เข้าสู่ระบบ
ฆาตกรรมจิ้งจอกน้ำเงิน
ฆาตกรรมต่อเนื่องที่เหยื่อถูกจัดฉากให้เหมือนการฆ่าตัวตาย และฆาตกรยังทิ้งลายเซ็นต์ไว้ในที่เกิดเหตุด้วยโมเดลจิ้งจอกสีน้ำเงิน พร้อมข้อความท้าทายการสืบสวนของตำรวจ
"จิ้งจอกตัวที่ห้า จะทำยังไงกับมันดีนะ
จะเอาเชือกรัดคอ ห้อยไว้ดูเล่น
เฉือนเนื้อลึกเข้าไปจนเห็นกระดูก แล้วปล่อยให้ของเหลวสีแดง
ไหลท่วมพื้นขาวๆ ก็สวยดี ชักเริ่มชอบแบบนี้แล้วสิ
หรือจะจับมันมารมควันหอมๆ เหมือนเบคอนก็ไม่เลว
แต่โยนลงพื้นให้ แตกกระจาย ตอนมองลงไปก็สวยดี"
ตัวละคร ชื่อสถานที่ หน่วยงาน หรือเหตุการณ์ต่างๆ ภายในเรื่อง
เป็นเพียงจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงใดๆ
คำเตือน
ภายในเรื่องมีฉากบรรยายการฆาตกรรม การทรมาน และเลือด
"ให้ผมมาตั้งไกลในวันที่ฝนตกแบบนี้ หวังว่าจะไม่ใช่คดีที่น่าเบื่อเหมือนคดีก่อนหน้านี้นะครับหัวหน้า" ชายผิวขาวรูปร่างสูง บ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ ปนความรู้สึกไม่ค่อยพอใจกับคนที่อยู่ในสาย พลางเสยผมสีดำเข้มที่เปียกชุ่มด้วยมือข้างหนึ่ง พร้อมกับดึงชายเสื้อเชิ้ตที่หลุดออก ยัดเข้าไปในกางเกง ก่อนโน้มตัวลงปัดดินโคลนสีน้ำตาลเข้มที่กระเด็นเป็นจุดออกจากรองเท้าหนังที่เคยมีสีดำเงา และขากางเกงสแล็คเข้ารูปสีเข้ม บนชานพักบันไดก่อนถึงชั้นห้า
"สวัสดีครับ...คุณยูใช่ไหมครับ?" ชายผิวเข้มกรำแดดผมสีดำสั้นเกรียนเอ่ยคำทักทาย พร้อมแสดงบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจห้อยคออยู่ ด้วยท่าทีและน้ำเสียงสุภาพ "ขอโทษที่ทำให้คุณต้องลำบากเดินทางมาตั้งไกล แล้วต้องขึ้นบันไดมาถึงชั้นห้าอีกนะครับ" เขาพูดพลางค้อมศีรษะขอโทษ พร้อมกับยื่นผ้าขนหนูสีขาวผืนเล็กให้ยูเช็ดผมที่เปียกชุ่มอยู่ "ผมชื่ออิคคิว หรือเรียกคิวก็ได้ เป็นคนดูแลคดีนี้ครับ" คิวยิ้มกว้างมองยูด้วยสายตาเป็นประกาย ท่าทางประหม่าจนน้ำเสียงตะกุกตะกัก เหมือนได้เจอไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบ
ยูรีบรับผ้าขนหนูที่คิวยื่นให้พร้อมค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ ขณะที่ยังไม่วางสายกับคู่สนทนา "แค่นี้ก่อนนะครับนะครับหัวหน้า" เขากดปิดหน้าจอมือถือเก็บลงไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะเช็ดหน้า และผมที่เปียกอยู่จนเกือบแห้ง ก่อนจะใช้นิ้วมือเรียวยาวของเขาสางผมให้เป็นระเบียบ "ว่าแต่...เล่ารายละเอียดคดีนี้ให้ผมฟังได้ไหมครับ ผมรีบมา เลยยังไม่ได้รับเอกสารคดีนี้เลย พอจะรู้แค่ข้อมูลคร่าวๆ แค่นั้นเอง" ยูถาม ขณะถอดแว่นทรงแปดเหลี่ยมที่ละอองฝนจับหนา ขึ้นมาซับด้วยกระดาษทิชชูจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของเขา
"อ่อ! ครับ ว่าแต่..."
