Masuk"คุณคิริว เราเป็นพี่น้องกันนะ!" "พี่น้องงั้นเหรอ?" "ฉันไม่เคยเห็นเธอเป็นน้องสาวเลย" "?!" "ต่อให้คนทั้งโลกบอกว่าเธอเป็นน้องฉัน.....แต่สำหรับฉัน เธอคือ ของของฉัน คนเดียวเท่านั้นหนูดี"
Lihat lebih banyakEP 1
คนที่ไม่ควรกลับมาเจอ
เสียงเพลงต้อนรับนักศึกษาใหม่ดังคลออยู่ทั่วลานกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ผู้คนหลายร้อยชีวิตเดินสวนกันไปมาบรรยากาศแลดูคึกคัก เสื้อหลากสีของแต่ละคณะทำให้บรรยากาศวันเปิดภาคเรียนเต็มไปด้วยความสดใส แต่สำหรับพิมพ์ลดา หรือ หนูดี วันนี้กลับเป็นเพียงวันเริ่มต้นของชีวิตที่เธอตั้งใจจะใช้เพื่อตัวเอง
ตึก
ตึก
ตึก
หญิงสาวกระชับกระเป๋าผ้าใบเล็กที่สะพายอยู่ในขณะเดินเคียงข้างเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงชั่วโมง ร่างบอบบางในชุดนักศึกษาถูกระเบียบ ผมยาวสีน้ำตาลเข้มถูกรวบครึ่งศีรษะอย่างเรียบร้อย ใบหน้าหวานละมุนชวนมอง หากแต่แววตากลับนิ่งสงบเกินกว่าจะเป็นเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งก้าวเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย
เหตุผลที่หนูดีดูไม่สดใสเท่าที่ควรเพราะมีเรื่องกังวลใจ ถึงแม้ที่นี่จะเป็นเพียงสถาบันเดียวที่มีหลักสูตรวิจัยและทุนการศึกษาต่อต่างประเทศเต็มจำนวนในสาขาที่เธอใฝ่ฝัน แต่ทว่าก็มีใครบางคน คนที่เธอไม่อยากเจอเรียนอยู่ที่นี่เช่นกันแต่ถึงอย่างนั้นหนูดีก็ยอมเสี่ยงเลือกเส้นทางของอนาคตมากกว่าจะกังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง โดยหวังว่าคณะบริหารฯของเธอ กับ คณะวิศวะฯ ที่มีนักศึกษานับพันคน และผู้คนอีกนับหมื่นในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ คงกว้างใหญ่พอที่จะไม่ทำให้เธอต้องหมุนเวียนมาเจอกับเขาคนนั้น
"หนูดี! รีบหน่อย เดี๋ยวหาที่นั่งไม่ได้" โบว์ร้องเรียกพลางโบกมือ
"มาแล้ว" หนูดียิ้มบางๆ ก่อนเร่งฝีเท้า นี่คือการเริ่มต้นใหม่ มหาวิทยาลัยแห่งใหม่ ชีวิตใหม่ และเธอหวังเหลือเกินว่าจะไม่มีใครจากอดีตตามมาทำลายมันอีก
หลังจากที่เธอกล้าตัดสินใจย้ายออกจากบ้านบุญธรรมที่เคยชุบเลี้ยงเธอมานับสิบปี หนูดีก็ปฏิเสธที่จะรับเงินช่วยเหลือทุกบาททุกสตางค์จากครอบครัวนั้น ค่าเทอมทั้งหมดในตอนนี้มาจากทุนการศึกษาเรียนดีที่เธอสอบแข่งขันได้ด้วยตัวเอง ส่วนค่าเช่าห้องหอพักเล็กๆ นอกรั้วมหาวิทยาลัย ก็มาจากการทำงานพาร์ตไทม์ที่เริ่มทำช่วงมัธยมปลาย ถึงแม้คุณแม่บุญธรรมจะโอนเงินเข้าบัญชีทุกเดือนให้ไม่ขาด แต่หนูดีก็ไม่เคยหยิบเงินก้อนนั้นออกมาใช้เลย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะสลัดพันธนาการในอดีตที่คอยกดทับเธอเอาไว้ให้หมดสิ้น
