LOGIN“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”
“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”
“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”
เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”
“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขัน
เมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่
โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยม
แผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้
ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่ากลุ่มคนที่เพิ่งเดินทางมาจากเมืองหลวง กำลังก้าวขาลงจากรถม้าพร้อมกับองครักษ์ข้างกาย
และแน่นอนว่าพระชายาเอกผู้หวงแหนสวามียิ่งกว่าสิ่งใด ได้แอบติดตามมาด้วยเช่นกัน!
“เจิ้งหลงไปสืบดูให้แน่ชัด ข้าจะไปรออยู่ที่ห้องดื่มชา”
น้ำเสียงตื่นเต้นสั่งการองครักษ์คนสนิท เมื่อเห็นใบหน้าด้านข้างของสตรีชุดดำ สตรีที่มีบุรุษเดินตามถึงสองคน
“พ่ะย่ะค่ะ”
ทางด้านบุรุษต่างแคว้นที่เดินตามคนรู้จักมาติด ๆ เขาไม่เคาะประตูห้องตามมารยาท แต่ผลักประตูเข้าไปด้วยท่าทีคุ้นเคย
แอ๊ด!!!!!
“การข่าวไวยิ่งนักเพคะ”
น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นขณะยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ ดวงตากลมโตจ้องมองผู้มาเยือนด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
ไป๋ซือเย่วไม่ได้ลุกขึ้นยืนทำความเคารพผู้มาเยือนอย่างที่ควรจะเป็น ท่วงท่าผ่อนคลายสบายใจเกินเหตุ ทำให้หัวคิ้วหนาขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ
“น้องสาวของข้าหายตัวไปทั้งที ข้าย่อมไม่อยู่นิ่งเฉย”
“รู้ได้อย่างไรเพคะ ว่าหม่อมฉันยังมีชีวิตอยู่”
เรื่องนี้นับว่าไม่เกินความคาดหมายแต่อย่างใด เหรินหลานคงบอกกล่าวให้เจียงซูหลิงรับรู้ก่อนยอมรับโทษ สตรีชั่วผู้นั้นคิดว่าหลบไปอยู่ไกลถึงเมืองชายแดนแล้วปลอดภัย เลยกล้าพูดในเรื่องที่นางไม่ได้สั่ง
แต่ช่างเถิดเพราะเรื่องนี้นับว่าอยู่ในแผนการเช่นกัน หากข่าวการรอดชีวิตไม่หลุดออกไป คงยากที่จะดำเนินการในขั้นถัดไป
วันนี้นางอยู่ในสถานะพร้อมสู้ทั้งศึกนอกศึกใน ถึงคราต้องสะสางกันเสียที!
“มีคนในยุทธภพกำลังตามสืบเรื่องของเจ้า ข้าเลยมั่นใจว่าเจ้ายังไม่ตาย เลยให้คนตามสืบหาจนพบ”
ร่างสูงโปร่งถือวิสาสะนั่งลงตรงข้ามน้องสาวต่างมารดา ตั้งแต่รู้ข่าวเรื่องการเสียชีวิตของสองคนแม่ลูก เขาก็ให้คนตามสืบเรื่องราวให้แน่ชัด
ที่ห่วงใยหาใช่รักใครกลมเกลียวเฉกเช่นพี่น้องทั่ว ๆ ไป แต่เพราะข้อตกลงระหว่างกันยังไม่สำเร็จ หลังจากสายข่าวยืนยันว่าพบเจอผู้สูญหาย จึงเดินทางมาเยือนเมืองท่าด้วยตนเอง
“องค์ชายรัชทายาทไป๋ซือกวง เดินทางมาพบหม่อมฉันถึงที่นี่ มีสิ่งใดให้รับใช้หรือเพคะ”
“เจ้าดูแปลกไป การพูดจาหรือแม้แต่ท่าทาง ก็แตกต่างไปจากเดิม”
“คนเพิ่งรอดตาย ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย”
ข้อมือเรียวเล็กสะบัดไปมาเล็กน้อย เมื่อเหลือบไปเห็นสายตาคุ้นเคยคู่หนึ่ง กำลังสอดแนมผ่านช่องว่างเล็ก ๆ ตรงผนังห้อง มุมปากสีหวานกดลึกอย่างขบขัน ห้ามปรามเพียงไรก็ตามมาด้วยทุกที!
