Share

3

Author: Clear Clouds
last update Last Updated: 2025-08-29 20:30:06

หมู่บ้านเจียวจูแห่งนี้ ตั้งอยู่นอกเมืองหางโจว ด้านหน้าของหมู่บ้านเป็นถนนเส้นเล็กตัดผ่านเข้าไปยังถนนใหญ่เพื่อไปในเมือง ด้านหลังติดกับภูเขา

ชาวบ้านทำสวนผักผลไม้และทำนาบางพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเก็บเอาไว้กินเอง และขายบางส่วน

คนหนุ่มสาวเกือบทั้งหมดออกไปทำงานในเมือง หลายคนย้ายครอบครัวไปอยู่ในเมืองใหญ่ถาวรเพื่อทำงาน และให้ลูกหลานได้เรียนในโรงเรียนที่ดีกว่า และจะกลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงวันหยุดยาว

ชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่จึงเป็นผู้สูงอายุกับเด็ก พวกเขาทำการเกษตรเท่าที่จะมีแรง และมีหนุ่มสาวไม่กี่คนที่ยังอาศัยอยู่ที่นี่และยังคงทำการเกษตรต่อไป เช่น เสี่ยวหลง เด็กหนุ่มที่พาคู่สามีภรรยาไปรักษากับจิงซิงอี้ 

นอกจากนี้ ถนนที่นี่ยังมีสภาพไม่ดี เป็นหลุมบ่อและเป็นโคลนในช่วงฤดูฝน ทำให้ไม่สามารถเดินทางและส่งพืชผักไปค้าขายในตลาดขนาดใหญ่ได้สะดวก เศรษฐกิจของคนในหมู่บ้านจึงไม่ดีนัก ลูกหลานจึงย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่เป็นหลัก ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ของประเทศ

เช้าวันหนึ่ง ในระหว่างกลุ่มลุงป้ากำลังจับกลุ่มคุยกันเพื่อฆ่าเวลาอยู่นั้น พวกเขาก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว หน้าตาสวยงาม ปั่นจักรยานกลางเก่ากลางใหม่ตรงมายังลานที่พวกเขานั่งอยู่ 

เสี่ยวหลงที่กำลังกินอาหารเช้าและสนทนาอยู่กับแก๊งลุงป้า เห็นเขาเป็นคนแรก จึงรีบลุกขึ้นโบกมือเรียกให้เขาแวะมาทางนี้ด้วยความตื่นเต้น 

จิงซิงอี้ขี่จักรยานมาจอดตรงหน้ากลุ่ม เขายิ้มและก้มหัวนิดๆให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ เมื่อเสี่ยวหลงถามว่า เขามาทำอะไร  ชายหนุ่มจึงถามว่า

“เสี่ยวหลง รู้มั้ยว่าที่หมู่บ้านนี้มีตึกแถวตรงไหนจะขายหรือให้เช่าบ้างมั้ย ถ้าเป็นแถวตลาดหน้าหมู่บ้านได้ก็จะยิ่งดี”

พวกเขามองหน้ากันและทำท่าคิด ป้าหวังรีบถามขึ้นมาว่า “หมอจะเอาไปทำอะไรจ๊ะ ทำคลินิกรักษาคนหรือเปล่า”

จิงซิงอี้พยักหน้าและตอบรับว่าใช่ พวกเขาจึงหันมามองหน้ากันด้วยความดีใจ และรีบช่วยแนะนำพร้อมอาสาจะพาเขาไปดูด้วย เพราะพวกเขาก็ว่างกันอยู่แล้ว การมีอะไรทำแบบนี้จึงเป็นความบันเทิงของพวกเขาแบบหนึ่ง

จิงซิงอี้จูงจักรยานและเดินไปพร้อมกับกลุ่มลุงๆป้าๆ เพื่อไปยังหน้าหมู่บ้าน ในขณะที่เสี่ยวหลงขอตัวไปทำสวนต่อ

