LOGIN"หนูจะต้องใส่ชุดนี้จริง ๆ เหรอคะ" โมเน่บ่นพึมพำขณะยืนหน้ากระจกบานใหญ่ มองชุดเดรสสีชมพูอ่อนที่คนใช้ช่วยกันแต่งตัวให้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมถูกจัดทรงสวยหรู หน้าตาแต่งแต้มให้ดูอ่อนหวานผิดจากที่เธอคุ้นชิน กระโปรงบานเบาสะบัดตามจังหวะที่เธอขยับตัวไปมาอย่างไม่สบายใจ
"สวยแล้ว เธอต้องไปกินข้าวที่บ้านพ่อแม่ฉันวันนี้" ไคยืนพิงกรอบประตูมองเธออย่างพอใจ สายตาส่องประกายชื่นชมจนโมเน่ต้องหันหนีเพราะเขินจนหน้าร้อนวูบ "ทำไมต้องแต่งขนาดนี้ด้วยล่ะคะ กินข้าวแค่มื้อเดียวเอง" เธอเอ่ยพลางดึงชายกระโปรงเบา ๆ ด้วยความอึดอัด ไม่คุ้นเคยกับชุดที่หรูหราขนาดนี้เลยสักนิด "เพราะเธอเป็นคู่หมั้นของฉันไง" เขาตอบง่าย ๆ พร้อมยื่นมือมาให้เธอจับ นิ้วเรียวของเธอวางลงบนฝ่ามือกว้างของเขาอย่างไม่มีทางเลือก ระหว่างทางไปคฤหาสน์วรโชติใหญ่ โมเน่นั่งนิ่งอยู่ในรถ มองวิวข้างทางที่ผ่านไปเรื่อย ๆ ใจคิดถึงสิ่งที่จะต้องเผชิญข้างหน้า เธอไม่รู้เลยว่าวันนี้จะมีอะไรรอเธออยู่บ้าง ทว่าเมื่อเดินเข้าไปในห้องอาหารของคฤหาสน์วรโชติใหญ่ สิ่งแรกที่โมเน่เห็นทำเอาใบหน้าเธอเปลี่ยนสีทันที เพราะมีอริณนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว ในชุดทำงานเรียบร้อยเหมือนเช่นเคย ยิ้มต้อนรับด้วยสีหน้าปกติราวกับเป็นแขกประจำของบ้าน "สวัสดีค่ะคุณโมเน่ วันนี้ดูสดใสมากเลยนะคะ" อริณเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงหวานเจี๊ยบ แต่แววตากลับเย็นชาราวกับน้ำแข็ง โมเน่รู้สึกได้ถึงพลังงานลบที่แผ่ออกมาจากรอยยิ้มนั้นทันที โมเน่ยิ้มบางฝืน ๆ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ ไคตามที่พ่อแม่ของเขาจัดที่ไว้ให้ พ่อของไคอธิบายว่าอริณแวะมาช่วยดูเรื่องเอกสารงานแต่งงานพอดี เลยชวนมาร่วมโต๊ะด้วยตามมารยาท "อ้อ...งั้นเหรอคะ" โมเน่พยักหน้ารับ แม้ในใจจะรู้สึกไม่พอใจอยู่ไม่น้อยที่ต้องนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับผู้หญิงคนนี้ ตลอดมื้ออาหาร ไคเล่นบทสุภาพบุรุษสมบูรณ์แบบ เขาตักกับข้าวใส่จานให้โมเน่ไม่ขาดมือ คอยเช็ดมุมปากให้เธอเบา ๆ ด้วยผ้าเช็ดปาก และพูดจาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนจนคนฟังอย่างโมเน่ขนลุกไปทั้งตัว "ที่รักกินอันนี้อีกหน่อยสิ อร่อยนะ" เขากระซิบเบา ๆ ใกล้หู มือตักกุ้งอบวุ้นเส้นใส่จานเธอเพิ่ม "ค่ะที่รัก" โมเน่ยิ้มแหย ๆ กลืนข้าวลงคออย่างฝืนใจ ในหัวคิดหนักว่าต้องแสดงบทคนป่วยที่ยอมสยบให้เขาต่อหน้าครอบครัว เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ว่าความจำเสื่อมของเธอเป็นเรื่องโกหก แม้ในใจจะกรี๊ดลั่นด้วยความเขินอายก็ตาม ทางฝั่งอริณนั่งกัดฟันมองภาพตรงหน้าด้วยความจุกแน่นในอก