Share

4

Author: Clear Clouds
last update Last Updated: 2025-08-30 20:30:59

ตลอดทั้งอาทิตย์ จิงซิงอี้วุ่นวายกับการตกแต่งคลินิก การสั่งอุปกรณ์และยาที่ใช้รักษา รวมไปถึงการติดต่อขอใบอนุญาตเพื่อเปิดคลินิก

ตัวเขาเองสามารถสอบผ่านได้ใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีน ทั้งข้อเขียนและการปฏิบัติ รวมไปถึงการฝังเข็ม  รมยา การนวดทุยหนา ครอบแก้ว และยังได้รับการถ่ายทอดความรู้ด้านสมุนไพรจีน การใช้ตำรับยาจีน และการนวดจากจิงเซียว

ในช่วงสองปีสุดท้ายของการเรียนในมหาวิทยาลัย เขาฝึกงานที่โรงพยาบาลในปักกิ่ง และเรียนแพทย์แผนจีนเพิ่มเติม เพราะต้องการจะบูรณาการรักษาแพทย์แผนจีนเข้ากับการแพทย์แผนปัจจุบัน

ที่จริงแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องเรียนหลักสูตรแพทย์แผนจีนในมหาวิทยาลัยก็ได้ เพราะเขาเรียนรู้จากจิงเซียว ซึ่งเป็นหมอจีนฝีมือดีมาตั้งแต่เด็ก แต่เขารู้ว่าการมีปริญญาและใบอนุญาต จะทำให้การทำงานของเขาง่ายกว่าและได้รับความเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และจิงเซียวยังต้องการให้เขามีความรู้ทั้งสองด้านด้วย

การจะเปิดคลินิกแพทย์แผนจีนที่ประเทศนี้ ตามระเบียบของกระทรวงกำหนดเอาไว้ว่า จะต้องลงทะเบียนกับหน่วยงานกำกับดูแลแพทย์แผนจีนทั้งในระดับท้องถิ่น และในระดับเทศมณฑลหรืออำเภอด้วย

จากนั้นจะมีการตรวจสอบที่ตั้งของคลินิก ขอบเขตการรักษาที่ต้องตรงกับใบประกอบโรคศิลป์ และอุปกรณ์การแพทย์ของคลินิก ภายใน 30 วันหลังจากที่ลงทะเบียน ซึ่งจิงซิงอี้ก็ทำตามขั้นตอนดังกล่าว

ในช่วงสายของวันหนึ่ง ระหว่างที่เขากำลังควบคุมการตกแต่งคลินิกอยู่นั้น รถคันหนึ่งก็ขับมาจอดที่ลานจอดรถหน้าตึกแถว ชายวัยกลางคนอายุประมาณ 50 ปี รูปร่างอ้วนท้วม หน้าตาใจดี ลงมาจากรถและเข้ามาแนะนำตัวกับจิงซิงอี้ว่า เขาคือ ซวี่ฮั่น เป็นเจ้าของบริษัทขายอุปกรณ์การแพทย์และเป็นเพื่อนสนิทของหยวนซุน

เมื่อเห็นว่าเป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว จิงซิงอี้จึงพาเขาไปนั่งคุยที่ร้านบะหมี่ที่อยู่ถัดไปอีก 2-3 ห้อง ซวี่ฮั่นนั่งลงที่โต๊ะ เขาหายใจหอบด้วยความเหนื่อย ใบหน้าซีด ในระหว่างที่นั่งเขาขยับตัวไปมาเพื่อเปลี่ยนท่านั่งหลายครั้ง

ทั้งสองสั่งอาหารและเครื่องดื่ม จิงซิงอี้ซึ่งสังเกตอาการของซวี่ฮั่นมาตลอดก็ถามว่า “คุณซวี่ฮั่น เป็นอะไรรึเปล่าครับ”

