Masukหนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่า
ทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลัน
เจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้
ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขา
ในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกัน
เพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดิน
ลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจาน
สองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยามนี้กำลังจะมีสมาชิกครอบครัวคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ปวดท้องมากเมื่อไหร่น้องจะออกมาขอรับ”
“อาเฟย พ่อจะช่วยท่านแม่ของเจ้าอย่างไรดี”
“ท่านอาขอรับ อาเฟย หยุดเดินแล้วนั่งลงสักประเดี๋ยวจะได้หรือไม่ ข้าเวียนหัวยิ่งนัก”
ลู่ซิ่วหยวนเป็นห่วงอาสะใภ้ไม่ต่างกัน แต่ยามนี้เขาเริ่มสงสารตัวเองบ้างแล้ว ที่ต้องนั่งมองสองพ่อลูกเดินสวนกันไปมา
อุแว้ อุแว้
“อาเฟยเจ้าได้ยินเสียงเด็กร้องไห้หรือไม่” ผู้เป็นบิดาหันไปถามไถ่บุตรชายตัวน้อย
“ได้ยินขอรับ หรือว่าน้องออกมาแล้ว”
“ใช่แน่ ๆ พวกเราเข้าไปดูกันเถิด”
สองคนพ่อลูกจับจูงมือกัน เตรียมผลักประตูห้องคลอดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคนข้างใน
“เดี๋ยวขอรับ! รอให้พี่ชิงอีอุ้มเด็กออกมาจะดีกว่า เพราะยามนี้หมอหญิงกำลังทำคลอดและรักษาบาดแผลให้อาสะใภ้ เรื่องความสะอาดย่อมมาเป็นอันดับหนึ่ง”
ลู่ซิ่วหยวนรีบมายืนขวางทางคนใจร้อน หากเข้าไปตอนกำลังดึงเด็กออกมาจากครรภ์พอดี คงมีคนเป็นลมไม่หนึ่งก็สองคน
“ท่านพ่อ ท่านน้าพูดมีเหตุผลนะขอรับ”
เด็กชายวัยเกือบหกปีพูดจาฉะฉานกับท่านลุง ที่เขายอมเรียกขานว่าท่านพ่อเมื่อไม่นานมานี้
“อาเฟยแต่พ่อเป็นห่วงมารดาของเจ้า”
“ไม่ต้องเถียงกันแล้วเจ้าค่ะ ข้าแข็งแรงดี ท่านพี่ อาเฟยได้น้องสาวเจ้าค่ะ”
คนในห้องคลอดเดินมาเปิดประตูแจ้งเรื่องด้วยตนเอง เพราะได้ยินเสียงปรึกษาหารือกันไม่ลงตัวเสียที
ส่วนชิงอีกำลังทำความสะอาดเนื้อตัวของเด็กหญิงอยู่ในเรือนคลอด พร้อมกับหมอหญิงที่เขาตรวจร่างกายเด็กแรกเกิด
“เย้! ท่านน้าท่านพ่อ อาเฟยมีน้องชายและมีน้องสาวแล้ว”
“เย่วเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดจึงรีบลุกเดินเช่นนี้”
ร่างสูงตรงเข้าประคองร่างอวบอิ่มของฮูหยินด้วยความเป็นห่วง เขาเพิ่งเคยเห็นคนลุกขึ้นเดินตั้งแต่แรกคลอดบุตร จึงเป็นห่วงและกังวลสารพัดอย่าง
“สบายดีเจ้าค่ะ หลังคลอดก็หายเจ็บเลย”
ตระกูลลู่มีสมาชิกเพิ่มมาอีกหนึ่งคน ทำให้บรรยากาศภายในจวนเต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ
พออายุครบหนึ่งปีเด็กหญิงตัวน้อยก็เดินตามพี่ชายแท้ ๆ ไม่ห่าง ทั้งยังสนิทสนมกับพี่ชายบุญธรรมไม่ต่างกัน
“ท่านพี่ นับว่าครั้งนี้จวิ้นอ๋องกระทำเรื่องที่ถูกต้องนะเจ้าคะ”
น้ำเสียงหวานออดอ้อนสามีไม่ห่าง ยิ่งนานวันสามีภรรยาคู่นี้ยิ่งตัวติดกัน จนบุตรชายคนโตส่ายหน้าไม่ต่างจากท่านน้าของเขา
“หากไม่เลี้ยงเด็กน้อยด้วยตนเอง คนผู้นั้นยิ่งจะจมดิ่งไปกับความทุกข์ใจ พอได้อยู่กับเด็กความสุขจึงค่อย ๆ คืนกลับมา เหมือนกับข้าที่ชอบช่วยเจ้าเลี้ยงดูเจ้าหัวผักกาดน้อยเหล่านี้”
“พูดเหมือนคนอยากมีบุตรอีก”
“ย่อมเป็นเช่นนั้นเย่วเอ๋อร์ มอบบุตรชายหรือหญิงให้ข้าอีกสักคนจะได้หรือไม่ ทรัพย์สินพวกเรามีมากถึงเพียงนี้ หาคนมาช่วยใช้เพิ่มอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป คนช่วยเลี้ยงก็มีเยอะแยะ รับรองได้ว่าเจ้ามีเวลาฝึกยุทธ์อย่างที่ชอบแน่นอน”
“มาแล้วเจ้าค่ะ” โฉมงามกระซิบข้างหูสามีสุดที่รัก
“ว่าอย่างไรนะเย่วเอ๋อร์”
“ข้าบอกว่าลูกคนที่สามของเรามาแล้วเจ้าค่ะ”
“ขอบใจเจ้ามากเย่วเอ๋อร์ ข้ารักเจ้ามากที่สุดต่อให้มีบุตรกี่คนเจ้าย่อมสำคัญเป็นที่หนึ่ง”
คนตัวสูงดีใจมากจนเกือบตะโกนลั่นจวน แต่ฮูหยินรีบห้ามปรามด้วยน้ำเสียงหวานหู
“ท่านพี่อย่าเสียงดังเดี๋ยวคนอื่นตกใจ ข้าก็รักท่านพี่มากเจ้าค่ะ”
เสียงบอกรักกันและกันของสามีภรรยา ยังคงหนักหน่วงรุกเร้าไม่ต่างจากวันวาน เพียงแค่ระมัดระวังใช้ท่วงท่าที่เหมาะสมกับสตรีตั้งครรภ์
ผ่านไปอีกสามปีเหตุการณ์แห่งความสุขก็เกิดขึ้นในตระกูลลู่อีกครั้ง เมื่อบุตรคนที่สี่และห้าได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกัน
จอมยุทธ์หญิงผู้ทรงพลัง คลอดบุตรชายฝาแฝดอย่างปลอดภัย และคลอดง่ายดายยิ่งกว่าใคร จนหมอหญิงแทบไม่อยากเชื่อสายตา
“ท่านพี่ ห้าคนแล้วนะเจ้าคะ”
“อือ เจ้าช่างหอมหวานจนข้าไม่รู้จักคำว่าอิ่ม”
ลู่ชุนหยางยังคงบอกรักไป๋ซือเย่วผ่านการกระทำและคำพูดอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้จะมีบุตรด้วยกันถึงห้าคนแล้วก็ตาม
ตระกูลลู่มีเด็ก ๆ วิ่งเล่นเป็นเพื่อนกันอย่างสนุกสนาน เด็กชายจากตำหนักจวิ้นอ๋องจึงมักร้องขอให้บิดา พามาหาพี่ชายของตนอยู่บ่อยครั้ง
“ท่านพ่อข้าอยากไปหาพี่ใหญ่ขอรับ”
เด็กชายถูกปลูกฝังให้พูดกับบิดาด้วยถ้อยคำเรียบง่าย สองพ่อลูกอยู่ด้วยกันเพียงสองคนพร้อมกับเหล่าองครักษ์ เพราะจวิ้นอ๋องเข็ดหลาบสตรีจึงไม่ขอแต่งงานอีกเป็นอันขาด
“ได้แต่เจ้าต้องห้ามซน ประเดี๋ยวน้อง ๆ จะทำตามเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจขอรับ”
