป็นเพื่อนช่ยุช่ย เจียงเฟยเย่วให้ซิ่วซิ่วออกไปเอาน้ำร้อนมาเติมก่อนจะเอ่ยกับเพื่อ
หลังกลับมาจากเหอหนานได้เดือนกว่าสองเพื่อนรักยังไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันเลยนอกจากส่งจดหมาย วันนี้เจียงเฟยเย่วมาหาเพื่อบอกกล่าวเรื่องที่พี่ชายจะแต่งงานกับเฉินโหรวโหรว ส่วนเจียงเฟยซินจะแต่งานกับเฉินหลงเทียน สองสาวเปิดไหที่เอามาจกาชนบทก่อนที่หยางหมิงจูจะสั่งให้ชุ่ยชุ่ยก่อไฟ"เจ๊มี่ ไม่ต้องต้มก็ได้ไม่ใชเหรอ""ต้มดีกว่า ยุคนี้ไม่มีโรคพยาบาลดีๆ การแพทย์ไม่ก้าวหน้าถ้าขี้แตกจขึ้นมาถึงตายนะมึง""เอาเถอะทำอะไรก็ทำ แค่ฝีมือแกข้าวเปล่าก็อร่อย""ต๊าย แม่คนปากหวาน บ้านทำโรงงานน้ำตาลเหรอย่ะหล่อน"หยางหมิงจูต้มปลาร้าที่เพื่อนรักอยากกินแต่มาต้มที่เรือนเล็กแทนเพราะกลัวกลิ่นจะไปทำให้ทั้งจวนตาเหลือก หยางหมิงจูเลือกใช้กระทะเหล็กเพราะล้างออกได้ หากใช้หม้อดินเผาแล้วกลิ่นเข้าไปติดเพราะมันสามารถดูดซับได้จะเสียหม้อไป เมื่อเดือดจนไม่เหลือเนื้อปลาร้าแล้วก็เททิ้งเอาก้างออกก่อนจะต้มต่อให้น้ำงวดลง จากนั้นพักให้เย็น เจียงเฟยเย่วขูดหัวผักกาดเป็นเส้นฝอย ถึงจะไม่มีมะละกอแต่หัวผักกาดก็แก้ขัดได้ อาจมีกลิ่นแปลกๆนิดหน่อยเท่านั้น พริกเป็นพริกแห้งที่เตรียมมาจากเหอหนานที่ปลุกเอง มะนาวของที่นี่ลูก
หยางหมิงจูล้างหน้าเรียบร้อยก็ไปยังเรือนรับรองเพื่อพบหน้าพ่อแม่สามี ทั้งสองพระองค์กำลังพูดคุยกับชายชราคนหนึ่ง น้ำเสียงดัดจริตเล็กน้อย ฟังก็รู้ว่าเป็นขันที หยางหมิงจูเดินเข้าไปทำความเคารพทั้งสองพระองค์ จากนั้นแม่สามีจึงแนะนำนาง"จูเอ๋อร์ นี่คือเจิ้งกงกง เป็นคนสนิทของไทเฮา พระนางให้เจิ้งกงกงมาส่งข่าวว่าอยากเจอคู่แฝดน่ะ""เพคะเสด็จแม่ ยินดีที่ได้พบใต้เท้าเจิ้งลำบากท่านแล้ว""พระชายาให้เกียรติเกินไปแล้วพ่ะย่ะฮ้า กระหม่อมเป็นเพียงบ่าวคนหนึ่ง""ใต้เท้าเจิ้งอย่าเกรงใจเลย"เมื่อเอ่ยกับขันทีชราเรียบร้อยก็หันไปถามแม่สามีของตน"ว่าแต่เสด็จแม่จะทรงเข้าวังเมื่อไหร่หรือเพคะ""พรุ่งนี้แล้วกัน ไปสักปลายยามเฉินแดดยังไม่ร้อน""เพคะ ชุ่ยชุ่ยอย่าให้ใต้เท้าเจิ้งคอแห้งเล่า"ชุ่ยชุ่ยสอดตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึงให้กับชายชรา เจิ้งกงกงสัมผัสได้ว่าพระชายาคนนี้อนาคตย่อมรุ่งเรือง ทั้งใจกว้าและรู้ความ เขายิ้มรับไมตรีของนางก่อนจะขอตัว"ขอบพระทัยพระเมตตาพระชายาทั้งสอง กระหม่อมทูลลาท่านอ๋อง ทูลลาพระชายาพ่ะย่ะฮ้า"หยางหมิงจูพยักหน้า ส่วนขันทีชราก็ขอตัวกลับวังทันที เนื่องจากเย็นแล้วหากประตูวังปิดจะ