ซวี่ฮั่นหัวเราะแห้งๆ เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อที่ซึมออกมา และรีบปฏิเสธว่าไม่เป็นอะไรมาก เขาต้องการที่จะปิดการขายอุปกรณ์การแพทย์ให้สำเร็จก่อน

เพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ธุรกิจของเขามีคู่แข่งเพิ่มขึ้น ยอดขายลดลง เขาต้องทำงานหนักมากขึ้น เขาใช้เวลาเกือบทุกวันไปกับการขับรถตระเวนหาลูกค้าตามโรงพยาบาลและคลินิกในหลายจังหวัด

บางครั้งต้องกินและงีบหลับในรถ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาเดินทาง ส่งผลให้ร่างกายเหนื่อยล้าและปวดเนื้อตัว

ช่วงหลังมานี้ เขายิ่งปวดสะโพกขวาและร้าวลงมาจนถึงเข่า ทำให้เขาต้องขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งบ่อยๆ

จิงซิงอี้รู้ว่าเขาหิวมาก จึงปล่อยให้เขากินบะหมี่ให้หมด จากนั้นจึงเริ่มคุยกันเรื่องอุปกรณ์การแพทย์ ที่คลินิกต้องใช้พร้อมกับใบเสนอราคา

หมอหนุ่มต้องการให้คลินิกของเขา บูรณาการเทคโนโลยีทั้งแพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบันเข้าด้วยกัน แต่โดยรวมแล้ว ที่นี่จะเน้นแพทย์แผนจีนเป็นหลัก

จิงซิงอี้รู้สึกว่าซวี่ฮั่นจริงใจและซื่อสัตย์ อุปกรณ์ของยี่ห้อใดที่เขาเห็นว่าคุณภาพไม่สมราคา เขาจะบอกชายหนุ่มตรงๆ และให้ข้อมูลประกอบเพิ่มเติม

เมื่อพวกเขาตกลงว่าจะซื้ออุปกรณ์ใดได้แล้ว ซวี่ฮั่นดีใจเป็นอย่างมาก เขาลดราคาให้ถึงร้อยละ 15

ซวี่ฮั่นรู้สึกถูกชะตากับหมอหนุ่มคนนี้ด้วย รวมไปถึงการได้ฟังเรื่องการรักษาโรคจากหยวนซุน เขายิ่งทึ่งในความสามารถของจิงซิงอี้ เพราะในตอนนี้ หลายคนมองว่าแพทย์จีนไม่มีความน่าเชื่อถือมากนัก แต่จิงซิงอี้กลับสามารถรักษาโรคร้ายแรงอย่างหลอดเลือดสมองได้

ซวี่ฮั่นมองเห็นอนาคตที่สดใสของหมอหนุ่มคนนี้ จึงอยากจะผูกมิตรเอาไว้

เมื่อจบการขายแล้ว เขาก็ขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อขับรถกลับ แต่แล้วเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบที่สะโพกขวา จนเผลอร้องเสียงดังออกมาด้วยความเจ็บปวด และทรุดนั่งลงที่เก้าอี้ต่อ คนในร้านหันมามองด้วยความตกใจ

จิงซิงอี้รีบลุกขึ้น เขาขออนุญาตดูอาการ และใช้มือกดไปที่สะโพกและขาข้างขวาของซวี่ฮั่น พร้อมกับสอบถามอาการ

“คุณซวี่ฮั่น คุณปวดแปลบๆบริเวณสะโพก แล้วก็ต้นขวาด้านขวานี้หรือครับ”

เมื่อซวี่ฮั่นตอบว่าใช่ จิงซิงอี้จึงถามต่อว่า “ช่วงนี้คุณนั่งหรือขับรถอยู่ในท่าเดียวเป็นเวลานาน ๆ ด้วยใช่มั้ยครับ”

