تسجيل الدخولปาริชาติเปิดประตูรถหรูสไตล์ยุโรปในสมัยก่อนหากใครมีรถทุกคนก็ย่อมดูโก้เก๋ เศรษฐีไกรสรคือหนึ่งในนั้นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองระยองไม่ว่าใครก็ต้องก้มหัวให้กับเขา
วันนี้เขามารับปาริชาติด้วยตัวเองเหมือนทุกครั้งและเขาก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวปาริชาติเธอดูสดใสร่าเริงและน่ารักดูมีชีวิตชีวาสมวัยที่เหมาะที่ควรจะเป็น "สวัสดีค่ะท่านเศรษฐีไกรสร" แม้จะผ่านมาแล้วเป็นเวลาเกือบเดือนกว่าปาริชาติไม่เคยเรียกเขาเป็นอย่างอื่นนอกจากท่านเศรษฐีเธอเว้นระยะห่างและวางตัวได้ดี "เป็นยังไงบ้างล่ะเราเหนื่อยหรือเปล่าวันนี้" เศรษฐีไกรสรหันมาถามปาริชาติด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ไม่เหนื่อยเลยจ้ะสนุกมากเลย วันนี้ปาริชาติได้เพื่อนใหม่ด้วยนะจ๊ะท่านเศรษฐี" ปาริชาติเล่าเรื่องราวต่างๆในรั้วโรงเรียนให้กับเศรษฐีไกรสรฟังอย่างไม่รู้เบื่อ “เพื่อนใหม่เหรอ... ชื่ออะไรล่ะ” ไกรสรเอ่ยถามขณะที่เลื่อนมือขึ้นมาลูบผมของปาริชาติอย่างอ่อนโยน เขารู้สึกดีที่เห็นเธอมีความสุข “ชื่อปาลิตาค่ะ ปาริชาติเรียกเขาว่า ‘ปาล์ม’ ” ปาริชาติเล่าอย่างออกรส “เขาเป็นคนน่ารักมากเลยค่ะ เขาบอกว่าเขาจะปกป้องปาริชาติจากคนที่แกล้งปาริชาติด้วยล่ะ” ไกรสรหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เขาคิดว่าเด็กคนนี้ช่างโชคดีจริง ๆ ที่มีเพื่อนดี ๆ แบบนี้ “แล้วมีอะไรอย่างอื่นอีกไหม” เขาถาม ในขณะนั้นเขาจึงอุ้มปาริชาติขึ้นมานั่งตักปาริชาติก็ขึ้นไปนั่งตักของเศรษฐีไกรสร เหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติ เข้มที่เห็นภาพนี้เป็นประจำเขาก็รู้สึกเฉยๆ และไม่ได้พูดอะไรกับความสัมพันธ์นี้เลย "แล้วนี่หิวหรือเปล่า" เศรษฐีไกรสรถามปาริชาติขณะที่เธอนั่งอยู่บนตักแกร่งของเขาพร้อมกับซุกหัวเล็กๆอยู่ตรงหน้าอกสะลึมสะลือเหมือนกับจะหลับ "ไม่หิวจ้ะ" เสียงงัวเงียของเด็กตัวเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดของเศรษฐีไกรสรทำให้เขาผุดยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจเขาไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องมาดูแลใครหรือเอาใครมาเป็นภาระในชีวิต แต่กลับปาริชาติเขาถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็นเด็กที่หน้าตามอมแมมแววตาเศร้าหมองคนนี้ "ไอ้เข้มเดี๋ยวพากูไปร้านเสื้อผ้าหน่อย กูจะตัดชุดใหม่ให้ปาริชาติ"เศรษฐีเจ้าของโรงเลื่อยหันมาสั่งลูกน้องของตนเอง ขอรับท่านเศรษฐีให้เข้มหันไปตอบทันควันไอ้เข้มในวัย 29 ปี เป็นคนเคร่งขรึม กล้าได้กล้าเสียเรื่องผู้หญิงมันไม่เก่งเท่าผู้เป็นเจ้านายแต่เรื่องหมัดเท้าเข่าศอกและเสี่ยงตายมันก็คือ no 1 ของที่นี่ ผ่านไปไม่นานรถหรูของเศรษฐีไกรสรเจ้าของโรงเลื่อยก็มาจอดที่ร้านเสื้อผ้า ร้านเสื้อลายดอกมีหมวกสไตล์ยุโรป ผ้าในสมัยก่อนมีสีสันสดใสมองไปทางไหนก็ดูสดชื่นสบายตา