"อะไรเหรอ มีอะไรดูตลกหรือเปล่าครับ?" ยูสวมแว่นพร้อมกับยื่นผ้าขนหนูบนไหล่คืนให้คิว
"เปล่าหรอกครับ แค่ตัวจริงคุณยูดูดีกว่าในรูปที่ผมเคยเห็นอีกน่ะ"
"เอ๊ะ! รู้จักผมด้วยเหรอครับ?" ยูเอียงศีรษะด้วยความสงสัย
"ต้องรู้จักสิครับ ก็คุณได้ชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งของแผนกสืบสวนอาชญากรรมพิเศษที่อายุน้อยที่สุด แถมยังไม่มีคดีไหนที่คุณยูรับผิดชอบแล้วปิดไม่ได้ โดยเฉพาะคดีอาชญากรรมยากๆ ที่ปิดไม่ลง ถ้าถึงมือคุณยูก็ถูกคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว" เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพร้อมรอยยิ้ม มือทั้งสองข้างประสานกันไว้ด้านหน้าอย่างถ่อมตัว
"ผมว่าที่คุณได้ยินมา เขาคงจะพูดเกินจริงไปหน่อยนะ" ยูหัวเราะเสียงดังแก้เขิน
"ไม่หรอกครับ ผมคอยติดตามคดีที่คุณยูรับผิดชอบอยู่ตลอด เรียกว่าผมเป็นแฟนตัวยงของคุณเลยก็ว่าได้ แต่เสียดายที่คุณยูไม่มีช่องทางทางโซเชียลมีเดียให้ติดตามเลย" คิวพูดด้วยท่าทางเขินอาย
"ขนาดนั้นเลยเหรอครับ..." ยูขมวดคิ้วเหมือนไม่เชื่อ "งั้นเราเริ่มคุยเรื่องคดีนี้กันดีกว่า" ยูพับแขนเสื้อเชิ้ตสีดำทั้งสองข้างของเขาขึ้นจนเกือบถึงศอก ก่อนจะสวมถุงมือยางทั้งสองข้างด้วยความคุ้นเคย "ว่าแต่... คดีนี้ มีอะไรผิดปกติมากกว่าการฆ่าตัวตาย อย่างนั้นเหรอครับ ผมรู้มาว่าเป็นฆาตกรรมที่จัดฉากให้เหมือนการฆ่าตัวตาย แต่ผมก็คิดว่ามันคงไม่ใช่การฆ่าตัวตายทั่วๆไปอยู่แล้วล่ะ ไม่งั้นคดีนี้คงไม่ถูกส่งมาถึงแผนกสืบสวนอาชญากรรมพิเศษแน่ๆ เพราะปกติแผนกคงไม่รับคดีฆ่าตัวตาย" ยูพูดแบบไม่เปิดช่องให้อีกฝ่ายได้อธิบาย
"เอ่อ..." คิวมีสีหน้าที่ดูอึดอัดขึ้นมาทันที "ใช่ครับ แต่... คุณยูเข้ามาดูที่เกิดเหตุเลยดีกว่า แล้วผมจะค่อยๆ เล่ารายละเอียดคดีนี้ให้ฟัง" คิวผายมือไปทางประตูห้องที่เปิดอยู่ โดยมีทีมพิสูจน์หลักฐานอีกสองคนกำลังเก็บรวบรวมหลักฐานอยู่ภายในห้องที่เกิดเหตุ
