LOGINโมเน่ขมวดคิ้วอย่างนึกสงสัยว่าทำไมนางเอกของเรื่องถึงมองเธอด้วยสายตาไม่เป็นมิตรขนาดนั้น ตอนจะเดินออกมาเธอก็มองฉันไม่หยุดเลยแต่ช่างเถอะคงไม่ได้เจอเธออีกหรอกมั้งใช่ไหมนะ?
“กลับมาแล้วเหรอ เป็นไงไปหาคู่หมั้นมาแกได้ไปหาเรื่องเขาไหม” แหมคำแรกที่เจอหน้าน้องสาวก็ทักแบบนี้เลย “หนูก็บอกว่าไม่ได้ไปหาเรื่องสักหน่อยพี่อะ” “จะพยามยามเชื่อก็แล้วกัน”โรมมองไปที่ถุงช็อปปิ้งที่อยู่ในมือของโมเน่ “แล้วนั่นนเธอซื้ออะไรมา” “หืม อ่อเสื้อผ้าค่ะพอดีพรุ่งนี้จะไปงานเลี้ยงกับพี่ไค” โมเน่ยิ้มหวานทันทีที่พูดจบแต่กับโรมคิ้วของเขาดันกระตุกขึ้นมาราวกับว่าสิ่งที่ได้ยินไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเสียเท่าไหร่นัก “งานเลี้ยง? งานเลี้ยงอะไรแล้วไปพูดอิท่าไหนให้เขายอมพาเธอไปกันเล่ามาให้หมดอย่าได้คิดโกหกฉันชียว” ตอนแรกโมเน่ก็อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่ยอมพูดอะไรออกมาเพราะถ้าพูดมีหวังโดนมะเหงกของโรมเป็นแน่แต่ถ้าไม่พูดก็ไม่ได้อีกเพราะเขาดันเป็นคนจับผิดคนเก่งสุดท้ายเลยเลือกที่จะเล่าให้ฟังแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดดีเทลลึกขนาดนั้นเพียงแค่บอกว่ามันเป็นการกระตุ้นสมองอะไรประมาณนี้ พอเล่าจบโรมก็เงียบไปสักพักก่อนจะถอนหายใจออกมาพร้อมกับหยิกแก้มของเธอแรงๆ ไปหนึ่งทีจนเธอร้องเสียงหลงออกมา “ไม่ได้ เธอจะไปงานนั้นไม่ได้!” “โอ๊ย ทำไมจะไม่ได้ก็หนูขอเขาแล้วเขาบอกจะพาหนูไป!” “ไปสร้างเรื่องนะสิไม่ว่า ยังไงก็ไม่ได้!” โรมคัดค้านจนหัวชนฝาว่าไม่ได้และจะไม่ยอมให้ฉันไปเด็ดขาดเพราะงานเลี้ยงนั้นมันสำคัญมากถ้าจะสร้างเรื่องก็ควรให้มันอยู่ในขอเขตเสียบ้างอะไรทำนองนั้น ก็เพราะว่ามันสำคัญยังไงละคะฉันถึงจะไป!! “เอะอะโวยวายอะไรกัน” เสียงของรัชตะดังขึ้นทันทีเมื่อเห็นลูกทั้งสองทะเลาะกันเสียงดังลั่น แม้ว่าเขาจะเพิ่งก้าวลงจากรถก็ตาม เมื่อโมเน่เห็นผู้เป็นพ่อเธอก็รีบหมุนตัววิ่งไปหาพ่อของตัวเองเพื่อเป็นเกราะกำบังจากพี่ชาย “พ่อช่วยหนูด้วย พี่เขาหยิกแก้มหนูจนช้ำไปหมดแล้ว” “ที่จริงฉันอยากจะตีเธอมากกว่านะ” โรมทำท่าจะเข้าไปตีโมเน่แต่ก็โดนรัชตะห้ามไว้เสียก่อน “เฮ้อ พอได้แล้ว” รัชตะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจกับทั้งสองคน “ไหนบอกเหตุผลมาหน่อยว่าทำไมพวกแกถึงทะเลาะกัน” โรมถอนหายใจออกมาก่อนจะอธิบายให้กับผู้เป็นพ่อฟังแถมเขายังยื่นคำขาดอีกว่างานเลี้ยงนี้ห้ามโมเน่ไปเพราะเขาเกรงว่าเธอจะก่อความวุ่ยวายให้กับคู่หมั้นของตัวเอง ทว่ารัชตะกลับไม่ได้เห็นด้วยกับโรมเลยแม้แต่นิดเดียว นั่นยิ่งทำให้โมเน่ยิ้มกว้างออกมาอย่างพอใจ “แต่ว่า!” โรมพยายามจทักท้วงกลับมาแต่ก็ดันถูกรัชตะยกมือห้ามทันทีเพราะไม่ว่ายังไงเขาก็คงไม่เห็นด้วยที่จะห้ามโมเน่ไม่ให้ไปงานเลี้ยงในครั้งนี้ “แกไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ให้น้องแกไปมันจะดีเสียอีกทุกคนจะได้เห็นความสัมพันธ์ของทั้งสองว่ามันดีแค่ไหน ยังไม่ทันหมั้นกันก็พากันออกงานที่สำคัญ มันดีต่อภาพลักษณ์ของน้องสาวแกไม่ใช่เหรอโรม” “จะเสียภาพลักษณ์มากกว่าสิไม่ว่า” โมเน่มองโรมที่เดินจากไปอย่างไม่สบอารมณ์ถึงเธอจะรู้สึกผิดอยู่บ้างก็ตามแต่เธอจะไม่ยอมให้แผนของตัวเองล่มเป็นอันขาด!! ภายในงานเลี้ยง “ไม่ยักรู้ว่าเธอแต่งชุดสีสุภาพแบบนี้เป็นด้วย” ทันทีที่ก้าวขาลงจากรถ เสียงของไคก็ดังขึ้นพร้อมกับคำพูดที่เหน็บแนบกันอย่างเห็นได้ชัด “ก็ไม่แปลกนี้คะ ปกติฉันก้ใส่สีนี้เพียงแค่คุณไม่เคยเห็นเอง” ถึงความจริงโมเน่คนก่อนแทบจะไม่ใส่สีที่สุภาพเลยนานๆ ครั้งเธอถึงจะใส่มันเลยกลายเป็นสิ่งหายากสำหรับคนพบเห็น “งั้นเหรอ” ไคพึมพำกับตัวเอง โมเน่เดินนำเขาเข้าไปในงานก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นอริณเลขาของเขา อย่างนึกสงสัยว่าเธอโผล่มาที่นี้ได้ยังไงไหนในนิยายบอกว่าพระเอกมางานนี้คนเดียว “ทำไมเลขาพี่ถึงมาอยู่ที่นี้เหรอ” “หืม อ่อเธอบอกจะมาช่วยดูแลเธอ ฉันเลยพามาด้วย” ห๋า ดูแลฉันเนี่ยนะ? คุณพี่คิดได้ไงให้คู่อริมาดูแลกันมันจะไม่ตบกันแทนเหรอ เมื่อวานก่อนยังไม่หายคาใจที่โดนมองขนาดนั้นเลยนะนั่น To be continuedโมเน่นิ่งไปชั่วครู่ ใจหวิวขึ้นมาแปลก ๆ กับคำพูดนั้น เธอรู้สึกอบอุ่นในอกแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยตลอดที่อยู่ในร่างนี้ เธอเดินตามไคเข้ารถอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้ความรู้สึกในใจค่อย ๆ ตกตะกอนไปตลอดทางเมื่อกลับถึงคฤหาสน์ ไคจูงมือเธอเดินขึ้นห้องด้วยสีหน้าพึงพอใจ แสงไฟในโถงบันไดสลัวรางส่องกระทบใบหน้าทั้งสองขณะเดินขึ้นไปด้วยกัน เขาต้อนเธอเข้ามุมกำแพงข้างประตูห้องนอน มือทั้งสองยันอยู่ข้างศีรษะเธอ"วันนี้ทำดีมากเลยนะ หมูเน่" เขากระซิบใกล้ใบหู น้ำเสียงต่ำทุ้มเต็มไปด้วยความพอใจ "รางวัลของเด็กดีที่ช่วยเล่นละครให้พี่วันนี้ คือการที่พี่จะดูแลเธอ...ทั้งคืน"โมเน่รู้สึกใจเต้นรัวจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง ริมฝีปากอ้าจะเถียงกลับแต่ไม่มีคำไหนหลุดออกมาได้เลยสักคำ มีเพียงแสงไฟในห้องที่ค่อย ๆ ถูกปิดลงพร้อมกับประตูที่ปิดสนิทตามหลัง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันของค่ำคืนที่รอคอยอยู่เบื้องหลังประตูบานนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น โมเน่ตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกเพลีย ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เธอเหลือบมองไคที่ยังหลับสนิทอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าคมเข้มที่ยามหลับดูอ่อนโยนกว่ายามตื่นมากนัก เธอเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวก่อนจะร
"หนูจะต้องใส่ชุดนี้จริง ๆ เหรอคะ" โมเน่บ่นพึมพำขณะยืนหน้ากระจกบานใหญ่ มองชุดเดรสสีชมพูอ่อนที่คนใช้ช่วยกันแต่งตัวให้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมถูกจัดทรงสวยหรู หน้าตาแต่งแต้มให้ดูอ่อนหวานผิดจากที่เธอคุ้นชิน กระโปรงบานเบาสะบัดตามจังหวะที่เธอขยับตัวไปมาอย่างไม่สบายใจ"สวยแล้ว เธอต้องไปกินข้าวที่บ้านพ่อแม่ฉันวันนี้" ไคยืนพิงกรอบประตูมองเธออย่างพอใจ สายตาส่องประกายชื่นชมจนโมเน่ต้องหันหนีเพราะเขินจนหน้าร้อนวูบ"ทำไมต้องแต่งขนาดนี้ด้วยล่ะคะ กินข้าวแค่มื้อเดียวเอง" เธอเอ่ยพลางดึงชายกระโปรงเบา ๆ ด้วยความอึดอัด ไม่คุ้นเคยกับชุดที่หรูหราขนาดนี้เลยสักนิด"เพราะเธอเป็นคู่หมั้นของฉันไง" เขาตอบง่าย ๆ พร้อมยื่นมือมาให้เธอจับ นิ้วเรียวของเธอวางลงบนฝ่ามือกว้างของเขาอย่างไม่มีทางเลือกระหว่างทางไปคฤหาสน์วรโชติใหญ่ โมเน่นั่งนิ่งอยู่ในรถ มองวิวข้างทางที่ผ่านไปเรื่อย ๆ ใจคิดถึงสิ่งที่จะต้องเผชิญข้างหน้า เธอไม่รู้เลยว่าวันนี้จะมีอะไรรอเธออยู่บ้างทว่าเมื่อเดินเข้าไปในห้องอาหารของคฤหาสน์วรโชติใหญ่ สิ่งแรกที่โมเน่เห็นทำเอาใบหน้าเธอเปลี่ยนสีทันที เพราะมีอริณนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว ในชุดทำงานเรียบร้อยเหมือนเช
ไคหัวเราะเบา ๆ ในลำคอก่อนจะถอยออกไปอย่างใจเย็น "รู้ตัวแล้วสินะว่าใครจะแพ้เกมนี้ก่อนกัน" เขาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องทำงานไปต่อประชุมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งเสียงหัวเราะแผ่วเบาไว้ข้างหลังโมเน่ยืนนิ่งอึ้งอยู่หน้าห้อง มือกำผ้าเช็ดตัวแน่น หน้าแดงจนร้อนวูบไปทั้งใบหน้า เธอรีบเดินหนีขึ้นห้องด้วยฝีเท้าเร็วผิดปกติ ปิดประตูดังปัง แล้วทรุดตัวลงนั่งพิงประตูอยู่อย่างนั้น หัวใจยังคงเต้นแรงไม่หยุด'ไอ้บ้าเอ๊ย มันไม่กลัวสายตาคนในที่ประชุมเลยเหรอ!' เธอคิดในใจพลางเอามือทั้งสองปิดหน้าที่ยังคงร้อนผ่าวอยู่คืนต่อมา เธอลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้แอบย่องเข้าไปในห้องทำงานตอนไคกำลังตรวจเอกสารสำคัญ แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าเขาที่กำลังจดจ่ออยู่กับกองเอกสารสูงเป็นตั้ง เธอนั่งลงตักเขาแบบไม่ขออนุญาต แขนโอบรอบคอ ทำหน้าเหมือนแมวเหมียวขอความรัก"พี่ไก่คะ เบื่องานแล้ว มาเล่นกับหนูดีกว่า" เธอกระซิบข้างหูพลางเป่าลมหายใจเบา ๆ ตามสูตรในนิยายที่เคยอ่านมา มือเรียวเล่นอยู่ที่ปกเสื้อของเขาอย่างเป็นธรรมชาติไควางปากกาลงอย่างสงบ มือหนึ่งโอบเอวเธอไว้แน่น อีกมือลูบผมที่ยังหอมกลิ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านลูกไม้เข้ามาตกกระทบใบหน้า โมเน่ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่หนักอึ้งกว่านั้นคือความรู้สึกผิดที่ก่อตัวอยู่เต็มอกเธอนอนขดตัวอยู่บนเตียงนุ่ม มองเพดานห้องนอนที่คุ้นตาไปหมดแล้ว ภาพเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวทีละฉากราวกับหนังที่เล่นซ้ำไม่มีวันจบ สายฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาทางระเบียง เสียงฟ้าร้องคำรามอยู่ไกล ๆ อ้อมแขนที่รัดแน่นจนหนีไม่หลุด และริมฝีปากร้อนผ่าวที่กดทับลงมาอย่างไม่ยอมปล่อยเธอเอามือทั้งสองข้างทาบหน้าตัวเองแล้วกรี๊ดลั่นอยู่ในใจ กลิ้งตัวไปมาบนที่นอนจนผ้าห่มพันกันยุ่งเหยิง'ไม่นะ ไม่ ๆๆๆ นี่มันไม่ใช่แผนที่วางไว้เลยสักนิด!'โมเน่พยายามนึกทบทวนเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาปลอบใจตัวเอง เธอเคยเรียนมาว่าตอนหวาดกลัวใกล้ตายหรือตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาปริมาณมาก และสารตัวนี้เองที่มักทำให้สมองสับสนระหว่างความกลัวกับความตื่นเต้นทางอารมณ์อื่น ๆ ใช่แล้ว มันคือ "อุบัติเหตุ" ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับใจเธอสักนิดเดียวเธอพยักหน้ากับตัวเองอย่างมั่นใจในทฤษฎีที่คิดขึ้นมาเอง ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเ
เขาคำรามต่ำก่อนจะรูดซิปลงปลดกางเกงทิ้งไป ร่างกายกำยำเปลือยเปล่าปรากฏโฉมทุกสัดส่วน ความเป็นชายขนาดยักษ์เด้งทะลักออกมาอย่างทรงพลังทั้งยาวใหญ่และหนา เส้นเลือดปูดโปนตามความยาว ส่วนปลายบานแดงฉ่ำมันวาวเยิ้ม โมเน่เหมือนถูกกระชากสติกลับมาดวงตาเธอเบิกกว้างอย่างลืมตัว ดวงตากลมโตสั่นระริกจับจ้องความยิ่งใหญ่ตรงหน้าในหัวประมวลผลวุ่นวายจนเผลอคิดพิเรนทร์ ‘คนเขียนนิยายเรื่องนี้ใส่เลขผิดหรือเปล่าเนี่ย?! ใหญ่ขนาดนี้ฉันได้ตายคาเตียงแน่ๆ’ร่างเล็กพยายามถดตัวหนีจนแผ่นหลังชนหัวเตียง แต่ไคกลับคว้าข้อเท้าเธอไว้แล้วลากกลับมาอยู่ใต้ร่างอย่างง่ายดาย เขาโน้มตัวลงมาทับจนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุและขนาดอันน่าเกรงขามที่บดเบียดอยู่ตรงหน้าขา"เป็นอะไร..." ไคหัวเราะทุ้มในลำคอ เมื่อเห็นท่าทีช็อกสุดขีดของสาวน้อยใต้ร่าง เขาขยับกายเข้าไปใกล้จนส่วนหัวที่ฉ่ำวาวเฉียดกรายร่องนุ่มที่เปียกชุ่ม"พี่ไก่ ไม่เอา! มันใหญ่ไป ฉันไม่ไหวหรอก!""ทำไมจะไม่ไหว ยังไม่ได้ลองเลย" ไคกระซิบข้างหู เสียงทุ้มแหบพร่าเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม "ปากเธอยังด่าฉันแซ่บขนาดนั้น มาดูสิ้ว่าปากล่างจะแซ่บขนาดไหน""ไอ้คนลามก! ปล่อยนะ!""หึ ด่าสิ ด่าอี
"ไม่! ปล่อยฉันนะ!" โมเน่แผดเสียงพลางปัดป้องพัลวัน เธอพยายามจะรวบสาบเสื้อเข้าหากันและปัดมือใหญ่ของเขาออกไป แต่พละกำลังของตัวเองกลับน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับเขา ไคใช้มือเพียงข้างเดียวรวบข้อมือทั้งสองของเธอไว้แน่นแล้วกดลงกับเตียงนุ่ม"พี่ไก่! ไอ้คนบ้า! ปล่อย!" โมเน่ดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าไคกลับใช้นิ้วหนาแกะกระดุมเสื้อเธอออกอย่างใจเย็นและยั่วเย้าเม็ดแรกหลุดออก เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่ขึ้นสีระเรื่อ เม็ดที่สองและสามตามมาติดๆ แม้โมเน่จะบิดกายหนีและพยายามจะหุบไหล่เพื่อปกปิดเพียงใด ไคก็จัดการกระชากอาภรณ์ที่เปียกชื้นนั้นให้พ้นทางจนทรงเสน่ห์อวบอิ่มเด้งออกมาสู้สายตาอย่างโจ่งแจ้งไคกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาของเขาแผดเผาจนโมเน่รู้สึกร้อนไปทั้งตัว เขาโน้มหน้าลงประทับจูบบนรอยแดงเก่าที่เขาเคยฝากไว้ ลิ้นร้อนชื้นวนเวียนปลุกเร้าจนร่างบางสะท้านเฮือก ความพยศในตอนแรกเริ่มมลายกลายเป็นความซ่านสยิว"สวยชิบ ถ้ามีของดีก็น่าจะเอามาอวดกันแต่แรกสิ"“หยุดเถอะ ขอร้อง” โมเน่กัดริมฝีปากมองไคที่จัดการสลัดอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายทิ้งไป ไคหยุดชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างบางที่สั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างอย่างห