มือที่จับตะเกียบเริ่มสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว เธอพยายามแทรกบทสนทนาเรื่องงานเพื่อดึงความสนใจของไคกลับมาที่ตัวเอง "บอส วันจันทร์มีประชุมกับพันธมิตรที่เลื่อนมาจากครั้งก่อน อริณเตรียมเอกสารไว้ให้แล้วนะคะ" ไคเงยหน้าขึ้นมาเพียงแวบเดียว "ส่งให้เลขาคนใหม่จัดการแทนก็ได้" เขาตอบเรียบเฉยก่อนจะหันกลับไปสนใจโมเน่ต่อทันที ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองอริณอีกครั้ง ใบหน้าของอริณซีดเผือดลงทันที มือที่กำผ้าเช็ดปากใต้โต๊ะกำแน่นจนข้อนิ้วขาว เธอกัดริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นความรู้สึกที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ภายในไม่ให้แสดงออกมาทางสีหน้า "ที่จริงเรื่องงานแต่งงานนี่..." พ่อของไคเอ่ยขึ้นระหว่างมื้ออาหาร มองลูกชายด้วยความภาคภูมิใจ "พ่อเห็นว่าไคดูแลหนูโมเน่ได้ดีขนาดนี้ เรื่องเลื่อนงานแต่งก็ไม่จำเป็นแล้วละ จัดตามกำหนดเดิมได้เลย" "ขอบคุณครับพ่อ" ไคตอบทันทีพร้อมยิ้มพอใจ มือที่วางอยู่ใต้โต๊ะแอบกุมมือโมเน่ไว้แน่น สัมผัสอุ่น ๆ ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้สะบัดมือหนีเหมือนที่เคยทำ โมเน่ได้แต่ยิ้มแข็ง ๆ ในใจกรีดร้องไม่เป็นภาษา แผนถอนหมั้นของเธอยิ่งพังทลายหนักกว่าเดิม เธอแอบชำเลืองมองหน้าไคที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุข รู้สึกแปลก ๆ ที่ตัวเองไม่ได้รู้สึกแย่กับข่าวนี้เท่าที่ควร อริณทนฟังต่อไม่ไหวอีกต่อไป เธอรีบขอตัวลุกจากโต๊ะด้วยข้ออ้างว่าต้องรีบกลับไปทำงานต่อ สีหน้าเย็นชาที่พยายามฝืนไว้เริ่มปริแตกออกทีละน้อย "ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ มีนัดด่วนที่ออฟฟิศ" เธอพูดเสียงสั่นเล็กน้อยก่อนจะรีบเดินออกจากห้องอาหารไปโดยไม่รอคำตอบ หลังมื้ออาหารจบลง โมเน่ถือโอกาสชวนไคคุยเรื่องอริณระหว่างเดินกลับรถ ลมเย็นยามเย็นพัดผ่านสวนดอกไม้หน้าคฤหาสน์เบา ๆ "พี่ไก่คะ หนูว่าคุณอริณเขาแปลก ๆ นะ ตอนที่งานเลี้ยงเขาแกล้งขัดขาหนูจริง ๆ ไม่ใช่หนูโกหกเลยสักนิด" ไคเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย เขาไม่เคยเห็นอริณทำอะไรแบบนั้นต่อหน้าตัวเองมาก่อน แต่ก็ยังไม่แน่ใจเต็มร้อยว่าจะเชื่อฝ่ายไหนดี "พี่จะลองสังเกตดูอีกทีนะ" เขาตอบด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด "ถ้าเราจะแต่งงานกัน แต่พี่ไม่เชื่อในสิ่งที่หนูพูดเลย ชีวิตคู่ของเราคงมีแต่ปัญหาแน่ ๆ ค่ะ" โมเน่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของแผนแต่คำพูดนี้ก็มาจากใจจริงไม่น้อย เธอหยุดเดินและมองหน้าเขาตรง ๆ ราวกับต้องการคำตอบที่ชัดเจน ไคหยุดเดินแล้วหันมามองเธอ ดวงตาคมกริบจับจ้องอย่างครุ่นคิด