LOGIN“ฟางเอ๋อร์!! เกิดอะไรขึ้น ใครทำร้ายเจ้ารีบบอกพี่มา” เมื่อจิวอิงวิ่งมาถึงตัวของเด็กสาวก็รีบเอ่ยปากถามด้วยความร้อนใจและยิ่งเมื่อเห็นสภาพของเด็กสาวตรงหน้าชัดๆ ก็ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงและโมโหขึ้นมาทันที
“พะ..พี่สะใภ้ อึก! ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ อะ..อึก” เด็กสาวตรงหน้าเอ่ยบอกกับพี่สะใภ้ของตนเองอย่างยากลำบากเนื่องจากต้องกลั่นเสียงสะอื้นไว้ด้วยเกรงว่าพี่สะใภ้ของตนจะเป็นห่วงและอาจจะนำเรื่องมาให้แก่พวกตนอีกด้วย
“โถ่วว…เด็กโง่ เจ้าไม่จำเป็นต้องทำตัวเข้มแข็งต่อหน้าพี่สะใภ้หรอกน่ะ เจ็บก็ให้บอกว่าเจ็บ อยากร้องไห้ก็ร้องออกมาอย่าได้กลั้นมันเอาไว้เช่นนี้เข้าใจหรือไม่เด็กดี” จิวอิงเมื่อเห็นท่าทางทรมานของฟางเอ๋อร์น้อยตรงหน้าก็ไม่รอช้าเธอคว้าตัวของร่างเล็กผอมแห้งเข้ามาไว้ในอ้อมกอดพร้อมทั้งเอ่ยปลอบร่างเล็กด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ซึ่งเมื่อลู่ฟางที่พยายามเข้มแข็งมาตลอดได้รับความอบอุ่นและน้ำเสียงปลอมโยนที่คล้ายกับมารดาเอ่ยปลอบบุตรก็ถึงกับปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจหักห้ามความรู้สึกได้อีกต่อไป
“พะ..พี่สะใภ้ ฮืออออ ฟางเอ๋อร์เจ็บเจ้าค่ะ อึก…อึก..ฮือออออพี่สะใภ้ช่วยฟางเอ๋อร์ด้วยยย” สิ้นเสียงสะอื้นไห้ของเด็กสาวที่เอ่ยกับเธอนั้นร่างบางก็รู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นที่กลางอกด้วยความสงสาร เด็กอายุเพียงเท่านี้แต่กลับต้องมาเจอเรื่องที่หนักหนาโดนรังแกและถูกกดขี้มาตลอดแม้แต่บิดาผู้ที่ทำให้เธอเกิดมาก็ไม่เคยเลยซักครั้งที่จะปกป้องดังนั้นเด็กสาวตรงหน้ากว่าจะผ่านมาจนถึงทุกวันนี้คงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อย
ในชาติก่อนเธอเองก็สูญเสียพ่อกับแม่ไปตั้งแต่เธออายุได้เพียง2ขวบ แต่เธอก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองขาดความรักความเอาใจใส่หรือรู้สึกขาดเลยแม้แต่น้อยนั้นก็เพราะว่าเธอยังมีคุณตาที่เลี้ยงดูเธอมาจนเติบใหญ่ด้วยความรักทั้งหมดที่ท่านมีให้กับเธอ ทั้งคอยใส่ใจและดูแลเธอเป็นอย่างดีจนเธอนั้นไม่เคยต้องรู้สึกโหยหาพ่อแม่เลยเช่นกัน เธอจึงรักคุณตาของเธอที่สุดจนไม่มีใครสามารถมาแทนที่ท่านได้จนเมื่อเธออายุได้ 25 ปี คุณตาก็ได้จากเธอไป