วันรุ่งขึ้นยามเฉินบรรดาองครักษ์และสาวใช้ช่วยกันขนของขึ้นรถม้า รถม้ากว่าสิบคันจอดเรียงรายหวังเสี่ยวไช่ให้คนของตนที่สาขาเหอหยวนมาช่วยดูแลเจียงซิ่วซิ่วกับแฝดสาม ส่วนเจียงเฟยหรงนั้นรถม้าของเขาสั่งทำพิเศษเพราะต้องไม่ให้แม่ลูกอ่อนโดนลมขณะอยู่เดือน ทางด้านหยางหมิงจูอุ้มคู่แฝดเดินไปหาท่านปู่ท่านย่าและผู้อาวุโสสกุลหยางเพื่อกล่าวอำลา นัยน์ตาของท่านย่าแดงก่ำ นางเฝ้าคิดถึงหลานสาวตลอดเวลา ไม่คิดว่าพอกับมาอยู่ด้วยกันแล้วยังต้องจากกันอีก หยางหมิงจูส่งลูกให้กับท่านย่าสามและท่านย่าสี่ก่อนจะปลอบใจท่านย่าของตนเอง"ท่านย่า...รอให้คู่แฝดโตสักสองขวบหลานสัญญาว่าจะกลับมาหาท่านเจ้าค่ะ""กลับไปอยู่ทางนั้นดูแลตัวเองดีๆ อยู่ทางนั้นหลานตัวคนเดียวไม่มีครอบครัวหนุนหลัง หากเจอคนรังแกจนอยู่ไม่ไหวเหอหนานยังต้องรับหลานกับลูกๆเสมอนะ"ท่านปู่ใหญ่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงชัดเจนกังวาน เขาไม่ได้เพียงแค่พูดให้หลานสาวเท่านั้นแต่เขายังเอ่ยให้มู่หรงเยี่ยนได้ยินอีกด้วย ต่อให้เป็นท่านอ๋องหากรังแกหลานสาวของเขา เขาก้พร้อมจะประมือเช่นกัน หยางหมิงจูกอดเอวท่านปู่ใหญ่ก่อนจะพยักหน้าตอบกลับ"หลานจะจำไว้เจ้าค่ะ ไม
เจียงเฟยเย่วมองหน้าพี่ชาย เจียงเฟยหรงพยักหน้าน้อยๆหลังจากมื้อค่ำนางจึงรับรู้ว่าฮั่วหย่งฉีมิได้ถูกส่งมาดัดนิสัยแต่เพราะพลั้งมือสังหารน้องชายแม่เลี้ยงที่มายั่วยุเขา ตอนนั้นเขาเพิ่งจะสิบสองย่างสิบสามเท่านั้นก็ตัดหัวคนแล้ว ไทเฮาทรงเมตตาให้ชินอ๋องรับมาอยู่ด้วยหากให้อยู่สกุลฮั่วต่อไปอาจสังหารกระทั่งแม่เลี้ยงและลูกๆของนางจนตัวเขาเองเสียอนาคตได้ เมื่อได้รับรู้เรื่องอดีตของฮัวหย่งฉีเจียงเฟยเย่วที่คันปากอยากกระจายข่าวก็เอ่ยกับคนที่กำลังนอนเอนหลังบนเตียงหยอกล้อกับบุตรชาย"ตาเฒ่าข้าอยากไปหาพระชายาสักหน่อยพอดีมีเรื่องจะเม้าท์เอ๊ยมีเรื่องจะทูลพระนาง เกรงว่าไม่ไปตอนนี้จะลืมได้""เรียกสามีดีๆหน่อยทูนหัว มิเช่นนั้นจะไม่อนุญาตนะ"เจียงเฟยเย่วเดินไปหาก่อนจะจุ๊บแก้มเขาแล้วเอ่ย"ท่านพี่...ข้าไปหาพระชายาได้หรือไม่เจ้าคะ"อี๋..เลี่ยนว่ะ เมื่อบ่นในใจเรียบร้อยก็ยิ้มหวานรอคำตอบ เว่ยจื่อชวนพยักหน้ากลับไป"ไม่รู้ท่านอ๋องประทับอยู่ด้วยหรือไม่ เจ้าไปกับซินซิก็เถอะสองคนพี่น้องจะได้ดูแลกัน"เจียงเฟยเย่วกลอกตามองบนหลายล้านรอบ แค่เปิดประตูหลังบ้านก็เข้ารั้วบ้านสกุลหยางแล้ว พี่ชายข้าปลูกบ้านเพื่อข้าเช
