เข้าสู่ระบบรุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนเมืองหลวงฉางอันด้วยความสดใส แสงอาทิตย์สีทองสาดส่องลงมากระทบกระเบื้องหลังคาสีเขียวมรกตของวังหลวงจนเกิดประกายระยิบระยับ นกกระจิบส่งเสียงร้องขับขานรับวันใหม่อย่างร่าเริง ราวกับโลกใบนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยความหวังและความสุข
ทว่า สำหรับผู้คนในวังหลวงแล้ว แสงแดดอันอบอุ่นนี้กลับมิอาจส่องทะลุความหนาวเหน็บที่ปกคลุมอยู่ภายในกำแพงสูงตระหง่านได้
ภายในตำหนักฉางเล่อ จ้าวหนิงอัน ตื่นบรรทมแต่เช้าตรู่ นางนั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ให้สาวใช้คนสนิทช่วยสางผมยาวสลวยดุจแพรไหม ใบหน้าหวานละมุนที่เคยมองดูเศร้าหมอง วันนี้กลับประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตทอประกายสดใสขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
เมื่อคืน คำมั่นสัญญาของ เว่ยชิง ยังคงดังก้องอยู่ในหัวใจ
“ข้าจะขอพระราชทานสมรส ข้าจะพาเจ้าไปอยู่ที่ชายแดน”
นางเชื่อมั่นในตัวเขา และเชื่อมั่นในพี่ชายของนาง ว่าฮ่องเต้จะต้องทรงเมตตาและเห็นแก่อิสรภาพของน้องสาว ราชโองการพระราชทานสมรสคงจะมาถึงในไม่ช้า
“องค์หญิงเพคะ”
เสียงเรียกที่สั่นเครือและแหบพร่าของนางกำนัลคนสนิทดังขึ้นจากหน้าประตู ทำลายภวังค์อันแสนหวานของหนิงอันจนหมดสิ้น
หนิงอันหันกลับไปมอง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไปเมื่อเห็นสีหน้าของนางกำนัลผู้นั้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากสั่นระริก และดวงตาที่เบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก
“มีเรื่องอันใด? เหตุใดจึงทำหน้าตาตื่นตูมเช่นนั้น?” หนิงอันเอ่ยถาม คิ้วเรียวขมวดมุ่นด้วยความสังหรณ์ใจที่ไม่ดี
“มะ แม่ทัพเว่ย แม่ทัพเว่ยชิงเพคะ” นางกำนัลสาวทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ “เมื่อครู่นี้ มีราชโองการด่วนจากท้องพระโรง สั่งปลดแม่ทัพเว่ยออกจากตำแหน่ง และ.. และ...”
“และอะไร พูดมาให้ชัด!” หนิงอันลุกพรวดขึ้นยืน หัวใจเต้นรัวแรงจนเจ็บหน้าอก
“และสั่งจับกุมตัวเข้าคุกหลวง ข้อหากบฏและยักยอกเสบียงกองทัพเพคะ!”
เปรี้ยง!
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางตำหนัก ร่างของหนิงอันชาวาบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า โลกทั้งใบหมุนคว้างจนนางต้องใช้มือยันโต๊ะเครื่องแป้งเอาไว้เพื่อทรงตัว
“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้” นางพึมพำเสียงแผ่ว “พี่เว่ยชิงซื่อสัตย์สุจริต เขาไม่มีวันทำเช่นนั้น! ใคร.. ใครเป็นคนสั่งการ!”
“เป็นราชโองการของฝ่าบาทเพคะ”
คำตอบนั้นเหมือนเข็มพิษที่ทิ่มแทงหัวใจ หนิงอันเบิกตากว้าง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เสด็จพี่ พี่ชายที่แสนดีของนาง จะสั่งประหารคนรักของนางได้อย่างไร?
“ข้าจะไปเข้าเฝ้าเสด็จพี่! ข้าต้องถามให้รู้เรื่อง!”
