เข้าสู่ระบบวันเสาร์
ที่บอกว่ายอมลงบึงสิบรอบยังดีซะกว่า… ฉันขอถอนคำพูดนั้นคืนทั้งหมด! เมื่อคืนทั้งคืนฉันแทบไม่ได้ข่มตาหลับเลยสักวินาทีเดียว ภาพบึงลูนาบ้า ๆ นั่นมันวนเวียนหลอกหลอนอยู่ในหัวไม่หยุดหย่อน แค่พยายามจะหลับตา ภาพน้ำสีเขียวขุ่นข้นสภาพเหมือนแกงจืดบูดค้างปีที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นใสแจ๋วก็ผุดขึ้นมาซ้ำๆ พร้อมกับความรู้สึกเย็นเยือกที่เหมือนที่มีใครบางคนมองขึ้นมาจากใต้น้ำเพื่อรอคอยฉันอยู่ ก็เอาแต่หลอนอยู่ในหัว ตอนแรกก็ยังพยายามปลอบตัวเองว่า ตาฝาดแหละน่า แต่พอนึกถึงสีหน้าโซนในตอนนั้น… จะให้เชื่อแบบนั้นได้ยังไงกัน! ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว สุดท้ายเลยต้องลุกขึ้นมาหาอะไรทำ ไม่งั้นได้กลายเป็นบ้าก่อนแน่ ๆ เริ่มจากหยิบชุดบอดี้สูทดำน้ำสีดำตัดขอบทองสุดหรูที่เพิ่งถอยมาเมื่อวานออกมาหนึ่งชุด... ใช่ค่ะ…ตีสี่ตรง! ฉันแต่งเต็มยศเหมือนจะไปแข่งไตรกีฬา แล้วตั้งกล้องถ่าย Content ลงช่อง CAKE’s VELVET ROOM ทันที แสงไฟริงไลท์ในห้องน้ำสะท้อนกับผิวเนียนในชุดดำน้ำที่เข้ารูปจนดูเป๊ะทุกองศา ใครมาเห็นคงคิดว่าฉันกำลังเตรียมตัวไปท่องทะเลมัลดีฟส์… ไม่ใช่จะไปลง บึงผีสิง! ถ่ายคลิปจบ ฉันก็ถอดชุดออกแล้วพาตัวเองลงไปแช่ในอ่างน้ำอุ่นสุดหรู ฟองครีมสีชมพูอ่อนหนานุ่มลอยเต็มอ่าง กลิ่น Peony & White Musk จากบาธบอมราคาแพงกระจายอบอวลไปทั่วห้อง เสียงเปาะแปะของฟองสบู่ช่วยกลบเสียงหัวใจที่ยังเต้นรัวผิดจังหวะได้ดีพอสมควร ฉันเอนตัวพิงขอบอ่าง หลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้แผ่นมาส์กหน้าแบรนด์ดังแปะอยู่บนใบหน้าสวยหวานของขนมเค้ก ทุกอย่างดูผ่อนคลายจนฉันเริ่มเคลิ้ม... แต่ไม่ถึงสิบนาที ก็ต้องสะดุ้งลืมตาโพลงจนมาส์กหน้าเกือบหลุด! เพราะภาพบึงเจ้ากรรมมันย้อนกลับมาอีกครั้ง! พอเริ่มหลอนห้องน้ำตัวเอง ฉันเลยรีบแต่งตัวออกไปจ็อกกิ้งตอนเกือบเจ็ดโมงเช้า อากาศยามเช้าเย็นสบาย เสียงนกร้องทำให้รู้สึกเฮลตี้ขึ้นมานิดหนึ่ง… แต่พอวิ่งผ่านน้ำพุหรูหราตรงโซนส่วนกลางของคอนโด เสียงน้ำที่กระทบหินแกรนิตกลับฟังเหมือนเสียงหัวเราะเบา ๆ ชวนขนลุก! ฉันเลยเร่งฝีเท้าหนีมาหลบอยู่ที่คาเฟ่ชั้นล่าง นั่งจิบ Earl Grey ร้อนๆ แก้วโปรดพลางมองวิวผ่านกระจก สูดกลิ่นชาเกรดดีที่หอมกรุ่นในอากาศ… แต่ควันบางเบาที่ลอยขึ้นจากแก้ว กลับขดตัวไปมาจนฉันเผลอนึกถึงหมอกหนาเหนือผิวน้ำที่บึงนั่นอีกจนได้! โอ๊ย! จะอะไรกันนักกันหนา!!! ก็แค่ลงไปหยิบแร่ในบึงแป๊บเดียวก็จบ ไม่เห็นต้องกลัวขนาดนั้นเลย! แต่ฮืออ… ถ้ามันง่ายแบบนั้นก็ดีสิ แค่จินตนาการว่าคืนนี้ต้องเอาตัวลงไปสัมผัสน้ำเน่าๆ นั่น ฉันก็ขนลุกไปถึงหนังหัวแล้ว