ที่หน้าหมู่บ้านมีตลาดขายของเฉพาะช่วงเช้าและช่วงบ่าย และมีตึกแถวสร้างเอาไว้สองสามตึก หลายห้องยังว่างอยู่

ในระหว่างที่เดินไปด้วยกันนั้น เขาก็ตอบคำถามไปด้วยอย่างใจเย็น จิงซิงอี้เล่าเกี่ยวกับตัวเองว่า เขาเป็นหลานของจิงเซียว

ก่อนหน้านี้เคยอาศัยและเรียนอยู่ในเมือง ช่วงปิดเทอมจะออกเดินทางไปหาประสบการณ์ และช่วยรักษาคนป่วยพร้อมกับคุณตาของเขา ทำให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับแพทย์แผนจีนมาตั้งแต่เด็ก

เมื่อคุณตาอายุมากขึ้นก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ และเขาก็แวะมาเยี่ยมบางครั้ง เพราะต้องเรียนหนัก จึงมาได้ไม่บ่อย และมาได้ไม่กี่วันก็ต้องกลับ จึงทำให้ไม่มีโอกาสได้พบกับใคร

ตอนนี้เขาเพิ่งเรียนจบด้านการแพทย์แผนปัจจุบันและแผนจีนพร้อมกัน จากมหาวิทยาลัยแพทย์อันดับหนึ่งในปักกิ่ง แต่เขาสนใจแพทย์แผนจีนมากกว่า และคิดว่าจะกลับมาเปิดคลินิกที่นี่ เพื่อสืบทอดวิชาจากหมอจิงเซียวด้วย

เมื่อถูกถามว่า ทำไมถึงไม่ไปเปิดคลินิกในเมืองใหญ่ ที่สามารถทำเงินได้มากกว่า จิงซิงอี้ยิ้มนิดๆ และตอบว่า “ผมชอบความสงบ”

ถึงแม้ว่าเขาจะมีบุคลิกที่นิ่งกว่าเด็กหนุ่มทั่วไป แต่กลุ่มลุงป้าของหมู่บ้านเจียวจู ก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนในตัวเขา เช่นเดียวกับหมอใหญ่จิงเซียว

หลังจากใช้เวลาเดินดู และสอบถามราคาจากเจ้าของตึกอยู่สองสามคน จิงซิงอี้ก็มาหยุดอยู่ที่หน้าตึกแถวสองชั้นแห่งหนึ่ง ซึ่งมีห้องว่างอยู่สองสามห้อง แต่เขาสนใจห้องที่อยู่ซ้ายสุด

เขาคิดว่าตึกนี้เหมาะจะทำคลินิก ห้องที่อยู่ในแถวเดียวกันมีทั้งร้านขายของชำและร้านขายซาลาเปาและบะหมี่ มีลูกค้าอยู่ประปราย ที่เป็นคนในหมู่บ้านและคนนอกหมู่บ้าน

เจ้าของห้องที่จิงซิงอี้สนใจ เป็นลูกชายของผู้ใหญ่บ้านหวังคุน ซึ่งเป็นสามีของป้าหวังที่พาจิงซิงอี้มาดูตึกนั่นเอง

ตอนนี้ลูกชายของพวกเขา คือ หวังฮวย เป็นเจ้าหน้าที่รัฐดูแลด้านสาธารณสุขในระดับตำบล เขาจึงไม่ได้ใช้ประโยชน์จากห้องแถวนี้

จิงซิงอี้ตัดสินใจจะซื้อห้องนี้ โดยผู้ใหญ่บ้านหวังคุนจะช่วยคุยกับลูกชายให้   หวังคุนเป็นผู้นำชุมชนและเป็นหัวหน้าคณะกรรมการประชาชนระดับหมู่บ้าน เขาเป็นผู้นำที่ดีและอยากจะพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญก้าวหน้า

