تسجيل الدخولINTRO
@มหาวิทยาลัยวาเลนทิรา 17:21 | ห้องสตูดิโอ004 “เฮ้ย โซน! ฟุตเทจที่ตัดเมื่อคืนอยู่ไหนวะ” เสียงเพิร์ธดังขึ้นจากอีกฝั่งโต๊ะ ทำเอาผมต้องละสายตาจากหน้าจอแมคบุ๊กที่เต็มไปด้วยไฟล์กระจัดกระจาย “อยู่ใน SSD …ไอก้า! เอาให้มันดิ๊” ประโยคหลังผมหันไปสั่งไทก้าที่นอนกระดิกตีนอยู่บนโซฟาอย่างกับโลกนี้ไม่มีเรื่องให้เดือดร้อน แต่มันกลับหันมาขมวดคิ้วใส่ “มึงไม่ได้หยิบมาหรอวะ?” “เชี่ย…” ผมสบถลอดไรฟัน รู้ทันทีว่าความชิบหายมาเยือน รีบลุกขึ้นเต็มความสูง คว้าหมวกกันน็อกกับกุญแจรถแทบจะพร้อมกัน “เวรเอ๊ย อีกชั่วโมงแม่งเดดไลน์แล้วนะ!” ไคน์โพล่งเสียงดัง ซ้ำเติมเข้าไปอีก “เพื่อนครับ กูผิดไปแล้ว!” ไทก้าลุกพรวดขึ้นมาส่งสายตาอ้อนวอน “กูยอมทำทุกอย่าง—” “กลับมามึงจมตีนกูแน่!” เค้นเสียงต่ำทิ้งท้าย ก่อนพุ่งออกจากสตูฯโดยไม่รอฟังเสียงมันแก้ตัว สองเท้าก้าวเร็วตรงไปลานจอดรถ โชคดีที่คอนโดอยู่ไม่ไกล ถ้าซิ่งเต็มสปีดคงยังพอทันเดดไลน์ หงุดหงิดตัวเองฉิบ…ที่ดันไปไว้ใจไอ้เวรนั่น เมื่อคืนมันมานอนห้องผมเพราะต้องนั่งตัดงานกันยันสว่าง ทำเป็นพูดดิบดีว่าจะเก็บทุกอย่างมามอเอง จบงานนี้ไม่ใช่แค่จมตีน จะให้มันเลี้ยงเบียร์ทั้งเดือนด้วย! พอถึงลานจอด รถมอไซด์ลูกรักจอดรอเหมือนรู้หน้าที่ ลมยามเย็นพัดแรง ตึกทั้งตึกเงียบสนิท ทางโล่งเตียนเหมือนสนามแข่ง เหมาะที่สุดที่จะบิดให้มิดไมล์ ตึก ตึก ตึก ผมเร่งฝีเท้าจนเกือบเป็นวิ่ง ทว่าตอนที่กำลังจะพ้นมุมตึก เสียงฝีเท้าอีกคู่ก็ดังเร่งเข้ามาจากอีกฝั่ง เร็วไม่แพ้กัน โครม! “โอ๊ย!” / “เชี่ย!” แรงปะทะทำให้ผมเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว หมวกกันน็อกหลุดจากมือกระแทกพื้นเสียงดังลั่น ร่างเล็กในชุดนักศึกษาตรงหน้าทำท่าจะล้มลงกับพื้นคอนกรีต ผมรีบพุ่งไปคว้าเอวเธอไว้แล้วดึงเข้าหาตัวเต็มแรงจนเธอเซมาซบกับอก กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูกพร้อมกับเสียงโลหะกระทบพื้น กริ๊ง! กำไลเงินวงเล็กหลุดจากข้อมือเธอ กลิ้งวนเป็นวงช้าๆ แสงไฟเหนือศีรษะสะท้อนวาบเป็นเส้นขาวคมบนพื้นคอนกรีตเหมือนภาพสโลว์โมชั่น ก่อนจะไปหยุดนิ่งอยู่กลางลานจอด “กำไล!” เสียงเธอร้องลั่น