กลัวจนไม่กล้าปิดไฟ ไม่กล้าแม้แต่จะเดินผ่านกระจกห้องน้ำเพราะกลัวเห็นใครยืนซ้อนข้างหลัง รู้ตัวอีกทีความอ่อนเพลียจากการไม่ได้นอนทั้งคืนก็เล่นงานจนฉันเผลอหลับคาโซฟาห้องนั่งเล่นไป… สะดุ้งตื่นมาอีกทีตอนบ่ายสี่โมงกว่า ๆ ทุกอย่างดูมัวไปหมด ร่างกายมันหนักอึ้งเหมือนถูกสูบพลังออกไปทีละนิด แต่ยังไงก็ต้องไปจูบหมอนั่นอยู่ดี โชคดีอย่างเดียวของวันนี้ คือโซนมีงานด่วนต่อที่สตูฯ เลยไม่มีเวลามาทำหน้ากวนประสาทหรือลีลาท่ามากให้ฉันต้องเสียพลังงานไปมากกว่าเดิม ยิ่งฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีหม่นและพระจันทร์เต็มดวงเริ่มลอยเด่นขึ้น ร่างกายฉันก็ยิ่งเหมือนขี้ผึ้งลนไฟ ขาสั่นจนก้าวไม่ออก หัวเบา… เหมือนจะเป็นลมให้ได้อยู่ทุกเมื่อ จนสุดท้าย…ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป! ฉันลากสังขารตัวเองออกมา แต่ไม่ได้รีบตรงไปที่บึงลูน่า กลับมาหยุดอยู่ที่ Bloom Bar ร้านเหล้าข้างมอแทน ในชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงเชอร์รี่ ผ้ากำมะหยี่เนื้อดีแนบไปกับส่วนเว้าส่วนโค้งทุกส่วน ผมลอนคลายทิ้งตัวลงบนไหล่ กับริมฝีปากแดงอมไวน์ที่สะท้อนแสงไฟในร้าน ... บอกเลยว่าฉันสะกดทุกสายตาตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวขาเข้าไป จะกลัวแค่ไหน…ขนมเค้กก็ต้องสวยไว้ก่อน! “หือออ… อีเค้ก!” เสียงชาแนลแผดดังแข่งกับเสียงเพลงตื๊ดๆ ทันทีที่ฉันเดินมาถึงโต๊ะ “ไม่แซ่บไปหน่อยเหรอวะ สำหรับคนที่กำลังจะลงบึง?” “กูจะเป็นบ้าอยู่แล้วเนี่ย!” ฉันทิ้งตัวนั่งลงพร้อมโวยวายด้วยความอัดอั้น มือเล็กคว้าแก้วน้ำสีเวคคั่มของชาแนลมากระดกรวดเดียวจนหมดเกลี้ยงแบบไม่สนลูกใคร วิธีปลุกความกล้า จะเป็นอะไรไปได้ล่ะ… ถ้าไม่ใช่แอลกอฮอล์! จีนส์หัวเราะเบา ๆ พลางยกแก้วขึ้น “เอาน่า เดี๋ยวพวกกูยืนเฝ้ามึงไง ถ้าเกิดอะไรขึ้น… อีชาแนลจะกระโดดลงไปช่วยมึงเอง!!” “เอ้า! อีบ้า!” เจ้าของชื่อหันขวับไปแทบจะทันที “กูจะลากมึงลงไปด้วยค่ะ! ลงไปพร้อมกันให้หมดนี่แหละ!” “ซึ้งว่ะ… เพื่อนแท้” ฉันส่งสายตาหวานเยิ้ม กะพริบตาปริบๆ ใส่สองเพื่อนซี้แบบโอเวอร์สุดชีวิต “ตอแหลทั้งนั้นค่ะ” ชาแนลเบะปากใส่หนึ่งที ก่อนจะระเบิดหัวเราะคิกคักกับจีนส์จนฉันต้องถลึงตาใส่แรงๆ “แล้วตำรานั่น...” จีนส์เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้นมานิดหนึ่ง พลางกวักมือเรียกพนักงาน “มันบอกว่าให้ลงตอนคืนจันทร์เต็มดวง แต่ไม่ได้บอกปะวะว่าต้องลงกี่โมง?” พูดจบมันก็หันกลับไปสั่งเบียร์เพิ่มอีกทาวเวอร์หน้าตาเฉย เหมือนตั้งใจจะเมาให้กล้ากันไปข้าง ชาแนลขมวดคิ้ว “หรือว่าต้องรอให้พระจันทร์อยู่ตรงหัวเป๊ะๆ แบบใกล้เที่ยงคืนปะ? เน้นความขลังแบบในหนังงี้” “ลงตอนไหนก็ได้มั้ง... แค่พระจันทร์ขึ้นก็น่าจะพอแล้ว” ฉันตอบตามความเข้าใจเบลอๆ ของตัวเอง พลางเหลือบมองแก้วที่ชาแนลกำลังกดเบียร์สีทองจากก๊อกทาวเวอร์ลงไปอย่างตั้งใจ สายน้ำสีเหลืองอำพันพุ่งลงกระทบก้นแก้วจนเกิดฟองสีขาวนวล ฟองเบียร์สีขุ่นค่อยๆ ผุดขึ้นมาทีละชั้น... ปุดๆ ... มันเคลื่อนตัวช้าๆ วนเวียนอยู่ในของเหลวสีเหลืองอำพันนั่นจนดูหนาทึบ … คล้ายผิวน้ำในบึงตอนนั้นเลย เวรเอ๊ย… คิดอีกแล้ว! ……………… ZONE TALKS— 21:48 | Bloom Bar. เสียงหัวเราะเซ็งแซ่กับกลิ่นเบียร์คลุ้งไปทั่วร้าน แสงไฟวอร์มโทนสีส้มอมทองสะท้อนวับแวมบนโต๊ะไม้สีเข้ม วงดนตรีสดกำลังเล่นเพลงแจ๊สช้าๆ เสียงนักร้องหญิงแหบพร่านิดๆ ลอยเคล้ากับจังหวะดนตรีที่ทุ้มต่ำเข้ากับบรรยากาศพอดี หลังจากวางแผนโปรเจกต์ใหม่ที่ห้องสตูฯ เสร็จ ผมกับไอ้พวกเวรสามตัวก็ตรงดิ่งมาเช็กชื่อที่ร้านประจำเหมือนเดิม คืนวันเสาร์แบบนี้จะให้ผมกลับไปนอนอืดดูหนังเหรอ? ไม่มีทาง... จะทำอะไรได้อีก… นอกจาก ล่าเหยื่อ สิครับ “เฮ้ย! นั่นเอพริล ตัวท็อปอักษรปะวะ?” เสียงไอ้ไคน์ดังแทรกเสียงดนตรี พลางพยักพะเยิดไปทางมุมโซฟาริมผนัง ผมกับอีกสองตัวเลยหันไปมองตาม ตรงนั้น… มีสาวสวยในเดรสสีเงินเมทัลลิกนั่งไขว่ห้างโชว์เรียวขาเนียนกริบ เธอไม่ได้มีท่าทีเคอะเขิน แต่กลับเงยหน้าขึ้นสบตาผมตรงๆ ก่อนจะขยับยิ้มบางและยกแก้วขึ้นนิดๆ ... เป็นสัญญาณเชิญชวนที่ชัดเจนจนไม่ต้องเสียเวลาแปลความหมาย “เหอะ เหมือนไอโซนจะได้เหยื่อแล้วโว้ย” ไทก้าแซวเสียงดัง พร้อมหัวเราะอย่างรู้ทัน ผมยกแก้วในมือขึ้นนิดหน่อยเป็นเชิงตอบรับ ยิ้มมุมปากให้พอเป็นพิธีแต่ไม่ได้ขยับตัวลุกไปไหน แค่รอ… เดี๋ยวเหยื่อก็เดินเข้ามาหาเอง “เออ ไอ้เหี้ย จะได้เลิกมโนเรื่องนางฟ้าสักที” ไอ้ไคน์หัวเราะขำ น้ำเสียงกวนประสาทสุดชีวิต “มโนเหี้ยไร พาสาวไปจัดในสตูอยู่เมื่อวาน” ไอ้เพิร์ธพูดเรียบๆ แต่แววตาแม่งมองมาอย่างคาดโทษชัด ผมแค่ยักไหล่แบบไม่หยี่ระ ไม่คิดจะเถียงหรืออธิบายอะไรให้เปลืองน้ำลาย เพราะสาวที่มันว่าก็คือยัยนางฟ้าที่พวกมันคิดว่าผมมโนขึ้นมานั่นแหละ ตั้งแต่วันนั้นที่โรงอาหาร ผมก็ไม่พูดถึงยัยขนมเค้กอีกเลย เพราะพวกมันคิดว่าผมพูดอำเล่น ๆ …แต่ก็ช่างเถอะไว้รอให้เห็นกับตาเอง ตอนนั้นคงได้อ้าปากค้างกันทั้งโต๊ะ ผมคงต้องซ้อมเยาะเย้ยพวกมันไว้ล่วงหน้าซะหน่อยแล้ว ดูก็รู้ว่ายัยนั่นกำลังเล่นตัว แต่เอาเถอะ… ผมเข้าใจได้ นางฟ้าประจำมหา’ ลัยที่เชิดหน้าชูคอ คงไม่อยากให้ผมคิดว่าได้เธอง่าย ๆ หรอก เลยตั้งใจจะปั่นหัวผมด้วยเกมอะไรสักอย่างอยู่แน่ๆ อาจจะคล้ายๆ กับ ทฤษฎี 21 วัน ที่เคยเคยเห็นผ่านตาในเน็ต ที่บอกว่าถ้าทำอะไรซ้ำ ๆ ยี่สิบเอ็ดวัน มันจะติดเป็นนิสัยกลายเป็นความเคยชินอะไรทำนองนั้น เธอคงคิดจะล่อหลอกให้ผมเสพติดจูบเนียนๆ นั่น แล้วพอครบกำหนดก็จะหายไปเพื่อให้ผมเป็นฝ่ายกระวนกระวายวิ่งตามเธอเองงั้นสิ? หึ… แผนสูงใช้ได้ แต่ขอโทษนะขนมเค้ก ถ้าคิดจะใช้เกมกระจอกๆ แบบนี้กับคนอย่างผม… ผมกระดกเบียร์ลงคอรวดเดียว ความร้อนแรงของแอลกอฮอล์แผ่ซ่านไปทั่วอกพอๆ กับความหิวที่เริ่มก่อตัวขึ้นช้าๆ สายตาผมยังคงจ้องนิ่งไปที่ความว่างเปล่าตรงหน้า ราวกับเห็นภาพใบหน้าสวยๆ นั่นซ้อนทับอยู่ ริมฝีปากขยับยิ้มนิดๆ เธอต่างหาก…ที่จะหลงผมจนถอนตัวไม่ขึ้น ปัง! เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหวจนแก้วเบียร์แทบกระเด็น น้ำสีอำพันในแก้วสั่นกระเพื่อมจนกระฉอกโดนมือ ผมสะดุ้งโหยงไปนิดหนึ่ง มาดสุดเท่เกือบพัง ก่อนจะหันขวับไปมองเจ้าของมืออย่างหงุดหงิด “เสียงดังหาพ่อง! ตกใจหมด ไอ้สัส!” ผมโพล่งด่าเสียงต่ำพลางปัดหยดเบียร์ที่กระเด็นโดนมือออก “มึงนั่นแหละไอ้เวร! โดนด่าทำเป็นไม่ได้ยิน!” ไอ้ไคน์ชี้หน้าด่าผมเต็มแรง หน้าตามันมึนเมาปนกวนประสาทชิบหาย “เออ! ห้ามพวกกูพาสาวเข้าสตู แต่ตัวเองเสือกแหกกฎเอง! ไอ้ชาติหมา!” ยังไม่ทันที่ผมจะอ้าปากเถียง ไอ้ไทก้าก็โพล่งขึ้นมาเสริมทัพทันที น้ำเสียงแม่งโคตรสะใจเหมือนรอจังหวะเอาคืนผมมานาน หลังจากนั้นพวกมันสองตัวก็รุมประสานเสียงสาปแช่งผมไม่หยุดจนหูแทบชา ส่วนไอ้เพิร์ธ... ต้นเหตุของเรื่องนี้นั่งกระดิกตีนจิบเบียร์อยู่มุมโต๊ะเงียบๆ ทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวเหมือนคนมีศีลธรรมสูงส่ง ไอเวรขี้ฟ้องเอ๊ย!! แต่ใครจะไปสนใจพวกมันกันล่ะ เพราะตอนนี้… เหยื่อของผมเดินมาแล้ว สาวสวยในเดรสสีเงินเมทัลลิกหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าผม แก้วเบียร์ในมือเธอสะท้อนแสงไฟสีอำพัน ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีแดงสดคลี่ยิ้มหวานหยด เธอเอนตัวเข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำหอมแนวดอกไม้อะไรสักอย่างลอยแตะจมูก “ขอชนแก้วด้วยคน... ได้ไหมคะ?” ผมสบตาเธอนิ่งๆ ก่อนจะค่อยๆ ยกแก้วขึ้นแตะเบาๆ เสียงกระจกกระทบกันดัง กริ๊ก ท่ามกลางเสียงเพลงแจ๊สและแสงไฟสีทองในบาร์ แต่ในจังหวะที่ผมกำลังจะต่อบทสนทนากับคนตรงหน้า สายตาผมกลับเหลือบผ่านไหล่บางของเธอไป... แล้วหยุดค้างอยู่ที่โซนบาร์ด้านใน นั่น… ยัยขนมเค้ก ในชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงเชอร์รี่ที่โคตรจะเด่นจนทุกอย่างรอบตัวเธอดูจืดสนิทไปหมด แสงไฟส้มทองในบาร์ตกกระทบผิวเนียนละเอียดตรงช่วงไหล่และแผ่นหลังที่เปิดโผล่พ้นสายเดี่ยวเส้นเล็กจิ๋ว