ซวี่ฮั่นตอบว่าใช่อีกครั้ง จิงซิงอี้ถามต่อว่า “ช่วงนี้คุณตากแอร์ ตากฝน บางทีก็เจออากาศร้อนสลับเย็นไปมาบ่อยๆ ใช่มั้ยครับ และตอนนี้ก็น่าจะเจ็บคอ แล้วก็มีเสมหะด้วย”

ซวี่ฮั่นพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น ลูกค้าในร้านบะหมี่รวมไปถึงเจ้าของร้านพากันเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ  พวกเขาทึ่งเมื่อได้ยินว่าสิ่งที่จิงซิงอี้พูดถูกต้องทั้งหมด จิงซิงอี้สรุปอาการว่า

“คุณเป็นออฟฟิศซินโดรม ที่เกิดจากการนั่งและอยู่ในท่าเดียวนานๆ ช่วงนี้ยังถูกความเย็น ความร้อน ความชื้น แทรกตัวเข้าไปที่ผิวหนังและกล้ามเนื้อ ทำให้เส้นลมปราณอุดตัน ก็เลยเกิดอาการปวดขึ้นมา ผมคิดว่าคุณน่าจะพักผ่อนน้อยด้วย อวัยวะภายในจึงเสียสมดุลไป”

ซวี่ฮั่นรีบถามด้วยความกังวล   “แล้วผมจะรักษาให้หายขาดได้มั้ยครับ ผมต้องทำมาหากิน จะหยุดพักรักษานานๆ ไม่ได้”

จิงซิงอี้ตอบว่า “รักษาให้หายได้ครับ ไม่ต้องใช้เวลานาน แต่ต้องรักษาหลายอย่างพร้อมกัน และคุณก็ต้องออกกำลังอย่างสม่ำเสมอด้วย”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซวี่ฮั่นถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาจึงขอให้หมอหนุ่มช่วยรักษาให้ ตอนนี้คลินิกยังไม่เสร็จ เขาจึงต้องไปที่บ้านของจิงซิงอี้ แต่ตอนนี้เขายังปวดสะโพกและยังขยับตัวไม่ได้

จิงซิงอี้จึงช่วยลดอาการเจ็บปวดเบื้องต้น ด้วยการนวดทุยหนา และกดคลึงไปตามบริเวณที่เจ็บปวดก่อน เพื่อบรรเทาอาการปวดและคลายกล้ามเนื้ออยู่ประมาณ 15 นาที 

ซวี่ฮั่นรู้สึกว่าอาการปวดแปลบเหมือนเข็มแทงค่อยๆ บรรเทาลง ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้นยืนและเดินช้าๆ ไปที่รถเองได้ เขาขับรถตามจิงซิงอี้ที่ขี่จักรยานนำหน้า ไปจนถึงบ้านของเขาที่ท้ายหมู่บ้าน 

เมื่อมาถึง จิงซิงอี้พาเขาไปรอในห้องที่หยวนซุนเคยรักษามาก่อน และเริ่มใช้การฝังเข็มเพื่อรักษา

จิงซิงอี้ทำความสะอาดผิวหนัง และใช้เข็มกระตุ้นที่จุดอาซื่อเสวี่ยหรือจุดที่กดเจ็บบริเวณสะโพกและขาของซวี่ฮั่น เพื่อให้เลือดและชี่ไหลเวียนได้คล่อง จากนั้นจึงฝังเข็มเพิ่มเติมที่จุดใกล้และจุดไกลบริเวณที่เจ็บปวด เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ซวี่ฮั่นรู้สึกได้ทันทีว่าความเจ็บปวดค่อยๆ ลดลง

ในระหว่างที่ฝังเข็ม จิงซิงอี้แนะนำท่าออกกำลังกายให้เขา และบอกให้เขาหลีกเลี่ยงการนั่งและนอนอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ

เมื่อรักษาเสร็จ เขานัดให้ซวี่ฮั่นมาพบอีกหนึ่งอาทิตย์ให้หลังเพื่อเช็คอาการ และเขาจะทำแผ่นยาแปะแก้ปวดให้ด้วย ตอนนี้คลินิกยังไม่เสร็จ และสมุนไพรบางอย่างยังมีไม่ครบด้วย เขาจึงรักษาด้วยการฝังเข็มไปก่อน

ในขณะที่กำลังสอนท่าออกกำลังกายให้นั้น จิงซิงอี้ได้ยินเสียงเปิดประตูไม้หน้าบ้าน เมื่อมองออกไป เขาเห็นชายชรารูปร่างผอมบาง ผมขาว อายุประมาณ 70 ปี ที่ยังดูกระฉับกระเฉง เดินตรงมาหาเขา

จิงซิงอี้ยิ้มด้วยความดีใจ และทักทายว่า “คุณตากลับมาแล้ว!”

จิงเซียวยิ้มด้วยความเอ็นดู เมื่อเห็นว่ามีคนไข้ เขาจึงสอบถามอาการกับจิงซิงอี้ เมื่อได้ยินขั้นตอนการรักษา จิงเซียวพยักหน้าเห็นด้วยและพูดสั้นๆแค่ว่า “ดีมาก” และเดินกลับไปห้องพักของเขาทางทิศตะวันออกของบ้าน

อีกสักพัก ชายวัย 35-36 ปี หน้าตาดี รูปร่างผอมสูงเหมือนหนอนหนังสือคนหนึ่ง ก็เดินหอบข้าวของพะรุงพะรังเข้ามา และตรงไปยังห้องทำงานของจิงเซียว

เขาคือ ชุนเฉิง ลูกศิษย์คนที่สองของจิงเซียว ที่มักจะเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันกับอาจารย์ เพื่อเรียนรู้วิชาและหาประสบการณ์จริงอยู่บ่อยครั้ง

เมื่อรักษาซวี่ฮั่นจบแล้ว จิงซิงอี้เดินไปส่งเขาที่หน้าบ้าน ทั้งสองนัดแนะกันเรื่องอุปกรณ์การแพทย์ที่สั่งไป และวันเวลาที่ต้องมาติดตามอาการอีกครั้ง   จากนั้น จิงซิงอี้ก็เดินกลับเข้าบ้านเพื่อไปหาจิงเซียวที่ห้องทำงาน

เขาเห็นชุนเฉิงกำลังรื้อของออกมาจากกระเป๋าและถุง เพื่อนำไปเก็บทั้งในห้องยาและห้องของจิงเซียว

เมื่อหันมาเห็นจิงซิงอี้ เขาจึงยิ้มให้ และทักทายสารทุกข์สุขดิบ ชุนเฉิงหยิบกล่องของฝากส่งให้จิงซิงอี้ ซึ่งเป็นขนมจากร้านชื่อดังในจังหวัด ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณศิษย์พี่รองของเขาด้วยความดีใจ

จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของจิงเซียว ชายชรากำลังนั่งทำงานอยู่ เขาหยิบสมุนไพรที่นำมาด้วย มาแกะออกดู ดมกลิ่น และคัดแยกใส่ตะกร้า เพื่อนำไปตากไล่ความชื้น ก่อนจะเก็บเข้าห้องยา

จิงซิงอี้ช่วยจิงเซียวคัดแยกสมุนไพร ที่เป็นทั้งสมุนไพรสด บางอย่างเป็นเมล็ด ราก ใบ และบางอย่างเป็นแบบแปรรูปแล้ว จิงเซียวอธิบายให้เขาฟังว่าแต่ละอย่างมีอะไรบ้าง และเขาได้มาจากไหน

ที่จริงแล้วจิงซิงอี้รู้จักเกือบทุกอย่าง แต่จิงเซียวสอนเขาเพิ่มเติมว่า พื้นที่ที่เขาเดินทางไป มีการใช้สมุนไพรเหล่านี้ในรูปแบบไหน และวิธีการแปรรูปที่แตกต่างออกไปด้วย  