หนิงอันรวบชายกระโปรงแล้ววิ่งออกจากตำหนักไปทันที โดยไม่สนเสียงร้องห้ามของนางกำนัล หรือสายตาตกตะลึงของเหล่าขันทีที่พบเห็น
ลานหน้าท้องพระโรงที่เคยกว้างขวาง บัดนี้ดูคับแคบและน่าอึดอัด ทหารองครักษ์เกราะทองนับร้อยนายยืนล้อมกรอบเป็นวงกลม ปลายหอกคมกริบชี้ไปยังจุดศูนย์กลาง
ตรงกลางวงล้อมนั้น คือ เว่ยชิง
แม่ทัพหนุ่มผู้สง่างาม บัดนี้อยู่ในสภาพที่น่าเวทนา ชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มถูกกระชากจนขาดวิ่น หมวกขุนนางถูกปัดตกกลิ้งไปกับพื้น ผมเผ้าที่เคยเกล้าไว้อย่างเรียบร้อยหลุดลุ่ยลงมาปรกใบหน้า
ทว่าสิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุด คือโซ่ตรวนเส้นใหญ่ที่ล่ามข้อมือและข้อเท้าของเขาไว้ เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานทุกครั้งที่เขาขยับตัว บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของผู้พบเห็น
“ข้าไม่ได้ทำ!” เว่ยชิงตะโกนก้อง เสียงของเขาแหบแห้งแต่ยังคงเต็มไปด้วยพลังแห่งความคับแค้น “ข้าเว่ยชิงรับใช้ราชสำนักด้วยความภักดีมาทั้งชีวิต! เงินเสบียงนั่นข้าไม่เคยแตะต้อง! มันมีคนเอามาใส่ร้ายข้า!”
“หลักฐานทนโท่ เจ้ายังจะปากแข็งอีกรึ!” ขุนนางฝ่ายตรวจสอบ ซึ่งเป็นคนของมู่หรงเจวี๋ย ตวาดกลับเสียงดัง พลางชูหีบไม้ที่เต็มไปด้วยทองคำแท่งและบัญชีลับที่ ‘ค้นเจอ’ ในจวนสกุลเว่ยให้ทุกคนดู “ทองคำประทับตราหลวงเหล่านี้ ขุดเจอที่ใต้ถุนเรือนของเจ้า บัญชีลับนี่ก็เป็นลายมือเจ้า! เจ้ากล้าปฏิเสธหรือว่าไม่ได้สมคบคิดกับชนเผ่านอกด่านขายอาวุธแลกทอง!”
“นั่นไม่ใช่ของข้า! ลายมือนั่นก็ปลอมแปลงขึ้นมา!” เว่ยชิงพยายามจะพุ่งเข้าไปหาขุนนางผู้นั้น แต่ถูกทหารสองนายกดไหล่ไว้แน่นจนเข่ากระแทกพื้น
“พอได้แล้ว!”
เสียงตวาดที่ทรงอำนาจดังขึ้นจากระเบียงหน้าท้องพระโรง ทุกสายตาหันไปมองเป็นตาเดียว
ฮ่องเต้จ้าวเหยียน เสด็จออกมาประทับยืนอยู่ริมระเบียง พระหัตถ์กำราวระเบียงแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว พระพักตร์ของพระองค์เรียบเฉยไร้อารมณ์ ราวกับรูปปั้นหินที่ไร้วิญญาณ
“ฝ่าบาท!” เว่ยชิงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความหวัง “ฝ่าบาททรงทราบดีที่สุด! กระหม่อมภักดีต่อพระองค์เพียงใด! โปรดทรงให้ความเป็นธรรมด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
จ้าวเหยียนหลุบตาลงมองแม่ทัพหนุ่ม เพื่อนเล่นในวัยเยาว์ สหายร่วมเป็นร่วมตาย และความหวังสุดท้ายของราชวงศ์ ความเจ็บปวดรวดร้าวฉายวาบขึ้นในแววตาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกกลบด้วยความหวาดกลัวที่มืดมิด
ข้างกายฮ่องเต้ มีเงาทะมึนของบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่
มู่หรงเจวี๋ย ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังฮ่องเต้เล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาเรียบสนิทดุจผิวน้ำที่ไร้คลื่นลม ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มจางๆ ที่มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่เห็น รอยยิ้มที่ย้ำเตือนถึงหายนะของราชโองการที่ถูกเผา และความลับเรื่องยาพิษ
จ้าวเหยียนกลืนก้อนสะอื้นลงคอ พระองค์หลับตาลงช้าๆ ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่พยายามบังคับให้แข็งกร้าว
“หลักฐาน ชัดเจนแล้ว”
คำตัดสินของโอรสสวรรค์ดังก้องไปทั่วลานประหาร
เว่ยชิงเบิกตากว้าง ร่างกายชาวาบเหมือนถูกสูบวิญญาณ “ฝ่าบาท”
“เว่ยชิง แม่ทัพทิศอุดร ทรยศต่อแผ่นดิน ยักยอกทรัพย์สินหลวง สมคบคิดกบฏ” จ้าวเหยียนร่ายคำตัดสินที่มู่หรงเจวี๋ยเขียนบทให้ทุกตัวอักษร “ให้ปลดออกจากตำแหน่ง ริบทรัพย์สินเข้าคลังหลวง และนำตัวไปขังคุกรอการประหาร เจ็ดชั่วโคตร!”
“ไม่นะ!”
เสียงกรีดร้องหวานใสที่เต็มไปด้วยความรวดร้าวแทรกผ่านความเงียบขึ้นมา จ้าวหนิงอันวิ่งฝ่าวงล้อมทหารเข้ามาในลานกว้าง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าอาบไปด้วยน้ำตา
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! อย่าจับเขา! เขาไม่ผิด!” นางถลันเข้าไปขวางหน้าร่างของเว่ยชิง กางแขนออกปกป้องเขาไว้อย่างกล้าหาญ ทั้งที่ตัวนางเองสั่นเทาราวกับลูกนก
“หนิงอัน” เว่ยชิงมองหญิงคนรักด้วยความตกตะลึงและเจ็บปวด “ออกไป อย่ามายุ่งกับข้า เดี๋ยวเจ้าจะเดือดร้อน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เยือกเย็นและเปี่ยมอำนาจดั่งมัจจุราชดังขึ้น ทุกคนในอุทยานทรุดตัวลงคุกเข่าทันทีโดยไม่ต้องนัดหมายมู่หรงเจวี๋ย ราชครูผู้สำเร็จราชการ เดินออกมาจากทางเดินหินอ่อน ท่าทางองอาจผ่าเผย ชุดคลุมสีดำปักลายพยัคฆ์สะบัดพลิ้ว ข้างกายเขามีสตรีโฉมงามในชุดสีฟ้าอ่อนเดินเคียงคู่มา จ้าวหนิงอัน ฮูหยินเอกแห่งจวนราชครู“ท่านพ่อ! ท่านแม่!”มู่หรงซินทิ้งแส้ลงพื้นทันที นางวิ่งถลันเข้าไปหาบิดามารดา เปลี่ยนสีหน้าจากนางมารน้อยเป็นเด็กขี้อ้อนในเสี้ยววินาที“ท่านพ่อเจ้าขา เขาจะตีลูก!” นางชี้ไปที่แม่ทัพ โผเข้ากอดขามู่หรงเจวี๋ย “ลูกกลัวจังเลยเจ้าค่ะ!”มู่หรงเจวี๋ยอุ้มลูกสาวขึ้นแนบอก จูบแก้มยุ้ยๆ ของนางด้วยความรักใคร่สุดหัวใจ“โอ๋ๆ ขวัญเอ๊ยขวัญมา” เขาปลอบโยนเสียงนุ่ม “ใครหน้าไหนกล้าจะตีหัวใจของพ่อ?”เขางยหน้าขึ้นมองแม่ทัพที่กำลังโอดโอย แววตาเปลี่ยนเป็นอำมหิตทันที“เจ้าเองรึ? ที่กล้ายกมือใส่ลูกสาวข้า?”“ทะ ท่านราชครู” แม่ทัพหน้าซีด ตัวสั่นเทา “คุณหนูมู่หรง ตีลูกชายข้าก่อน นางใช้แส้”“แล้วยังไง?” มู่หรงเจวี๋ยเลิกคิ้ว “ลูกข้าตีลูกเจ้า แปลว่าลูกเจ้าทำผิด ถ้าลูกข้าอยากตี ก็ต้องยอมให้ตีสิ”“ตะ แต่”“ไม่มีแต่!