"ขอโทษครับ คุณพอจะมีถุงพลาสติกสวมรองเท้าไหม จะได้ไม่ทำให้ที่เกิดเหตุเลอะโคลน ตอนนี้แม้แต่ถุงเท้า หรือกางเกงผมก็เปียกชุ่มไปหมดเลย" ยูรับถุงพลาสติกสีขาวขุ่นย่อตัวลงสวมรองเท้าหนังสีดำที่เคลือบด้วยโคลนของเขา ก่อนจะลุกขึ้นมาเหยียดยิ้มให้ตำรวจหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
เพียงแค่ยูก้าวขาผ่านประตูเข้ามาภายในห้องที่เกิดเหตุ กลิ่นสนิมเหล็กที่คุ้นเคยก็ลอยมาปะทะประสาทสัมผัสการรับกลิ่นในทันที เขาค่อยๆ กวาดสายตาสำรวจไปรอบห้อง อย่างช้าๆ แม้ภายในห้องจะเปิดไฟหมดทุกดวง แต่ก็ยังรู้สึกน่าอึดอัด อาจเป็นเพราะสภาพอากาศด้านนอกที่ฝนกำลังตกอยู่ ทำให้ภายในห้องดูไม่ได้สว่างมากนัก แต่ก็สามารถมองรายละเอียดทุกอย่างได้อย่างดี
"เจ้าของของห้องเป็นผู้หญิงสินะ" ยูพึมพำเบาๆ "ห้องสะอาดเป็นระเบียบ แต่ตกแต่งห้องด้วยสีโทนเข้ม ของใช้น้อยชิ้นอาจหมายถึงอยู่คนเดียว และยังโสด แต่มีชุดจานชาม ช้อนซ้อมและแก้วอย่างน้อยสองชุด อาจมีเพื่อนหรือคนพิเศษแวะมาหาบ้าง และดูสะอาดไม่มีฝุ่นเกาะแสดงว่าใช้งานประจำหรือเป็นคนรักความสะอาด" ยูใช้ทิชชูปาดไปตามชั้นและภาชนะที่วางอยู่บนชั้นเพื่อดูคราบฝุ่น "เท่าที่ดูไม่มีร่องรอยความรุนแรง หรือการต่อสู้" ยูพูดกับตัวเองเหมือนกำลังจดบันทึกข้อมูล "เป็นผู้หญิงแบบไหนกันนะ ไม่มีของตกแต่งห้องที่ดูน่ารักบ้างเลย แม้แต่ชุดเครื่องนอนกับผ้าม่านยังเป็นแค่สีพื้นทึบๆ แค่นั้นเอง"
"ทางนี้ครับคุณยู" คิวเดินไปเปิดประตูห้องที่อยู่ด้านในติดกับประตูเลื่อนออกไประเบียงด้านนอก กลิ่นที่ยูสัมผัสได้ตอนแรกที่เข้ามายิ่งคละคลุ้งชัดเจนมากขึ้นไปอีก ก่อนคิวจะหยิบภาพถ่ายที่เกิดเหตุขึ้นมาจากซองเอกสารกระดาษสีน้ำตาลให้ดูพร้อมกับเริ่มบอกรายละเอียดในที่เกิดเหตุ เพราะร่างของผู้ตายถูกเคลื่อนย้ายไปห้องชันสูตรตั้งแต่สองชั่วโมงที่แล้ว ก่อนยูมาถึง "ผู้ตายเป็นหญิงอายุยี่สิบเจ็ดปี อาศัยอยู่คนเดียว เธอทำงานที่บริษัทเอกชนที่อยู่ไม่ห่างจากนี่ ถ้าเดินไปประมาณห้านาทีก็ถึง จากคำให้การของผู้ที่มาพบศพคนแรก ซึ่งเป็นเพื่อนที่ทำงาน เล่าว่าประมาณตอนเที่ยงคืน ผู้ตายได้โพสต์ข้อความแปลกๆ บนเฟสบุ๊ค ซึ่งเธอเห็นข้อความนั้นในตอนเช้า เธอจึงพยายามติดต่อกับผู้ตายทุกช่องทาง แต่ก็ไม่มีการตอบรับ เลยรีบมาหาที่ห้องแต่เช้า ปรากฏว่าห้องถูกล็อกอยู่ เรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ จึงขอให้ผู้ดูแลอพาร์ตเมนต์ใช้กุญแจสำรองมาเปิดให้ และพบว่าเธอเสียชีวิตแล้วในสภาพตามภาพนี่แหละครับ"