ผละออกจากอ้อมแขนผมแทบจะทันที ถลาลงพื้นเหมือนจะวิ่งไปคว้ากลับมา ปี๊นนนนน! เสียงแตรรถดังสนั่นแสบแก้วหู พร้อมกับแสงไฟหน้ารถหรูสีดำสาดเข้าตา พุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็ว “เฮ้ย! ระวัง!” ผมพุ่งไปคว้าข้อมือเล็ก กระชากร่างเธอกลับเข้ามาหาตัวเต็มแรงอีกครั้งจนแผ่นหลังบางกระแทกอกผมดังตุ้บ กรอบ! รถคันนั้นเหยียบกำไลแตกต่อหน้าต่อตา วงเงินกระเด้งกระดอนสองสามที ก่อนจะหยุดนิ่ง เศษหินและคริสตัลหลากสีที่ประดับอยู่แตกกระจายเต็มพื้น สะท้อนแสงไฟวิบวับพร่างพราว เหมือนมีใครโปรยกลิตเตอร์ลงบนถนน แรงลมจากรถที่ซิ่งผ่านไปปะทะร่างจนเส้นผมเธอปลิวว่อน ร่างเล็กในอ้อมแขนยืนนิ่งค้างราวกับถูกหยุดเวลาไว้ครู่ใหญ่ ก่อนที่เธอจะหันขวับมาจ้องหน้าผมด้วยสายตาตื่นตระหนก “เมื่อกี้…นายจับโดนกำไลฉันหรือเปล่า?” น้ำเสียงเธอสั่นจนผมถึงกับชะงัก “…” ผมไม่ได้ตอบ แค่ขมวดคิ้วมองกลับไปแบบงงนิดหน่อย อะไรวะ… คนช่วยไว้ตั้งสองครั้ง แทนที่จะขอบคุณ ดันมาถามอะไรเพี้ยน ๆ แต่เดี๋ยวนะ…ยัยนี่มัน ขนมเค้ก นี่หว่า เคยเห็นผ่าน ๆ ในตึกคณะก็จริง แต่พอมาอยู่ใกล้ในระยะประชิดขนาดนี้... ผิวขาวจัดเหมือนไม่เคยโดนแดด ดวงตากลมโต ขนตาก็ยาวเป็นแพ ปากชมพูระเรื่อนั่นอีก… สวยชิบหาย! ตัวก็เล็กนิดเดียว แต่เมื่อกี้ตอนที่คว้าไว้โคตรเต็มมือ …เฮ้ย นมก็ใหญ่ น่า— “หูหนวกรึไง! ฉันถามว่านายจับโดนกำไลฉันไหม!” เสียงหวานปนวีนดังกระแทกหน้า ดึงสติที่กำลังจะเตลิดของผมกลับมาเข้าที่ นิ้วเรียวชี้ไปที่เศษซากกำไลบนพื้น ใบหน้าสวยหวานที่ตอนนี้บึ้งตึงจ้องเขม็งมาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ทำเอาผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้ร้ายมากกว่าฮีโร่ที่เพิ่งช่วยชีวิตคน เหอะ... ใครจะไปจำได้วะว่าโดนไม่โดน รู้แค่ว่าตอนคว้าเอวไว้น่ะ นุ่มมือดีชิบ ผมเลิกคิ้ว ยิ้มมุมปากยียวน “ช่วยไว้ตั้งสองครั้ง ไม่คิดจะขอบคุณหน่อยเหรอ?” “ตอบมาก่อน!” “เออ…โดน” ขมวดคิ้วตอบส่ง ๆ พร้อมยักไหล่แบบไม่ยี่หระ “ทีนี้ก็ขอบคุณมาได้แล้ว” ความอดทนผมไม่ได้มีเยอะ และผมก็ไม่ใช่ประเภทที่จะยอมให้ใครมาวีนใส่ฟรีๆ สวยก็สวยเถอะ แต่ผมโซนนะครับ… ไม่เคยง้อใคร ทว่าแทนที่จะได้ยินคำขอบคุณ กลับเจอสีหน้าช็อกค้างเหมือนผมเพิ่งประกาศกลางลานว่าหมาที่บ้านเธอตายแล้วนะ เธอสะบัดตัววิ่งไปทางซากกำไล ก้มลงมองเศษแวววาวที่กระจายเต็มพื้นก่อนจะทรุดนั่งลงกลางถนนแบบไม่สนโลก มือเล็กสั่น ๆ เอื้อมไปหยิบวงเงินที่ตกอยู่ท่ามกลางเศษหินหลากสี เพราะเป็นเงินแท้มันเลยเป็นสิ่งเดียวที่รอดจากล้อรถ แค่บิดเบี้ยวนิดหน่อย เธอบรรจงคีบมันขึ้นมาวางบนฝ่ามืออย่างระมัดระวังสุดชีวิต ก่อนจะพยายามสวมวงเงินเปลือยเปล่าเบี้ยว ๆ นั่นกลับเข้าที่ข้อมือ ไหล่เล็กสั่นไหวอย่างกับโลกทั้งใบพังทลายตรงหน้าทำเอาผมเผลอชะงักไปครู่หนึ่ง …มันจะดราม่าอะไรขนาดนั้นวะ? ที่คนชอบลือกันว่ายัยนี่หยิ่ง…สงสัยจะไม่จริง ดูทรงแล้วออกจะเพี้ยนซะมากกว่า แล้วนี่คิดว่าตัวเองนั่งอยู่บนโซฟาเวอร์ซาเช่หรือไง ถึงยังไม่ยอมลุกสักที “นั่งรอให้รถเหยียบเธอด้วยรึไง ลุก!” “…” เธอไม่ขยับแม้แต่นิด นั่งนิ่งเหมือนวิญญาณหลุด ผมถอนหายใจพรืดอย่างเริ่มจะหมดความอดทน ย่อตัวลงไปคว้าข้อมือเล็กขึ้นมาตั้งใจจะฉุดให้พ้นทางรถวิ่ง “เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นจะหาว่าฉันรังแกเธอ…ลุกได้แล้ว” เธอค่อย ๆ ยืนขึ้นช้า ๆ สีหน้าซีดเผือดเหมือนคนยังช็อกไม่หาย ดวงตากลมโตยังเอาแต่จ้องวงเงินบิดเบี้ยวที่ข้อมือไม่ละ “นาย…จับโดนจริงเหรอ” น้ำเสียงที่ถามแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ก่อนที่เธอจะเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด แล้วจู่ ๆ ก็ตวัดสายตามาจ้องหน้าผมเขียวปั๊ด มือเล็กยกผลักอกผมเต็มแรงจนแทบหงายหลัง “จับทำไม!?” “เอ้า!” ผมขมวดคิ้วใส่กลับอย่างสุดทน “แล้วจะให้ยืนยิ้ม ดูเธอนอนแผ่หลาบนถนนรึไงวะ!” ผมเสยผมแรง ๆ ระบายความหงุดหงิด ก่อนจะล้วงมือถือขึ้นมาเช็กเวลา “ชิบหายแล้วไง...” แม่งลืมไปเลยว่าเดดไลน์กำลังไล่หลัง ผมเลิกสนใจร่างเล็กตรงหน้าทันที รีบก้มลงคว้าหมวกกันน็อกที่ตกพื้นขึ้นมาถือไว้ แล้วจ้ำอ้าวไปที่รถมอเตอร์ไซค์ลูกรักก่อนเหวี่ยงขาขึ้นคร่อมเบาะเตรียมออกตัว เสียบกุญแจ กำลังจะบิดสตาร์ต— “เดี๋ยว!” เสียงแหลมหวานนั่นดังแทรกขึ้นจนผมต้องชะงักมือแล้วหันขวับกลับไปมองแบบขุ่น ๆ ยัยขนมเค้กก้าวฉับ ๆ เข้ามาประชิดตัวรถ ดวงตากลมโตนั่นยังจ้องเขม็งมาที่ผมเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อไม่เปลี่ยน ความหงุดหงิดพุ่งขึ้นแทบทะลุปรอท อะไรอีกวะ! คนยิ่งรีบ ๆ อยู่โว้ย! “ถ้าเสียดายขนาดนั้นเดี๋ยวซื้อให้ใหม่ก็ได้ แต่ไว้วันหลัง วันนี้—” คำพูดยังไม่ทันจบประโยค เธอก็พุ่งมือมาคว้าปกเสื้อผม แล้วกระชากลงไปหาตัวอย่างแรงจนหน้าเกือบกระแทกกัน จุ๊บ ริมฝีปากนุ่มแตะปากผมแค่เสี้ยววินาที กลิ่นน้ำหอมหวานยังวนอยู่ปลายจมูก ก่อนที่เธอจะผละออกแล้ววิ่งหน้าตั้งไปขึ้นรถหรูคันที่จอดรออยู่ เครื่องยนต์ติดดังกระหึ่มก่อนจะพุ่งทะยานออกจากลานจอดไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งผมให้ยืนคร่อมรถนิ่งค้างอยู่ตรงนั้น มือกำแฮนด์รถแน่นราวกับถูกแช่แข็ง หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนบิดคันเร่งเต็มไมล์ ตึกตัก… ตึกตัก… ตึกตัก… …เมื่อกี้ มันอะไรวะ ____________✿✿____________ เปิดมาก็จุ๊บเลย งงกันใช่ม๊าาา!? 🤣 บอกเลยว่าต่อจากนี้ โบ๊ะบ๊ะ x2 แน่นอน เพราะนี่เป็นแค่ “การเริ่มต้นของคำสาป” เท่านั้นเอง👻 ฝากคอมเมนต์ไว้หน่อยน้า 💬 กดใจ 💖 กดเก็บเข้าคลัง 📚 จะได้ไม่พลาดตอนต่อไป ยิ่งเม้นยิ่งใจฟู ซอเบรี่จะได้รีบปั่นตอนใหม่มาเสิร์ฟไว ๆ เลยค่า 🥰☕KANOMCAKE TALKS—วันต่อมา…@มหาลัยวาเลนทิรา16:35 | ตึกคณะนิเทศฯเพราะไอ้บึงนรกลูน่านั่นแท้ๆ วันนี้ฉันถึงต้องนอนซมเป็นศพอยู่บนเตียงทั้งวัน!มันทั้งหนักหัว ปวดเนื้อปวดตัวไปหมดเหมือนโดนรถสิบล้อทับแล้วถอยมาบดซ้ำอีกรอบ ไหนจะไข้ที่ขึ้นสูงจนหัวร้อนจี๋ เหงื่อชื้นเต็มหลัง หมอนก็เปียกจนอยากโยนทิ้ง!ก็แน่สิ… ลงไปแช่น้ำเย็นจัดขนาดนั้น แถมยังต้องสู้รบตบมือกับผีเด็กเปื่อยยุ่ยที่พยายามจะลากฉันไปอยู่ด้วย ใครมันจะไม่ป่วยบ้างล่ะ!?โชคดีอยู่อย่างเดียวคือวันนี้ไม่มีเรียนแต่ถึงยังไงฉันก็ต้องขุดร่างที่แทบจะแตกสลายของตัวเองขึ้นมาแต่งตัว เพื่อไปจูบหมอนั่นอยู่ดี นี่มันวนลูปชีวิตชะมัดเลยเถอะ!พูดได้เต็มปากเลยว่านี่คือจุดตกต่ำที่สุดในชีวิตของขนมเค้กแล้วไข้แทบจะเดินไม่ไหว ยังต้องมาหาผู้ชายถึงในมหา’ ลัยอีก ครบทุกเงื่อนไขของความน่าสมเพชเลยจริง ๆ!แต่ไม่ต้องห่วงหรอก… ขนมเค้กไม่เคยโทรมถึงจะเพิ่งรอดตายมาหมาดๆ แต่หน้าฉันต้องเป๊ะ ชุดต้องเป๊ะ และผมต้องเงางามทุกเส้นเหมือนเดิม!วันนี้ฉันเลือกเดรสสั้นแขนยาวผ้าทวีดสีครีมแนบเข้ารูป เผยผิวขาวเนียนจนเกือบเรืองแสง ผมดำขลับสลวยถูกปล่อยทิ้งตัวถึงเอวอย่างตั้งใจ แมตช์กับส้นสูงส