เด็กทั้งหกคนวิ่งเล่นกันอย่างมีความสุข โดยเฉพาะเด็กหญิงตัวน้อย ที่สามารถวิ่งตามพี่ชายและน้องชายทันเสียที
“โตขึ้นอาเหยาจะได้แต่งงานหรือไม่เจ้าคะ เจ้าหัวผักกาดพวกนั้นคงขัดขวางจนไม่มีบุรุษกล้าเข้าใกล้”
เสียงหวานเอ่ยกับสามี ขณะที่หางตาเหลือบไปเห็นแขกประจำตระกูลลู่เดินมาไม่ไกล
“หากไม่อยากให้อาเหยาไปตกระกำลำบากที่อื่น ก็รับพิจารณาสัญญาหมั้นหมายเถิด”
“จวิ้นอ๋องช่างน่าไม่อาย ตนเองแย่งมารดาไปไม่ได้ แต่กลับส่งบุตรชายมาพรากบุตรสาวกระหม่อม”
“หึ หึ เจ้าไม่เห็นหรือว่าอาเหยากับบุตรชายของข้าห่วงใยกันมากเป็นพิเศษ”
“ให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้าเถิดเพคะ หากมีวาสนาต่อกันเด็กทั้งสองย่อมไม่แยกจาก”
“ข้ามีข่าวแคว้นหวงหลิงมาแจ้ง”
น้ำเสียงเป็นงานเป็นการเอ่ยขึ้น เมื่อเดินมาหยุดต่อหน้าสองสามีภรรยาที่กลายมาเป็นสหายที่ดีต่อกัน
“มีอะไรคืบหน้าเพคะ”
“บิดาของเจ้ากับฮองเฮาถูกแม่ทัพใหญ่สำเร็จโทษคุมขังในคุกหลวง ยามนี้องค์ชายรองได้ขึ้นรับตำแหน่งฮ่องเต้คนใหม่ เพราะองค์รัชทายาทไม่มีคุณสมบัติเหมาะสม ไป๋ซือกวงถูกปลดและเนรเทศไปเมืองชายแดนทิศเหนือ”
“ร่วมมือกับพวกซยงหนูขายแผ่นดินตนเองขนาดนั้น ไม่ถูกประหารทั้งสามคนนับว่าแม่ทัพใหญ่เมตตามากแล้ว”
ลู่ชุนหยางกล่าวถึงความผิดของพ่อตาแม่ยาย ซึ่งถูกฮูหยินของเขาตัดขาดความสัมพันธ์ไปนานแล้ว
“พวกเราต้องคอยลาดตระเวนตรวจตราให้ดี พวกมันไม่ได้หนีหายไปหมดอย่างแน่นอน เพื่อความปลอดภัยของบุตรหลานในภายภาคหน้า”
จวิ้นอ๋องเอ่ยเสริมด้วยท่าทีมุ่งมั่นตั้งใจ ชีวิตที่เหลือขอทำเพื่อแว่นแคว้นและบุตรหลานในปกครอง
“ตกลงเพคะ/ตกลงพ่ะย่ะค่ะ”
จากศัตรูในวันวาน ยามนี้กลายมาเป็นสหายอย่างไม่น่าเชื่อ คงเพราะเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่มีคนผิด และได้รับผลของการกระทำอย่างสาสม
ไป๋ซือเย่วจึงปล่อยวางและยอมให้โอกาสบิดาของบุตรชายคนโต เข้ามาร่วมแบ่งปันความสุขในตระกูลลู่ หากมัวแต่ยึดติดคนที่เสียใจมากที่สุดย่อมเป็นลู่ชุนเฟย เด็กน้อยผู้ยอมเปิดใจให้บิดากับน้องชายจนเต็มพื้นที่ในหัวใจ
ส่วนสามีใหม่ยังคงหึงหวงฮูหยินสุดที่รักไม่แปรเปลี่ยน แต่ก็ยอมรับจวิ้นอ๋องเป็นสหายได้ไม่ยาก เพราะบุรุษย่อมมีจุดที่พูดคุยกันได้ถูกคอ โดยเฉพาะเรื่องการกวาดล้างพวกซยงหนูและพวกคนร้ายต่างแคว้น
สองตระกูลช่วยกันพัฒนาเมืองท่าให้กลายเป็นเมืองที่ปลอดภัยและน่าอยู่ไม่ต่างจากเมืองหลวง เพื่อปูทางให้บุตรหลานทั้งหกคนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และมีอิสระในการเลือกเส้นทางของตนเอง
จบบริบูรณ์...
หนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่าทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลันเจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขาในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกันเพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดินลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานสองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยาม
“ไม่มีวันนั้นแน่นอนเพคะ บาดแผลเพียงเท่านี้รักษาไม่ถึงเดือนก็หาย ส่วนเรื่องอื่นย่อมไม่มีผลเพราะพระองค์ไม่เคยใส่ใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”นอนกับบุรุษกี่คนสวามีก็ไม่โกรธเคือง มันน่าน้อยใจยิ่งนัก!“ระวังไว้บ้างเล่าเพราะเมืองท่าแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่เจ้าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ”จวิ้นอ๋องรู้เพียงแหล่งกบดานของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่องครักษ์หลวงยังไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงยังไม่รู้ว่ามีบุคคลต่างแคว้นเข้ามาร่วมก่อกวนช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันนั้น ลู่เจี้ยนหงแอบเร้นกายหายไปในความมืดมิด ถ้อยคำของสวามีทำให้นางจิตตกอยู่ไม่น้อย จึงอยากเร่งให้งานเดินหน้าเร็วกว่าที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ทุกอย่างต้องจบ!สตรีผู้ปิดบังอำพรางใบหน้ามิดชิด ตรงเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังเดิม ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกำลังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมดื่มสุราไปตามเรื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายร่างกายทว่าน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากหน้าประตูเรือน ทำให้บุรุษกลุ่มใหญ่หยุดพูดคุยกัน แล้วตั้งใจฟังคำสั่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด หากทำดีเท่ากับว่ามีตำลึงไว้เที่ยวเล่นไม่มีวันหมด ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในดินแดนบ้านเกิด“ลงมือคืนนี้เลย”“งานเร่งเช
“ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับอาสะใภ้ ส่วนท่านอาก็เพลา ๆ ลงบ้าง สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์กระมัง”ประโยคหลังบุรุษอายุน้อยกระซิบหยอกล้อผู้เป็นอา จึงถูกฝ่าเท้าสะกิดบั้นท้ายเกือบล้มคว่ำหน้าลงไปกองกับพื้น“โอ๊ย! พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอารังแกข้า”ร่างสูงโปร่งวิ่งไปหลบหลังพี่สาวใจดี ซึ่งยามนี้กลายมาเป็นอาสะใภ้สมใจนึก ไม่เสียแรงที่เขาทั้งผลักทั้งดันบุรุษทึมทื่อให้เร่งรุกเข้าหา“หึ หึ”คนถูกเรียกขานว่าพี่สาวดังวันวาน หัวเราะด้วยความสาแก่ใจ เด็กดื้อต้องถูกตีเสียบ้างนับว่าสมเหตุสมผล“รีบกลับไปเลยเจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งว่าห้ามเรียกอาสะใภ้ว่าพี่สาว”“ไปแล้วขอรับ ขี้หวงกับหลานชายก็ไม่เว้น แล้วใครกันรีบมาปรึกษาข้าตั้งแต่วันแรก คิดได้อย่างไรเอาหมอนไม่ซักไปมอบให้สาวงาม”ลู่ซิ่วหยวนทั้งบ่นทั้งรีบกระโดดถอยหนีให้ห่างฝ่าเท้าผู้เป็นอาตอนรู้ความลับสุดยอดในการเอาชนะใจสาวงาม จากคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายตัวน้อย เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวผู้แข็งแกร่งจะใจอ่อนเพราะได้รับหมอนไปนอนกอด!“นี่เจ้า…”ผู้เป็นอาไม่ทันได้บ่น หลานชายก็กระโดดหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว“คิดจะทำการใดเจ้าคะ ถึงรีบไ