"หมายความว่า มีสองคนที่มาถึงที่เกิดเหตุก่อนสินะ" ยูยังคงจ้องมองภาพถ่ายในมือ ที่ลักษณะของผู้ตายนั่งพิงตรงมุมห้องน้ำในชุดนอน ไม่ต่างจากกำลังนั่งหลับ เพียงแต่แขนข้างหนึ่งของผู้ตายจมอยู่ในถังน้ำสีขาวเล็กๆ และพบว่ามีรอยแผลลึกตรงข้อมือเป็นแนวยาว น้ำในถังเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม เช่นเดียวกับพื้นกระเบื้องสีขาวของห้องน้ำบางส่วน ตั้งแต่จุดที่ผู้ตายอยู่ไปถึงท่อระบายน้ำในมุมห้อง
"คนที่มาพบศพบอกว่าตอนที่มาถึงก๊อกน้ำเหนือถังน้ำนี้ยังเปิดอยู่ แม้จะไม่ได้เปิดแรงแต่ก็ทำให้น้ำล้นออกมาจากถังนั้นอยู่ตลอดเวลา" คิวพูดขึ้นมาโดยที่ไม่รอคำถามจากยู ก่อนที่จะเล่าต่อ "เบื้องต้นมีการสันนิษฐานว่าเธอเสียชีวิตประมาณตีหนึ่งถึงตีสอง หรืออาจหลังจากเธอโพสต์ข้อความนั้น" คิวหยุดชะงักอยู่ครู่หนึ่ง "จากดูบันทึกของกล้องวงจรปิด ที่จะมีเฉพาะบริเวณชั้นหนึ่ง และหน้าตึก ในช่วงเวลาเกิดเหตุหรือก่อนวันเกิดเหตุสามวันมานี้ นอกจากคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่มีคนภายนอกเข้าออกเลย แต่..." คิวหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "แต่จากมุมกล้องแล้วนอกจากผู้ดูแลอพาร์ทเม้นท์แล้ว ก็คงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ทั้งหมด เพราะไม่เห็นหน้าชัดพอจะระบุตัวตนได้ ต้องดูจากลักษณะท่าทางประกอบ"
"นายจะบอกว่า ถ้าเป็นการฆาตกรรม คนร้ายคือคนที่พักในตึกนี้งั้นเหรอ?" ยูเดินออกมาจากห้องน้ำ และเปิดประตูระเบียงเพื่อออกไปสำรวจด้านนอก "นายบอกว่าห้องล็อกอยู่ และประตูเป็นแบบล็อกจากด้านในหรือใช้กุญแจของห้องถึงจะล็อกได้ใช่ไหม?" คิวพยักหน้าเป็นการตอบรับ "ก็แสดงว่าถ้าไม่ใช่เจ้าของห้อง คนที่จะเปิดประตูได้ต้องมีกุญแจสินะ"
"ใช่ครับ" คิวยื่นภาพอีกใบที่ถ่ายรูปพวงกุญแจถูกวางไว้ในกล่องไม้บนโต๊ะให้ยูดู "และถ้าคุณยูจะถามว่า กุญแจสำรองยังอยู่ครบไหม ผมก็ตรวจสอบแล้วยังอยู่ครบ และสามารถตัดคนดูแลออกจากผู้ต้องสงสัยได้ครับ เพราะมีกล้องตัวหนึ่งที่จะสามารถเห็นห้องของผู้ดูแลตึกได้ตลอดเวลา หลังจากเข้าห้องตอนสี่ทุ่มเขาก็ออกมาอีกทีหกโมงเช้า ตอนที่เพื่อนผู้ตายมาขอกุญแจสำรองไปเปิดห้องผู้ตายเลย"
ยูยืนชิดระเบียง ยื่นหน้าผ่านผนังกั้นบางๆ ระหว่างห้อง สอดสายตามองสำรวจเข้าไปยังห้องข้างๆ "ผนังกั้นนี่มันบางมากเลยนะ แสดงว่าเราสามารถปีนข้ามไปห้องข้างๆ ได้อย่างนั้นสิ"
"ใช่ครับ! อาจจะสูงสักหน่อยเพราะอยู่ตั้งชั้นห้า แต่ถ้าจะปีนข้ามไปก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ในแต่ละชั้นจะมีสองห้องที่ระเบียงติดกันพอที่จะปีนข้ามหาอีกห้องได้ ยกเว้นชั้นหนึ่งที่มีเหล็กดัดครอบด้านนอก" เหมือนคิวจะรู้ว่ายูจะถามต่อว่าอะไร "แต่! ข้างห้อง ผู้ตายไม่มีคนอยู่ครับ เป็นห้องว่าง"
"เอ๊ะ! นายก็เก่งมากเลยนี่...รู้ว่าจุดไหนที่น่าสงสัย" ยูยิ้มพร้อมพยักหน้าช้าๆ
"เพราะผมรู้ไงครับว่าจะต้องทำงานกับคนเก่งๆ อย่างคุณยู ผมก็ต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมสิ" คิวมีท่าทีเขินเมื่อได้ยินคำชมจากยู แต่ยูก็ไม่ได้ปล่อยให้คิวอยู่กับความรู้สึกนั้นนาน และเริ่มถามต่อ
"ถ้าอย่างนั้นเป็นไปได้ไหมที่จะมีคนเอาไปทำกุญแจสำรองเพิ่มไว้อีกชุด อย่างเจ้าของห้องคนก่อน?"
"เรื่องนี้ผมก็คิดเหมือนกัน แต่คนดูแลบอกว่าห้องนี้ ผู้ตายเป็นคนเช่าคนแรก เพราะตึกนี้เพิ่งสร้างเสร็จไม่ถึงหนึ่งปี อีกอย่างชั้นห้าก็ไม่ค่อยมีคนเช่าด้วย ถึงแม้จะถูกกว่าชั้นอื่นก็ตาม เพราะตึกนี้ไม่มีลิฟต์ อย่างตอนนี้ชั้นห้าที่มีอยู่สิบห้อง กลับมีคนเช่าแค่สี่ห้องเอง ถัดจากห้องผู้ตายไปอีกสองห้องถึงจะมีคนพักอยู่ ผมเลยคิดว่าสามารถตัดความเป็นไปได้ตรงนี้ไปครับ" เขายิ้มด้วยสีหน้าพอใจเหมือนตัวเองมีเฉลยข้อสอบอยู่ในมือ
"แล้วนายมีข้อสันนิษฐานว่ายังไง?" ยูกัดริมฝีปากแน่นพลางเคาะนิ้วบนราวระเบียง แต่ยังไม่ทันที่คิวจะได้เสนอข้อสันนิษฐานของตัวเองยูก็ถามขึ้นมาก่อน "แล้วถ้าอย่างนั้น...อะไรล่ะ ที่ทำให้นายมั่นใจว่านี่เป็นการจัดฉากฆาตกรรม?"