ก่อนจะยื่นมือมาลูบหัวเธอเบา ๆ "ไม่ว่าเธอจะพูดอะไร พี่จะเชื่อ" เขาพูดเสียงต่ำ "เพราะถ้าเธอโกหก ยังไงพี่ก็ดูออกอยู่ดี" To be continuedโมเน่นิ่งไปชั่วครู่ ใจหวิวขึ้นมาแปลก ๆ กับคำพูดนั้น เธอรู้สึกอบอุ่นในอกแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยตลอดที่อยู่ในร่างนี้ เธอเดินตามไคเข้ารถอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้ความรู้สึกในใจค่อย ๆ ตกตะกอนไปตลอดทางเมื่อกลับถึงคฤหาสน์ ไคจูงมือเธอเดินขึ้นห้องด้วยสีหน้าพึงพอใจ แสงไฟในโถงบันไดสลัวรางส่องกระทบใบหน้าทั้งสองขณะเดินขึ้นไปด้วยกัน เขาต้อนเธอเข้ามุมกำแพงข้างประตูห้องนอน มือทั้งสองยันอยู่ข้างศีรษะเธอ"วันนี้ทำดีมากเลยนะ หมูเน่" เขากระซิบใกล้ใบหู น้ำเสียงต่ำทุ้มเต็มไปด้วยความพอใจ "รางวัลของเด็กดีที่ช่วยเล่นละครให้พี่วันนี้ คือการที่พี่จะดูแลเธอ...ทั้งคืน"โมเน่รู้สึกใจเต้นรัวจนแทบได้ยินเสียงตัวเอง ริมฝีปากอ้าจะเถียงกลับแต่ไม่มีคำไหนหลุดออกมาได้เลยสักคำ มีเพียงแสงไฟในห้องที่ค่อย ๆ ถูกปิดลงพร้อมกับประตูที่ปิดสนิทตามหลัง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันของค่ำคืนที่รอคอยอยู่เบื้องหลังประตูบานนั้นเช้าวันรุ่งขึ้น โมเน่ตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกเพลีย ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เธอเหลือบมองไคที่ยังหลับสนิทอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าคมเข้มที่ยามหลับดูอ่อนโยนกว่ายามตื่นมากนัก เธอเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวก่อนจะร
"หนูจะต้องใส่ชุดนี้จริง ๆ เหรอคะ" โมเน่บ่นพึมพำขณะยืนหน้ากระจกบานใหญ่ มองชุดเดรสสีชมพูอ่อนที่คนใช้ช่วยกันแต่งตัวให้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมถูกจัดทรงสวยหรู หน้าตาแต่งแต้มให้ดูอ่อนหวานผิดจากที่เธอคุ้นชิน กระโปรงบานเบาสะบัดตามจังหวะที่เธอขยับตัวไปมาอย่างไม่สบายใจ"สวยแล้ว เธอต้องไปกินข้าวที่บ้านพ่อแม่ฉันวันนี้" ไคยืนพิงกรอบประตูมองเธออย่างพอใจ สายตาส่องประกายชื่นชมจนโมเน่ต้องหันหนีเพราะเขินจนหน้าร้อนวูบ"ทำไมต้องแต่งขนาดนี้ด้วยล่ะคะ กินข้าวแค่มื้อเดียวเอง" เธอเอ่ยพลางดึงชายกระโปรงเบา ๆ ด้วยความอึดอัด ไม่คุ้นเคยกับชุดที่หรูหราขนาดนี้เลยสักนิด"เพราะเธอเป็นคู่หมั้นของฉันไง" เขาตอบง่าย ๆ พร้อมยื่นมือมาให้เธอจับ นิ้วเรียวของเธอวางลงบนฝ่ามือกว้างของเขาอย่างไม่มีทางเลือกระหว่างทางไปคฤหาสน์วรโชติใหญ่ โมเน่นั่งนิ่งอยู่ในรถ มองวิวข้างทางที่ผ่านไปเรื่อย ๆ ใจคิดถึงสิ่งที่จะต้องเผชิญข้างหน้า เธอไม่รู้เลยว่าวันนี้จะมีอะไรรอเธออยู่บ้างทว่าเมื่อเดินเข้าไปในห้องอาหารของคฤหาสน์วรโชติใหญ่ สิ่งแรกที่โมเน่เห็นทำเอาใบหน้าเธอเปลี่ยนสีทันที เพราะมีอริณนั่งอยู่ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว ในชุดทำงานเรียบร้อยเหมือนเช