KANOMCAKE TALKS—ขณะที่ฉันดำดิ่งลงสู่ก้นบึง น้ำเย็นเฉียบโอบรัดทั่วร่าง ความรู้สึกเหมือนน้ำแข็งคม ๆ กำลังกัดผิวเนื้อทุกส่วนอย่างช้า ๆ …ยิ่งลึกก็ยิ่งหนาวหนาวแบบผิดธรรมชาติ จนรู้สึกว่ากระดูกแข็งไปหมด ขยับตัวยังยาก ปลายนิ้วก็เริ่มชาแล้วด้วยโอ๊ย! จะหนาวไปถึงไหนเนี่ยขนมเค้กจะกลายเป็นไอติมอยู่แล้ว!แต่ก็ยังดี…ที่น้ำใสแสงสีน้ำเงินเข้มจากก้อนแร่ที่ก้นบึงส่องสะท้อนขึ้นมา อยู่ห่างเพียงแค่เอื้อม เคลือบหน้ากากไว้จนเหมือนทั้งโลกกลายเป็นสีน้ำเงินไปหมดฉันค่อย ๆ ยื่นมือไปหยิบก้อนแร่นั่นมากำไว้แน่น ผิวของมันเย็นจัด…เล่นเอาชาไปทั้งตัวนี่อาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้น้ำทั้งบึงหนาวขนาดนี้ก็ได้แต่ใครสนล่ะ… ก็ได้มาแล้วนี่นาเห็นมั้ย ขนมเค้กเก่งจะตาย!ริมฝีปากเล็กยกยิ้มภายใต้หน้ากากอย่างภูมิใจ ก่อนจะหมุนตัว เตรียมว่ายกลับขึ้นสู่ผิวน้ำแต่ในจังหวะนั้นเอง…ฟองอากาศจำนวนมากผุดขึ้นรอบตัว ลอยวนช้า ๆ เหมือนมีใครบางคนกำลังหายใจอยู่ใต้เท้าแล้วเสียงนั้น…ก็กลับมาอีกครั้งคิก… คิก… คิก…เสียงหัวเราะเล็กแหลมดังสะท้อนก้องอยู่ในหูจนฉันแทบเสียสติ ร่างของฉันชะงักทันที หัวใจเต้นแรงจนเจ็บอกไปหมดวินาทีต่อมาฉันสัมผัสได้ถึงแรง
KANOMCAKE TALKS—22:47 | บึงลูนาวิ้ว—ลมกลางคืนพัดวูบผ่านผิวแก้มไป เย็นเฉียบจนฉันขนลุกซู่ไปถึงหนังหัว รอบบึงตอนนี้มืดสนิท มีเพียงแสงจากพระจันทร์เต็มดวงดวงโตเหนือศีรษะที่ดูสว่างจ้าผิดปกติ กับแสงจากโทรศัพท์มือถือสองเครื่องที่ส่องสลัวสะท้อนอยู่บนผิวน้ำขุ่นๆตอนนี้ฉันอยู่ในชุดดำน้ำสีดำทองเต็มตัว มือหนึ่งถือหน้ากากดำน้ำที่เพิ่งช้อปมา อีกมือกำที่อุดหูแน่นจนเหงื่อเริ่มซึมชื้นแม้จะมีแอลกอฮอล์ในเลือดคอยย้อมใจก็เถอะ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้กล้าขึ้นเลย… แถมยังสั่นกว่าเดิมอีก!