ทางด้านบุรุษที่กำลังรอคอยอยู่ในห้องดื่มน้ำชาซึ่งอยู่คนละฟากฝั่ง ยามนี้จิตใจของเขาร้อนรนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
หนานจิงชวนลุกขึ้นเดินไปเดินมาอยู่หลายรอบ หัวใจชายหนุ่มผู้คาดหวังเต้นระรัวด้วยความดีใจ
สตรีในห้วงคำนึงยังมีชีวิตอยู่ อีกทั้งบุรุษลึกลับเจ้าของหยกพกสีดำ ยังปรากฏตัวขึ้นในเวลาเดียวกัน วันนี้เขาต้องได้รู้ความจริงที่ยังติดค้างอยู่ในใจ
เมื่ออดทนรอคอยฟังข่าวจากองครักษ์ไม่ไหว คนร้อนใจจึงรีบเดินออกจากห้องดื่มน้ำชาทันที
ฝีเท้าแผ่วเบาของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลาง แอบย่องเข้าไปใกล้ห้องดื่มน้ำชาของเป้าหมาย แล้วหลบซ่อนตรงมุมลับสายตา
น้ำเสียงหวานตราตรึงไม่ลืมเลือน ย้ำชัดว่าสตรีชุดดำในห้องนี้คือคนที่เขาคาดหวังไม่ผิดอย่างแน่นอน
“ข้ามาขอโทษที่ทำเจ้าลำบาก และอีกอย่าง…”
“รีบกล่าวให้ตรงประเด็นเถิดเพคะ หม่อมฉันมีเวลาไม่มาก”
คนถามตั้งใจใช้น้ำเสียงที่ดังตามการสนทนาแบบปกติ
ไม่ได้กระซิบแผ่วเบาอย่างที่เคยกระทำยามนัดพบเจอกัน เพื่อให้ผู้ที่กำลังแอบฟังทั้งหลาย ได้ยินความจริงทุกอย่างโดยพร้อมเพรียงกัน
ไป๋ซือเย่วแทบอยากหัวเราะออกมาให้ดัง ๆ เมื่อโรงเตี๊ยมแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ชุมนุมญาติไม่สนิทเสียอย่างนั้น
“ข้าอยากให้เจ้าพยายามเข้าหาจวิ้นอ๋องอีกสักครั้ง ข้ารู้ข่าวว่าคนผู้นั้นยังคงอาลัยอาวรณ์เจ้ากับลูก หากกลับไปคงขึ้นครองตำแหน่งเดิมได้ไม่ยาก”
“กลับไปเพื่อการใดเพคะ”
นางถามทั้ง ๆ ที่รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง เพราะคนรอฟังมีมากกว่าหนึ่งคน
“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าต้องขโมยตราประทับของจวิ้นอ๋องมาให้ข้า!”
ไป๋ซือกวงยังคงพูดประโยคเดิม ๆ เมื่อพบเจอหน้าน้องสาวต่างมารดาผู้หัวอ่อน
แต่เขายังไม่เคยได้รับตราประทับสำคัญเลยสักครั้ง เพราะน้องสาวตอบรับแต่ไม่ยอมลงมือเสียที!
“องค์รัชทายาทแคว้นหวงหลิง พี่ชายที่เคารพรักของหม่อมฉัน พระองค์จนตรอกนักหรือเพคะ ถึงได้หลอกใช้หลอกถามเอาความกับสตรีอ่อนแอมาโดยตลอด”
ท่วงท่าของคนพูดดูผ่อนคลายสบายใจ สวนทางกับคำถามซึ่งพุ่งเป้าตรงประเด็น คนแอบฟังไม่ต้องคาดเดาไปเอง หรือปะติดปะติดเรื่องราวเลยแม้แต่น้อย
“นี่เจ้า!”