"ได้ยินไหม ปีนี้เฮดว้ากวิศวะโหดมากเลย" เสียงนักศึกษาหญิงกลุ่มหนึ่งเดินผ่านไปพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก
"ใช่คนที่ชื่อคิริวหรือเปล่า"
"ใช่! หล่อมาก แต่เย็นชาสุดๆ"
"ได้ข่าวว่าไม่เคยยิ้มให้ใครเลย"
"อยากรู้จังว่าถ้าเขามีแฟน เขาจะอ่อนโยนกับแฟนบ้างหรือเปล่า"
ฝีเท้าของหนูดีชะงักลงโดยไม่รู้ตัว หัวใจที่เคยสงบนิ่งกลับกระตุกวูบ คิริว ชื่อของลูกชายคนเดียวของบ้านนั้น ชายหนุ่มผู้ถือดีและอารมณ์ร้าย ผู้ชายที่เธอเคยเรียกว่า พี่ และพยายามลืมมาตลอดสองปี คนที่มอบบาดแผลในใจให้เธอ
"หนูดีเป็นอะไร" แก้วย่นคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเพื่อนหยุดเดินไปกะทันหัน
"ไม่มีอะไร....." หญิงสาวรีบส่ายหน้า ก่อนพึมพำเบาๆ "คงแค่ชื่อเหมือนกัน"
เธอได้แต่บอกตัวเองว่าเรื่องที่คิดไม่มีทางเป็นไปได้ โลกคงจะไม่เล็กขนาดนั้น เธอปลอบใจตัวเองเช่นนั้น ถึงแม้จะสังหรณ์ใจแปลก ๆก็ตาม ก่อนเดินต่อไปยังหอประชุม ไม่นานนัก นักศึกษาปีหนึ่งทุกคณะต่างนั่งประจำที่ เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ ก่อนจะเงียบลงเมื่อพิธีกรประกาศเริ่มกิจกรรม
"ต่อไป ขอเชิญประธานสโมสรนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และหัวหน้าทีมรับน้องประจำปีนี้"
เสียงปรบมือดังกึกก้อง หนูดีไม่ได้สนใจนัก เธอก้มเปิดเอกสารในมือไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง.....เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นบนเวที เสียงกรี๊ดของนักศึกษาหญิงดังลั่นหอประชุม
"กรี๊ดดด.....พี่คิริว!"
"หล่อมาก"
"วันนี้ใส่เสื้อเชิ้ตด้วย"
หนูดีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามเสียง เพียงเสี้ยววินาทีลมหายใจของเธอก็เหมือนหยุดลง ชายหนุ่มร่างสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรเดินขึ้นมายืนกลางเวทีอย่างสงบนิ่ง เสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดถูกพับแขนถึงข้อศอก เผยท่อนแขนแข็งแรงที่เต็มไปด้วยเส้นเอ็น เสื้อช็อปวิศวะสีแดงเลือดหมูพาดอยู่บนไหล่เพียงข้างเดียว ใบหน้าหล่อเหลาคมคายแทบไร้อารมณ์ ดวงตาคมเย็นเยือกกวาดมองผู้คนเบื้องล่างเพียงครั้งเดียว เสียงทั้งหอประชุมก็เงียบลงราวกับถูกกดปุ่มหยุด เขาคือ คิริว วัฒนาสกุลไพศาล ผู้ชายที่เป็นทั้งสายเลือดคนเดียวของตระกูล วัฒนาสกุลไพศาล และ เป็นคนเดียวกับที่เคยฝากบาดแผลลึกไว้ในใจหนูดีจนเธอต้องย้ายหนีมา!