จากนั้น จิงเซียวก็สอบถามจิงซิงอี้ถึงความคืบหน้าในการก่อตั้งคลินิก พวกเขาพูดคุยกันสักพัก แล้วจิงเซียวก็ถามหลานชายขึ้นมาว่า

“เจ้าจะตั้งชื่อคลินิกว่าอะไร”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   145

    หลงจิงหวงรีบวิ่งกลับมา และพยายามอุ้มจิงซีซวนขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขาเป็นขุนนางที่ถนัดใช้สติปัญญา การต้องออกแรงอุ้มผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จึงเป็นเรื่องที่หนักหนาสำหรับเขา จิงซิงอี้รีบพูดด้วยความกังวลว่า “ใต้เท้า! ถ้าไม่ไหวก็อย่าเสี่ยงเลย ข้ากลัวพวกท่านจะล้มลงทั้งคู่!” แต่หลงจิงหวงไม่ฟัง เขากัดฟันอุ้มจิงซีซวนที่มีสีหน้าเจ็บปวดและเดินไปจนถึงรถม้าของเขาจนได้ จากนั้นทุกคนก็รีบขึ้นรถและไปที่โรงพยาบาลทันที ตลอดทาง หลงจิงหวงคอยประคองหญิงสาวเอาไว้ ในขณะที่จิงซิงอี้ซึ่งไม่ได้เอาเข็มมาด้วย ใช้การกดจุดด้วยมือเพื่อช่วยลดความเจ็บปวดให้ เมื่อมาถึงหน้าโรงพยาบาล จิงซิงอี้รีบลงจากรถม้าและสั่งให้เจ้าหน้าที่หน้าโรงพยาบาลเอาเตียงผ้ามา พวกเขายกเธอลงนอนบนเตียงผ้าที่เย็บติดกับไม้ขนาดใหญ่สองข้าง โดยมีเจ้าหน้าที่ยกหัวและท้ายและรีบพาไปที่ห้องผ่าตัด เขาสั่งให้ทุกคนรอข้างนอก ส่วนตัวเขากับผู้ช่วยซึ่งตอนนี้เป็นน้องสาวของจางอิ้ง คือ จางเยว่ และหมออีกหนึ่งคนวิ่

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   144

    จิงซิงอี้ฝังเข็มคุณชายน้อยเพื่อลดไข้ และอาการเจ็บปวดจากเส้นประสาท โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ คอ และสันหลัง หลังจาก 20 นาทีผ่านไป อาการร้องไห้งอแงของคุณชายก็ลดน้อยลง เขาสั่งให้ผู้ช่วยต้มยาสมุนไพรที่มีขิง ชะเอมเทศผัดกับน้ำผึ้ง มาป้อนให้คุณชายน้อย และให้นอนพักรอดูอาการในห้องจากนั้นเขาก็หันมาบอกฮูหยินรองว่า “อีกครึ่งชั่วโมงข้าจะกลับมาดูอาการอีกครั้ง”แล้วก็หยิบนาฬิกาทรายขนาดเล็กมาตั้งเพื่อจับเวลา และเดินออกไปนอกห้องทันที ลั่วปิงต้องรีบอธิบายว่าครึ่งชั่วโมง คืออะไร และชี้ให้ดูที่นาฬิกาทรายสาวใช้หันไปถามลั่วปิงว่า “ที่นี่ไม่มีน้ำชาหรืออาหารมาให้เลยหรือ”ลั่วปิงหัวเราะแห้งๆ เขาตอบว่า “ที่นี่ไม่อนุญาตให้ดื่มและกินอาหารในห้องตรวจรักษา ถ้าอยากจะกินอะไร ก็เชิญไปที่ห้องโถง ที่นั่นมีน้ำชาให้ดื่มฟรี และถ้าอยากจะกินอาหารพิเศษ ก็มีโรงอาหารอยู่ข้างโรงพยาบาล ทุกท่านสามารถซื้อและนั่งกินที่นั่นได้”ฮูหยินรองอึ้งไปเมื่อได้ยินแบบนี้ ลั่วปิงรีบพูดว่า “ทุกคนที่มาที่นี่ ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ก็ต้องทำแบบเดียวกันขอรับ พวกเรามีคนไ