เวลาผ่านไปจนรุ่งสาง แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องเข้ามาในห้องหนิงอันค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ความเจ็บปวดยังคงหลงเหลืออยู่ แต่เบาบางลงมาก นางกวาดสายตามองไปรอบห้อง เห็นมู่หรงเจวี๋ยนั่งหลับสัปหงกอยู่ข้างเตียง มือข้างหนึ่งยังคงกุมมือนางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย“ท่านพี่” นางเรียกเบาๆมู่หรงเจวี๋ยสะดุ้งตื่นทันที “หนิงอัน! เจ้าตื่นแล้ว! เจ็บตรงไหนไหม? หิวน้ำไหม?”“ลูกล่ะเจ้าคะ” นางถามด้วยรอยยิ้มมู่หรงเจวี๋ยหันไปพยักหน้าให้แม่นมที่ยืนรออยู่มุมห้อง แม่นมอุ้มห่อผ้าสีชมพูอ่อนเดินเข้ามาส่งให้เขาราชครูหนุ่มรับทารกน้อยมาอุ้มด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ราวกับกำลังอุ้มระเบิดที่พร้อมจะแตก เขามองดูสิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วในอ้อมแขนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ“ลูกสาว” เขาบอกนาง ยิ้มกว้างจนตาหยี “นางตัวเล็กนิดเดียว แต่เสียงดังเหมือนข้าไม่มีผิด”เขาวางลูกน้อยลงข้างกายหนิงอัน หนิงอันมองดูใบหน้าจิ้มลิ้ม ผิวขาวอมชมพู จมูกโด่งรั้น และดวงตาที่หลับพริ้ม นี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง ของขวัญที่แลกมาด้วยชีวิต“น่าเกลียดน่าชังจริง” หนิงอันน้ำตาซึม ใช้นิ้วเขี่ยแก้มยุ้ยๆ ของลูก “หน้าเหมือนท่านเลยเจ้าค่ะ”“เหมือนเจ้าต่างหาก” มู่หรงเจ
ราตรีกาลในคืนเดือนดับ ท้องฟ้าเหนือจวนราชครูมืดมิดไร้แสงดาว ลมหนาวพัดกรรโชกแรงหวีดหวิวผ่านแมกไม้จนเกิดเสียงเสียดสีน่าขนลุก ทว่าความเงียบสงบภายในเรือนพยัคฆ์คำรามกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ“โอ๊ย!”จ้าวหนิงอัน สะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก มือเรียวบางกุมหน้าท้องนูนเด่นที่บัดนี้แข็งเกร็งราวกับหินผา ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นพล่านจากบั้นเอวร้าวลงมาถึงขา เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบิดลำไส้ของนางจนแทบขาดมู่หรงเจวี๋ย ที่นอนหลับตื้นๆ อยู่ข้างกายสะดุ้งตื่นทันที สัญชาตญาณของเขารับรู้ถึงความผิดปกติได้ไวกว่าใคร“หนิงอัน! เจ้าเป็นอะไร?” เขารีบประคองภรรยาขึ้นมา ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดเมื่อเห็นเหงื่อกาฬเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผากมนของนาง“ทะ ท่านพี่ ปวด ข้าปวดท้อง” หนิงอันกัดฟันแน่น น้ำตาคลอเบ้า “เหมือน.. เหมือนจะคลอดแล้ว”คำว่า ‘คลอด’ เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางห้อง มู่หรงเจวี๋ยตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ความตื่นตระหนกแล่นพล่านในดวงตาพยัคฆ์ร้ายที่ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด“หมอ! ตามหมอเดี๋ยวนี้!” เขาตะโกนลั่นจนเสียงแหบพร่า “ใครอยู่ข้างนอก! ฮูหยินจะคลอดแล้ว! ไปตามหมอหลวงมา! เร็วเข้า!”จวนรา