"สวัสดี" น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบนิ่งดังผ่านไมโครโฟน
"ผมไม่ชอบพูดซ้ำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่บอกวันนี้.....อย่าให้ต้องพูดเป็นครั้งที่สอง"
นักศึกษาปีหนึ่งหลายคนรีบกลืนน้ำลาย บรรยากาศเมื่อครู่ที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะหายไปจนหมด คิริวยังคงพูดต่อด้วยสีหน้าเดิม
"ผมไม่สนว่าพวกคุณมาจากโรงเรียนไหน หรือเคยเป็นใครมาก่อน"
"แต่เมื่อเข้ามาอยู่ที่นี่.....ทุกคนต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง"
หนูดีไม่ได้ยินประโยคต่อจากนั้นอีก เพราะสายตาคมคู่หนึ่ง กำลังหยุดอยู่ที่เธอ ดวงตาสองคู่สบกันกลางอากาศ ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคำทักทาย แต่เธอเห็นชัดเจน ว่าแววตาเย็นชาคู่นั้นไหววูบเพียงเสี้ยววินาที คิริวเห็นเธอแล้ว!
"!" หนูดีเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อน เธอรีบก้มมองเอกสารในมือ และพยายามควบคุมลมหายใจที่เริ่มไม่เป็นจังหวะ
'ไม่เป็นไร'
'เราไม่ได้เกี่ยวข้องกันแล้ว'
เธอท่องประโยคนั้นซ้ำๆ ในใจ กิจกรรมดำเนินต่อไปอีกเกือบชั่วโมง ก่อนจะปล่อยให้นักศึกษาแยกย้ายกลับคณะตัวเอง
"หนูดี ไปโรงอาหารกัน"
"อือ" หญิงสาวลุกขึ้นเดินตามเพื่อนทั้งสามคนไปอย่างเงียบๆ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังมองตามแผ่นหลังของเธอไปอย่างไม่วางตา
"มึงเป็นอะไร" เอฟเอ่ยถามพลางมองเพื่อนสนิทที่ยืนกอดอกอยู่หลังเวที
คิริวไม่ตอบ สายตายังคงจับอยู่ที่ร่างบางซึ่งกำลังเดินห่างออกไปเรื่อยๆ
"เมื่อกี้มึงมองใคร"
"..……………..."
"รู้จักน้องคนนั้นเหรอ?"
"อืม" คิริวแค่ส่งเสียงครางรับในลำคอเบาๆ ใบหน้าของเขานิ่งมากจนคาดเดาอารมณ์ไม่ออก
"ใครอ่ะ?" เอฟถามด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น
"เด็กที่เคยอยู่บ้านเดียวกับกู" เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นเหมือนเดิม
"อ้าว.....แล้วทำไมไม่เรียกไว้ จะได้ทักทายกัน" เอฟเลิกคิ้วทันที คิริวเงียบลงอีกครั้ง เพราะสายตาเขาเอาแต่มองแผ่นหลังของหญิงสาวที่คุ้นเคย ตอนนี้เธอกำลังหัวเราะกับเพื่อนของเธออยู่
คิริวยืนมองแผ่นหลังของเธอเงียบๆ ปลายนิ้วที่ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงค่อยๆ กำแน่น เมื่อจู่ๆ ผู้ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาคุยกับหนูดีด้วยท่าทางเป็นกันเอง ก่อนที่เสียงหัวเราะของหนูดีจะดังแว่วมา คิริวหรี่ตาลงช้าๆ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบจนเอฟขนลุก
"ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร"