“ว่าอย่างไรเพคะ ไม่มีปัญญาลงมือด้วยตนเองแล้วหรือ ถึงได้พึ่งพาองค์หญิงปลายแถว ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยใส่ใจกันเลยสักครั้ง”
“ข้ามอบหยกพกประจำตัวไว้ให้เจ้าใช้งานแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงกล่าวว่าข้าไม่ใส่ใจ”
องค์รัชทายาทแห่งแคว้นหวงหลิง ขบกรามเข้าหากันแน่นด้วยท่าทีโมโห เมื่อสตรีผู้ว่าง่ายมาโดยตลอด กล้าทำตัวแข็งข้อแตกต่างไปจากเดิม
“ใช้งานการใดเพคะ ในแคว้นถิงโจวไม่มีใครรู้จักหยกพกของพระองค์เลยสักคน หยกสีดำชิ้นนั้นนำพาความยากลำบากมาสู่หม่อมฉันกับลูกเสียมากกว่า เนื้อหยกไร้ค่าไร้ราคาสิ้นดีขายยังได้เพียงแค่หนึ่งอีแปะ!”
“ขาย เจ้ากล้านำหยกที่ข้ามอบให้ไปขายเช่นนั้นหรือ”
ถึงแม้จะเป็นหยกพกซึ่งถูกปลอมแปลงขึ้นมา แต่องค์หญิงปลายแถวไร้คนเหลียวแล ย่อมไม่มีสิทธิ์ดูแคลนในสิ่งที่เขามอบให้!
“คนมันจนตรอกไร้ทางเลือก เห็นสิ่งใดไร้ประโยชน์ย่อมขายเอาตำลึงมาเลี้ยงชีพ”
น้ำเสียงไม่ยินดียินร้ายตอบกลับทันที นางขายหยกสีดำชิ้นนั้นไปแล้วคือเรื่องจริง แต่ไม่ใช่เพราะจนตรอกไร้ตำลึงเลี้ยงชีพอย่างที่กล่าว
นางขายทิ้งเพราะขี้เกียจเก็บต่างหาก มองดูเพียงผิวเผินยังรู้เลยว่าหยกชิ้นนั้นเป็นของปลอม!
“ไป๋ซือเย่ว เจ้ากล้าขัดคำสั่งเสด็จพ่อเสด็จแม่หรือ หากทั้งสองพระองค์รู้ข่าวเรื่องที่เจ้าไม่เชื่อฟัง คงไม่ต้องให้ข้าบอกว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นตามมาภายหลัง”
“แล้วอย่างไรเพคะ จะนำกำลังพลลับ ๆ ขององค์รัชทายาท แอบเข้าโจมตีเมืองท่าด้วยวิถีแห่งกองโจร แล้วใส่ร้ายว่าจวิ้นอ๋องหนานจิงชวนก่อกบฏเช่นนั้นหรือ”
“จะ…เจ้ารู้ได้อย่างไร” ไป๋ซือกวงถามกลับด้วยท่าทีร้อนรน
แผนการนี้ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ จากท่านแม่ทัพใหญ่ของแคว้นหวงหลิง
คนผู้นั้นขี้ขลาดตาขาวไม่กล้าสู้ศึกกับแคว้นใกล้เคียง อ้างแต่สัญญาพักรบหนึ่งร้อยปี เขาจึงลอบสั่งสมกำลังพลลับ ๆ ด้วยตนเอง
“ท่าทางโง่เขลาเช่นนี้เดาได้ไม่ยาก แต่คงลืมไปแล้วกระมังว่าหม่อมฉันหย่าขาดจากจวิ้นอ๋องแล้ว เรื่องราวต่อจากนี้ย่อมไม่เกี่ยวข้องกัน”
ประโยคนี้นางกล่าวด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม เพื่อบอกกล่าวให้สองบุรุษผู้มาแอบฟังรับรู้และเข้าใจให้ตรงกัน จะได้ลดทอนความวุ่นวายลงสักหน่อย
“ไป๋ซือเย่ว เจ้าไม่ห่วงชีวิตของบุตรชายเลยหรืออย่างไร แค่สตรีอ่อนแอกับเด็กน้อยคนหนึ่ง จะเอาสิ่งใดมาต้านทานรับสั่งของเสด็จพ่อ!”