เศรษฐีไกรสรก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทีสง่าผ่าเผยดูสุขุมลุ่มลึก และอุ้มแม่หนูน้อยปาริชาติในออ้อมอกเขาเหมือนกับตุ๊กตา เจ้าของร้านสาวสวยที่เห็นว่ามีลูกค้าที่รอเราจนอยากจะพลีกายถวายชีวิตให้เธอรีบวิ่งออกมาจากร้านและต้อนรับเศรษฐีไกรสรด้วยท่าทีกระตือรือร้น "สวัสดีค่ะท่านเศรษฐีไกรสรลมอะไรหอบมาถึงนี่คะ" ในทันทีที่ได้ยินเสียงหวานใสของหญิงสาว ปาริชาติก็เงยหน้าขึ้นจากอกของไกรสร เธอหรี่ตา มองเจ้าของเสียงที่ยืนอยู่ตรงหน้า พวกเขากำลังยืนอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าเล็ก ๆ ที่ตกแต่งด้วยผ้าสีสดใสและมีหมวกฟางประดับดอกไม้แขวนอยู่หน้าร้าน หญิงสาวร่างระหงในชุดกระโปรงลายดอกสีเหลืองดูโดดเด่นสะดุดตา เธอมีผมมวยดำขลับ ใบหน้าสวยหวานแต่งแต้มรอยยิ้มพริ้มเพรา มือทั้งสองกอบประสานกันอยู่ที่อกราวกับนางในวรรณคดี เธอกำลังจ้องมองไกรสรด้วยแววตาเป็นประกาย "วันนี้จะมารับชุดที่สั่งไว้" ไกรสรตอบเสียงเรียบ "โอ๊ย! ท่านเศรษฐีสั่งชุดให้ใครคะนี่" หญิงสาวคนนั้นปรายตามองมาที่ปาริชาติที่อยู่ในอ้อมกอดของไกรสรด้วยสายตาไม่พอใจ "ถ้าจะตัดชุดใหม่ให้หนูคนนี้ สั่งมาทางดิฉันได้เลยนะคะท่าน" "ไม่ใช่" ไกรสรปฏิเสธ "ชุดนี้ของฉันเอง" เมื่อได้ยินดังนั้น หญิงสาวคนนั้นจึงยิ้มแย้มสดใสขึ้นมาอีกครั้ง เธอเอื้อมมือมาจับแขนของไกรสร "งั้นเชิญค่ะท่าน" ปาริชาติมองดูหญิงสาวคนนั้นจับแขนไกรสรแล้วรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เธอซบใบหน้าลงกับอกไกรสรอีกครั้ง ไกรสรรับรู้ได้ถึงความอึดอัดของปาริชาติ เขาจึงดันตัวหญิงสาวคนนั้นออกอย่างสุภาพ "ปล่อย!" ไกรสรบอก "ไปได้แล้ว" หญิงสาวคนนั้นชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ยอมปล่อยมือแต่โดยดี ไกรสรจึงอุ้มปาริชาติเข้าไปในร้านโดยไม่พูดอะไรต่อ หญิงสาวมองตามหลังไกรสรด้วยสายตาที่เจ็บปวด เธอคิดว่าในเมื่อเธอไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจของไกรสร เธอก็จะไม่ยอมให้ใครเป็นที่หนึ่งเช่นกัน "ท่านเศรษฐีจะให้วัดตัวหนูคนนี้ด้วยไหมคะ" หญิงสาวคนนั้นถามขึ้นในขณะที่ไกรสรกำลังลองเสื้อ "ดูจากรูปร่างแล้วน่าจะตัวเล็กกว่าเสื้อผ้าที่เรามีนะคะ" "ไม่จำเป็น" ไกรสรตอบ เขาถอดเสื้อนอกออกแล้วส่งให้เข้ม "ฉันจะตัดชุดให้น้องสาวของฉันอีกคน" "โอ๊ย! ท่านเศรษฐีมีน้องสาวด้วยเหรอคะ" หญิงสาวคนนั้นทำหน้าประหลาดใจ "ไม่เห็นเคยรู้มาก่อนเลย" "เธออยู่ต่างจังหวัด" ไกรสรตอบ "เพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่" "งั้นให้ดิฉันช่วยวัดตัวให้ไหมคะ" หญิงสาวคนนั้นถามพร้อมกับหยิบสายวัดขึ้นมา "ดิฉันรับรองว่าจะตัดชุดที่เข้ากับน้องสาวของท่านเศรษฐีที่สุด" "ไม่เป็นไร" ไกรสรปฏิเสธ "ฉันจะจัดการเอง" "แต่เรื่องนี้ไว้ใจสมศรีได้นะคะ รับประกันว่าสมศรีจะทำให้งานออกมาสวยที่สุด ท่านเศรษฐีก็เห็นว่าฝีมือของสมศรีไม่เป็นรองใครในตัวเมืองระยองนี้เลยนะคะ"หญิงสาวยังคงเสนอตัวอยากจะช่วยงานเศรษฐีด้วยความกระตือรือร้น "ไม่เป็นไรเธอเตรียมอุปกรณ์ให้ฉันก็พอฉันจะจัดการทุกอย่างด้วยตัวฉันเอง" เศรษฐีไกรสรมองว่าทุกอย่างที่เขาเลือกสำหรับปาริชาติทุกอย่างจะต้องผ่านมือเขาเองและเขาก็อยากจะทำให้ปาริชาติเป็นเด็กผู้หญิงที่มีความสุขที่สุด ไกรสรวางปาริชาติลงบนพื้น ปาริชาติยื่นมือไปจับแขนไกรสรเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป ไกรสรยิ้มอย่างอ่อนโยน เขายกมือขึ้นลูบหัว ปาริชาติเบาๆ "ไม่ต้องกลัว" เขาบอก "ฉันจะอยู่ตรงนี้"...ไกรสรนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานของเขา มองดูแผ่นหลังเล็กๆ ของปาริชาติที่กำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือภาพเล่มหนา เขาไม่อยากจะให้เธอต้องมาเจอกับเรื่องวุ่นวายที่เขาก่อขึ้นในอดีตอีกแล้ว แต่เขาก็ไม่อาจจะควบคุมได้ เมื่อคนบางคนเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในความแค้น ไม่ยอมปล่อยวางเขาตัดสินใจเดินเข้าไปหาปาริชาติและนั่งลงข้างๆ เธอ ปาริชาติเงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วยิ้มกว้าง "ท่านเศรษฐีคะ ท่านเศรษฐีจะมาอ่านหนังสือกับหนูเหรอคะ"เปล่าหรอก" ไกรสรพูดด้วยเสียงที่อ่อนโยน "ฉันแค่อยากจะมานั่งอยู่ข้างๆ เธอ"ปาริชาติวางหนังสือลงบนตัก แล้วหันมามองเขาด้วยสายตาที่สงสัย "ท่านเศรษฐีมีเรื่องไม่สบายใจหรือเปล่าคะ"ปาริชาติเธอลุกขึ้นยืนแล้วนั่งไปบนตักของเศรษฐีไกรสรอย่างคุ้นชินแล้วใช้สองมือเล็กๆคล้องคอของเศรษฐีไกรษรเธอจุ๊บลงบนแก้มสากๆของเขาไปมาซ้ายขวาสลับกันเพราะเธอคิดว่าเศรษฐีน่าจะอารมณ์ดีขึ้นไกรสรที่โดนทำแบบนี้เป็นประจำเขาก็คุ้นชินกับการที่โดนยัยหนูปาริชาติหอมแก้มเขาทั้งก่อนนอนไปโรงเรียนก็เป็นแบบนี้จนทุกคนในบ้านพากันชินตากับภาพที่เห็นยกเว้นนางน้ำตาลเห็นทีไรก็ปรี๊ดแตกต้องไประบายอารมณ์กับห้องครัวหลังคฤหาสน์เป็นประจำจนทุกคนหัวเราะมันว
"ผู้กำกับฯ ครับ...""ผู้กำกับฯ ครับ..." สารวัตรดอนพูดด้วยเสียงสั่นเครือ "ผม...""ไปได้แล้ว สารวัตรดอน" ผู้กำกับฯ พูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ไปคิดทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำลงไปให้ดี"สารวัตรดอนได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่ง เขาเดินออกจากห้องของผู้กำกับฯ ด้วยความรู้สึกที่พังทลาย เขาเคยคิดว่าการล้มเศรษฐีไกรสรจะทำให้เขาเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียง แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นคนที่ไม่มีอนาคต เขาได้แต่โทษตัวเองที่ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจที่คฤหาสน์ของไกรสร บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ปาริชาติที่หลับไปแล้วในอ้อมแขนของไกรสร ได้รับการประคบประหงมอย่างดีจากเขา เขานำเธอขึ้นไปนอนบนเตียง แล้วจัดหมอนและผ้าห่มให้เธออย่างเบามือ ไกรสรนั่งลงข้างเตียง