หยางหมิงจูและท่านย่าของนางพาพระชายาหานไปหาคู่แฝด คนติดตามอีกว่าสามสิบคนต่างก็หาที่พัก ชินอ๋องยังทรงเป็นคนที่ทรงงานตลอดเวลา ทันทีที่เห็นตลาดหน้าหมู่บ้านคึกคักก็ทรงไปสำรวจทันที และยิ่งมีความยินดีเมื่อได้เห็นพืชพรรณเขียวชอุ่มทั้งที่หิมะเพิ่งจะละลาย ชาวบ้านที่นี่มีวิธีปลูกพืชพรรณที่ดี ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่อดอยากกันเลยสักนิดร่างสูงควบม้าเข้ามาในหมู่บ้าน เมื่อมาถึงก็เห็นคนคุ้นเคยกำลังนั่งคุยกับชาวบ้านอีกทั้งยังมีการดื่มสุราที่ชาวบ้านหมักเองด้วย มู่หรงเยี่ยนลงจากหลังม้าเดินไปหาเขา เว่ยจื่อชวนเอง ฮั่วหย่งฉีและหวังเสี่ยวไช่เองก็เดินตามไปเช่นกัน มู่หรงเยี่ยนทำความเคารพคนแรก"ถวายพระพรเสด็จพ่อ ทรงเดินทางราบรื่นหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ""อืม ก็ดี""กระหม่อมเว่ยจื่อชวนถวายพระพรชินอ๋องพ่ะย่ะค่ะ""ราชครูเว่ย ท่านก็มาตามเมียเช่นกันหรือ"เว่ยจื่อชวนหน้าแดงออกอาการเขินอาย หวังเสี่ยวไช่และฮั่วหย่งฉีเองก็ทำความเคารพคนสูงศักดิ์เช่นกันก่อนที่ชินอ๋องจะเอ่ยกับคนหนุ่ม"เจ้าจะแต่งงานกับนางจริงๆหรือ ย่าเล็กของเจ้าอยากถามความตั้งใจ"ฮั่วหย่งฉีมองใบหน้าเสด็จลุงซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของบิดาตนก่อ
เจียงเฟยเย่วกำลังหลับไปก็รู้สึกมีไอร้อนมาอยู่ข้างๆ ซิ่วซิ่วนอนอยู่ข้างล่างไม่ใช่หรือ ยายกระต่ายน้อยจะขึ้นมาบนเตียงนางทำไม ร่างบางที่หันหลังกำลังจะหันกลับมาอยู่ๆวงแขนแข็งแรงก็กอดเอวบางนางเอาไว้ เจียงเฟยเย่วดีดผึงทันที เมื่อสายตาเห็นชัดว่าเป็นใครก็หันไปคว้าหมอนมาทุ่มอย่างเอาเป็นเอาตาย"เว่ยจื่อ
ร่างสูงสาวเท้าเข้าไปในเรือนทิ้งซิ่วซิ่วเอาไว้กับองครักษ์ของตน หวังเสี่ยวไช่ที่ปกติไม่เคยสนใจสตรีก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ส่วนซิ่วซิ่วที่กำลังถูกหิ้วก็เอ่ยออกมา เพราะนางถูกคอเสื้อรัดลำคอเอาไว้"ท่าน...จะให้ข้าขาดใจตายหรือไง แค่กๆๆ""อ้อ แม่นางน้อยซิ่วซิ่วข้าขออภัยด้วย"หวังเสี่ยวไช่ปล่อยคอเสื้อทันที
เมื่อเจียงเฟยเย่วกลับมาถึงจวนสกุลเว่ย นางก็ตรงดิ่งเข้าไปอาบน้ำชำระล้างร่างกายทันที ร่างบางเอนกายพิงขอบอ่างพลางหลับตาพริ้มปล่อยให้อารมณ์ล่องลอย...หากนับรวมวันนี้ นางเพิ่งมาติดอยู่ในร่างนี้ได้เพียงห้าวันเท่านั้น แรกเริ่มเดิมทีหญิงสาวรู้สึกว่าชีวิตในยุคโบราณนี่มันช่างน่าเบื่อหน่ายไร้รสชาติจะตายชัก! ท
เจียงเฟยเย่วมองหน้าเขาก่อนจะนึกได้ว่ายายนี่ชอบฉินอ๋องคนนี้ แต่ในความทรงจำยายนี่ไม่เคยเจอหน้าฉินอ๋องมาก่อนแล้วจะชอบได้อย่างไร ดูเหมือนข่าวลือคุณหนูใหญ่เจียงคลั่งไคล้ฉินอ๋องคงมีคนจงใจปล่อยข่าวสินะ จากนั้นก็ยิ้มแล้วทำความเคารพแบบซีรีส์ตั้งที่เคยดู"หม่อมฉันถวายพระพรฉินอ๋องเพคะ""เว่ยฮูหยินตามสบาย ว่าแ