ไป๋ซือกวงตะคอกเสียงใส่น้องสาวด้วยท่าทีโกรธจัด ทว่าประโยคข่มขู่ของเขาทำให้สตรีผู้เคยควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีมาโดยตลอด ลุกขึ้นพรวดพราดบุกเข้าประชิดตัวทันที
พี่ชายนิสัยเสียเช่นนี้ไม่ทุบไม่ตีคงไม่ดีขึ้นหรอก!
หนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่าทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลันเจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขาในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกันเพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดินลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานสองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยาม
“ไม่มีวันนั้นแน่นอนเพคะ บาดแผลเพียงเท่านี้รักษาไม่ถึงเดือนก็หาย ส่วนเรื่องอื่นย่อมไม่มีผลเพราะพระองค์ไม่เคยใส่ใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”นอนกับบุรุษกี่คนสวามีก็ไม่โกรธเคือง มันน่าน้อยใจยิ่งนัก!“ระวังไว้บ้างเล่าเพราะเมืองท่าแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่เจ้าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ”จวิ้นอ๋องรู้เพียงแหล่งกบดานของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่องครักษ์หลวงยังไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงยังไม่รู้ว่ามีบุคคลต่างแคว้นเข้ามาร่วมก่อกวนช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันนั้น ลู่เจี้ยนหงแอบเร้นกายหายไปในความมืดมิด ถ้อยคำของสวามีทำให้นางจิตตกอยู่ไม่น้อย จึงอยากเร่งให้งานเดินหน้าเร็วกว่าที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ทุกอย่างต้องจบ!สตรีผู้ปิดบังอำพรางใบหน้ามิดชิด ตรงเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังเดิม ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกำลังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมดื่มสุราไปตามเรื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายร่างกายทว่าน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากหน้าประตูเรือน ทำให้บุรุษกลุ่มใหญ่หยุดพูดคุยกัน แล้วตั้งใจฟังคำสั่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด หากทำดีเท่ากับว่ามีตำลึงไว้เที่ยวเล่นไม่มีวันหมด ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในดินแดนบ้านเกิด“ลงมือคืนนี้เลย”“งานเร่งเช
“ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับอาสะใภ้ ส่วนท่านอาก็เพลา ๆ ลงบ้าง สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์กระมัง”ประโยคหลังบุรุษอายุน้อยกระซิบหยอกล้อผู้เป็นอา จึงถูกฝ่าเท้าสะกิดบั้นท้ายเกือบล้มคว่ำหน้าลงไปกองกับพื้น“โอ๊ย! พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอารังแกข้า”ร่างสูงโปร่งวิ่งไปหลบหลังพี่สาวใจดี ซึ่งยามนี้กลายมาเป็นอาสะใภ้สมใจนึก ไม่เสียแรงที่เขาทั้งผลักทั้งดันบุรุษทึมทื่อให้เร่งรุกเข้าหา“หึ หึ”คนถูกเรียกขานว่าพี่สาวดังวันวาน หัวเราะด้วยความสาแก่ใจ เด็กดื้อต้องถูกตีเสียบ้างนับว่าสมเหตุสมผล“รีบกลับไปเลยเจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งว่าห้ามเรียกอาสะใภ้ว่าพี่สาว”“ไปแล้วขอรับ ขี้หวงกับหลานชายก็ไม่เว้น แล้วใครกันรีบมาปรึกษาข้าตั้งแต่วันแรก คิดได้อย่างไรเอาหมอนไม่ซักไปมอบให้สาวงาม”ลู่ซิ่วหยวนทั้งบ่นทั้งรีบกระโดดถอยหนีให้ห่างฝ่าเท้าผู้เป็นอาตอนรู้ความลับสุดยอดในการเอาชนะใจสาวงาม จากคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายตัวน้อย เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวผู้แข็งแกร่งจะใจอ่อนเพราะได้รับหมอนไปนอนกอด!“นี่เจ้า…”ผู้เป็นอาไม่ทันได้บ่น หลานชายก็กระโดดหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว“คิดจะทำการใดเจ้าคะ ถึงรีบไ