มองดูใบหน้าใสซื่อของเด็กหญิงที่กำลังหลับใหล"หนูไม่ควรต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เลย" เขาพึมพำกับตัวเอง เขารู้สึกผิดที่ทำให้เธอต้องมาเผชิญหน้ากับความอันตราย เขาไม่เคยคิดว่าความบาดหมางในอดีตของเขาจะส่งผลกระทบต่อคนที่เขารักและห่วงใย ตอนนี้ปาริชาติเปรียบเสมือนลมหายใจและดวงใจของเขาเขาไม่สามารถขาดทั้งลมหายใจและดวงใจได้ เขาเห็นทุกการกระทำของปาริชาติตั้งแต่เรื่องที่เธอใช้ตัวกระโดดบังคนร้า
“ท่านผู้กำกับฯ” ทนายความของไกรสรเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความจริงจัง “การกระทำของสารวัตรดอนนี่ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ครับ”ผู้กำกับฯ หน้าถอดสี เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “คุณไกรสร... เรื่องนี้ผมต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ครับ ผมไม่ทราบเรื่องนี้เลย” เขาหันไปตวาดใส่สารวัตรดอนอย่างเหลืออด “ไอ้ดอน! แกไปทำอะไรไว้ แกทำแบบนี้ได้ยังไง!”“คุณผู้กำกับฯ! ผมแค่ทำตามหน้าที่ ผมได้รับแจ้งว่าไกรสรมีไม้พยุงหมายและพรากผู้เยาว์!” สารวัตรดอนโต้เถียงอย่างร้อนรนไกรสรหัวเราะในลำคอ ไม้พยุงเหรอ? คุณสารวัตรเห็นมันแล้วหรือยัง” เขาชี้ไปที่เด็กหญิงปาริชาติที่ยังคงหลบอยู่หลังเขา “ส่วนพรากผู้เยาว์... ผมรับเธอมาอุปการะเลี้ยงดูเพราะเธอเป็นเด็กกำพร้า มีเอกสารรับรองถูกต้องทุกอย่าง แล้วที่สำคัญ...ใครเป็นคนแจ้งคุณว่าผมทำแบบนั้น”สารวัตรดอนหันไปมองพิมพ์ภัทราด้วยสายตาตำหนิ พิมพ์ภัทราหน้าซีดเผือด เธอรู้ดีว่าเธอเป็นคนให้ข้อมูล แต่เธอไม่ได้คิดว่าเรื่องจะบานปลายขนาดนี้“ไม่มีใครแจ้งหรอกครับ” ไกรสรพูดตัดบทพร้อมรอยยิ้มเย็นชา “คุณแค่ต้องการจัดการผม...เพราะคุณคิดว่าผมเป็นคนที่คุณจัดการได้ง่าย ๆ สินะ”“ค
ภาพของเด็กหญิงที่กำลังถูกกระทำเหมือนกับถูกไฟช็อตเข้าที่กลางใจของไกรสร เขารู้สึกเหมือนมีคลื่นความโกรธแล่นผ่านทุกอณูของร่างกาย ความสุขุมที่เคยมีหายไปหมดสิ้น เขาก้าวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว“ไอ้สารวัตรชั่ว!”ไกรสรยกขาขึ้นเตะเข้าที่หน้าอกของสารวัตรดอนเต็มแรงจนเขาล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนจะรีบคว้าตัวปาริชาติเข้ามาโอบกอดไว้ในอ้อมแขน“ปาริชาติ ไม่เป็นไรแล้วนะ”ไกรสรพูดด้วยเสียงสั่นเครือ เขาลูบหัวของปาริชาติที่ยังคงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวอยู่ไม่ขาดปาก สายตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากความโกรธที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างที่ขวางทางให้มอดไหม้จนหมดสิ้น ไกรสรปล่อยออร่าสังหารออกมาจากร่างกาย เขาต้องการสังหารคนที่บังอาจแตะต้องเด็กน้อยคนนี้!ไกรสรกอดปาริชาติไว้แน่น เขาลูบผมเธอปลอบโยนความหวาดกลัวที่ยังคงเกาะกุมจิตใจของเด็กน้อยอยู่ น้ำเสียงที่เคยเกรี้ยวกราดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยน “หนูปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”สารวัตรดอนที่ถูกเตะกระเด็นไปกองกับพื้น ลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล เขามองไกรสรด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้น “แก...ไอ้ไกรสร!”เขาเห็นไกรสรหันหลังให้ เขารู้ว่านี่เป็นโอกาสเดียวที่จะจัดการกั