ไคหัวเราะเบา ๆ ในลำคอก่อนจะถอยออกไปอย่างใจเย็น "รู้ตัวแล้วสินะว่าใครจะแพ้เกมนี้ก่อนกัน" เขาทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องทำงานไปต่อประชุมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งเสียงหัวเราะแผ่วเบาไว้ข้างหลังโมเน่ยืนนิ่งอึ้งอยู่หน้าห้อง มือกำผ้าเช็ดตัวแน่น หน้าแดงจนร้อนวูบไปทั้งใบหน้า เธอรีบเดินหนีขึ้นห้องด้วยฝีเท้าเร็วผิดปกติ ปิดประตูดังปัง แล้วทรุดตัวลงนั่งพิงประตูอยู่อย่างนั้น หัวใจยังคงเต้นแรงไม่หยุด'ไอ้บ้าเอ๊ย มันไม่กลัวสายตาคนในที่ประชุมเลยเหรอ!' เธอคิดในใจพลางเอามือทั้งสองปิดหน้าที่ยังคงร้อนผ่าวอยู่คืนต่อมา เธอลองใหม่อีกครั้ง คราวนี้แอบย่องเข้าไปในห้องทำงานตอนไคกำลังตรวจเอกสารสำคัญ แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าเขาที่กำลังจดจ่ออยู่กับกองเอกสารสูงเป็นตั้ง เธอนั่งลงตักเขาแบบไม่ขออนุญาต แขนโอบรอบคอ ทำหน้าเหมือนแมวเหมียวขอความรัก"พี่ไก่คะ เบื่องานแล้ว มาเล่นกับหนูดีกว่า" เธอกระซิบข้างหูพลางเป่าลมหายใจเบา ๆ ตามสูตรในนิยายที่เคยอ่านมา มือเรียวเล่นอยู่ที่ปกเสื้อของเขาอย่างเป็นธรรมชาติไควางปากกาลงอย่างสงบ มือหนึ่งโอบเอวเธอไว้แน่น อีกมือลูบผมที่ยังหอมกลิ
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านม่านลูกไม้เข้ามาตกกระทบใบหน้า โมเน่ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่หนักอึ้งกว่านั้นคือความรู้สึกผิดที่ก่อตัวอยู่เต็มอกเธอนอนขดตัวอยู่บนเตียงนุ่ม มองเพดานห้องนอนที่คุ้นตาไปหมดแล้ว ภาพเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวทีละฉากราวกับหนังที่เล่นซ้ำไม่มีวันจบ สายฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามาทางระเบียง เสียงฟ้าร้องคำรามอยู่ไกล ๆ อ้อมแขนที่รัดแน่นจนหนีไม่หลุด และริมฝีปากร้อนผ่าวที่กดทับลงมาอย่างไม่ยอมปล่อยเธอเอามือทั้งสองข้างทาบหน้าตัวเองแล้วกรี๊ดลั่นอยู่ในใจ กลิ้งตัวไปมาบนที่นอนจนผ้าห่มพันกันยุ่งเหยิง'ไม่นะ ไม่ ๆๆๆ นี่มันไม่ใช่แผนที่วางไว้เลยสักนิด!'โมเน่พยายามนึกทบทวนเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาปลอบใจตัวเอง เธอเคยเรียนมาว่าตอนหวาดกลัวใกล้ตายหรือตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาปริมาณมาก และสารตัวนี้เองที่มักทำให้สมองสับสนระหว่างความกลัวกับความตื่นเต้นทางอารมณ์อื่น ๆ ใช่แล้ว มันคือ "อุบัติเหตุ" ล้วน ๆ ไม่เกี่ยวอะไรกับใจเธอสักนิดเดียวเธอพยักหน้ากับตัวเองอย่างมั่นใจในทฤษฎีที่คิดขึ้นมาเอง ก่อนจะสะดุ้งเฮือกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเ
เขาคำรามต่ำก่อนจะรูดซิปลงปลดกางเกงทิ้งไป ร่างกายกำยำเปลือยเปล่าปรากฏโฉมทุกสัดส่วน ความเป็นชายขนาดยักษ์เด้งทะลักออกมาอย่างทรงพลังทั้งยาวใหญ่และหนา เส้นเลือดปูดโปนตามความยาว ส่วนปลายบานแดงฉ่ำมันวาวเยิ้ม โมเน่เหมือนถูกกระชากสติกลับมาดวงตาเธอเบิกกว้างอย่างลืมตัว ดวงตากลมโตสั่นระริกจับจ้องความยิ่งใหญ่ตรงหน้าในหัวประมวลผลวุ่นวายจนเผลอคิดพิเรนทร์ ‘คนเขียนนิยายเรื่องนี้ใส่เลขผิดหรือเปล่าเนี่ย?! ใหญ่ขนาดนี้ฉันได้ตายคาเตียงแน่ๆ’ร่างเล็กพยายามถดตัวหนีจนแผ่นหลังชนหัวเตียง แต่ไคกลับคว้าข้อเท้าเธอไว้แล้วลากกลับมาอยู่ใต้ร่างอย่างง่ายดาย เขาโน้มตัวลงมาทับจนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุและขนาดอันน่าเกรงขามที่บดเบียดอยู่ตรงหน้าขา"เป็นอะไร..." ไคหัวเราะทุ้มในลำคอ เมื่อเห็นท่าทีช็อกสุดขีดของสาวน้อยใต้ร่าง เขาขยับกายเข้าไปใกล้จนส่วนหัวที่ฉ่ำวาวเฉียดกรายร่องนุ่มที่เปียกชุ่ม"พี่ไก่ ไม่เอา! มันใหญ่ไป ฉันไม่ไหวหรอก!""ทำไมจะไม่ไหว ยังไม่ได้ลองเลย" ไคกระซิบข้างหู เสียงทุ้มแหบพร่าเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม "ปากเธอยังด่าฉันแซ่บขนาดนั้น มาดูสิ้ว่าปากล่างจะแซ่บขนาดไหน""ไอ้คนลามก! ปล่อยนะ!""หึ ด่าสิ ด่าอี
"ไม่! ปล่อยฉันนะ!" โมเน่แผดเสียงพลางปัดป้องพัลวัน เธอพยายามจะรวบสาบเสื้อเข้าหากันและปัดมือใหญ่ของเขาออกไป แต่พละกำลังของตัวเองกลับน้อยนิดเหลือเกินเมื่อเทียบกับเขา ไคใช้มือเพียงข้างเดียวรวบข้อมือทั้งสองของเธอไว้แน่นแล้วกดลงกับเตียงนุ่ม"พี่ไก่! ไอ้คนบ้า! ปล่อย!" โมเน่ดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าไคกลับใช้นิ้วหนาแกะกระดุมเสื้อเธอออกอย่างใจเย็นและยั่วเย้าเม็ดแรกหลุดออก เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่ขึ้นสีระเรื่อ เม็ดที่สองและสามตามมาติดๆ แม้โมเน่จะบิดกายหนีและพยายามจะหุบไหล่เพื่อปกปิดเพียงใด ไคก็จัดการกระชากอาภรณ์ที่เปียกชื้นนั้นให้พ้นทางจนทรงเสน่ห์อวบอิ่มเด้งออกมาสู้สายตาอย่างโจ่งแจ้งไคกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาของเขาแผดเผาจนโมเน่รู้สึกร้อนไปทั้งตัว เขาโน้มหน้าลงประทับจูบบนรอยแดงเก่าที่เขาเคยฝากไว้ ลิ้นร้อนชื้นวนเวียนปลุกเร้าจนร่างบางสะท้านเฮือก ความพยศในตอนแรกเริ่มมลายกลายเป็นความซ่านสยิว"สวยชิบ ถ้ามีของดีก็น่าจะเอามาอวดกันแต่แรกสิ"“หยุดเถอะ ขอร้อง” โมเน่กัดริมฝีปากมองไคที่จัดการสลัดอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายทิ้งไป ไคหยุดชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบกวาดมองร่างบางที่สั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างอย่างห







