LOGINKANOMCAKE TALKS—
สำหรับใครหลายคน กำไล ก็เป็นแค่เครื่องประดับชิ้นเล็ก ๆ เอาไว้สวมให้ข้อมือไม่โล่งจนเกินไป บางคนมีสะสมไว้เต็มกล่องกำมะหยี่ หยิบสลับใส่ให้เข้ากับชุดในแต่ละวันเหมือนเป็นเรื่องปกติ บางเส้นราคาหลักสิบ ซื้อมาง่าย ๆ จากร้านริมทาง บางเส้นเป็นของขวัญพิเศษราคาหลักพัน และบางเส้นก็แพงระยับ ประดับเพชรพลอยจนสะท้อนแสงวิบวับ ราคาสูงลิ่วจนบางคนไม่กล้าแม้แต่จะลอง แต่สำหรับฉัน… กำไลเส้นที่ใส่ทุกวัน ไม่ใช่ของโปรด ไม่ใช่ใส่เพื่อให้แมตช์กับชุด และไม่ใช่แค่เครื่องประดับที่ใส่ตามแฟชั่น แต่มันคืออวัยวะที่สามสิบสามของฉัน …และมูลค่าของมัน ประเมินไม่ได้! ฉัน ขนมเค้ก ลิธิรา วรเมธาวงศ์ เกิดมาพร้อมชีวิตที่ใคร ๆ เรียกว่า เพอร์เฟ็กต์ ครอบครัวอบอุ่น บ้านใหญ่โตโอ่อ่า ฐานะไม่ต้องพูดถึง... รวยล้นฟ้าจนใช้ชาติหน้าก็ไม่หมด แถมหน้าตาก็สวยสะพรั่งจนใคร ๆ ก็ต้องเหลียวมอง บนโลกนี้ จะมีผู้หญิงคนไหนโชคดีเท่าฉันอีกเหรอ …ไม่มีหรอก จนกระทั่งตอนอายุสิบสาม วันที่ประจำเดือนมาครั้งแรก ทันทีที่ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาปุ๊บ ก็แทบช็อกจนสลบ ไม่ใช่เพราะกลัวเลือด ไม่ใช่เพราะแตกเนื้อสาว แต่เพราะฉัน… เห็นผี! พวกมันยืนเบียดจองที่กันเต็มห้องนอน ไม่ใช่แค่เงาดำวูบวาบแบบในหนัง แต่เป็นสภาพสุดสยองนองเลือด ตัวหนึ่งหน้าเละจนมองไม่ออกว่าเคยเป็นใคร อีกตัวเลือดอาบทั้งตัว แขนขาดวิ่นจนเห็นกระดูกโผล่ บางตัวเลื้อยไปมากับพื้น ปล่อยเสียงครืดคราดน่าขนลุก และบางตัว กำลังเดินสะพานโค้งอยู่ข้างเตียง บิดคอไปมาจนกระดูกลั่นกร๊อบแกร็บเพื่อจ้องหน้าฉันให้ครบทุกมุม! กลิ่นคาวเลือดฉุนกึกพุ่งเข้าแสบจมูก ทั้งภาพสยอง กลิ่นเน่าเฟะ และเสียงกรีดร้องโหยหวนประดังประเดเข้ามาพร้อมกันราวกับตั้งใจรุมทึ้งฉันคนเดียว ฉันกรี๊ดลั่นสุดเสียงจนพ่อแม่วิ่งกรูเข้ามา มือเล็กคว้าผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้า ตัวสั่นเทิ้ม น้ำตาไหลไม่หยุด พยายามพูดทั้งเสียงสะอื้น เล่าว่าเห็นอะไรในห้องนี้ ทว่า… ทั้งคู่กลับเงียบสนิท ไม่มีคำถาม ไม่มีอาการตกใจ มีเพียงมืออุ่น ๆ ของพ่อที่ลูบหัวเบาๆ ขณะที่ได้ยินเสียงฝีเท้าแม่เดินออกไปอย่างเร่งรีบ ครู่เดียวก็กลับมานั่งลงตรงหน้า ท่านดึงข้อมือฉันไปเบาๆ ก่อนกำไลเส้นหนึ่งจะถูกสวมเข้าข้อมือเล็กช้า ๆ ความเย็นวาบของโลหะทำให้ฉันสะดุ้งเฮือก เพียงชั่วอึดใจ... เสียงอื้ออึงน่ากลัวที่เคยบาดหูก็เงียบกริบ กลิ่นคาวเลือดเน่าเฟะหายวับไปราวกับเรื่องสยองเมื่อครู่เป็นเพียงฝันร้ายที่ฉันอุปทานไปเอง ฉันค่อยๆ คลายผ้าห่มที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อออก หัวใจดวงน้อยยังคงเต้นระรัวเหมือนจะทะลุออกมานอกอก สายตาที่ยังสั่น ๆ เลื่อนไปมองข้อมือตัวเอง... ที่ตรงนั้นมีวงเงินเส้นบางสวมทับอยู่ มันสวย… สวยราวกับถูกสั่งทำมาเพื่อฉันโดยเฉพาะ ตัวกำไลเป็นเนื้อเงินเกลี้ยงเงาวับสะท้อนแสง รอบวงห้อยเรียงด้วยชาร์มเล็ก ๆ เจ็ดชิ้น แต่ละชิ้นมีรูปทรงและสีสว่างต่างกัน ราวกับมีชีวิตของตัวเอง ชิ้นแรก เป็นลูกแก้วสีน้ำเงิน ลวดลายละเอียดเหมือนเกล็ดน้ำแข็ง ประกายที่สะท้อนออกมาดูเย็นจัด ราวกับแช่อยู่ในหิมะ ชิ้นที่สอง เป็นลูกแก้วสีฟ้าใส แสงระยิบระยับด้านในเหมือนผืนน้ำทะเลต้องแสงแดด เย็นตาและดูนิ่งสงบอย่างประหลาด ชิ้นที่สามเป็นสีแดงฉ่ำ ราวหยดเลือดสด ประกายภายในเหมือนเต้นระยับตามจังหวะหัวใจ ร้อนผ่าวจนฉันเผลอกลืนน้ำลาย ชิ้นที่สี่ เป็นเปลวไฟสีทอง ส่องแสงเหมือนมีไฟลุกจริง ๆ ข้างใน ให้ความรู้สึกทั้งอบอุ่นและน่าหวาดหวั่นไปพร้อมกัน ชิ้นที่ห้า เป็นสีม่วงอมฟ้า โปร่งแสง ดูนุ่มนวลราวกับกลุ่มหมอกยามค่ำคืน แสงมันขยับพลิ้วเบา ๆ เหมือนหมอกที่พร้อมจะเลือนหายทุกเมื่อ ชิ้นที่หก เป็นดวงตาเล็ก ๆ สีฟ้าอ่อน ล้อมด้วยกรอบเงินแกะสลักละเอียด เมื่อมองนาน ๆ กลับรู้สึกเหมือนมันกำลังจ้องตอบ ชิ้นสุดท้าย เป็นดอกไม้ห้ากลีบประดับคริสตัลใส เปล่งประกายอบอุ่นที่สุดในบรรดาทั้งหมด แสงมันสว่างจนทำให้ฉันอดยื่นมือไปแตะไม่ได้ มันดูไม่เหมือนเครื่องประดับธรรมดาเลย แสงที่สะท้อนจากกำไลสว่างจนเหมือนทั้งห้องเปล่งประกาย ออร่าที่แผ่ออกมารอบเรือน งดงามจนเหนือกว่าเครื่องประดับทุกชิ้นที่เคยเห็น ฉันยังไม่ทันได้เอ่ยปากถาม แม่ก็เริ่มเล่า… ตระกูลฝั่งแม่ “ถูกคำสาป” มันเริ่มต้นเมื่อหลายชั่วอายุคนก่อน บรรพบุรุษของเรามีลูกสาวสามคนที่ขึ้นชื่อเรื่องความงาม ทว่า…หัวใจกลับเน่าเฟะ! พวกเธอแต่ละคนเอาแต่ลุ่มหลงในกามแบบกู่ไม่กลับ รักสนุกไปเรื่อย ไม่สนลูกเขาผัวใคร จนข่าวคาวฉาวโฉ่ไปทั่ว ซ้ำร้ายคือพอท้องปุ๊บ ก็เอาเด็กที่เกิดจากความไม่ตั้งใจมาทิ้งไว้ให้พ่อแม่ที่แก่เฒ่าต้องรับภาระเลี้ยงดูท่ามกลางสายตาดูถูกเหยียดหยามจากคนทั้งเมือง ส่วนตัวเองก็สะบัดบ๊อบหนีไปใช้ชีวิตดี๊ด๊า เปลี่ยนผู้ชายไม่ซ้ำหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังไม่จบแค่นั้น… มีวันหนึ่งทั้งสามสาวกลับมาแบบน้ำตานองหน้า