ในช่วงเวลานั้นเธอรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบของเธอนั้นเหมือนมันกำลังถล่มลงมาทับจนเธอนั้นหายใจแทบจะไม่ออก เธอต้องใช้เวลาในการทำใจและยอมรับความจริงอยู่ถึง 2 ปี จนเมื่อเธอคิดได้ว่าทุกคนบนโลกนั้นเมื่อมีพบก็ล้วนต้องมีวันจากลาเช่นกัน หลังจากนั้นเธอก็ได้เข้ามาบริหารบริษัทขนาดกลางๆ ของคุณตาที่ท่านทิ้งเอาไว้ให้จนเธอสามารถพาบริษัทไปยืนอยู่จุดสูงสุดของประเทศเพียงในระยะเวลา 3 ปี และเมื่อเธอประสบความสำเร็จแล้วนั้นจึงได้เริ่มใช้ชีวิตไปตามแบบที่เธอต้องการ
เธอรับอุปการะเด็กที่บ้านเด็กกำพร้าอยู่หลายคน ทั้งให้ทุนการศึกษาและการบริจาคเงินทุนสำหรับสถานสงเคราะห์อยู่ตลอดทุกเดือน จนเธอกลายเป้นที่รักและเทิดทูนของเด็กๆ เหล่านั้น เพียงแต่ไม่รู้ว่าหลังจากที่เธอจากมาแล้วนั้นเด็กๆ เหล่านั้นจะเป็นเช่นไร หลังจากที่หวนคิดถึงอดีตจิวอิงก็ได้สติคืนมาเมื่อร่างเล็กในอ้อมกอดนั้นเลิกร้องไห้ไปแล้วและตอนนี้เด็กน้อยก็กำลังเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองที่ตัวเธออยู่ก่อนแล้วเช่นกัน
“อะ..ร้องไห้พอแล้วรึ เช่นนั้นก็เล่าให้พี่ฟังซิว่าใครกันที่มารังแกเจ้าเช่นนี้”
“คะ..คือว่า…..”
“ห้ามโกหกไม่อย่างนั้นพี่จะโกรธเจ้านะฟางเอ๋อร์” จิวอิงเอ่ยดักทางร่างเล็กตรงหน้าทันทีหลังจากเห็นท่าทางอึกอักของอีกฝ่าย และเมื่อเด็กสาวได้สบตากับดวงตากระจ่างใสแต่ดูน่ากลัวนั้นเธอจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวออกไปทันที
“คือว่าวันนี้ถึงกำหนดที่ข้า…..”
“ฟางเอ๋อร์”
“เจ้าคะ?”
“ต่อไปนี้ให้แทนตัวเองว่าฟางเอ๋อร์กับทุกคนในบ้านเข้าใจหรือไม่”
“ขะ…เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“ดีมากเช่นนั้นก็เล่าต่อเถอะ”
“เจ้าค่ะ เดิมทีวันนี้คือวันที่ฟางเอ๋อร์จะต้องไปเอาผ้าจากที่บ้านใหญ่มาซักซึ่งฟางเอ๋อร์ก็ได้นำผ้ามาซักตามปกติเช่นทุกครั้งเพียงแต่ว่าในขณะที่ฟางเอ๋อร์กำลังจะนำผ้าที่ซักแล้วกลับไปตากให้ที่บ้านใหญ่อยู่นั้น หม่าหงลี่ลูกสาวของท่านแม่และพวกของนางกลับเดินเข้ามาทำร้ายและทุบตีฟางเอ๋อร์เจ้าค่ะ แค่นั้นไม่พอพวกนางยังนำตะกร้าผ้าที่ซักเสร็จเรียบร้อยแล้วไปโยนทิ้งลงโคลนตรงนั้นแล้วพากันหัวเราะเดินจากไปเจ้าค่ะ อึก……” เล่าไปพลางร่างเล็กก็เริ่มสะอื้นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความเสียใจและน้อยใจ
“พี่เข้าใจแล้ว เจ้าอย่าได้ร้องไห้ให้กับคนสารเลวพวกนั้นอีกเลยเดี๋ยวเรื่องนี้พี่สะใภ้จะจัดการให้เจ้าเอง แล้วก็ต่อไปนี้ถ้ามีใครรังแกเจ้าก็ให้รีบมาบอกกล่าวกับพี่สะใภ้ทันทีเข้าใจหรือไม่” จิวอิงเอ่ยบอกกับเด็กน้อยของตนอีกสองสามประโยคจากนั้นจึงได้ช่วยพยุงเด็กสาวไปยังลำธารเพื่อช่วยทำความสะอาดเนื้อตัวให้อย่างอ่อนโยน