“ฮะ ฮูหยิน” แม่นางหวังหน้าซีดเผือด รีบคุกเข่าลง “พวกบ่าว... พวกบ่าวแค่เอาน้ำแกงมาถวาย”หนิงอันเดินอุ้ยอ้ายเข้ามาในห้อง สายตาของนางจ้องมองถ้วยน้ำแกงสลับกับสตรีสองนางด้วยความรังเกียจ“เอาน้ำแกงมาถวาย หรือเอาตัวมาถวายกันแน่?”นางเดินมาหยุดอยู่ข้างโต๊ะทำงาน มู่หรงเจวี๋ยรีบลุกขึ้นประคองภรรยาทันที“ทำไมไม่นอน?” เขาถามเสียงอ่อนโยน “ดึกแล้วน้ำค้างแรง เดี๋ยวจะไม่สบาย”“ข้าจะนอนหลับได้อย่างไร” หนิงอันปรายตามองสามี “ในเมื่อมีแมลงวันบินว่อนอยู่รอบจวน คอยจ้องจะตอมอาหารของข้า”มู่หรงเจวี๋ยหัวเราะในลำคอ “ข้าไม่ได้เชิญพวกมันเข้ามานะ”“ข้ารู้” หนิงอันหันกลับไปจ้องแม่นางทั้งสอง “ใครใช้ให้พวกเจ้าเข้ามาในเรือนใหญ่? ข้าสั่งแล้วใช่ไหมว่าห้ามเหยียบย่างเข้ามาที่นี่!”“พวกบ่าว... พวกบ่าวเห็นใจท่านราชครู” แม่นางหวังใจกล้าเถียง “ฮูหยินตั้งครรภ์ ปรนนิบัติสามีไม่ได้ บุรุษย่อมมีความต้องการ ฮูหยินจะใจแคบเก็บท่านราชครูไว้คนเดียวหรือเจ้าคะ? นี่มันผิดธรรมเนียม”เพียะ!ฝ่ามือของหนิงอันฟาดลงบนใบหน้าแม่นางหวังอย่างแรงจนหน้าหัน เลือดซึมที่มุมปาก“ใจแคบงั้นรึ?” หนิงอันแค่นหัวเราะ “ข้าไม่ได้ใจแคบ แต่ข้า ‘หวง’ เข้าใจหรือไม่!
“ในโลกนี้อาจจะมีคนมากมายที่โกหกเจ้า หลอกใช้เจ้า หรือทอดทิ้งเจ้า แต่จะมีคนหนึ่งที่ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ไม่ว่าเจ้าจะเป็นลูกของใคร หรือเจ้าจะเหลือตัวคนเดียวแค่ไหน เขาก็จะยังรักเจ้า”“คนๆ นั้นยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้ว”หนิงอันมองบุรุษตรงหน้า ผู้ชายที่นางเคยเรียกว่าปีศาจ ผู้ชายที่นางเคยเกลียดชัง แต่เขากลับเป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างนางในวันที่มืดมนที่สุด เป็นคนเดียวที่ยอมแลกเลือดเนื้อเพื่อปกป้องนาง และเป็นคนเดียวที่รักนาง ในแบบที่นางเป็น“ท่านพี่” หนิงอันโผเข้ากอดรอบคอเขา ร้องไห้สะอึกสะอื้นกับอกเสื้อของเขา “ข้าขอโทษ... ข้าขอโทษที่เคยผลักไสท่าน ข้ามันโง่เอง”“ไม่เป็นไร” มู่หรงเจวี๋ยกอดตอบแน่น จูบกระหม่อมนางซ้ำๆ “เจ้ากลับมาแล้ว กลับมาหาข้า นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด”“กลับบ้านกันเถอะ” เขาช้อนตัวนางขึ้นอุ้ม“เจ้าค่ะ กลับบ้านของเรา”มู่หรงเจวี๋ยอุ้มภรรยาของเขาเดินฝ่าหิมะสีขาวโพลน ทิ้งตำหนักเย็นและอดีตที่ขมขื่นไว้เบื้องหลัง รอยเท้าของเขาย่ำลงบนหิมะอย่างมั่นคง มุ่งหน้าสู่แสงไฟสีส้มที่ส่องสว่างมาจากจวนราชครูในค่ำคืนที่เหน็บหนาวที่สุดนี้ จ้าวหนิงอันได้ค้นพบความจริงที่อบอุ่นที่สุด ว่า ‘บ้าน’ ไม่ใช่สถานที่