ผมลอนยาวสีดำทิ้งตัวระข้างแก้มที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ เธอนั่งนิ่งๆ อยู่กับเพื่อนอีกสองคนด้วยท่าทางที่โคตรจะหยิ่งยโส มีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงตัวโต๊ะ โน้มตัวลงไปพยายามจะพูดอะไรบางอย่างกับเธอ ยัยนั่นเพียงแค่ขยับปากตอบกลับไปสั้นๆ ด้วยสีหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก ก่อนที่ไอ้เวรนั่นจะหมุนตัวเดินคอตกออกมา สีหน้าเหมือนโดนตบกลางใจต่อหน้าคนทั้งร้าน หึ… ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสวยชิบหาย ถ้ามาจูบผมเมื่อเย็นในชุดนี้ล่ะก็ สาบานเลยว่าคงไม่ปล่อยให้เธอกลับไปง่ายๆ แน่ แล้วแม่งจะนั่งเชิดหน้าโชว์ตัวอยู่อีกนานไหม? ผู้ชายแทบทั้งร้านจ้องยัยนั่นอย่างกับจะรุมทึ้งด้วยสายตาอยู่แล้ว ตาบอดหรือแกล้งโง่กันแน่วะ ไม่รู้ตัวรึไงว่าตัวเองกำลังเรียกแขกขนาดไหน “คืนนี้เอพริลยังไม่อยากกลับเลย... เราไปหาที่เงียบกว่านี้คุยกันต่อดีไหมคะ?” เสียงหวานของสาวเดรสเงินดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับสัมผัสแผ่วเบาที่ต้นแขน แต่ผมแทบไม่ได้ยิน เพราะสายตายังไม่ยอมละจากร่างในชุดแดงเชอร์รี่นั่นเลย จนกระทั่งรู้สึกถึงแรงสะกิดเบาๆ จากไอ้ไคน์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมถึงได้ดึงสายตากลับมามองคนข้างตัว ผมหันไปยกแก้วขึ้นชนกับเธออีกครั้งด้วยท่าทางนิ่งขรึม ก่อนจะขยับยิ้มนิดๆ ที่มุมปาก “คืนนี้ผมมีธุระสำคัญนิดหน่อยที่ต้องไปจัดการ...” ผมโน้มหน้าเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมของเธอ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มพร่าชิดใบหูหญิงตรงหน้าอย่างจงใจ “ไว้ครั้งหน้า… ผมจะชดเชยให้ด้วยการคุยกับคุณทั้งคืนเลยครับ” พูดจบผมก็คว้ากุญแจรถบนโต๊ะ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะเดินออกมาโดยไม่หันกลับไปมองสีหน้าของคนข้างหลังเลยสักนิด เสียงโวยวายด่าทอของไอ้เพื่อนเวรสามตัวดังไล่หลังมาตามระเบียบ แต่ตอนนี้หูผมมันดับไปแล้ว ถึงจะเสียดายที่ต้องปล่อยเหยื่อเดรสเงินไป แต่ทำยังไงได้ ในเมื่อคนในชุดแดงเชอร์รี่นั่นดันลุกเดินออกจากร้านไปก่อนแล้ว จะพลาดธุระสำคัญแบบนั้นไปได้ยังไงกัน ………… “พร้อมลงบึงยังคะ อีเค้ก!” ผมหยุดเท้าแทบจะทันที ตอนแรกก็แค่คิดจะเดินตามไปแหย่เธอสักคำสองคำ ให้หงุดหงิดเล่น ๆ ก็เท่านั้นเอง แต่แทนที่จะก้าวเข้าไปหาเหมือนที่ตั้งใจไว้ ผมกลับขยับตัวหลบเข้ามุมมืดหลังเสาปูนแถวนั้นเฉยเลย ทั้งที่ปกติผมไม่ใช่พวกชอบเสือกเรื่องคนอื่นด้วยซ้ำ อาจเพราะคำว่า “บึง” มันสะกิดหูเข้าเต็ม ๆ หรือไม่ก็เพราะน้ำเสียงสั่นเครือของยัยตัวแสบที่ตอบเพื่อนกลับมา... “พร้อม!