เมื่อลู่ฟางเห็นการกระทำที่อ่อนโยนของผู้เป็นพี่สะใภ้ของตนที่ปฏิบัติอย่างอ่อนโยนก็ทำให้หวนนึกขึ้นว่า ‘ ถ้าหากตอนนี้ท่านแม่ยังอยู่ท่านจะใจดีเช่นพี่สะใภ้หรือไม่นะ แล้วท่านจะรักและถนอมตนเหมือนอย่างเช่นมาดารคนอื่น ๆ หรือไม่นะ’ เมื่อคิดอย่างนั้นจู่ๆ น้ำตาที่เหือดหายไปแล้วก็กลับมาไหลอีกครั้งอย่างที่เจ้าตัวเองก้ไม่รู้ตัวว่าตอนนี้ตนเองได้ยืนน้ำตาไหลอยู่ตรงหน้าของพี่สะใภ้ที่แสนดีแล้ว และเมื่อจิวอิงเห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยถามเด็กสาวตรงหน้าด้วยความห่วงใย
“ฟางเอ๋อร์! พี่สะใภ้ทำเจ้าเจ็บหรือ หรือว่าเจ็บตรงไหนอีกรีบบอกพี่มาเร็วเข้า อย่าได้ร้องไห้พี่สะใภ้ขอโทษนะ”
“มะ..ไม่ใช่นะเจ้าค่ะข้าไม่ได้เจ็บตรงไหนแล้วข้าเพียงแค่คิดว่าถ้าในตอนนี้ท่านแม่ยังคงอยู่ท่านจะใส่ใจข้าปกป้องข้าและรักข้าแบบนี้หรือไม่เพียงเท่านั้นเจ้าค่ะ” เด็กสาวรีบเอ่ยบอกกับจิวอิงอย่างร้อนรน
“อ่าเป็นเช่นนี้เองพี่ก็ตกอกตกใจหมด” จิวอิงกล่าวกับเด็กน้อยอย่างโล่งอก
“ฟางเอ๋อร์ขอโทษด้วยนะเจ้าคะที่ทำให้พี่สะใภ้เป็นกังวลแล้ว” เด็กสาวก้มหน้าลงพร้อมเอ่ยบอกอย่างสำนึกผิดที่ตนเองนั้นทำให้พี่สะใภ้ต้องเป็นกังวล
“ฟางเอ๋อร์เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทาพี่ พี่หาได้ตำหนิเจ้าเพียงแต่ว่านะ พี่สะใภ้มีคำพูดที่อยากจะบอกกล่าวแก่เจ้าซักสองสามประโยค”
“อะไรหรือเจ้าคะ” เด็กน้อยของจิวอิงเมื่อฟังสิ่งที่เธอกล่าวจึงได้เงยหน้าขึ้นมองใบหน้างดงามตรงหน้าพร้อมทั้งเอ่ยถามอย่างใคร่รู้
“บนโลกใบนี้ไม่มีใครที่จะรักเราได้มากไปกว่ามารดาผู้ที่รักและทะนุถนอมเรามาตั้งแต่เรานั้นเป็นเพียงแค่ก้อนเนื้อเล็กๆ ที่อยู่ภายในท้องของท่าน ทั้งที่ท่านเองก็ยังไม่เคยแม้กระทั่งใบหน้าของเราด้วยซ้ำแต่ท่านกลับรักเราเหนือสิ่งอื่นใดแล้วอย่างไรเล่า ดังนั้นฟางเอ๋อร์น้อยอย่าได้สงสัยในความรักของมาดารเจ้าเลยเพราะหลักฐานความรักของท่านก็คือตัวเจ้าที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าพี่นี้อย่างไรเล่า เข้าใจที่พี่พูดหรือไม่” จิวอิงกล่าวถึงสิ่งที่ตนเองนั้นถูกปลูกฝังมาจากคุณตาแล้วก็ได้พบเจอมาจากเพื่อน คนรอบข้างมาตลอดของตนเองให้กับเด็กสาวตัวน้อยของเธอฟังอย่างอบอุ่น