เขารู้ว่าหมู่บ้านนี้ต้องการแพทย์เพื่อช่วยรักษาชาวบ้านที่เริ่มสูงวัย และเขายังต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในหมู่บ้าน ถ้ามีคลินิก ก็หมายความว่าผู้ป่วยจากที่อื่นจะมารักษาที่นี่ และชาวบ้านที่นี่ก็สามารถค้าขายอาหารและสินค้าอื่นๆ ได้มากขึ้นด้วย

เขายังเห็นตัวอย่าง จากการให้บริการที่พักรักษาตัวของคู่สามีภรรยาหยวนซุนและเหยาหลิง พวกเขาเช่าบ้านของชาวบ้านเพื่อรับการรักษาจากจิงซิงอี้ และยังจ้างชาวบ้านมาช่วยทำความสะอาดและทำอาหารรายวันให้ด้วย  ทำให้พวกเขามีรายได้พิเศษเพิ่ม

ด้วยเหตุนี้ หวังฮวยจึงขายตึกแถวให้จิงซิงอี้ในราคาที่ไม่แพงมากนัก และตึกนี้ยังปิดตายมานาน ถ้าขายได้ เงินของเขาก็จะไม่จม และหวังฮวยยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับจิงซิงอี้ได้อีกด้วย

เมื่อเจรจาเรื่องราคาได้แล้ว จิงซิงอี้จึงโทรศัพท์คุยกับจิงเซียว เพื่อแจ้งเรื่องซื้อตึกและคนไข้ที่เขารับรักษาในตอนนี้ จิงเซียวให้คำแนะนำบางส่วน เพราะเขารู้จักความสามารถของหลานชายคนนี้ดีอยู่แล้ว

จากนั้น จิงเซียวก็บอกว่า อีกสองอาทิตย์เขาจะเดินทางกลับมาที่หมู่บ้าน และจะมาช่วยเรื่องการวางระบบคลินิกให้

ในระหว่างนี้ ผู้ใหญ่บ้านหวังคุนยังช่วยแนะนำช่างฝีมือดีมาช่วยตกแต่งคลินิกให้เขาอีกด้วย

เมื่อคู่สามีภรรยา หยวนซุนและเหยาหลิงรู้ว่าจิงซิงอี้จะเปิดคลินิก พวกเขาก็ดีใจมาก ตอนนี้เวลาผ่านไปเกือบสองอาทิตย์ หยวนซุนอาการดีขึ้น เขาสามารถลุกขึ้นเดินได้แล้ว ถึงแม้แขนขวาจะยังชาอยู่บ้างบางครั้ง แต่เขาก็สามารถกลับไปทำงานได้แล้ว

ในระหว่างที่จิงซิงอี้ประเมินอาการครั้งสุดท้าย ก่อนจะอนุญาตให้พวกเขาเดินทางกลับบ้านได้นั้น  หยวนซุนก็ถามจิงซิงอี้ว่า

“ผมได้ยินมาว่า หมอจะเปิดคลินิกที่นี่หรือครับ”

จิงซิงอี้ยิ้มและตอบว่า “ใช่ครับ”

หยวนซุนและเหยาหลิงมองตากัน และหยวนซุนจึงพูดต่อว่า

“ผมมีเพื่อนสนิทขายอุปกรณ์การแพทย์ ถ้าคุณหมอสนใจ ผมจะแนะนำให้ รับรองว่าสินค้าคุณภาพดี บริการหลังการขายก็ดี ผมจะให้เขาลดราคาให้คุณหมอเป็นพิเศษนะครับ”

จิงซิงอี้สนใจและขอให้หยวนซุนช่วยติดต่อให้ เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจ

หลังจากที่ตรวจอาการแล้ว เขาปรับตำรับยาและให้ใบสั่งยา ไป พร้อมกับแนะนำวิธีการกดจุด ท่าบริหาร และอาหารต่างๆ ที่จะช่วยยืดหยุ่นกล้ามเนื้อและเพิ่มการไหลเวียนของชี่และกระแสเลือด