ไป๋ซือเย่วกล่าวอย่างชัดเจน แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามีใหม่ทันที ปล่อยให้จวิ้นอ๋องกับพระชายานั่งดื่มน้ำชาเลิศรสกันตามลำพัง“เจ้ากับนางฝีมือคนละชั้นกัน หากไม่เชื่อฟังคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”สวามีเอ่ยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแค้นของสตรีในปกครอง“เพคะ”น้ำเสียงนิ่งสงบตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าในใจมีเพียงนางที่รู้ดีที่สุดณ ตรอกซอกซอยลับสายตาบริเวณใกล้กับท่าเรือ มีสตรีแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียวเล็กสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังอำพรางสองขาก้าวเดินเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง สถานที่แห่งนี้บิดาของนางเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว มีเพียงนางกับมารดาที่รู้ความลับดำมืด และคอยสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอดตั๋วฝากเงินมูลค่าสูงจำนวนหลายใบ ถูกโยนลงต่อหน้าชายร่างท้วมผู้เป็นหัวหน้าชุมชนลึกลับ หากไม่มีสัญลักษณ์บางอย่างก็ไม่สามารถเข้านอกออกในสถานที่แห่งนี้ได้“หากงานสำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาลับให้อีกหนึ่งฉบับ”“แค่สตรีกับเด็กคนหนึ่ง คุณหนูยอมจ่ายหนักเพียงนี้เชียวหรือ”ตั๋วฝากเงินมูลค่าสูง ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนอย่างครบถ้วน“สามีของมันเป็นผู้มีวรยุทธ์ขั้นสูงอย่าประมาทเด็ดขาด”สายข
“เจ้าจะทำการใด ถอยออกไปให้ห่างเลย”เมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของน้องสาว ไป๋ซือกวงก็รู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเห็นสายตาดุร้ายจ้องมองมา ขนในกายหนุ่มยิ่งลุกชันไปทั่วร่าง สตรีไร้มารดาผู้นี้น่าเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“ผู้ใดกล้าแตะต้องบุตรของข้าย่อมไม่ตายดี อย่าว่าแต่ชีวิตขององค์รัชทายาทผู้ไร้ความสามารถเลย ชีวิตของบุรุษชรากับสตรีชั่วช้าแห่งแคว้นหวงหลิงข้าก็ไม่ปรานี”กึก!!!เสียงบีบลำคอแกร่งด้วยแรงของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด ร่างสูงโปร่งของบุรุษสูงศักดิ์ต่างแคว้น ถูกยกขึ้นเหนือพื้นห้องด้วยมือเพียงข้างเดียว มุมปากงามแสยะยิ้มด้วยท่าทีมุ่งร้าย“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอดั่งวันวาน พวกเจ้าอยากทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนั้นหรือ”ดวงตาเหี้ยมโหดถูกเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตแบบสงบเรียบง่ายมาโดยตลอด ไม่เคยระรานผู้ใดก่อนถึงแม้จะมีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในยุทธภพทว่าบุรุษโง่เขลาผู้นี้กล้ากล่าวล่วงล้ำคนสำคัญในชีวิต จึงต้องยอมรับผลของการกระทำให้ได้นับว่ายังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน นางเลยไม่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งไป แต่หากมีครั้งหน้าคงไม่แน่!อึก! อึก!“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงหลบหลีกให้ห่
“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขันเมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่