… ก็เหี้ยละ ฮืออ พวกมึงอย่าทิ้งกูนะ!” “เออออ กูเช็กในเน็ตมาให้แล้ว บึงนั่นน้ำไม่ได้ลึกมาก มึงแค่ลงไปเอาแป๊บเดียวก็เสร็จแล้วน่า” เสียงเพื่อนอีกคนดังแทรกขึ้นมา น้ำเสียงดูจริงจังและพยายามปลอบใจสุดชีวิต “วันนี้กูหลอนบึงนั่นทั้งวันเลยนะ ทั้งสกปรก ทั้งโครตเหม็น! ขนาดยังไม่ได้ลงกูก็จะอ้วกแล้ว!” ยัยเดรสแดงโวยกลับ เสียงเธอทั้งหงุดหงิดทั้งหวาดระแวงจนดูน่าสงสาร บึง? สกปรก? เหม็น? แค่คีย์เวิร์ดไม่กี่คำ ก็รู้เลยว่ากำลังพูดถึงบึงเดียวกับที่ผมไปด้วยวันนั้นแน่ ๆ แต่… เธอคิดจะลงไปในบึงนั่นเหรอ? ทำของสำคัญอะไรหล่นลงไปวะ ถึงขนาดต้องลงไปงมเองกลางดึก จ้างคนมางมให้ก็จบแล้วไหม เพี้ยนชิบหาย... “อย่ากรี๊ดเชียวนะอีบ้า! เดี๋ยวตอนมึงไปเปลี่ยนชุด กูกับอีจีนส์จะไปซื้อน้ำมารออาบให้มึงข้างบึงเลย โอเคยัง!” “ฮืออ กูกลัวผี! ถ้าผีมันลากกูลงไปเฝ้าบึงจะทำยังไงเล่า!” “มึงไปจูบมาแล้วไม่เป็นไรหรอกน่า หรือจะไปจูบอีกรอบให้ชัวร์ ๆ?” “มึงจะบ้าหรอ!!” จูบ…? ผมชะงักกึก คิ้วขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นโบว์ ยัยนั่นกำลังพูดถึงเรื่องที่จูบผมอยู่รึเปล่า? แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับบึง? เกี่ยวอะไรกับกลัวผี? นี่ผมกำลังฟังเรื่องสยองขวัญ หรือเรื่องตลกปัญญาอ่อนอะไรอยู่กันแน่วะเนี่ย... บึง? ผี? จูบ? งงฉิบหาย แต่ที่ประหลาดกว่าทุกอย่างคือ ตอนนี้ผมเสือกขับรถตามเธอออกมาแล้ว“อีชาแนล! มึงถือไฟฉายนิ่ง ๆ หน่อยดิวะ กูตาลายไปหมดแล้ว!”ทันทีที่ผมก้าวเท้าลงจากรถ เสียงโวยวายของเพื่อนยัยตัวแสบก็ดังลอยมาตามลมแรงๆ ทำเอาผมชะงักไปนิด บรรยากาศรอบตัวตอนนี้แม่งโคตรวังเวง มีแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรที่ดังแข่งกับเสียงแหลมๆ นั่น“ก็กูกลัวอะ!” เจ้าของชื่อตอบเสียงแหลมปรี๊ดกลับไป“ในตำรามันบอกให้จุดเทียนใต้เจดีย์… คือวางรอบ ๆ หรือกองรวมไว้ที่เดียววะ?” ตามมาด้วยเสียงคุ้นหูของยัยตัวแสบว่าแต่… เทียน?ผมขมวดคิ้วมุ่นทันทีขณะค่อยๆ ย่องก้าวเข้าไปอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมดันจอดรถแอบไว้ไกลไปหน่อย เพราะกลัวแสงสะท้อนหรือเสียงปิดประตูจะสะกิดให้พวกเธอรู้ตัว ผลคือตอนนี้ผมเลยต้องสวมบทนินจาจำเป็น ย่องผ่านพงหญ้ารกๆ และกิ่งไม้หนามที่คอยจะเกี่ยวเสื้ออยู่ตลอดเวลาเชี่ยเอ๊ย… อย่างกับพวกถ้ำมอง!คนหล่อเท่ระดับ โซน คีรินทร์ ต้องมาตกต่ำถึงขั้นมายืนย่อตัวหลบหลังต้นตะเคียนกลางป่าแบบนี้เลยเหรอวะ!?“ในกระทู้บอกให้จุดรอบ ๆ มึงปักเทียนก่อนฝั่งนั้น เดี๋ยวฝั่งนี้กูช่วยปัก แล้วค่อยไล่จุดทีเดียว”“เออๆ ชาแนล มึงส่องไฟต่ำลงหน่อยดิ๊!”“อีเค้ก หลอนกว่าบึงอีก!!”แม่ง… ทำอะไรกันวะ!?ผมค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้ก