จิงซิงอี้นัดให้เขามาพบอีกหนึ่งเดือนต่อมา จากนั้นจึงอนุญาตให้พวกเขาเดินทางกลับเซี่ยงไฮ้ได้เลย

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   169 (จบบริบูรณ์)

    จิงซิงอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เขามองไปรอบๆ ตัว และพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในห้องนอนของเขา ที่หมู่บ้านจูเจียว ตอนนี้ในห้องยังมืดอยู่ แต่ก็เริ่มมีแสงสว่างรำไรลอดเข้ามาทางกระจกหน้าต่าง ตอนนี้น่าจะเป็นเวลาเช้ามืดแล้วเขานอนนิ่งๆ เพื่อทบทวนความฝันที่เกิดขึ้น เขาได้ย้อนกลับไปยุคซ่งเหนืออีกครั้ง ได้เห็นเหตุการณ์หลังจากที่เขาตกหน้าผา ได้เห็นชีวิตของคนสำคัญในชีวิตของเขา และที่สำคัญ ได้เห็นแล้วว่า เขาเกี่ยวข้องอย่างไรกับแพทย์หลวงจิงเซียวในยุคนั้นพระเจ้าได้ให้โอกาสเขากลับไปอำลาคนที่อยู่ข้างหลัง ผ่านทางความฝัน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถพูดคุยและแสดงตัวตนได้ แต่เขาก็ดีใจมาก ที่ได้เห็นว่าคนที่เขารักและห่วงใยทุกคน ยังอยู่ดี และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข พวกเขายังคงรักษาความฝันของเขาเอาไว้ ด้วยการสืบทอดโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลฉางซานสิ่งที่ทำให้เขาตกใจและประหลาดใจมากที่สุด ก็คือ เขาไม่ใช่หลงซิงเหยียนข้ามเวลามา แต่เขาคือลูกชายของหลงซิงเหยียนนั่นเอง!ตอนนี้เขารู้แล้วว่า ตัวเขาเองในวัยผู้ใหญ่ เป็นคนย้อนยุคกลับไปและก็เป็นคนพาตัวเองในวัยเด็ก ข้ามเวลาจากซ่งเหนือมาอยู่ในยุคอนาคต

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   168

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต่อมานั้น เป็นภาพชีวิตของแต่ละคนที่เขาผูกพันด้วย เขาเห็นโม่หยวนหลิงที่ยุติอาการโศกเศร้าเพราะคำพูดของใต้เท้าเปา และกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติ รวมไปถึงใต้เท้าจิงเซียว เหมือนกับทั้งสองคน เข้าใจในความหมายของใต้เท้าเปาเจิง ที่ว่าจิงซิงอี้กลับไปยังโลกเดิมของเขาแล้ว ภาพที่เขาเห็นต่อมา คือ การที่โม่หยวนหลิงขอให้จิงเซียวและใต้เท้าเปาเจิง เข้ามาช่วยดูแลโรงเรียนและโรงพยาบาล เพื่อสืบทอดสำนักแพทย์ฉางซานต่อไป ในขณะที่ลูกศิษย์รุ่นแรกกลายมาเป็นกำลังหลักในการทำงาน และเป็นอาจารย์คอยสอนนักเรียนรุ่นหลังสำนักแพทย์ฉางซานยังคงเดินหน้าต่อไป ตามเส้นทางที่จิงซิงอี้วางเอาไว้ และในช่วงปีหลังๆ จิงเซียวลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการสำนักแพทย์หลวง และมาดูแลโรงเรียนกับโรงพยาบาลอย่างเต็มตัว ในขณะที่โม่หยวนหลิง ซัวซีเว่ย ลั่วปิง เจี่ยหยวน ยังคงสานต่อธุรกิจสมุนไพรของจิงซิงอี้ และช่วยงานจิงเซียว เพื่อดำเนินรอยตามเจตนารมณ์ของจิงซิงอี้