******************************************************************************************************
ยามเหม่า (05.00-06.59 น.) ของวันต่อมาพวกจิวอิงก็ได้เตรียมตัวเพื่อที่จะเดินทางเข้าเมือง โดยวันนี้พวกเขาทั้งสี่คนนั้นต่างก็สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่พึ่งได้รับมาใหม่ที่ตัดจากผ้าไหมชั้นดีโดยที่จิวอิงกับโจวฟางมาในชุดสีชมพูไล่สีจากอ่อนลงไปจนเข้ม ส่วนโจวเฟิงและโจวชิงเองก็มาในชุดสีน้ำเงินเข้มทั้งชุดเช่นกัน ช่างเป็นภาพครอบครัวสุขสันต์ในสายตาของเหล่าชาวบ้านที่พบเห็นยิ่งนักโดยในวันนี้จิวอิงเลือกที่จะพาพวกเด็กๆ นั่งเกวียนวัวเข้าไปภายในตัวเมืองตงหลิงซึ่งเด็กทั้งสองคนเองก็ดูจะตื่นเต้นกับวันนี้เป็นอย่างมากและเมื่อเกวียนวัวจอดลงที่หน้าประตูเมืองนั้นคนทั้งหมดก็ได้ลงจากเกวียนก่อนที่จิวอิงจะจ่ายค่าเกวียนให้กับคนขับไป 8 อีแปะเพราะค่าเกวียนนั้นหัวละ 2 อีแปะต่อคนหลังจากนั้นคนทั้งสี่ก็เดินทางมุ่งหน้าไปยังโรงรับจำนำหวังหรงทันทีและเมื่อทั้งสี่คนมาถึงหน้าโรงรับจำนำกลับพบว่ามีชายชราท่านหนึ่งกำลังยืนรอพวกเธออยู่ที่หน้าร้านอยู่ก่อนแล้ว เมื่อชายชราเห็นทั้งสี่คนเดินใกล้เข้ามาแล้วนั้นเขาก็รีบเดินออกไปต้อนรับคนทั้งสี่ตามคำสั่งของนายท่านรองทันที“สวัสดีทุกท่านขอรับ ข้าน้อยเยว่เฉินเป็นข้ารับใช้คนสนิทของนายท่านรองหวังเหล่
หลังจากที่จิวอิงพูดคุยธุระกับท่านตาหยางจงเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นเธอก็ได้เดินกลับไปยังบ้านของตนเองเพื่อจะปรึกษากับโจวเฟิงถึงเรื่องที่เธอจะเดินทางเข้าไปในตัวเมืองเพื่อสำรวจดูที่ดินและความเป็นอยู่ของชาวเมืองตงหลิงแห่งนี้ ซึ่งเมื่อหญิงสาวนั้นเดินมาถึงหน้าบ้านของเธอก็พบเข้ากับหวงหนิงที่เดินถือห่อผ้าขนาดใหญ่สามห่อมาเต็มไม้เต็มมือจนแทบจะมองทางไม่เห็นเลยก็ว่าได้เมื่อหญิงสาวเห็นแบบนั้นเธอจึงรีบเดินเข้าไปหยิบห่อผ้าใบที่ใหญ่ที่สุดนั้นมาถือเอาไว้เองพร้อมทั้งทักทายอีกฝ่ายไป“หนิงเอ๋อร์สวัสดีจ๊ะ วันนี้ท่านป้าให้นำผ้ามาส่งให้พี่สาวเช่นนั้นรึ”“ใช่แล้วเจ้าค่ะพี่สาวอิงอิง แล้วนี้ท่านพึ่งจะกลับมาหรือเจ้าคะ” เด็กสาวเอ่ยตอบอย่างอ่อนหวาน“ใช่จ๊ะพอดีพี่ออกไปตรวจดูงานก่อสร้างบ้านหลังใหม่ตรงที่ดินตรงหน้าหมู่บ้านน่ะ”“อ๋า……..ที่ดินตรงที่มีกำแพงสูงนั้นเป็นของพี่สาวหรอกหรือเจ้าคะ”“จ๊ะ เอ้าอย่ามัวแต่ยืนตากแดดอยู่ตรงนี้เลยพวกเราเข้าบ้านกันก่อนเถิด เดี๋ยวพี่ให้ขนมทาน” หญิงสาวเอ่ยบอกกับเด็กสาวก่อนที่เธอจะเดินนำเข้าไปภายในบ้านเมื่อทั้งสองเดินเข้ามาถึงโถงรับรองของบ้านจิวอิงก็บอกให้หวงหนิงนั่งรอตรงนี้สักครู่จากนั้นจ