วันเสาร์…@มหาวิทยาลัยวาเลนทิรา09:44 | ตึกคณะนิเทศฯเมื่อวันเสาร์มาเยือน…แน่นอนว่าขนมเค้กก็ต้องสะเทือนอีกตามเคยตอนนี้ฉันกำลังก้าวฉับๆ ไปที่ห้องสตูฯ 004 ตามนัดประชุมของเพิร์ธ ในชุดเซ็ตสีเขียวมะกอกโทนพิสตาชิโอที่แค่สวมอยู่บนตัวก็เหมือนมีป้ายของแพงลอยอยู่เหนือหัวกระดุมทองเรียงกลางตัวสะท้อนแสงบ่ายจากกระจกอาคาร ส่วนชายเสื้อครอปที่ปลิวตามลมเบา ๆ ก็ช่วยเผยเอวบอบบางแค่นิด ๆ พอกรุบกริบผมยาวสลวยที่ดูแลมาอย่างดีถูกปล่อยลงถึงเอว กับรองเท้าส้นตึกที่ช่วยเสริมลุคให้ดูสูงโปร่งขึ้นอีกนิดเรียกได้ว่าสวย เริ่ด ไฮแฟชึ่น สมกับเป็นขนมเค้กเวอร์ชันพร้อมลุยงาน!แต่หัวใจดวงน้อยดันลอยไปอยู่ที่…เจดีย์เลือดบ้า ๆ นั่นแทน!อุตส่าห์เลือกชุดสีเขียว เพราะไม่อยากคิดถึงอะไรแดง ๆ แล้วเชียว งานวิจัยยังบอกเลยนะ ว่าสีเขียวช่วยให้ใจสงบ…แต่ไม่ช่วยเลย!!ในหัวมีแต่คำว่า เลือด! เลือด! เลือด! เต็มไปหมด!!เมื่อคืนก็ไม่ต้องพูดถึง…ฉันนอนพลิกไปพลิกมาแทบทั้งคืนตามสเต็ปประจำวันเสาร์แต่คราวนี้อย่างน้อยก็ไม่ต้องช็อปของอลังการเหมือนตอนลงบึง ของที่เตรียมมีแค่ เทียนไข ไฟแช็ก สำลีหนึ่งห่อ แอลกอฮอล์ล้างแผล แล้วก็…มีดกันคิ้วตอนแรกฉัน
ผมโน้มเข้าใกล้ช้า ๆ ปลายนิ้วแตะท้ายทอยเธอเบา ๆ รั้งให้หันกลับมา“ทำอะไรของนาย!” เสียงหวานหลุดออกมาทันทีที่ถูกดึงเข้าใกล้ น้ำเสียงหงุดหงิดปนตกใจ แต่ตานี่…เขียวปั๊ดเลย“…” ผมไม่ตอบ แค่ปล่อยให้สายตาไล่ตามริมฝีปากที่ขยับพูดนั่น“อย่ามาจับ!”แม่ง… เหวี่ยงชิบ!“…อยากจูบ”“อะ…อะไรของนาย! วันนี้ก็จูบไปแล้วไง!”เธอรีบเบือนหน้าหนีทันที แต่ยังไม่ทันจะได้พ้นระยะ มือหนาของผมก็รั้งท้ายทอยเธอไว้แน่นกว่าเดิม ดวงตากลมโตนั่นเบิกกว้างขึ้นเมื่อผมโน้มตัวเข้าใกล้จนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่เซน“ไม่ใช่จูบแบบนั้น…” ผมยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เสียงต่ำลงช้า ๆ“หมายถึง… จูบแบบ จูบจริง ๆ”“ก็ไปจูบกับคนอื่นสิ! ฉันไม่ถือ!” ยัยนี่ยกมือกอดอก พูดหน้าตาเฉยทั้งที่ยังโดนผมจับท้ายทอยไว้อยู่“ในดีลก็ไม่ได้ห้ามให้นายไปจ้ำจี้หรือจูบกับใครสักหน่อยนี่!”“จ้ำจี้?” ผมทวนคำนั้นพลางเลิกคิ้ว ถ้าหลุดมาจากปากผู้หญิงคนอื่นคงเฉยๆ แต่พอออกจากปากยัยนี่ที่เชิดหน้าพูด บอกเลย… โคตรพิลึก“ก็ใช่น่ะสิ! จะไปทำกับใครก็เชิญเลย!”“ฉันไม่เคยจูบใคร” ผมพูดเรียบ ๆ แต่แววตายังจับอยู่ที่ริมฝีปากชมพูนั่นไม่ละ“เธอมาขโมยจูบก่อน… ก็ต้องรับผิดชอบสิ”“โอ๊ย! ใ