กราบเท้าขอโทษพ่อแม่ ท่าทีสำนึกผิดเต็มร้อยจนคนแก่ทั้งสองใจอ่อนให้อภัย แต่พอตกดึกเท่านั้นแหละ กลับรวมหัวกันขนทรัพย์สมบัติทุกชิ้นในบ้านหนีหายไป ทิ้งให้บุพการีเผชิญกับความยากแค้น สิ้นเนื้อประดาตัว และยังอับอายอีก และในวันที่ท่านทั้งสองจะสิ้นใจ ลูกสาวทั้งสามก็ยังไม่กลับมาดูใจแม้แต่วินาทีเดียวจนพวกเขาตายไปอย่างเจ็บปวด ความโกรธเกลียดที่สั่งสมรุนแรงเกินกว่าจะดับลง จึงกลายเป็น “คำสาป” พวกเขาสาปแช่งชั่วลูกชั่วหลานว่า เมื่อใดที่หญิงสาวในตระกูลก้าวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ดวงตาของเธอจะถูกเปิดออกสู่ โลกที่สาม มองเห็น…ได้ยิน…และรับรู้ถึงวิญญาณได้อย่างเต็มตัว และหากต้องการปิดตานั้นเพื่อหนีจากความสยดสยองเพียงชั่วคราว มีเพียงวิธีเดียว… คือการ “จูบกับชายคนรัก” เพื่อแลกกับความสงบสุขเพียงยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่หากวันใดจูบชายอื่นที่ไม่ใช่คนรัก หรือก็คือการนอกใจ โทษทัณฑ์คือจะต้องทนเห็นผีไปตลอดชีวิต และที่เลวร้ายที่สุด… ถ้ายอมให้ใครล่วงเกินจนเลยเถิดถึงขั้นสัมพันธ์ลึกซึ้ง ร่างกายก็จะกลายเป็นภาชนะ เปิดช่องให้ผีสิงครอบงำได้อย่างสมบูรณ์ ไร้ทางปิดกั้นอีกต่อไป แต่ในรุ่นต่อ ๆ มา มีหญิงในตระกูลที่ประพฤติตัวดี จนบรรพบุรุษมาเข้าฝัน และบอกวิธี “ปลดคำสาป” นั่นคือการรวบรวมแร่ทั้งเจ็ดชนิด ตามชาร์มทั้งเจ็ดที่ห้อยอยู่บนกำไลที่ฉันสวมอยู่นี่เอง แม่เองก็เคยต้องผ่านเรื่องพวกนี้มาก่อน ท่านทำตามเงื่อนไขของการปลดคำสาปจนสำเร็จ แม้จะไม่เคยเล่าว่าต้องแลกอะไรบ้าง แต่ผลลัพธ์ก็คือท่านพ้นจากพันธนาการนี้ไปโดยสมบูรณ์แล้ว ปัจจุบันแม่มีพ่อเพียงคนเดียว และไม่เคยแม้แต่จะคิดนอกใจ แม่ยังพูดด้วยว่า “ใครจะกล้าล่ะ…ถ้าคำสาปย้อนกลับมา ขอตายยังดีกว่า” …และเพราะแบบนั้น กำไลของแม่จึงตกเป็นของฉันโดยไม่ต้องสงสัย ฟังจบไม่ต้องเดาหน้าให้ยากเลย ฉันอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปวางไข่ นี่ถ้าไม่ได้เห็นผีสยองนองเลือดกับตาตัวเองมาก่อน จ้างให้ก็ไม่เชื่อเรื่องบ้าบอพรรค์นี้หรอก! แล้วบรรพบุรุษฉันซวยบรมอะไรขนาดนั้น มีลูกสาวตั้งสามคน ดันพากันมีชู้เหมือนนัดกันมาเป๊ะ เพราะยัยเหล่านางทวดพวกนั้นรักสนุกไม่รู้จักพอแท้ๆ คนรุ่นหลังที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างฉันเลยต้องมารับกรรมซวยไปด้วยเฉยเลยเนี่ย! แล้วคุณทวดบรรพบุรุษก็อีกคน... เข้าใจนะว่าโกรธ แต่ทำไมต้องพาลลงมาถึงรุ่นอื่นด้วยล่ะ!? ถ้าวันไหนมาเข้าฝันนะ ขนมเค้กคนนี้จะจัดการถามให้รู้เรื่องเลย! แต่จะโมโหไปก็เท่านั้น ในเมื่อกติกานรกนั่นมันถูกเซตมาแบบนี้แล้ว แม่ยังย้ำแล้วย้ำอีกว่า ห้ามถอดกำไลเส้นนี้เด็ดขาดเพราะไม่ใช่แค่จะ เห็น ได้กลิ่น หรือ ได้ยิน แต่อาจถึงขั้นโดนสิงจนพลังชีวิตถูกดูดจนหมด ร้ายแรงขนาดนี้… มีเหรอที่ฉันจะไม่ถาม บทสนทนาสุดเรียบง่ายก็เลยออกมาแบบนี้ “แล้วถ้ามันเผลอหลุดหาย หรือถูกคนมาวิ่งราวไปล่ะคะหม่าม๊า?” “ก็ต้องตามหาแร่ใหม่ตามตำราด้วยตัวเองค่ะลูกระหว่างนั้นก็จูบไปก่อน” ใช่ค่ะ… ตอนนั้นฉันเพิ่งอายุสิบสาม! แฟนก็ไม่มี…กิ๊กก็ไม่เคยมี... แล้วจะให้ฉันไปจูบกับสัมภเวสีที่ไหนล่ะ! และแม่ก็คือแม่… ไม่ต้องรอให้ถามเหมือนนั่งอยู่ในหัวฉันแล้ว “ถ้ายังไม่มีแฟน ก็ลองจูบกับใครสักคนแถวนั้นดูก่อนก็ได้ค่ะลูก แต่หม่าม๊าไม่รับประกันนะคะว่าจะได้ผลไหม” พูดเหมือนเรื่องนี้มัน… ธรรมดามากกก! “แต่จะโชคดีหน่อย…ถ้าเค้กจำได้ว่าใครเป็นคนสุดท้ายที่สัมผัสโดนกำไลก่อนมันจะหลุด หนูก็แค่ต้องจูบกับคนนั้น” …ค่ะ แม่พูดว่า “ก็ต้องจูบกับคนนั้น” ด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทใบหน้าเรียบเฉยราวกับกำลังสั่งให้ฉันไปเปลี่ยนกระเป๋าใบใหม่ให้เข้ากับชุด ส่วนคุณพ่อที่รักลูกสาวปานแก้วตาดวงใจก็นั่งยิ้มอ่อน พยักหน้าช้าๆ เห็นด้วยกับภรรยาสุดที่รักเต็มร้อย... ท่าทางชิลล์เหมือนกำลังอนุญาตให้ฉันสั่งชานมเพิ่มไข่มุกอีกสักสองแก้ว! แต่เอาจริง ๆ…มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เพราะตั้งแต่นั้นมา ฉันก็แค่ใส่กำไลไว้ไม่เคยถอดมันอีกเลย ใช้ชีวิตสุดเพอร์เฟกต์แบบสุขีมาตลอดเจ็ดปี จนกระทั่ง… วันนี้! กำไลที่ฉันประคบประหงมดูแลมายิ่งกว่าชีวิต ให้นอนสงบอยู่บนข้อมือสวยๆ ของฉันแท้ๆ กลับถูกล้อรถทับแตกเละต่อหน้าต่อตา! ยิ่งหันไปเห็นหน้าผู้ชายที่ฉันชนเข้าอย่างจัง ก็ยิ่งอยากกวักมือเรียกรถคันนั้นให้ถอยกลับมาเหยียบฉันซ้ำไปอีกคน ไม่มีใครในวาเลนทิราไม่รู้จักเขา โซน ผู้ชายที่สาวๆ แทบทั้งมหาวิทยาลัยพร้อมใจเทคะแนนโหวตให้ว่าเป็น ผู้ชายที่อยากได้เป็นแฟนที่สุด อยากถามทุกคนจริง ๆ ว่า…ตรงไหน? นั่นตัวพ่อเรื่องผู้หญิง ข่าวฉาวโฉ่ลือไปไกลถึงมหาลัยข้าง ๆ โน่น แล้วฉันน่ะเหรอ… ผู้หญิงที่โดนคำสาปเพราะบรรพบุรุษเจ้าชู้ไม่เลิก จะไปพิสวาสกับคนแบบนั้น? ไม่มีทาง! ไม่มีวัน! ไม่แม้แต่จะคิดยุ่งด้วยซักนิดเดียว! “กรี๊ดดดดดด!” แต่ปัญหาคือ…ฉันไปจูบเขาแล้ว! ตอนนี้เลยได้แต่นั่งเอาหน้าซุกหมอน กรี๊ดลั่นคอนโดอยู่เนี่ย! แถมยังเป็น จูบแรกในชีวิต อีกต่างหาก! เกิดมายี่สิบปีไม่เคยมีแฟนด้วยซ้ำ ก็เพราะยังไม่มีใครคู่ควรกับคนเพอร์เฟกต์อย่างฉันไง แต่วันนี้…ฉันดันเอาจูบแรกไปยกให้เขาเองเนี่ยสิ! “โอ๊ยยยย! กรี๊ดดดดด!!!” แล้วพรุ่งนี้ฉันจะทำยังไงล่ะ? จะให้เดินไปสะกิดไหล่เขาแล้วบอกว่า... “นี่นาย… มาจูบกันวันละทีปะ” แบบนั้นเหรอ?! แค่คิดก็โคตรทุเรศแล้ว! นี่ฉัน ขนมเค้กเชียวนะ! นางฟ้าของมหาลัยวาเลนทิรา ไม่เคยง้อใคร! __________________ ตบบ่ายัยเค้กทีเถอะ 555555 🤣 รอดูความ “ไม่ง้อใคร” ของน้องได้เลยค่ะ บอกเลยว่าเพี้ยนกว่าที่คิดแน่นอน 🤭“อีชาแนล! มึงถือไฟฉายนิ่ง ๆ หน่อยดิวะ กูตาลายไปหมดแล้ว!”ทันทีที่ผมก้าวเท้าลงจากรถ เสียงโวยวายของเพื่อนยัยตัวแสบก็ดังลอยมาตามลมแรงๆ ทำเอาผมชะงักไปนิด บรรยากาศรอบตัวตอนนี้แม่งโคตรวังเวง มีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรที่ดังแข่งกับเสียงแหลมๆ นั่น“ก็กูกลัวอะ!” เจ้าของชื่อตอบเสียงแหลมปรี๊ดกลับไป“ในตำรามันบอกให้จุดเทียนใต้เจดีย์… คือวางรอบ ๆ หรือกองรวมไว้ที่เดียววะ?” ตามมาด้วยเสียงคุ้นหูของยัยตัวแสบว่าแต่… เทียน?ผมขมวดคิ้วมุ่นทันทีขณะค่อยๆ ย่องก้าวเข้าไปอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมดันจอดรถแอบไว้ไกลไปหน่อย เพราะกลัวแสงสะท้อนหรือเสียงปิดประตูจะสะกิดให้พวกเธอรู้ตัว ผลคือตอนนี้ผมเลยต้องสวมบทนินจาจำเป็น ย่องผ่านพงหญ้ารกๆ และกิ่งไม้หนามที่คอยจะเกี่ยวเสื้ออยู่ตลอดเวลาเชี่ยเอ๊ย… อย่างกับพวกถ้ำมอง!คนหล่อเท่ระดับ โซน คีรินทร์ ต้องมาตกต่ำถึงขั้นมายืนย่อตัวหลบหลังต้นตะเคียนกลางป่าแบบนี้เลยเหรอวะ!?“ในกระทู้บอกให้จุดรอบ ๆ มึงปักเทียนก่อนฝั่งนั้น เดี๋ยวฝั่งนี้กูช่วยปัก แล้วค่อยไล่จุดทีเดียว”“เออๆ ชาแนล มึงส่องไฟต่ำลงหน่อยดิ๊!”“อีเค้ก หลอนกว่าบึงอีก!!”แม่ง… ทำอะไรกันวะ!?ผมค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ก
วันเสาร์…@มหาวิทยาลัยวาเลนทิรา09:44 | ตึกคณะนิเทศฯเมื่อวันเสาร์มาเยือน…แน่นอนว่าขนมเค้กก็ต้องสะเทือนอีกตามเคยตอนนี้ฉันกำลังก้าวฉับๆ ไปที่ห้องสตูฯ 004 ตามนัดประชุมของเพิร์ธ ในชุดเซ็ตสีเขียวมะกอกโทนพิสตาชิโอที่แค่สวมอยู่บนตัวก็เหมือนมีป้ายของแพงลอยอยู่เหนือหัวกระดุมทองเรียงกลางตัวสะท้อนแสงบ่ายจากกระจกอาคาร ส่วนชายเสื้อครอปที่ปลิวตามลมเบา ๆ ก็ช่วยเผยเอวบอบบางแค่นิด ๆ พอกรุบกริบผมยาวสลวยที่ดูแลมาอย่างดีถูกปล่อยลงถึงเอว กับรองเท้าส้นตึกที่ช่วยเสริมลุคให้ดูสูงโปร่งขึ้นอีกนิดเรียกได้ว่าสวย เริ่ด ไฮแฟชึ่น สมกับเป็นขนมเค้กเวอร์ชันพร้อมลุยงาน!