ตั้งแต่ที่จิวอิงนั้นได้มาเกิดใหม่ในร่างนี้ก็มีเรื่องราวมากมายเข้ามาให้เธอต้องจัดการไม่หยุดหย่อนจนในที่สุดวันที่แสนสงบสุขของเธอก็ได้สัมผัสกับมันแล้ว ซึ่งวันนี้หญิงสาวนั้นขอตัวพักผ่อนอยู่ที่บ้านโดยที่ทั้งสามคนพี่น้องนั้นต่างก็ออกไปดูงานก่อสร้างบ้านใหม่ตรงหน้าหมู่บ้าน เธอจึงมีเวลาอยู่กับตนเองมากขึ้นดังนั้นในตอนนี้เธอจึงกำลังนอนใช้ความคิดนึกถึงเรื่องราวความทรงจำในอดีตของเจ้าของร่างคนเดิมโดยเริ่มเรียบเรียงตั้งแต่ที่เธอเห็นความทรงจำที่จิวอิงคนเดิมนั้นอายุได้ 8 หนาวเธอก็ถูกบิดาและมารดาพาออกเดินทางรอนแรมมาจนถึงหมู่บ้านป่าไผ่แห่งนี้ก่อนที่ท่านทั้งสองจะตัดสินใจลงหลักปักฐาน ณ หมู่บ้านป่าไผ่ พวกท่านพ่อท่านแม่ก็เริ่มซื้อที่ดินพร้อมทั้งปลูกบ้านแห่งนี้ขึ้นมาด้วยเงินก้อนสุดท้ายและหลังจากนั้นพวกท่านทั้งสองต่างก็พากันออกไปหางานทำในเมืองจนได้งานรายได้ของครอบครัวจึงได้เริ่มดีขึ้นเนื่องจากทั้งสองนั้นต่างก็เป็นคนรู้หนังสือจึงหางานทำไม่ยากมาก ทั้งสามคนนั้นก็ได้ใช้ชีวิตกันมาอย่างเรียบง่ายมาโดยตลอดจนจิวอิงอายุได้ 14 หนาวนั้นเองในเย็นวันนั้นระหว่างที่เธอกำลังนั่งอยู่ตรงหน้าบ้านเพื่อรอบิดามารดากลับมาจากทำงานแ
คล้อยหลังจากที่พวกจิวอิงกลับไปแล้วนั้น พวกชาวบ้านเองต่างก็แยกย้ายกันไปแต่กลับมีร่างบางของเซียนเยว่ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมทั้งมือทั้งสองข้างที่กำเข้าหากันแน่นด้วยไฟอิจฉาริษยาและเคียดแค้นชิงชังที่คนที่ได้ยืนอยู่เคียงข้างชายหนุ่มนั้นมันควรจะเป็นเธอไม่ใช่หญิงแพศยาที่กำพร้าพ่อแม่อย่างนังจิวอิงนั้น ยิ่งในตอนนี้ชายหนุ่มนั้นได้กลายเป็นหลานชายคนโตของคนตระกูลใหญ่แล้วนั้น เซียนเยว่ก็ยิ่งโกรธแค้นจิวอิงมากขึ้นไปอีกจนเธอนั้นแทบอยากจะทำลายหญิงสาวให้ย่อยยับและให้เป็นที่อับอายของคนทั่วทั้งเมืองไปเลยยิ่งดี และเมื่อคิดมาถึงตรงนี้จากใบหน้าที่บิดเบี้ยวก็กลายเป็นรอยยิ้มหวานที่ส่งไปไม่ถึงดวงตาปรากฏขึ้นมาแทนที่โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่อาจนึกได้ว่าภาพลักษณ์ของตนในตอนนี้นั้นคล้ายกับนางปีศาจที่กำลังจะล่าเหยื่อไม่มีผิดก่อนที่หญิงสาวจะหมุนกายเดินกลับไปยังบ้านของตนเองทันทีส่วนทางด้านของจิวอิงเองจู่ๆ ตัวเธอก็รู้สึกหนาวๆ เย็นๆ บริเวณด้านหลังอย่างไม่ทราบสาเหตุเพียงแต่เธอก็รีบส่ายหัวเพื่อสลัดความคิดที่ฟุ้งซ่านของตนเองทิ้งไปแล้วหันไปมองหน้าโจวเฟิงที่เดินเคียงข้างมาด้วยกันอย่างพิจารณา ซึ่งชายหนุ่มเองเมื่อสัมผัสได้ถ