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   143

    จิงซิงอี้รู้สึกเป็นห่วงจิงเซียวและจิงซีเซียวมาก ช่วงบ่ายเขาจึงส่งเจี่ยหยวนที่ตอนนี้อายุ 18 ปีแล้ว ไปขอนัดพบกงซุนเช่อ เมื่อเลิกงานในตอนเย็น จิงซิงอี้จึงเดินทางไปพบกงซุนเช่อที่บ้านพัก ซึ่งไม่ไกลจากจวนไคเฟิงมากนัก เมื่อไปถึง เขาพบทั้งกงซุนเช่อและจั่นเจานั่งกินเหล้าและกับแกล้มอยู่ด้วยกัน จิงซิงอี้ทำความเคารพทั้งสอง พร้อมกับนำอาหารที่เขาแวะซื้อระหว่างทาง ส่งให้พ่อบ้านนำไปใส่จานและยกมาให้ เมื่อพูดคุยทักทายสารทุกข์สุขดิบแล้ว จิงซิงอี้จึงถามกงซุนเช่อโดยตรงว่า “ใต้เท้าขอรับ ข้าได้ยินข่าวว่าใต้เท้าจิงเซียวกำลังมีปัญหากับขุนนางชั้นสูงบางคนอยู่หรือ” ผู้ช่วยทั้งสองคนของเปาเจิงหัวเราะออกมา เขารู้ว่าจิงซิงอี้นับถือจิงเซียวมาก และพวกเขาช่วยเหลือสนับสนุนกันมานาน กงซุนเช่อจึงตอบว่า “ใช่ แต่มันก็มีเบื้องหลังมากกว่านั้น” จั่นเจาซึ่งป้อนปลาย่างให้กับแมวที่คลอเคลียอยู่โต๊ะก็พูดว่า &ld

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   142

    เช้าวันรุ่งขึ้น สองพี่น้องเดินออกจากบ้านไปด้วยกัน โดยมีน้องชายคนเล็กวัย 15 ปี วิ่งตามมาด้วย เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เขาพบจิงซิงอี้อยู่ในห้องของเขาที่ชั้นสอง ที่มีหน้าต่างสามารถมองเห็นด้านหน้าของโรงพยาบาลได้ เขากำลังอ่านข้อมูลคนไข้อยู่ จางอิ้งเคาะประตูห้องที่เปิดเอาไว้ เมื่อจิงซิงอี้เห็นเขากับน้องอีกสองคน ก็ยิ้มและพูดว่า “หมอจาง เชิญเข้ามาได้” “อาจารย์ว่างมั้ยขอรับ ข้าพาน้องสาวกับน้องชายมาพบขอรับ” “ได้สิ มาเลยๆ” เขาเชิญให้ทุกคนนั่งลงจากนั้นจางอิ้งก็แนะนำน้องของตัวเอง และพูดว่า พวกเขาต้องการอะไร จิงซิงอี้พิจารณาทั้งสองคน เช่นเดียวกับที่พวกเขาก็มองจิงซิงอี้ด้วยความชื่นชมเช่นกัน หมอหนุ่มคนนี้อายุไล่เลี่ยกับจางจิ้ง น้องชายคนเล็กของพวกเขา แต่กลับมีความสามารถสูงมาก เมื่อพูดคุยกับทั้งสองคนว่าทำอะไรได้บ้าง จิงซิงอี้จึงพูดว่า “สำหรับน้องชายของท่าน คือ จางจิ้ง ข้าจะให้เขาไปทำงานกับ