"ข้อความจากคนร้ายยังไงล่ะครับ"
"ข้อความของคนร้ายเหรอ!" น้ำเสียงยูเปลี่ยนไปทันทีภายใต้สีหน้าเรียบเฉยไม่ต่างจากก่อนหน้านี้
“ไม่ได้เจอคุณยูเป็นเดือนเลยนะครับ” คิวเอ่ยทักก่อนลุกขยับโต๊ะเล็กน้อย ในบาร์แจ๊ซที่กลายเป็นร้านประจำของพวกเขาเวลานัดเจอกัน หลังจากคดี ฆาตกรรมจิ้งจอกน้ำเงิน ปิดลง ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้เจอกันอีกเลย แม้แต่โทรหาหรือส่งข้อความเองก็ตาม“ฉันก็เพิ่งว่างวันนี้แหละ มีงานเอกสารให้ทำเยอะเลย” ยูกระดกเครื่องดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว ราวกับน้ำเปล่า“ยังไม่ได้กลับมาทำคดีอีกเหรอครับ?” คิวเทเครื่องดื่มสีเหลืองทองลงในแก้วของยูจนครึ่งแก้ว“เขายังไม่อนุญาตให้ฉันทำคดีเลย ตั้งแต่ขัดคำสั่งไปช่วยนายเรื่องคดีนั่นแหละ” ยูดื่มจนหมดแก้วอีกครั้ง“คุณยูสั่งน้ำเปล่าแทนไหมครับ?” ทั้งสองคนหัวเราะพร้อมกัน “ว่าแต่…ทำไมเขาถึงรู้เรื่องที่คุณยูช่วยผมทำคดีล่ะครับ”“ไม่รู้เหมือนกัน แล้วฉันก็ไม่ได้ใส่ใจด้วย ถือว่าได้พักผ่อนแล้วกัน อีกอย่างช่วงนี้ก็ไม่มีคดีน่าสนใจด้วย ฉันไม่เก็บเอามาคิดหรอก” ยูหยุดเทเหล้าให้ตัวเอง “ว่าแต่…นายได้ข่าวผู้กองเนทบ้างไหม?”“ไม่เลยครับ แต่ผมเพิ่งรู้มาอย่างหนึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ไม่รู้จริงหรือเปล่านะครับ แต่เหตุผลที่เขาสั่งให้เราหยุดทำคดี เพราะคนร้ายคือผู้กองเนท มีข่าวว่าเหยื่อคนนั้นรอด และเป็นคนชี้ตัวว
เสียงโลหะเสียดสีกับกระจกดังก้องอยู่ในห้องอันดำมืด กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อคละคลุ้ง ผสมกับกลิ่นเหล็กอ่อนๆ ที่ฉันคุ้นเคยดี แสงนีออนส่องกระทบกับพื้นผิวสเตนเลสของเครื่องมือที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ความสมบูรณ์แบบของทุกอย่างทำให้ชายในชุดหมีสีขาวสำหรับป้องกันเชื้อโรคทางการแพทย์แสยะยิ้มอย่างพอใจ "รู้สึกอะไรไหม?" เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย มองดูร่างที่ถูกตรึงอยู่บนโต๊ะชันสูตร พันธนาการแน่นหนาจนแม้แต่กล้ามเนื้อก็แทบจะกระตุกไม่ได้ ดวงตาของเขาสั่นไหว แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ริมฝีปากขยับเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ร่างกายของเขาไม่ตอบสนอง ชายในชุดหมียิ้ม ยาของเขาได้ผลอย่างที่คิด อัมพาตโดยสมบูรณ์ แต่ความเจ็บปวด? ยังอยู่ครบทุกส่วน เขาเอื้อมมือไปแตะใบหน้าของเหยื่อ ลูบไล้เบาๆ ก่อนใช้นิ้วโป้งเกลี่ยไปตามขอบเปลือกตาที่ถูกกรีดออก เผยให้เห็นดวงตาสีแดงก่ำที่ไม่มีทางปิดลงได้อีกต่อไป "อย่ากลัวเลย" เขากระซิบ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยนแต่เย็นยะเยือก "ฉันแค่อยากให้แกเห็นตัวเองชัดๆ" เขาเหลือบมองกระจกเหนือเตียง นั่นคือสิ่งที่ฉันออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้แกได้เห็นตัวเอง ในทุกวินาที ทุกความเปลี่ยนแปลง ทุกร่องร