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   167

    วิธีคิดของตู้หว่านจิง เป็นเช่นเดียวกับอีกหลายคนที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเขาคิดว่าควรจะลงทุนซื้อที่ตั้งแต่ยังราคาถูกจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าชาวบ้านจะขายที่ให้ง่ายๆวันหนึ่ง จิงซิงอี้คุยกับผู้ใหญ่บ้านหวังคุนและเตือนเขาว่า “ผมอยากให้ผู้ใหญ่บ้านช่วยเตือนชาวบ้านว่า อย่าปล่อยขายที่ดินจนหมดนะครับ โดยเฉพาะคนนอกที่มาเก็งกำไร เพราะเป็นการตัดโอกาสการพัฒนาในอนาคตของพวกเรา”ชาวบ้านที่อยากจะทำธุรกิจและทำการเกษตรในอนาคต ก็จะไม่มีที่เหลือแล้ว เพราะตนเองขายที่ให้คนนอกไปจนหมด เมื่อคิดอยากทำธุรกิจก็ต้องไปเช่าหรือซื้อจากคนอื่นอีก และคนนอกที่มาซื้อที่ มักซื้อไว้เพื่อทำกำไร แต่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้ชาวบ้านจิงซิงอี้บอกว่า “ผมอยากให้คนที่อยู่ในหมู่บ้านเป็นพวกเรามากกว่า ไม่ใช่คนแปลกหน้า ที่แค่ต้องการจะมาเที่ยวเป็นบางฤดูกาลเหมือนกับที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ตอนนี้ แล้วตอนนี้ พวกเราก็มีช่องทางหากินแล้ว ทั้งการทำธุรกิจเอง หรืออย่างน้อยก็ยังปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เองได้ เป็นการรับประกันว่า พวกเขาจะยังมีกินมีใช้ ต่อให้ลูกหลายตกงานกลับมา ก็ยังมีที่ดินไว้ทำกิน”ผ

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   166

    วันนี้เป็นวันที่ทุกคนในบ้านหมอจิง มาประชุมกันเพื่อพูดคุยเรื่องการสร้างโรงพยาบาล ที่จะเป็นโครงการใหญ่ของพวกเขา และเป็นรากฐานของสำนักแพทย์ฉางซาน พวกเขาทั้งสี่คน จะร่วมลงทุนและทำงานไปด้วยกันที่นี่พวกเขาเชิญซูเคอเข้าร่วมการประชุมด้วย เพราะตอนนี้เขาขยับหน้าที่มาเป็นผู้จัดการทั่วไปแล้ว จิงซิงอี้อธิบายแผนการสร้างโรงพยาบาล โดยใช้โปรเจคเตอร์ขนาดเล็กฉายไปบนผนังเรียบสีขาวในห้องทำงานของจิงเซียว และอธิบายว่า“หลังจากที่พวกเราคุยกันมาหลายครั้งแล้ว ก็มาถึงข้อสรุปในวันนี้นะครับ ตอนนี้ เราจะสร้างโรงพยาบาลขนาด 3 ชั้นบนพื้นที่ว่างใกล้ลานกิจกรรมที่ผมซื้อเอาไว้ ชั้นแรกจะเป็นแผนกผู้ป่วยนอกและห้องฉุกเฉิน ชั้นสองเป็นหอผู้ป่วยในที่มี 10 เตียง และมีห้องพิเศษอีกประมาณ 4 ห้อง ส่วนชั้นสามจะเป็นห้องประชุมและสำนักงานกับห้องพักของหมอ นางพยาบาล กับเจ้าหน้าที่"ชุนเฉิงถามว่า “แล้วศูนย์พักฟื้นผู้สูงอายุล่ะ”จิงซิงอี้ยิ้ม “ผมว่าน่าจะเป็นแผนระยะที่สอง เมื่อเราได้เงินทุนมาพอแล้ว เราจะสร้างอาคารแยกเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ ที่จริงผมต้องการจะสร้างอาคารอีกหนึ่งหลัง