ไป๋ซือเย่วกล่าวอย่างชัดเจน แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามีใหม่ทันที ปล่อยให้จวิ้นอ๋องกับพระชายานั่งดื่มน้ำชาเลิศรสกันตามลำพัง“เจ้ากับนางฝีมือคนละชั้นกัน หากไม่เชื่อฟังคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”สวามีเอ่ยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแค้นของสตรีในปกครอง“เพคะ”น้ำเสียงนิ่งสงบตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าในใจมีเพียงนางที่รู้ดีที่สุดณ ตรอกซอกซอยลับสายตาบริเวณใกล้กับท่าเรือ มีสตรีแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียวเล็กสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังอำพรางสองขาก้าวเดินเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง สถานที่แห่งนี้บิดาของนางเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว มีเพียงนางกับมารดาที่รู้ความลับดำมืด และคอยสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอดตั๋วฝากเงินมูลค่าสูงจำนวนหลายใบ ถูกโยนลงต่อหน้าชายร่างท้วมผู้เป็นหัวหน้าชุมชนลึกลับ หากไม่มีสัญลักษณ์บางอย่างก็ไม่สามารถเข้านอกออกในสถานที่แห่งนี้ได้“หากงานสำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาลับให้อีกหนึ่งฉบับ”“แค่สตรีกับเด็กคนหนึ่ง คุณหนูยอมจ่ายหนักเพียงนี้เชียวหรือ”ตั๋วฝากเงินมูลค่าสูง ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนอย่างครบถ้วน“สามีของมันเป็นผู้มีวรยุทธ์ขั้นสูงอย่าประมาทเด็ดขาด”สายข
“เจ้าจะทำการใด ถอยออกไปให้ห่างเลย”เมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของน้องสาว ไป๋ซือกวงก็รู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเห็นสายตาดุร้ายจ้องมองมา ขนในกายหนุ่มยิ่งลุกชันไปทั่วร่าง สตรีไร้มารดาผู้นี้น่าเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“ผู้ใดกล้าแตะต้องบุตรของข้าย่อมไม่ตายดี อย่าว่าแต่ชีวิตขององค์รัชทายาทผู้ไร้ความสามารถเลย ชีวิตของบุรุษชรากับสตรีชั่วช้าแห่งแคว้นหวงหลิงข้าก็ไม่ปรานี”กึก!!!เสียงบีบลำคอแกร่งด้วยแรงของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด ร่างสูงโปร่งของบุรุษสูงศักดิ์ต่างแคว้น ถูกยกขึ้นเหนือพื้นห้องด้วยมือเพียงข้างเดียว มุมปากงามแสยะยิ้มด้วยท่าทีมุ่งร้าย“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอดั่งวันวาน พวกเจ้าอยากทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนั้นหรือ”ดวงตาเหี้ยมโหดถูกเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตแบบสงบเรียบง่ายมาโดยตลอด ไม่เคยระรานผู้ใดก่อนถึงแม้จะมีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในยุทธภพทว่าบุรุษโง่เขลาผู้นี้กล้ากล่าวล่วงล้ำคนสำคัญในชีวิต จึงต้องยอมรับผลของการกระทำให้ได้นับว่ายังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน นางเลยไม่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งไป แต่หากมีครั้งหน้าคงไม่แน่!อึก! อึก!“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงหลบหลีกให้ห่
“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขันเมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่





![ตำนานรักแผ่นดินกงซุน [NC25+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