EP 42 ตรรกะของคิริว"ดีแล้วลูก เป็นพี่น้องกัน ต้องรักใคร่กันให้มาก ๆ รู้ไหม" ศศิหันไปพูดกับลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางส่งยิ้มละมุนให้หนูดี"ว่าแต่ให้แม่อยู่ดูแลหนูดีกว่าไหม แม่ก็อยากนอนเล่นกับน้องสักคืนอยู่พอดี""ไม่ต้องหรอกครับ" คิริวเอ่ยตัดบททันควัน ดวงตาคู่คมปรายมองมารดาก่อนจะเคลื่อนไปหยุดที่ใบหน้าหวานที่กำลังซีดเผือด"น้องก็แค่เป็นโรคขี้เกียจเรียนเท่านั้นเอง.....ใช่ไหมหนูดี""ตาริว! ไปว่าน้องแบบนั้นได้ยังไงกันลูก" ศศิเอ่ยดุลูกชายไม่จริงจังนัก ก่อนจะหันมามองหนูดีด้วยสายตาเอ็นดูและห่วงใย "หนูดีของแม่ตั้งใจเรียนจะตายไป เอาเถอะจ้ะ งั้นเดี๋ยวแม่เอาของไปเก็บในครัวให้ แล้วว่าจะกลับเลยเหมือนกัน พอดีมีนัดทานข้าวต่อตอนเย็น""เดี๋ยวหนูดีช่วยค่ะ" หนูดีรีบเสนอตัวทันทีด้วยน้ำเสียงลนลาน เธอต้องการหลุดพ้นจากบรรยากาศอันน่าอึดอัดและสายตาคมกริบที่จ้องมองมาประดุจจะกลืนกินเธอลงท้องไปทุกวินาทีหนูดีเดินตามศศิเข้าไปในครัว ร่างเล็กพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด หยิบจับจานชามและจัดผลไม้ช่วยคุณแม่บุญธรรมด้วยมือที่แอบสั่นเทา ศศิชวนคุยเรื่องเรียนและเรื่องอื่นอีกสารพัดด้วยความรักใคร่ ทุก ๆ คำที่หญิงวัยกลางคน
EP 41 ความรู้สึกผิดบาปติ๊งน่อง! ติ๊งน่อง!เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้นซ้ำ ๆ ขัดจังหวะอารมณ์วาบหวามที่กำลังพุ่งสูงถึงขีดสุด หนูดีได้สติก่อนก็รีบพรวดพราด ใช้มือเล็กดันอกแกร่งของคิริวออกทันทีด้วยความตกใจ ใบหน้าหวานแดงซ่านพลางหอบหายใจหอบถี่"พะ พี่คิริว.....ปล่อยค่ะ""มีคนมา" หนูดีกระซิบเสียงแผ่ว พยายามเอียงแก้มหนีริมฝีปากของคิริวที่เอาแต่คลอเคลียไม่ห่าง และพยายามจัดเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่อีกครั้ง คิริวมองใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างพอใจติ๊งน่อง! ติ๊งน่อง!เสียงกริ่งยังคงดังอย่างต่อเนื่องสวบ สาบ"ปะ ไปเปิดประตูสิคะ" หนูดีเอ่ยซ้ำ ก่อนผลักคนตรงหน้าอีก คิริวจิ๊ปากอย่างขัดใจ พร้อมสบถในลำคอด้วยความหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะ ก่อนจะยอมปล่อยมือจากเอวคอดกิ่วอย่างเสียไม่ได้ตึกตึกตึกร่างสูงเดินหน้าตึงไปเปิดประตูห้องพักด้วยสายตาที่พร้อมจะฆ่าคนที่มาขัดจังหวะให้ตายคามือ เขาคิดว่าอาจเป็นเพื่อน ๆ ทั้งสามคนของหนูดีที่กลับมาขัดคอ เพราะงั้นเลยกะจะด่าพวกก้างขวางคอให้เต็มที่แอ๊ด!ทว่าทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างสูงของเฮดว้ากหนุ่มกลับชะงักกึกไปทันที ก่อนปากหนาจะพึมพำออกมาเบา ๆ "แม่.....""ตาริว! ทำไ