“ผมเสียใจกับเรื่องภรรยา และลูกสาวของคุณด้วยนะครับ ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณ ถ้ามีใครทำอะไรกับครอบครัว หรือคนที่ผมรัก ผมเอง…ก็คงทำทุกอย่าง เพื่อให้มันได้ชดใช้อย่างที่มันควรได้รับ”ยูนั่งอยู่ข้างเตียงห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลเอกชน ภายในห้องเงียบสนิทจนได้ยินเสียงลมหายใจจากร่างบนเตียงที่นอนแน่นิ่ง แสงไฟบนเพดานส่องกระทบผ้าปูสีขาวสะอาดตา หน้าต่างปิดสนิท แต่ลมจากเครื่องปรับอากาศยังพัดผ่านเบาๆ ทำให้ผ้าม่านสีขาววูบไหวไปมา เสียงของเหลวจากขวดเหนือหัวเตียงดังเป็นจังหวะ ติ๊ก… ติ๊ก…เมื่อมันหยดลงจากขวด เครื่องวัดสัญญาณชีพที่ยังมีจังหวะสม่ำเสมอ หมอแจ้งว่า คนไข้ปลอดภัยแล้ว แต่ยังไม่ได้สติ คงเพราะเสียเลือดมาก เลยต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่“ผมไม่ได้มาในฐานะนักสืบ หรือทีมสืบสวน เพราะหน้าที่นั้นของผมมันจบลงแล้ว ผมมาในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง…ผมคิดว่านะ” ยูพูดเสียงเรียบ ก่อนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง“ผมดูวิดีโอเหตุการณ์ในวันนั้นเกือบยี่สิบรอบได้ นึกไม่ออกเลยว่าตลอดห้าปีมานี้ คุณดูซ้ำไปซ้ำมากี่ร้อยกี่พันครั้ง และผมก็คง…ไม่กล้าพอที่จะทำได้แบบคุณ”ร่างบนเตียงยังคงนอนนิ่ง ราวกับจมลึกลงไปในห้วงความฝัน ยูสูดลมหายใจลึกก่อนจะพูดต่อ
คิวกวาดสายตาไปรอบห้อง แฟลชมือถือส่องกระทบตุ๊กตาตัวเล็กที่นั่งเรียงรายอยู่บนชั้นไม้ติดผนัง ตุ๊กตาทุกตัวสะอาดราวกับไม่เคยมีใครสัมผัสมาก่อน ดวงตาวาวของพวกมันสะท้อนแสงไฟจากมือถือไหววูบวาบราวกับกำลังจ้องกลับมาหาคิว เขาขยับตัวถอยหลังออกมาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว“ผมเริ่มไม่ค่อยชอบตุ๊กตาพวกนี้แล้วสิ” คิวฝืนกลืนน้ำลายลงคอ มือที่ถือสมาร์ตโฟนแน่น เริ่มมีเหงื่อชื้นขึ้นมา และยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ เขาสะดุ้ง! เพราะเสียงมือถือดังขึ้น มันเป็นเสียงแจ้งเตือนว่าสายถูกตัดไป พอเขาดูหน้าจอของมือถือตัวเอง ก็พบว่าสัญญาณไม่มี “คงเพราะไฟดับนี่ล่ะมั้ง” เขาตัดสินใจบันทึกเป็นวิดีโอไว้แทน ถ้ามีสัญญาณค่อยส่งให้ยูอีกทีของตกแต่งภายในห้องแตกต่างจากห้องที่ผ่านมา เพราะความสดใสและสีสันของห้องนี้ สามารถมองออกได้ทันที ว่าเจ้าของห้องคงเป็นผู้หญิง และขนาดของเตียงที่ไม่ได้ใหญ่มาก ทำให้คิวมองว่าเธอน่าจะอายุไม่เกินสิบขวบ และยิ่งเปิดดูด้านในตู้เสื้อผ้าที่จัดเข้าชิดผนังอีกด้าน ยิ่งยืนยันชัดว่าการสันนิษฐานของเขาถูกต้อง เสื้อผ้าในตู้มีคุณภาพดี ส่วนใหญ่ยังมีป้ายราคาแขวนอยู่ ซึ่งราคาค่อนข้างสูงไม่ต่างจากตู้เสื้อผ้าของอีกห้อง จ