"ไม่น่าเลยจริง ๆ” เศรษฐีไกรสรพูดเสียงแผ่ว แต่แววตาของเขากลับฉายชัดถึงความผิดหวัง“ไกรสร!” พิมพ์ภัทราตะโกน “คุณไม่น่ามาทำแบบนี้กับฉันเลย!”เธอก้าวเข้ามาข้างหน้าด้วยท่าทางที่ดูมั่นใจ พร้อมกับจ้องมองเศรษฐีไกรสรด้วยสายตาเกรี้ยวกราด “คุณทิ้งฉันไปเพราะอะไรละค่ะ!”พิมพ์ภัทราที่เพิ่งเลิกกับเศรษฐีไกรสรไปได้ไม่นานก็เริ่มมีน้ำเสียงที่แผ่วลง แล้วเธอก็ชี้ไปที่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่กำลังยืนหลบอยู่ด้านหลังของเขา"เพราะเหตุผลเดียวคือฉันไม่ได้รักเธอมันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันพิมพ์เลย คุณก็รู้อยู่แล้วว่าเราไม่ได้รักกัน”คำพูดราบเรียบแต่กรีดแทงหัวใจของพิมพ์หญิงสาวตรงหน้าแทบจะกระอักออกมาเป็นเลือดเธอรู้สึกโกรธเคืองแค้นและเสียหน้าไปทั้งเมืองระยองเมื่อถูกปฏิเสธการแต่งงานเศรษฐีไกรสรไม่ได้ต้องการเธอเป็นเจ้าสาวเพียงเพราะพ่อของทั้งสองสนิทกันทำให้พิมพ์คิดไปเองว่าเธอจะได้ไกลสรมาเป็นสามีในอนาคต“ไม่จริง! ถ้าไม่รักกันแล้วทำไมถึงมาหมั้นกับฉันตั้งแต่แรก” พิมพ์ภัทราสวนกลับทันทีทั้งที่เธอก็รู้อยู่แก่ใจว่าเหตุผลมันเกิดจากอะไรพิมพ์ภัทราเริ่มพรั่งพรูความในใจออกมา “เพราะคุณพ่อของคุณกับคุณพ่อของฉันเป็นเพื่อนกันใช่ไหมล่ะ”พิมพ
ไอ้กรที่เดินโซซัดโซเซออกมาจากโรงเลื่อย พลางสบถคำหยาบออกมาไม่หยุด เขานึกโกรธแค้นเศรษฐีไกรสรที่มาขัดขวางไม่ให้เขาได้เงินจากป้าแม้น แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดกลัวดวงตาที่ราวกับพญาเหยี่ยวของชายคนนั้นที่จ้องมองมายังเขาเพราะสายตายิ่งมองลุ่มเล็กลงไปยิ่งเผยถึงความเยือกเย็น ไอ้กรนักเลงขี้คลอกถึงกลับไม่กล้าที่จะแตะต้องเศรษฐีไกรสรเลย“มึงเป็นใครวะ…” ไอ้กรพึมพำกับตัวเอง “กูจะไม่มีวันลืมเลย”เขาเดินเตลิดไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ในหัวคิดแต่เรื่องการหาเงินไปใช้หนี้พนันที่ติดไว้กับเจ้าพ่อเงินกู้รายใหญ่ ยิ่งนึกถึงเรื่องหนี้สินก็ยิ่งรู้สึกร้อนรนเหมือนถูกไฟสุม“เหลือบ่ากว่าแรง” เขาถอนหายใจ “จะทำยังไงดีวะ”ในเมื่อป้าแม้นก็ไม่ยอมให้เงินส่วนพ่อก็ไม่รู้หายไปไหนทันใดนั้นเองก็มีเสียงเรียกจากข้างหลัง ไอ้กรหันไปมองเห็นชายร่างใหญ่สองคนกำลังเดินเข้ามาหาเขา พวกเขาคือลูกน้องของเจ้าพ่อเงินกู้ที่เขาติดหนี้อยู่“ไงไอ้กร นึกว่าจะหนีรอด” หนึ่งในนั้นพูดขึ้น “เงินที่ติดไว้เมื่อไหร่จะเอามาคืน”ชายร่างใหญ่ที่เห็นไอ้กรก็รีบมาดักหน้าดักหลังแล้วตะโกนถามเพราะกลัวไอ้กรจะหนีไปอีก“เดี๋ยว… เดี๋ยวนี้ยังไม่มีจริงๆ” ไอ้กรพูดเสียงสั่