EP 40 ค่าติว"งั้นวันนี้พอแค่นี้"คำพูดสั้น ๆ ทว่าทรงพลังหลุดออกจากริมฝีปากหนา คิริวปิดชีทเอกสารลงบนโต๊ะกระจกเบา ๆ ราวกับเป็นสัญญาณการปล่อยตัวนักโทษ ทำเอา แก้ว โบว์ และไอซ์ ถึงกับถอนหายใจยาวออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย"ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะพี่คิริว! ติวดีมากๆ เลยค่ะ"โบว์รีบประจบประแจง สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสั่งการให้พวกเธอรีบกวาดสมุด ปากกา และเครื่องคิดเลขลงกระเป๋าอย่างรวดเร็วราวกับกำลังหนีอะไรบางอย่าง ก่อนจะพร้อมใจกันดีดตัวลุกขึ้นยืนทันที"พวกเราขอกลับก่อนนะคะหนูดี!""ขอบคุณสำหรับห้องน้ำและน้ำเย็น ๆ นะ" โบว์เอ่ยไวปานสายฟ้าแลบ"เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหนกัน อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิ" หนูดีรีบลุกขึ้นยืน หวังจะรั้งเพื่อนไว้สุดชีวิต เพราะถ้ายอมให้พวกเธอออกไป ตอนนี้เธอต้องอยู่กับเสือหิวอย่างคิริวตามลำพังแน่ ๆ"โอ๊ย! ไม่เป็นไรจ้าหนูดี""พอดีนึกขึ้นได้ว่าลืมปิดเตารีด""ยายโทรเรียกกลับบ้านด่วน""จะรีบกลับไปให้ข้าวหมีแพนด้าที่บ้าน!"สามสาวสลับกันรัวข้ออ้างไร้สาระแบบไม่รอฟังคำคัดค้าน ดวงตาของพวกเธอแอบปรายมองร่างสูงของคิริวที่ยืนพิงเคาน์เตอร์บาร์พลางกอดอก มองมาด้วยสายตาเย็นชาดุดัน เป็นสัญญาณขู่กลาย ๆ
"อื้อ....."คิริวผละริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้า ละเลียดชิมความหวานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะยอมปล่อยลูกบิดประตู ร่างสูงกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นริมฝีปากบางของคนตัวเล็กบวมเจ่อ ดวงตากลมโตฉ่ำปรือและเห่อแดงไปถึงใบหูด้วยความอายผสมความตกใจแอ๊ด"เฮ้ย! ออกได้แล้ว" เสียงไอซ์ดังขึ้นเมื่อประตูเปิดออก เพื่อนสาวทั้งสามคนเดินพ้นประตูห้องนอนออกมาพลางถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะชะงักกึกเมื่อเห็นคิริวยืนหน้าระรื่นอยู่ข้างหนูดีที่ยืนก้มหน้านิ่ง แถมใบหน้ายังแดงซ่าน"เอ่อ.....พี่คิริว มายืนตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ" โบว์ถามขึ้นด้วยความสงสัย"เมื่อกี้""เห็นพวกเธอเปิดประตูไม่ออก เลยจะเดินมาดู" คิริวตอบเสียงเรียบ วางฟอร์มราบเรียบประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่สายตาคมกริบฉายแววกรุ้มกริ่มอย่างปิดไม่มิด ปากหนาเอ่ยตอบโบว์ แต่ทว่าสายตากลับเอาแต่จ้องมองหนูดีที่ยืนทำตัวเล็กตัวลีบอยู่ข้าง ๆ"อ๋อ ขอบคุณค่ะพี่คิริว สงสัยกลอนมันติด ๆ ขัด ๆ นิดหน่อย" แก้วหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะหันไปหาหนูดี"ป่ะหนูดี ไปติวกันเถอะ"บรรยากาศในห้องรับแขกกลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง แก้ว โบว์ และไอซ์ นั่งหนีบขารวมกันอยู่บนพื้นฝั่งหนึ่งของโต๊ะกระจกกลางห
Ulasan-ulasan