ฝนเริ่มกระหน่ำลงมาแรงขึ้น เสียงประตูม้วนเหล็กกระทบกระจกด้านหน้าอาคารเสียงดัง ปัง! ปัง!คล้ายมันกำลังพยายามพังกระจกด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราด ตำรวจสายตรวจหนุ่มวิ่งฝ่าสายฝนกลับเข้ามา หลังจากไปสอบถามเพื่อนบ้านเผื่อมีใครจะได้ยินหรือเห็นอะไรที่พอจะเป็นประโยชน์กับคดีได้บ้าง ซึ่งคิวก็ค่อนข้างมั่นใจว่าต้องได้อยู่แล้ว เพราะจากสภาพแวดล้อมของสถานที่เกิดเหตุพังยับเยินจากการต่อสู้ขนาดนี้ แม้เพื่อนบ้านจะอยู่ไกลออกไปห้าร้อยเมตรก็ต้องได้ยิน“ไม่มีใครได้ยินอะไร หรือเห็นอะไรผิดปกติเลยครับ!” ตำรวจหนุ่มรายงานอย่างหนักแน่น ยืนตัวตรงเหมือนพวกตำรวจที่เคร่งระเบียบวินัย แม้ว่าเสื้อผ้าเขาจะเปียกชุ่มไปทั้งตัวคิวกัดริมฝีปากล่างอย่างแรงพร้อมย่นจมูก เพราะรู้สึกไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ ที่ใครจะไม่เห็นหรือได้ยินอะไรเลย“ผมว่า…อาจเพราะเสียงฝนหรือเปล่าครับ เลยไม่มีใครสนใจเท่าไหร่” ตำรวจสายตรวจหนุ่มออกความเห็น ซึ่งคิวก็ไม่ได้แย้งอะไร แม้เขาจะมั่นใจว่าเสียงฝนไม่ได้ดังมากพอจะกลบเสียงความวุ่นวายขนาดนี้ได้“เอาเถอะ! เอาไว้รอทีมพิสูจน์หลักฐานมาก่อนแล้วกันค่อยว่าอีกที ฝนตกแบบนี้อาจจะช้าหน่อย ยังไงผมฝากคุณรออยู่ตรงนี้แล้วกัน ผมข
เมื่อคิวได้ฟังข้อสันนิษฐานจากยู ในช่วงบ่ายของวันที่สิบห้า คือวันที่พวกเขายังเชื่อว่าการฆาตกรรมต่อเนื่องยังไม่จบ และอาจจะยังมีใครที่เป็นเป้าหมายอยู่อีกก็ได้ คิวรีบขับรถซีวิคสีดำเก่าๆ ของเขาฝ่าสายฝน ที่ปกคลุมด้วยความมืดทั่วท้องฟ้าไม่ต่างจากเวลากลางคืน จนเขาต้องเปิดไฟหน้ารถส่องสว่าง และลดความเร็วลงเหลือเพียงหกสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงตั้งแต่กลางดึกเมื่อคืนคิวเองก็ยังวุ่นอยู่กับที่เกิดเหตุไฟไหม้ แม้ว่ายูจะโทรมาพูดถึงข้อสันนิษฐานที่ได้จากมือถือของเหยื่อตั้งแต่ตีห้า และเขาเองก็ยังอยากตามคดีนี้ให้ถึงที่สุดก็ตาม แต่ถ้าขัดคำสั่งหัวหน้าคนใหม่ แล้วเข้าไปยุ่งกับคดีนี้อีก แม้แต่อำนาจที่มีของพ่อเขาเอง ก็คงจะช่วยรักษาอาชีพเขาอีกครั้งไม่ได้เสียงไซเรนดังแหวกอากาศแซงรถของคิวที่ขะลอความเร็วพร้อมกับชิดไหล่ทาง ไปด้วยความเร่งรีบ จนกระทั่งสองนาทีต่อมา คิวก็ตามรถตำรวจคันนั้นทัน แต่เมื่อคิวจอดรถริมถนนต่อท้ายรถตำรวจที่แซงเขาเมื่อครู่ คิวก็เริ่มรู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก เพราะสถานที่ที่ตำรวจและรถพยาบาลจอดอยู่ คือสถานที่เดียวกันกับปลายทางที่เขาจะมา “นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันอีกวะ!” คิวสบถ ก่อนรีบเปิดประตูรถสาวเท้า