เข้าสู่ระบบย้อนกลับไปเมื่อวานก่อน
ทันทีที่โมเน่เดินออกไปไคก็เรียกให้อริณเข้ามาทันที อริณเดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ อริณกับไครู้จักกันมานานและสนิทกันมาก แต่ในที่ทำงานความสัมพันธ์ของทั้งสองจะถูกแยกออกอย่างชัดเจน เวลางานทั้งสองคือเจ้านายและลูกน้องส่วนนอกเวลางานทั้งสองคือเพื่อนกันหากเธอทำผิดกฎของบริษัท เขาก็จะลงโทษเธอตามระเบียบเช่นเดียวกับพนักงานคนอื่นโดยไม่มีข้อยกเว้น เพราะถ้าหากเขาเห็นแก่ความเป็นเพื่อนและละเว้นการลงโทษและเผิกเฉยต่อความผิดของเธอมันอาจส่งผลกระทบต่อองค์กรได้ “เธอว่าช่วงนี้คู่หมั้นของฉันเป็นยังไง” “คะ?” อริณขมวดคิ้วทันทีที่ไคพูดถึงโมเน่ “ช่วงนี้คู่หมั้นของฉันเปลี่ยนไป”เขาเงียบไปสักพักก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของโมเน่ “ชอบสร้างปัญหาจนน่าปวดหัวแต่ก็น่ารักในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะตอนที่เธอทำหน้าไม่สบอารมณ์” “…….” อริณเม้มปากแน่นเมื่อได้ยินสิ่งที่ไคพูด “ช่างเป็นคนที่น่าสนใจนะเธอว่าไหม” “ไม่รู้สิคะ ฉันก็บอกไม่ถูกปกติเวลาเราสองคนเจอกันคุณโมเน่ก็มักจะหาเรื่องฉันตลอด ตอนที่คุณโมเน่ออกมาจากห้องของบอสเธอก็มองฉันแบบไม่เป็นมิตรเหมือนทุกครั้งนะคะ” เธอพูดออกมาด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ สิ่งที่เธอพูดต่างจากสิ่งที่โมเน่ทำ โมเน่ไม่ได้มองเธอด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรแต่มันกลับเป็นตัวเธอเองที่มองโมเน่แบบนั้น “งั้นเหรอ เธอความจำเสื่อมแต่ก็ไม่ลืมคนที่เธอไม่ชอบหน้าสินะ” อริณแสร้งหัวเราะออกมาอย่างเศร้าใจ “นั่นสิคะ” ทั้งสองคุยกันอีกเล็กน้อยจนกระทั่งเธอได้รู้ว่างานเลี้ยงที่ไคต้องไปเข้าร่วมโมเน่ก็จะเข้าร่วมด้วยเช่นกัน ความรู้สึกบางอย่างพลันขุนมัวขึ้นมาเพราะระยะหลังมานี้เขามักจะเอ่ยถึงโมเน่ให้เธอฟังอยู่บ่อยครั้ง ราวกับว่าอีกฝ่ายเริ่มจะมีบทบาทในชีวิตของเขามากขึ้น แม้ภายนอกเธอจะทำทีรับฟังแต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างมากราวกับว่าเธอกำลังจะถูกแย่งของที่ควรเป็นของเธอไป เธอเม้มปากแน่นพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง “งั้นให้ฉันไปช่วยดูแลคุณโมเน่ดีไหมคะ” “หืม ดูแล?” “ใช่ค่ะ ก็บอสเพิ่งพูดไปไม่ใช่เหรอคะว่าคุณโมเน่ดูแปลกไปถ้าฉันไปช่วยดูแลในงานเลี้ยงสำคัญแบบนี้ บอสจะได้ไม่ต้องคอยเป็นกังวลว่าคุณโมเน่จะก่อความวุ่นวายอะไรหรือเปล่า” “อืม ที่พูดมาก็มีเหตุผล” ไคครุ่นคิดอยูครู่หนึ่งก่อนจะอนุญาตให้เธอเข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เธอมาอยู่ที่นี่ในค่ำคืนนี้ กลับมาภายในงาน ตอนนี้อริณกับโมเน่ถูกปล่อยให้ยืนอยู่ด้วยกัน บรรยากาศรอบตัวก็ชวนให้น่าอึดอัดจนไม่ค่อยจะมีใครกล้าที่จะเดินผ่าน “คุณโมเน่ความจำเสื่อมเหรอคะ” เงียบอยู่นานจนอริณเอ่ยปากถามโมเน่ขึ้นมา “ใช่ค่ะ พอดีเกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย” โมเน่ตอบกลับไปแบบเป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้ “งั้นเหรอคะ แต่ฉันคิดว่าคุณโมเน่กำลังเสแสร้งแกล้งทำความจำเสื่อมอยู่หรือเปล่า” คำพูดที่เสียดแทงและรอยยิ้มปลอมๆ ทำให้คิ้วของโมเน่พลันกระตุกขึ้นมา “คะ อะไรนะคะ” “เพื่อเรียกความสนใจจากไค คุณโมเน่พยายามทำถึงขนาดนี้เลยเหรอคะ” โมเน่มองหน้าอริณพร้อมกับนับเลขหนึ่งถึงร้อยในใจเพื่อไม่ให้ตัวเองระเบิดอารมณ์ออกมา “ไม่นะคะ ทำไมฉันต้องทำเรื่องแบบนั้นด้วย สิ่งที่ฉันทำคือการออกห่างเขาและพยายามถอนหมั้นแต่ก็ไม่รู้ทำไมเขาถึงไม่ยอม” โมเน่ทำท่าครุ่นคิดกวนประสาทไปหาอริณ “ฉันว่าเขาต้องหลงรักฉันแล้วแน่เลยค่ะ คุณอริณว่าไหมคะ” “ไม่มีทาง” อริณตวาดกลับมาทันทีจนทำให้คนที่อยู่รอบๆ ต่างหากันหันมามองพวกเธอ “เขาเกลียดคุณเข้าไส้มากแค่ไหนคุณก็น่าจะรู้ตัวนะคะ คุณมันโสโครกเกินกว่าที่จะเหมาะกับคนอย่างเขา” โมเน่นิ่งอึ้งอย่างตกใจเพราะเธอไม่คิดว่านางเอกที่แสนจะอ่อนโยนคนนั้นจะกล้าพูดอะไรแบบนี้ออกมา ก็ไม่แปลกที่จะโดนด่าเพราะโมเน่เป็นคนที่มั่วผู้ชายไม่เลือกหน้าแต่เสียใจไม่เจ็บเพราะนั่นมันโมเน่คนเก่า “บางทีเขาอาจจะชอบคนโสโครกแบบฉันก็ได้นะคะ” โมเน่หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะหมุนตัวเพื่อจะไปหาไคเธอไม่อยากที่จะปะทะคารมกับอริณไปมากกว่านี้ กลัวว่าจากด่ากันอยู่ดีๆ จะกลายเป็นการลงไม้ลงมือกันแทน อริณกำมือแน่นจนเล็บจิกลงไปบนฝ่ามือ ความไม่พอใจพุ่งพล่านอยู่ภายในอกของเธออย่างเดือดดาล จังหวะที่โมเน่หมุนตัวเตรียมตัวที่จะเดินจากเธอไป อริณก็จงใจที่จะขัดขาของเธอให้ล้มลงไป เพียงแค่เสี้ยววินาทีโมเน่ก็สะดุดเท้าของเธอ “อ๊ะ!” โมเน่เสียหลักถลาไปข้างหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัวร่างของเธอก็พุ่งชนเข้ากับพนักงานเสิร์ฟที่กำลังถือถาดแชมเปญราคาแพงอย่างแรง ถาดในมือของพนักงานเสิร์ฟเสียจังหวะเอียงและแชมเปญในแก้วก็กระฉอกออกมาก่อนที่ถาดจะหลุดออกจากมือกระแทกเข้ากับพื้นจนเกิดเสียงดังพอให้คนภายในงานหันมามอง โมเน่ล้มลงไปกองกับพื้นร่างทั้งร่างเปียกโชกไปด้วยแชมเปญ โมเน่ยันตัวเองลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล แรงกระแทกจากเมื่อครู่ทำให้ริมฝีปากของเธอแตกจนเลือดซึมเป็นสีแดงสดไหลลงมาจากมุมปากของเธออย่างช้า ๆ ในขณะเดียวกันเลือดกำเดาก็ค่อย ๆ ไหลออกจากปลายจมูกของเธอ เธอยกมือขึ้นมาแตะจมูกของตัวเอง น้ำตาของเธอไหลลงมาอาบแก้มเต็มไปด้วยความเจ็บ ทุกคนภายในงานหันมามองเธอเสียงบรรยากาศโดยรอบพลันเงียบลง บางคนทำท่าตกใจที่เห็นสภาพของเธอก่อนจะมีเสียงซุบซิบนินทาขึ้นมา โมเน่เช็ดเลือดของตัวเองออกอย่างลวก ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา พลันสายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับอริณที่ยิ้มรออยู่ก่อนแล้ว To be continuedโมเน่นิ่งไปชั่วครู่ ใจหวิวขึ้นมาแปลก ๆ กับคำพูดนั้น เธอรู้สึกอบอุ่นในอกแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยตลอดที่อยู่ในร่างนี้ เธอเดินตามไคเข้ารถอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้ความรู้สึกในใจค่อย ๆ ตกตะกอนไปตลอดทางเมื่อกลับถึงคฤหาสน์ ไคจูงมือเธอเดินขึ้นห้องด้วยสีหน้าพึงพอใจ แสงไฟในโถงบันไดสลัวรางส่องกระทบใบหน้าทั้งสองขณะเดินขึ้นไปด้วยกัน เขาต้อนเธอเข้ามุมกำแพงข้างประตูห้องนอน มือทั้งสองยันอยู่ข้างศีรษะเธอ"วันนี้ทำดีมากเลยนะ หมูเน่" เขากระซิบใกล้ใบหู น้ำเสียงต่ำทุ้มเต็มไปด้วยความพอใจ "รางวัลของเด็กดีที่ช่วยเล่นละครให้พี่วันนี้ คือการที่พี่จะดูแลเธอ...ทั้งคืน"โมเน่รู้สึกใจเต้นรัวจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง ริมฝีปากอ้าจะเถียงกลับแต่ไม่มีคำไหนหลุดออกมาได้เลยสักคำ มีเพียงแสงไฟในห้องที่ค่อย ๆ ถูกปิดลงพร้อมกับประตูที่ปิดสนิทตามหลัง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันของค่ำคืนที่รอคอยอยู่เบื้องหลังประตูบานนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น โมเน่ตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกเพลีย ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เธอเหลือบมองไคที่ยังหลับสนิทอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าคมเข้มที่ยามหลับดูอ่อนโยนกว่ายามตื่นมากนัก เธอเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวก่อนจะร
"หนูจะต้องใส่ชุดนี้จริง ๆ เหรอคะ" โมเน่บ่นพึมพำขณะยืนหน้ากระจกบานใหญ่ มองชุดเดรสสีชมพูอ่อนที่คนใช้ช่วยกันแต่งตัวให้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมถูกจัดทรงสวยหรู หน้าตาแต่งแต้มให้ดูอ่อนหวานผิดจากที่เธอคุ้นชิน กระโปรงบานเบาสะบัดตามจังหวะที่เธอขยับตัวไปมาอย่างไม่สบายใจ"สวยแล้ว เธอต้องไปกินข้าวที่บ้านพ่อแม่ฉันวันนี้" ไคยืนพิงกรอบประตูมองเธออย่างพอใจ สายตาส่องประกายชื่นชมจนโมเน่ต้องหันหนีเพราะเขินจนหน้าร้อนวูบ"ทำไมต้องแต่งขนาดนี้ด้วยล่ะคะ กินข้าวแค่มื้อเดียวเอง" เธอเอ่ยพลางดึงชายกระโปรงเบา ๆ ด้วยความอึดอัด ไม่คุ้นเคยกับชุดที่หรูหราขนาดนี้เลยสักนิด"เพราะเธอเป็นคู่หมั้นของฉันไง" เขาตอบง่าย ๆ พร้อมยื่นมือมาให้เธอจับ นิ้วเรียวของเธอวางลงบนฝ่ามือกว้างของเขาอย่างไม่มีทางเลือกระหว่างทางไปคฤหาสน์วรโชติใหญ่ โมเน่นั่งนิ่งอยู่ในรถ มองวิวข้างทางที่ผ่านไปเรื่อย ๆ ใจคิดถึงสิ่งที่จะต้องเผชิญข้างหน้า เธอไม่รู้เลยว่าวันนี้จะมีอะไรรอเธออยู่บ้างทว่าเมื่อเดินเข้าไปในห้องอาหารของคฤหาสน์วรโชติใหญ่ สิ่งแรกที่โมเน่เห็นทำเอาใบหน้าเธอเปลี่ยนสีทันที เพราะมีอริณนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว ในชุดทำงานเรียบร้อยเหมือนเช
ไคหัวเราะเบา ๆ ในลำคอก่อนจะถอยออกไปอย่างใจเย็น "รู้ตัวแล้วสินะว่าใครจะแพ้เกมนี้ก่อนกัน" เขาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องทำงานไปต่อประชุมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งเสียงหัวเราะแผ่วเบาไว้ข้างหลังโมเน่ยืนนิ่งอึ้งอยู่หน้าห้อง มือกำผ้าเช็ดตัวแน่น หน้าแดงจนร้อนวูบไปทั้งใบหน้า เธอรีบเดินหนีขึ้นห้องด้วยฝีเท้าเร็วผิดปกติ ปิดประตูดังปัง แล้วทรุดตัวลงนั่งพิงประตูอยู่อย่างนั้น หัวใจยังคงเต้นแรงไม่หยุด'ไอ้บ้าเอ๊ย มันไม่กลัวสายตาคนในที่ประชุมเลยเหรอ!' เธอคิดในใจพลางเอามือทั้งสองปิดหน้าที่ยังคงร้อนผ่าวอยู่คืนต่อมา เธอลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้แอบย่องเข้าไปในห้องทำงานตอนไคกำลังตรวจเอกสารสำคัญ แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าเขาที่กำลังจดจ่ออยู่กับกองเอกสารสูงเป็นตั้ง เธอนั่งลงตักเขาแบบไม่ขออนุญาต แขนโอบรอบคอ ทำหน้าเหมือนแมวเหมียวขอความรัก"พี่ไก่คะ เบื่องานแล้ว มาเล่นกับหนูดีกว่า" เธอกระซิบข้างหูพลางเป่าลมหายใจเบา ๆ ตามสูตรในนิยายที่เคยอ่านมา มือเรียวเล่นอยู่ที่ปกเสื้อของเขาอย่างเป็นธรรมชาติไควางปากกาลงอย่างสงบ มือหนึ่งโอบเอวเธอไว้แน่น อีกมือลูบผมที่ยังหอมกลิ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านลูกไม้เข้ามาตกกระทบใบหน้า โมเน่ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่หนักอึ้งกว่านั้นคือความรู้สึกผิดที่ก่อตัวอยู่เต็มอกเธอนอนขดตัวอยู่บนเตียงนุ่ม มองเพดานห้องนอนที่คุ้นตาไปหมดแล้ว ภาพเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวทีละฉากราวกับหนังที่เล่นซ้ำไม่มีวันจบ สายฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาทางระเบียง เสียงฟ้าร้องคำรามอยู่ไกล ๆ อ้อมแขนที่รัดแน่นจนหนีไม่หลุด และริมฝีปากร้อนผ่าวที่กดทับลงมาอย่างไม่ยอมปล่อยเธอเอามือทั้งสองข้างทาบหน้าตัวเองแล้วกรี๊ดลั่นอยู่ในใจ กลิ้งตัวไปมาบนที่นอนจนผ้าห่มพันกันยุ่งเหยิง'ไม่นะ ไม่ ๆๆๆ นี่มันไม่ใช่แผนที่วางไว้เลยสักนิด!'โมเน่พยายามนึกทบทวนเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาปลอบใจตัวเอง เธอเคยเรียนมาว่าตอนหวาดกลัวใกล้ตายหรือตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาปริมาณมาก และสารตัวนี้เองที่มักทำให้สมองสับสนระหว่างความกลัวกับความตื่นเต้นทางอารมณ์อื่น ๆ ใช่แล้ว มันคือ "อุบัติเหตุ" ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับใจเธอสักนิดเดียวเธอพยักหน้ากับตัวเองอย่างมั่นใจในทฤษฎีที่คิดขึ้นมาเอง ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเ
เขาคำรามต่ำก่อนจะรูดซิปลงปลดกางเกงทิ้งไป ร่างกายกำยำเปลือยเปล่าปรากฏโฉมทุกสัดส่วน ความเป็นชายขนาดยักษ์เด้งทะลักออกมาอย่างทรงพลังทั้งยาวใหญ่และหนา เส้นเลือดปูดโปนตามความยาว ส่วนปลายบานแดงฉ่ำมันวาวเยิ้ม โมเน่เหมือนถูกกระชากสติกลับมาดวงตาเธอเบิกกว้างอย่างลืมตัว ดวงตากลมโตสั่นระริกจับจ้องความยิ่งใหญ่ตรงหน้าในหัวประมวลผลวุ่นวายจนเผลอคิดพิเรนทร์ ‘คนเขียนนิยายเรื่องนี้ใส่เลขผิดหรือเปล่าเนี่ย?! ใหญ่ขนาดนี้ฉันได้ตายคาเตียงแน่ๆ’ร่างเล็กพยายามถดตัวหนีจนแผ่นหลังชนหัวเตียง แต่ไคกลับคว้าข้อเท้าเธอไว้แล้วลากกลับมาอยู่ใต้ร่างอย่างง่ายดาย เขาโน้มตัวลงมาทับจนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุและขนาดอันน่าเกรงขามที่บดเบียดอยู่ตรงหน้าขา"เป็นอะไร..." ไคหัวเราะทุ้มในลำคอ เมื่อเห็นท่าทีช็อกสุดขีดของสาวน้อยใต้ร่าง เขาขยับกายเข้าไปใกล้จนส่วนหัวที่ฉ่ำวาวเฉียดกรายร่องนุ่มที่เปียกชุ่ม"พี่ไก่ ไม่เอา! มันใหญ่ไป ฉันไม่ไหวหรอก!""ทำไมจะไม่ไหว ยังไม่ได้ลองเลย" ไคกระซิบข้างหู เสียงทุ้มแหบพร่าเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม "ปากเธอยังด่าฉันแซ่บขนาดนั้น มาดูสิ้ว่าปากล่างจะแซ่บขนาดไหน""ไอ้คนลามก! ปล่อยนะ!""หึ ด่าสิ ด่าอี
"ไม่! ปล่อยฉันนะ!" โมเน่แผดเสียงพลางปัดป้องพัลวัน เธอพยายามจะรวบสาบเสื้อเข้าหากันและปัดมือใหญ่ของเขาออกไป แต่พละกำลังของตัวเองกลับน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับเขา ไคใช้มือเพียงข้างเดียวรวบข้อมือทั้งสองของเธอไว้แน่นแล้วกดลงกับเตียงนุ่ม"พี่ไก่! ไอ้คนบ้า! ปล่อย!" โมเน่ดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าไคกลับใช้นิ้วหนาแกะกระดุมเสื้อเธอออกอย่างใจเย็นและยั่วเย้าเม็ดแรกหลุดออก เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่ขึ้นสีระเรื่อ เม็ดที่สองและสามตามมาติดๆ แม้โมเน่จะบิดกายหนีและพยายามจะหุบไหล่เพื่อปกปิดเพียงใด ไคก็จัดการกระชากอาภรณ์ที่เปียกชื้นนั้นให้พ้นทางจนทรงเสน่ห์อวบอิ่มเด้งออกมาสู้สายตาอย่างโจ่งแจ้งไคกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาของเขาแผดเผาจนโมเน่รู้สึกร้อนไปทั้งตัว เขาโน้มหน้าลงประทับจูบบนรอยแดงเก่าที่เขาเคยฝากไว้ ลิ้นร้อนชื้นวนเวียนปลุกเร้าจนร่างบางสะท้านเฮือก ความพยศในตอนแรกเริ่มมลายกลายเป็นความซ่านสยิว"สวยชิบ ถ้ามีของดีก็น่าจะเอามาอวดกันแต่แรกสิ"“หยุดเถอะ ขอร้อง” โมเน่กัดริมฝีปากมองไคที่จัดการสลัดอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายทิ้งไป ไคหยุดชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างบางที่สั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างอย่างห