“แย่กว่าที่กูคิดไว้นิดหน่อย…แต่มึงทำได้อีเค้ก!” เสียงชาแนลดังขึ้นอู้อี้อยู่ข้างๆ ใบหน้ามันดูพะอืดพะอมกล้ำกลืนฝืนทนสุดชีวิต มือหนึ่งอุดจมูกแน่น อีกมือถือโทรศัพท์ที่เปิดไฟฉายค้างไว้“มืดขนาดนี้ มึงจะมองเห็นเหรอวะ?” จีนส์ว่าพลางหันมาทางฉันพอดี แสงจากไฟฉายสาดเข้าตาเต็ม ๆ“อีจีนส์! แสบตา!” ฉันรีบยกแขนขึ้นบังหน้า ก่อนหันหนีไปทางบึงน้ำในบึงยังคงขุ่นคลั่ก เขียวปี๋เหมือนแกงจืดบูดค้างปีที่มีฟองอากาศผุดขึ้นมาปุดๆ เป็นระยะ... กลิ่นเหม็นเน่าที่ผสมกับกลิ่นโคลนลอยมาปะทะจมูกจนฉันอยากจะอาเจียนแอลกอฮอล์ที่ดื่มไปเมื่อกี้ออกมาให้หมดแค่เห็น น้ำตา
วันเสาร์ที่บอกว่ายอมลงบึงสิบรอบยังดีซะกว่า…ฉันขอถอนคำพูดนั้นคืนทั้งหมด!เมื่อคืนทั้งคืนฉันแทบไม่ได้ข่มตาหลับเลยสักวินาทีเดียว ภาพบึงลูนาบ้า ๆ นั่นมันวนเวียนหลอกหลอนอยู่ในหัวไม่หยุดหย่อนแค่พยายามจะหลับตา ภาพน้ำสีเขียวขุ่นข้นสภาพเหมือนแกงจืดบูดค้างปีที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นใสแจ๋วก็ผุดขึ้นมาซ้ำๆ พร้อมกับความรู้สึกเย็นเยือกที่เหมือนที่มีใครบางคนมองขึ้นมาจากใต้น้ำเพื่อรอคอยฉันอยู่ ก็เอาแต่หลอนอยู่ในหัวตอนแรกก็ยังพยายามปลอบตัวเองว่า ตาฝาดแหละน่า แต่พอนึกถึงสีหน้าโซนในตอนนั้น…จะให้เชื่อแบบนั้นได้ยังไงกัน!ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว สุดท้ายเลยต้องลุกขึ้นมาหาอะไรทำ ไม่งั้นได้กลายเป็นบ้าก่อนแน่ ๆเริ่มจากหยิบชุดบอดี้สูทดำน้ำสีดำตัดขอบทองสุดหรูที่เพิ่งถอยมาเมื่อวานออกมาหนึ่งชุด...ใช่ค่ะ…ตีสี่ตรง!ฉันแต่งเต็มยศเหมือนจะไปแข่งไตรกีฬา แล้วตั้งกล้องถ่าย Content ลงช่อง CAKE’s VELVET ROOM ทันทีแสงไฟริงไลท์ในห้องน้ำสะท้อนกับผิวเนียนในชุดดำน้ำที่เข้ารูปจนดูเป๊ะทุกองศา ใครมาเห็นคงคิดว่าฉันกำลังเตรียมตัวไปท่องทะเลมัลดีฟส์… ไม่ใช่จะไปลง บึงผีสิง!ถ่ายคลิปจบ ฉันก็ถอดชุดออกแล้วพาตัวเองลงไปแช
16:22 | ตึกคณะนิเทศศาสตร์ได้ฟังเรื่องของยายจำปีมา ถึงจะน่ากลัวจนขนลุกก็เถอะ…แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็หมดข้อสงสัยไปหนึ่งเรื่อง ว่าทำไมตำรานั่นถึง “โชว์ของ” ให้ดูไม่หยุดทั้งการล็อกหน้าที่เหลือไม่ให้เปิดล่วงหน้า ทั้งข้อความที่มีแค่ฉันที่เห็น หรือข้อมูลสถานที่ที่เปลี่ยนไปมาได้เองเฉยๆ ...