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   141

    ในที่สุด จิงซิงอี้ก็ได้รับเงินสนับสนุนจากฮ่องเต้ และยังมีเหล่าแฟนคลับของเขา เช่น เจิ้นจ้วนหวัง และพระธิดา ซึ่งเป็นพระชายาขององค์ชายคนโตของฮ่องเต้ ข้าราชการที่เขาเคยไปรักษาโรคให้ เพื่อนๆ ของเขา และชาวบ้านร้านตลาดที่ช่วยกันบริจาคเงินตอนนี้เขามีเงินมากพอ จนสามารถซื้อที่สร้างโรงพยาบาลใหม่ได้ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนแพทย์พอดี ที่นี่เคยเป็นที่นาและสวนของขุนนางคนหนึ่ง จิงซิงอี้ต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อ เพราะพวกเขารู้ว่า ต่อไปบริเวณนี้จะเจริญขึ้น และยังเห็นคนไข้และนักเรียนที่มาหาจิงซิงอี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาจึงต้องเจรจาต่อรองกันอยู่นาน แต่จิงซิงอี้รู้ว่า โรงพยาบาลจะสร้างรายได้ให้ในภายหลัง เขาจึงกัดฟันซื้อ เพื่อลงมือสร้างโรงพยาบาลตามแบบที่เขาคิด ถึงเขาจะได้เงินบริจาคมา แต่ค่าใช้จ่ายที่รออยู่นั้นก็มหาศาล เพราะเขาออกแบบและสร้างอุปกรณ์ที่ทันสมัย เท่าที่เขาจะทำได้ เพื่อเป็นรากฐานให้กับหมอรุ่นหลัง เขาหวังเอาไว้ว่า สักวันหนึ่ง จะมีหมอและนักประดิษฐ์ที่สามารถสร้างเครื่องมือที่ดีกว่าในยุคนี้ได้&nbs

  • จิงซิงอี้ แพทย์จีน 2 ยุค   140

    เมื่อเดินทางกลับมาถึงไคเฟิงแล้ว หลายคนและแม้แต่นักเรียนของต่างเร่งรัดและสนับสนุนให้จิงซิงอี้สร้างโรงพยาบาล โดยเฉพาะท่านเปาเจิงและราชสำนักที่เห็นความสำเร็จของเขา และนักเรียนแพทย์ฉางซาน ที่กลายมาเป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาโรคระบาดได้ พวกเขาอยากจะสร้างแพทย์แบบนี้ออกมาจำนวนมาก เพื่อให้กระจายออกไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศตอนนี้ จิงซิงอี้จึงได้รับเงินบริจาคจากผู้ที่มีใจกุศลหลายคน และแม้แต่ชาวบ้านทั่วไปที่ได้ยินข่าว พวกเขาก็อยากเข้าถึงโรงพยาบาลแบบนี้บ้าง ลั่วเป่ยซึ่งเปิดร้านขายสมุนไพรเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีอีกครั้ง ที่ช่วยกระจายข่าวและระดมเงินบริจาค เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปที่ได้ยินข่าว ต่างก็พากันจับกลุ่มพูดคุย เช่น ที่ร้านขายโจ๊กและบะหมี่ในเมืองข้างทางร้านหนึ่ง“พวกเจ้าได้ยินเรื่องหมอจิงจะสร้างโรงหมอใหม่รึยัง” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งนั่งกินโจ๊กยามเช้า เอ่ยปากสนทนากับเพื่อนร่วมอาชีพ ที่มานั่งกินด้วยกัน“ได้ยินอยู่ ข้างบ้านข้าเอามาเล่าให้ฟัง เขาบอกว่าอยากจะสนับสนุนหมอจิง ก็เลยจะไปบริจาคเงินช่วย”ชายคนแรกทำหน้าไม่เห็นด้วย “จะไปบ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status