แต่หัวใจดวงน้อยดันลอยไปอยู่ที่…เจดีย์เลือดบ้า ๆ นั่นแทน!อุตส่าห์เลือกชุดสีเขียว เพราะไม่อยากคิดถึงอะไรแดง ๆ แล้วเชียว งานวิจัยยังบอกเลยนะ ว่าสีเขียวช่วยให้ใจสงบ…แต่ไม่ช่วยเลย!!ในหัวมีแต่คำว่า เลือด! เลือด! เลือด! เต็มไปหมด!!เมื่อคืนก็ไม่ต้องพูดถึง…ฉันนอนพลิกไปพลิกมาแทบทั้งคืนตามสเต็ปประจำวันเสาร์แต่คราวนี้อย่างน้อยก็ไม่ต้องช็อปของอลังการเหมือนตอนลงบึง ของที่เตรียมมีแค่ เทียนไข ไฟแช็ก สำลีหนึ่งห่อ แอลกอฮอล์ล้างแผล แล้วก็…มีดกันคิ้วตอนแรกฉัน
ผมโน้มเข้าใกล้ช้า ๆ ปลายนิ้วแตะท้ายทอยเธอเบา ๆ รั้งให้หันกลับมา“ทำอะไรของนาย!” เสียงหวานหลุดออกมาทันทีที่ถูกดึงเข้าใกล้ น้ำเสียงหงุดหงิดปนตกใจ แต่ตานี่…เขียวปั๊ดเลย“…” ผมไม่ตอบ แค่ปล่อยให้สายตาไล่ตามริมฝีปากที่ขยับพูดนั่น“อย่ามาจับ!”แม่ง… เหวี่ยงชิบ!“…อยากจูบ”“อะ…อะไรของนาย! วันนี้ก็จูบไปแล้วไง!”เธอรีบเบือนหน้าหนีทันที แต่ยังไม่ทันจะได้พ้นระยะ มือหนาของผมก็รั้งท้ายทอยเธอไว้แน่นกว่าเดิม ดวงตากลมโตนั่นเบิกกว้างขึ้นเมื่อผมโน้มตัวเข้าใกล้จนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่เซน“ไม่ใช่จูบแบบนั้น…” ผมยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เสียงต่ำลงช้า ๆ“หมายถึง… จูบแบบ จูบจริง ๆ”“ก็ไปจูบกับคนอื่นสิ! ฉันไม่ถือ!” ยัยนี่ยกมือกอดอก พูดหน้าตาเฉยทั้งที่ยังโดนผมจับท้ายทอยไว้อยู่“ในดีลก็ไม่ได้ห้ามให้นายไปจ้ำจี้หรือจูบกับใครสักหน่อยนี่!”“จ้ำจี้?” ผมทวนคำนั้นพลางเลิกคิ้ว ถ้าหลุดมาจากปากผู้หญิงคนอื่นคงเฉยๆ แต่พอออกจากปากยัยนี่ที่เชิดหน้าพูด บอกเลย… โคตรพิลึก“ก็ใช่น่ะสิ! จะไปทำกับใครก็เชิญเลย!”“ฉันไม่เคยจูบใคร” ผมพูดเรียบ ๆ แต่แววตายังจับอยู่ที่ริมฝีปากชมพูนั่นไม่ละ“เธอมาขโมยจูบก่อน… ก็ต้องรับผิดชอบสิ”“โอ๊ย! ใ
ฉันยังใจสั่นไม่หายตั้งแต่ฟังเรื่องสยองนั่น บอกตัวเองว่า ‘ไม่กลัว ๆ’ ไปเป็นร้อยล้านรอบ แต่ในหัวเจ้ากรรมกลับดันจินตนาการภาพผู้หญิงอมเทียนนั่งขดตัวหัวโขกผนังไห น้ำตาไหลเป็นเลือดไม่หยุดไม่หย่อนขึ้นมาซะอย่างนั้น!สุดท้ายเลยแย่งบทโชเฟอร์ แล้วเหยียบคันเร่งพาน้องสเตลล่าพุ่งกลับมหา’ลัยแทบจะล้อไม่ติดพื้นไม่ดงไม่ดูมันแล้ว! เจดีย์บ้าอะไรนั่น!! เอาเวลาไปมาส์กหน้ายังดีซะกว่า!!แต่ฮืออ… ยังไงวันเสาร์ก็ต้องไปอยู่ดีนี่สิครั้งที่แล้วเกือบถูกดึงลงบึง ครั้งนี้ถ้าโดนดึงลงไหจะหนียังไงล่ะ ขนมเค้กก็กลัวเป็นนะ!ฉันจอดเจ้าสเตลล่าไว้ตรงที่ประจำในลานจอดใต้ตึกคณะ สองเพื่อนเลิฟแยกย้ายกลับบ้านกันไปหมดแล้ว เหลือแต่ฉันคนเดียวที่ต้องนั่งแกร่วอยู่ในรถเพื่อรอชายหนุ่มผู้มีหน้าที่… จุมพิตโว้ย! อย่างกับเป็นสโนว์ไวท์ ถ้าไม่โดนจูบก็ต้องตาย!ต่างกันแค่อย่างเดียวที่ฉันไม่มีเจ้าชายสุดเพอร์เฟ็กต์! มีแต่ไอ้คนกวนประสาทหลงตัวเองนั่นแหละ! น่าหงุดหงิดที่สุดเลย!ยังไม่ทันขาดคำ ร่างสูงที่ฉันกำลังบ่นถึงก็เดินออกมาจากตึกคณะพอดีเขายกมือเสยผมเหมือนทุกที แต่วันนี้กลับดูอึน ๆ แปลกไปนิด ไม่ได้ยักคิ้วหรือทำหน้าชื่นมื่นอย่างเคย แค่เดินมาห
KANOMCAKE TALK—14:12 | วันพฤหัสฯหลังวันประชุมโปรเจกต์ที่แสนจะประสาทเสียวันนั้น ทุกอย่างก็ยังนิ่งสนิทเหมือนน้ำในบึงลูนา ไม่มีอะไรคืบหน้าเพิ่มเลยนอกจากไลน์กลุ่มที่เพิร์ธสร้างไว้ ชื่อโคตรจะเรียบว่า Valen tourมีอยู่แค่ข้อความเดียวที่เขาพิมพ์หลังประชุมว่า ‘ขอเคลียร์โปรเจกต์เก่าก่อนนะครับ นัดประชุมอีกทีวันเสาร์ สิบโมง ที่ห้องสตูฯ004’ ก็ห้องเดียวกับที่ฉันเคยไปหาโซนนั่นแหละจากนั้นทั้งทีมก็หมกตัวอยู่ในนั้นกันหมด ทำให้จากที่ปกติฉันต้องเป็นฝ่ายขึ้นไปจูบเขาถึงถิ่น คราวนี้เลยต้องเปลี่ยนมานั่งรอให้หมอนั่นลงมาเสิร์ฟจูบเหมือนบ๋อยเสิร์ฟอาหาร อยู่ในน้องสเตลล่ารถหรูสุดที่รักของฉันที่ลานจอดคณะทุกเย็นแทนซึ่งขอบอกเลยว่า… โคตรทุเรศ!แต่ก็เริ่มทำใจได้แล้ว…ซะที่ไหนกันล่ะ! หงุดหงิดกับคำสาปบ้านี่จะตายชักอยู่แล้วนะ!!ช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้ฉันกับสองเพื่อนสุดเลิฟกำลังมุ่งหน้าไปเจดีย์เลือดฝังตามพิกัดที่จีนส์ปักไว้ใน GPS โดยมีมันเองนั่นแหละรับบทเป็นโชเฟอร์ของวันนี้แต่เจ้าตัวดันเลี้ยวผิดทางไปหกเจ็ดรอบเต็ม ๆ กว่าจะขับเข้ามาถูก ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกเพราะทางมันอย่างกับเขาวงกตพอเริ่มขับลึกเข้ามา ถนนลาดยางก็เปลี่ยนเ
KANOMCAKE TALKS—วันถัดมา…@มหาวิทยาลัยวาเลนทิรา12:48 | ห้องประชุมหลังเรียนคลาสเช้าเสร็จ ฉันก็แยกกับชาแนลและจีนส์เพื่อมาประชุมกับทีมงานโปรเจกต์ Valentira Campus Tour ตามที่อาจารย์นัดไว้มือเล็กผลักประตูห้องเข้าไปเบา ๆ แกร๊ก—แล้วก็เท่านั้นแหละ… ขาเจ้ากรรมถึงกับชะงักคาที่โต๊ะประชุมยาวกลางห้องมีอาจารย์สองคนกับนักศึกษาชายสี่คนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว และใช่ค่ะ… หนึ่งในนั้นคือ หมอนั่น!