ถ้างั้นก็แปลว่าทุกครั้งที่ตำราเปิดหน้าใหม่ให้ ฉันก็ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งถอดข้อความใหม่ทั้งหมดงั้นสิ?!โอ๊ย หงุดหงิดชะมัด!แต่ถึงจะหงุดหงิดแค่ไหน ก็ยังไม่เท่ากับความจริงที่ว่า… ฉันต้องมาจูบหมอนั่นอีกแล้ว!ตอนนี้ฉันบึ่งรถกลับเข้ามาในมหา’ ลัยอีกครั้ง เพราะโซนไลน์มาบอกว่าอยู่ที่ห้องสตูฯ กว่าจะกลับคอนโดก็คงดึก ดื่นรอได้ที่ไหนล่ะ… ต้องจูบเขาก่อนห้าโมงนี่!เมื่อวานขนมเค้กยังนั่งรอผู้ชายออกมาให้จูบหน้าคอนโด รู้สึกว่าตัวเองตกต่ำสุดชีวิตแล้ว แต่วันนี้ถึงขั้นต้องเดินถ่อมาหาเขาถึงในถิ่นสตูฯ เพราะหมอนั่นติดงาน!ตกต่ำยิ่งกว่าเมื่อวานอีก!ลมเย็นปลายบ่ายพัดผ่านหน้าต่างทางเดินยาว กลิ่นกาแฟจากคาเฟ่ชั้นล่างลอยมาแตะปลายจมูกฉันถอนหายใจแรงจนปอยผมข้างหน้าปลิว ก่อนจะกระชับสายกระเป๋าที่พาดบ่าแน่นขึ้น แล้วค่อยยกมือเคาะประตู เมื
วันต่อมา…15:35 | ห้าง SOLENE Mallหลังจากเมื่อวานไปเจอบึงลูนาสุดสะพรึงมาเต็มตา ฉันยังตัดสินไม่ได้เลยว่า ผี กับ แบคทีเรียในน้ำ อะไรน่ากลัวกว่ากันแค่คิดถึงกลิ่นโคลนสาบๆ กับน้ำสีเขียวขุ่นเข้มเหมือนแกงบูดนั่น ก็อยากกลืนแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อก่อนลงบึงแล้วด้วยซ้ำ!แต่ทำไม่ได้…เพราะงั้นหลังเรียนคลาสเช้าเสร็จ ฉันเลยจัดการลากเพื่อนรักทั้งสองมาที่ห้างทันที โชคดีที่บ่ายนี้ว่าง จะได้เดินช้อปให้ล้มละลายกันไปข้าง!ยังไงก็เถอะ…ถึงต้องลงน้ำเน่าขนมเค้กก็ต้องสวยอยู่ดี!“พอได้ยังคะ! สาบานว่าไปลงบึงร้าง!?”ชาแนลถามเสียงหลง มองถุงช้อปในมือฉันที่พะรุงพะรังเต็มสองข้างจนตาแทบถลนจีนส์ที่ยืนข้าง ๆ ถอนหายใจยาว “เออ… ซื้ออย่างกับจะไปลงเป็นสิบรอบ!” มันเหลือบมองถุงของฉันทีหนึ่ง ก่อนขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม“แล้วมึงก็บอกเองว่าน้ำมันโคตรเน่า ใส่เสร็จก็ทิ้ง จะซื้อสวยไปเพื่อ!?” ทั้งที่ปากว่าฉันฉอด ๆ …แต่ดูของในมือพวกมันสิ! ถือถุงช้อปกันคนละสองข้าง แถมตอนนี้ยังยืนลองสีลิปอยู่หน้าชั้นเครื่องสำอางอย่างตั้งใจอีก!!“เออน่า!” ฉันตอบพลางกอดถุงแน่น “จะถ่ายลงช่องด้วยไง ชุดดำน้ำของขนมเค้ก!” พูดจบก็ยกถุงขึ้นโชว์ด้วยสีหน้าเริ่ดสุดช