“เจ้า! ที่เจ้าพูดมาเมื่อครู่นี้หมายความว่าเช่นไรกัน” นางหม่าซือเอ่ยถามอย่างมึนงง รวมไปถึงเหล่าชาวบ้านเองก็เช่นกัน“ข้าก็หมายความตามที่พูด ท่านพ่อของข้านั้นได้ตายจากใจของข้าไปตั้งแต่ที่ท่านแม่จากไปแล้ว ส่วนชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าของข้าก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าเพียงเท่านั้น” โจวเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา“หึ! ข้าไม่น่าเลี้ยงดูพวกตัวซวยอย่างพวกเจ้าสามพี่น้องให้เติบโตมาเลยจริงๆ ถ้าข้ารู้ว่าโตมาพวกเจ้าจะเณรคุณเช่นนี้ข้าคงเอาขี้เถ้ายัดปากพวกเจ้าให้ตายไปตั้งแต่เกิดแล้ว” ลู่หมิงเองหลังจากที่ได้ฟังคำของอดีตบุตรชายก็เกิดไฟโทสะขึ้นจนเอ่ยคำพวกนั้นออกไป“ถ้าเป็นเช่นนั้นท่านก็ควรจะคิดได้ตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะไปล่อลวงท่านแม่นะขอรับ ท่านควรจะมีจิตสำนึกและซื่อสัตย์ต่อนางหม่าซือภรรยาคนแรกของท่าน มิใช่ยังไปทำนิสัยมักมากกับหญิงสาวที่แสนดีอย่างท่านแม่ของข้าจนทำให้ข้าต้องเกิดมาแค่นั้นยังไม่พอท่านยังหลอกให้ท่านแม่หนีตามท่านมาแล้วตัดขาดจากบ้านเดิมเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ท่านแม่นั้นทั้งรัก ซื่อสัตย์ เอาใจใส่ดูแลท่านเป็นอย่างดีแต่สิ่งที่ท่านตอบแทนท่านแม่ก็คือความจริงที่แสนจะเจ็บปวดอย่างนั้นรึขอรับ”“ท่านคงคิดสินะว่าไม่มีใครรู้ถึงคว
“นะ…..นั้นเจ้าเอ่ยวาจาเหลวไหลอันใดกันอีก พวกชาวบ้านต่างก็เห็นกันไปทั่วว่าลูกทั้งสองของข้านั้นต่างก็มีสภาพเช่นใดตอนกลับมาจากบ้านของเจ้า” นางหม่าซือเอ่ยขัดจิวอิงด้วยเสียงตะกุกตะกัก“หึ! พูดมาแบบนี้ก็แสดงว่าท่านยอมรับแล้วงั้นสิว่าลูกทั้งสองของท่านไปที่บ้านของข้าจริง งั้นท่านช่วยอธิบายให้ข้ากับพวกท่านลุงท่านป้าทั้งหลายฟังหน่อยเถิดว่าไปที่บ้านของข้าทำไมกัน ในเมื่อพวกเราก็แยกบ้านกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วไม่น่าจะมีสิ่งใดให้ต้องไปมาหาสู่กันเลยมิใช่รึ” หญิงสาวเอ่ยถามยาวเหยียดโดยไม่ให้สองแม่ลูกสามารถเอ่ยโต้แย้งสิ่งใดได้“กะ..ก็…..”“ก็อะไร ท่านจะบอกว่าอย่างน้อยๆ พวกเราก็เคยเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างนั้นรึ ช่างน่าขันสิ้นดีคนในหมู่บ้านแห่งนี้มีใครบ้างที่ไม่รู้ถึงสิ่งที่ท่านปฏิบัติต่อพวกเราทั้งสี่คนกันเช่นไร แล้วอีกอย่างพวกท่านจะเชื่อเพียงสิ่งที่ท่านเห็นเช่นนั้นรึแล้วสิ่งที่ท่านไม่เห็นแต่มันคือความจริงเล่าพวกท่านจะทำเช่นใด” จิวอิงเอ่ยขัดนางหม่าซือก่อนที่นางจะได้เอ่ยตอบพร้อมทั้งหันไปเอ่ยถามกับเหล่าชาวบ้านที่มามุงดูอยู่ในตอนนี้อย่างต้องการชี้แจง“แล้วตกลงเรื่องจริงที่เกิดขึ้นมันคืออย่างไรกันแน่ เจ้าก็พ