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   165

    อย่างไรก็ตาม เขากับเจี่ยเหรินเริ่มรู้สึกว่าตนเองคงไม่สามารถรับมือกับคนไข้ขนาดนี้ได้แล้ว เขาจึงต้องออกกฎใหม่ ให้มีการรับรักษาคนไข้ตามนัดเท่านั้น โดยนัดคิวล่วงหน้า และถ้าไม่มาตามวันเวลานัด ก็จะข้ามคิวไป คนไข้ต้องมานัดคิวใหม่อีกครั้ง และจะรับรักษาแค่วันละไม่เกิน 30 คน ส่วนคนไข้ฉุกเฉิน จะต้องเป็นรายที่ฉุกเฉินจริงๆ ไม่เช่นนั้น เขาจะไม่ลัดคิวให้เด็ดขาด แต่จิงซิงอี้ก็ได้หมายเหตุเอาไว้ว่า ควรจะไปพบแพทย์แผนปัจจุบันที่โรงพยาบาลอื่นจะดีกว่า เพราะแพทย์จีนใช้เวลารักษานาน ไม่เหมาะสมกับกรณีฉุกเฉินนัก จิงซิงอี้จึงคุยกับเจี่ยเหรินตอนกินข้าวกลางวันด้วยกันว่า “ผมว่าพวกเราต้องรับสมัครหมอใหม่มาช่วยแล้วล่ะ ผมไม่ไหวแล้ว ใกล้ตายเต็มที” เจี่ยเหรินหัวเราะแห้งๆ “ผมก็อยากให้มีคนมาช่วยด้วยครับ ผมแทบจะไม่มีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบแล้ว” “นั่นสิ ถึงผมจะเป็นหมอ ผมก็มีอย่างอื่นที

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   164

    จิงซิงอี้รักษาเติ้งซินเผิงอยู่ประมาณเกือบหนึ่งเดือน เมื่อพบว่าอาการคงที่แล้ว เขาจึงเดินทางกลับพร้อมกับเจี่ยเหริน แต่จะเดินทางมาติดตามอาการทุกเดือน ซึ่งการมารักษาในครั้งนี้ ทำให้ชื่อเสียงของเขาแพร่หลายไปในกลุ่มนายทหารชั้นสูงและวงการอื่นๆ เพราะรักษาอาการป่วยหนักจนไม่มีหวังของเติ้งซินเผิงให้กลับมาดีขึ้นได้ และยังค้นพบสาเหตุของโรคที่ซับซ้อน จนตามหาคนที่วางแผนได้ได้อีก เขาจึงมีบุญคุณกับแม่ทัพเติ้งซินเผิงยิ่งขึ้นไปอีกนอกจากนี้ จิงซิงอี้ยังช่วยแนะนำการดูแลสุขภาพและผิวพรรณให้กับเม่ยหลิงฟงด้วย ก่อนที่เขาจะกลับ เขาบอกเธอว่า “คุณนายครับ ผมจะส่งครีมบำรุงผิวสำหรับลดริ้วรอยและช่วยให้ผิวนุ่มนวลเปล่งปลั่งมาให้นะครับ ขอให้คุณนายใช้ตามที่แนะนำ มันจะช่วยปรับปรุงสภาพผิวให้ดีขึ้น"คุณนายตั้งใจฟัง เพราะเธอเชื่อถือจิงซิงอี้อย่างเต็มที่แล้ว “ใช้แล้วจะดีขึ้นจริงๆเลยหรือจ๊ะหมอจิง” เธอถามอย่างมีความหวังจิงซิงอี้พยักหน้า “ครีมชุดนี้ผมใส่ตัวยาสมุนไพรเป็นพิเศษ เป็นสูตรเฉพาะที่ผมคิดค้นให้คุณนายครับ ไม่ได้วางขายทั่วไป”เมื่อได้ยิน เธอจึงดีใจมาก หลังจากที่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status