สายตาคมกริบคู่นั้นเหลือบมามองฉันช้าๆ ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก เขาดูไม่แปลกใจเลยแม้แต่นิดที่เห็นฉันโผล่มา แถมสีหน้ายังชื่นมื่นเหมือนคนเพิ่งถูกหวยตรงกับทะเบียนรถตัวเองเมื่อเช้าอีกต่างหากมานั่งทำบ้าอะไรที่นี่วะ!?“อ๊ะ มาพอดีเลย คุณขนมเค้ก”เสียงอาจารย์ผู้หญิงดังขึ้น ทำให้ฉันต้องรีบหันกลับไป ยกมือไหว้อาจารย์ทั้งสองแทบไม่ทัน“เชิญนั่งก่อนค่ะ อันนี้ทีมโปรดักชัน จะได้ทำความรู้จักกันไว้”ทีมโปรดักชัน…!?ฉันเหลือบตาไปมองอีกที พอเห็นหน้าหมอนั่นก็ถึงกับต้องกัดปากแน่นยังมีหน้ามายักคิ้วให้ฉันหนึ่งทีอีก! ดูจากท่าทางก็รู้เลยว่ารู้อยู่แล้วแน่ ๆ! นี่มันตั้งใจกวนประสาทกันสุดชีวิต!โอ๊ย… แค่เจอทุกเย็นก็จะเป็นบ้า! แบบนี้ต้องเจอบ่
12:15 | โรงอาหารคณะนิเทศฯ“เฮ้ยยย! อิงค์ส่งมาแล้ว!”เสียงจีนส์ดังลั่นกลางโรงอาหารที่ผู้คนกำลังพลุกพล่าน ฉันที่เพิ่งอ้าปากจะตักข้าวกะเพราไข่ดาวคำสุดท้ายเข้าปากถึงกับสะดุ้งโหยงจนเกือบทำช้อนหล่น ไม่พูดเปล่า... ยัยเพื่อนตัวดีนี่ยังตบโต๊ะรัวๆ จนกลุ่มเด็กโต๊ะข้างๆ หันพรึ่บมามองกันเป็นแถว!“กูส่งเข้าไลน์ก
KANOMCAKE TALKS—วันต่อมา…@มหาวิทยาลัยวาเลนทิรา09:14 | ห้องโคเวิร์กกิ้งเมื่อคืนหลังจากที่ฉันกรี๊ดใส่หมอนจนคอแทบแตกและเส้นเสียงแทบพัง ฉันก็ได้สติขึ้นมาว่านี่ไม่ใช่เวลามานั่งกรี๊ดเล่นเหมือนคนบ้าอีกแล้ว เลยรีบคว้ากุญแจรถ Porsche สีขาวมุกสุดหรูคู่ใจ ที่ฉันตั้งชื่อไว้อย่างไฮคลาสว่า “น้องสเตลล่า”…ช่
ZONE TALK—@มหาวิทยาลัยวาเลนทิรา19:21 | ห้องสตูดิโอ004สุดท้าย…พวกผมก็ส่งงานลูกค้าเลทจริง ๆดีที่ไอ้เพิร์ธมันโทรไปเคลียร์ทางโน้นไว้ก่อน ไม่งั้นคงได้ชิบหายกันหมดแน่ผม โซน คีรินทร์ อชิรวิชญ์คณะนิเทศฯ สาขาภาพยนตร์ดิจิทัล ปี 2จะว่าไปก็ไม่บ่อยนักหรอกที่ผมรับงานนอก ส่วนใหญ่เลือกแต่โปรเจกต์สเกลใหญ่หรื
INTRO@มหาวิทยาลัยวาเลนทิรา17:21 | ห้องสตูดิโอ004“เฮ้ย โซน! ฟุตเทจที่ตัดเมื่อคืนอยู่ไหนวะ”เสียงเพิร์ธดังขึ้นจากอีกฝั่งโต๊ะ ทำเอาผมต้องละสายตาจากหน้าจอแมคบุ๊กที่เต็มไปด้วยไฟล์กระจัดกระจาย“อยู่ใน SSD …ไอก้า! เอาให้มันดิ๊”ประโยคหลังผมหันไปสั่งไทก้าที่นอนกระดิกตีนอยู่บนโซฟาอย่างกับโลกนี้ไม่มีเรื่อ




![คุณเลขากับสามีทิพย์ [ Comedy 18++]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