เขายกไหสุราขึ้นกระดกโดยไม่ใช้จอก น้ำสุราไหลหกเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า แต่เขาไม่สนใจ ดื่มกินอย่างตะกละตะกลามราวกับคนอดอยากหนิงอันยืนมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง นางรอจนเขาวางไหสุราลง แล้วจึงตัดสินใจถามคำถามที่ค้างคาใจมาตลอดชีวิต“เสด็จพี่” นางเรียกเขาอีกครั้ง น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “หม่อมฉันมีเรื่องอยากจะถาม เป็นครั้งสุดท้าย”“ถามอะไร?” จ้าวเหยียนเช็ดปากด้วยหลังมือ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้โยกเยก “ถามว่าข้าสบายดีไหมงั้นรึ? มองดูสิ! ข้าอยู่ในนรก!”“ไม่ใช่เรื่องนั้นเพคะ” หนิงอันสบตาเขา แววตาของนางคาดคั้น “หม่อมฉันอยากรู้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่เด็กจนโต ที่เราวิ่งเล่นด้วยกัน ที่ท่านคอยปกป้องหม่อมฉัน ที่ท่านบอกว่ารักหม่อมฉันที่สุด”นางกลืนก้อนสะอื้นลงคอ“ท่านเคยรักหม่อมฉัน ในฐานะน้องสาวจริงๆ บ้างไหมเพคะ?”“เคยมีความผูกพันจริงๆ บ้างไหม? หรือทุกอย่างเป็นเพียงการเสแสร้ง?”จ้าวเหยียนนิ่งเงียบไป เขาจ้องมองหนิงอัน มองดูใบหน้าหวานละมุนที่กำลังรอคอยคำตอบด้วยความหวังอันริบหรี่เขาแสยะยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่โหดร้ายที่สุดเท่าที่หนิงอันเคยเห็น“รักรึ?” เขาแค่นเสียง “เจ้านึกว่าข้ารักเจ้าจร
ความเจ็บปวดที่แขนซ้ายเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในอกที่เหมือนถูกควักหัวใจออกไป เขาไม่เคยรู้เลยว่าตนเองจะขาดนางไม่ได้ถึงเพียงนี้ จนกระทั่งวินาทีที่เห็นนางถูกลากลงไปในความมืดหากนางตาย โลกใบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีอยู่อีกต่อไป!ณ กลางแม่น้ำเว่ยเหอเรือแจวลำเล็กโคลงเคลงไปมาตามแรงคลื่นลมและกระแสน้ำที่เชี่
“เรื่องแม่ทัพเว่ย เอ้ย นักโทษชายแดนผู้นั้นเจ้าค่ะ” เสี่ยวเถารีบเล่าด้วยความหวังดี “เขาว่ากันว่าถึงแม้หนทางจะทุรกันดาร แต่เขาก็รอดชีวิตไปถึงด่านกูซูแล้วเจ้าค่ะ มีคนแอบช่วยเหลือเขา ฮูหยินไม่ต้องโศกเศร้าไปนะเจ้าคะ คนดีย่อมตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้”คำพูดนั้นเปรียบเสมือนหยาดน้ำทิพย์ชโลมหัวใจที่แห้งผากของห
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทันที มู่หรงเจวี๋ยยืนตัวสั่น มือที่ตบนางยังคงค้างอยู่กลางอากาศ เขามองมือตัวเอง แล้วมองใบหน้าที่บวมช้ำของนางด้วยความตกตะลึง“หนิงอัน” เสียงของเขาอ่อนลง แฝงความตื่นตระหนก “ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจ”เขาถลันเข้าไปหานาง จะประคองนางขึ้นมา แต่หนิงอันปัดมือเขาออกอย่างรังเกียจ นางถอยกรู
สายลมยามบ่ายพัดผ่านระเบียงไม้แกะสลัก นำพากลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกท้อเข้ามาภายในเรือนพักผ่อนส่วนตัวของราชครู กลิ่นหอมนั้นควรจะสร้างความสดชื่นรื่นรมย์ แต่สำหรับ จ้าวหนิงอัน แล้ว มันกลับเจือไปด้วยกลิ่นอายของความอึดอัดที่หายใจไม่ออกนางนั่งตัวเกร็งอยู่บนตั่งไม้บุผ้าไหม ปล่อยให้ มู่หรงเจวี๋ย นอนหนุนตักของนา