ฉันยังใจสั่นไม่หายตั้งแต่ฟังเรื่องสยองนั่น บอกตัวเองว่า ‘ไม่กลัว ๆ’ ไปเป็นร้อยล้านรอบ แต่ในหัวเจ้ากรรมกลับดันจินตนาการภาพผู้หญิงอมเทียนนั่งขดตัวหัวโขกผนังไห น้ำตาไหลเป็นเลือดไม่หยุดไม่หย่อนขึ้นมาซะอย่างนั้น!สุดท้ายเลยแย่งบทโชเฟอร์ แล้วเหยียบคันเร่งพาน้องสเตลล่าพุ่งกลับมหา’ลัยแทบจะล้อไม่ติดพื้นไม่ดงไม่ดูมันแล้ว! เจดีย์บ้าอะไรนั่น!! เอาเวลาไปมาส์กหน้ายังดีซะกว่า!!แต่ฮืออ… ยังไงวันเสาร์ก็ต้องไปอยู่ดีนี่สิครั้งที่แล้วเกือบถูกดึงลงบึง ครั้งนี้ถ้าโดนดึงลงไหจะหนียังไงล่ะ ขนมเค้กก็กลัวเป็นนะ!ฉันจอดเจ้าสเตลล่าไว้ตรงที่ประจำในลานจอดใต้ตึกคณะ สองเพื่อนเลิฟแยกย้ายกลับบ้านกันไปหมดแล้ว เหลือแต่ฉันคนเดียวที่ต้องนั่งแกร่วอยู่ในรถเพื่อรอชายหนุ่มผู้มีหน้าที่… จุมพิตโว้ย! อย่างกับเป็นสโนว์ไวท์ ถ้าไม่โดนจูบก็ต้องตาย!ต่างกันแค่อย่างเดียวที่ฉันไม่มีเจ้าชายสุดเพอร์เฟ็กต์! มีแต่ไอ้คนกวนประสาทหลงตัวเองนั่นแหละ! น่าหงุดหงิดที่สุดเลย!ยังไม่ทันขาดคำ ร่างสูงที่ฉันกำลังบ่นถึงก็เดินออกมาจากตึกคณะพอดีเขายกมือเสยผมเหมือนทุกที แต่วันนี้กลับดูอึน ๆ แปลกไปนิด ไม่ได้ยักคิ้วหรือทำหน้าชื่นมื่นอย่างเคย แค่เดินมาห
KANOMCAKE TALK—14:12 | วันพฤหัสฯหลังวันประชุมโปรเจกต์ที่แสนจะประสาทเสียวันนั้น ทุกอย่างก็ยังนิ่งสนิทเหมือนน้ำในบึงลูนา ไม่มีอะไรคืบหน้าเพิ่มเลยนอกจากไลน์กลุ่มที่เพิร์ธสร้างไว้ ชื่อโคตรจะเรียบว่า Valen tourมีอยู่แค่ข้อความเดียวที่เขาพิมพ์หลังประชุมว่า ‘ขอเคลียร์โปรเจกต์เก่าก่อนนะครับ นัดประชุมอีกทีวันเสาร์ สิบโมง ที่ห้องสตูฯ004’ ก็ห้องเดียวกับที่ฉันเคยไปหาโซนนั่นแหละจากนั้นทั้งทีมก็หมกตัวอยู่ในนั้นกันหมด ทำให้จากที่ปกติฉันต้องเป็นฝ่ายขึ้นไปจูบเขาถึงถิ่น คราวนี้เลยต้องเปลี่ยนมานั่งรอให้หมอนั่นลงมาเสิร์ฟจูบเหมือนบ๋อยเสิร์ฟอาหาร อยู่ในน้องสเตลล่ารถหรูสุดที่รักของฉันที่ลานจอดคณะทุกเย็นแทนซึ่งขอบอกเลยว่า… โคตรทุเรศ!แต่ก็เริ่มทำใจได้แล้ว…ซะที่ไหนกันล่ะ! หงุดหงิดกับคำสาปบ้านี่จะตายชักอยู่แล้วนะ!!ช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้ฉันกับสองเพื่อนสุดเลิฟกำลังมุ่งหน้าไปเจดีย์เลือดฝังตามพิกัดที่จีนส์ปักไว้ใน GPS โดยมีมันเองนั่นแหละรับบทเป็นโชเฟอร์ของวันนี้แต่เจ้าตัวดันเลี้ยวผิดทางไปหกเจ็ดรอบเต็ม ๆ กว่าจะขับเข้ามาถูก ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกเพราะทางมันอย่างกับเขาวงกตพอเริ่มขับลึกเข้ามา ถนนลาดยางก็เปลี่ยนเ
KANOMCAKE TALKS—วันถัดมา…@มหาวิทยาลัยวาเลนทิรา12:48 | ห้องประชุมหลังเรียนคลาสเช้าเสร็จ ฉันก็แยกกับชาแนลและจีนส์เพื่อมาประชุมกับทีมงานโปรเจกต์ Valentira Campus Tour ตามที่อาจารย์นัดไว้มือเล็กผลักประตูห้องเข้าไปเบา ๆ แกร๊ก—แล้วก็เท่านั้นแหละ… ขาเจ้ากรรมถึงกับชะงักคาที่โต๊ะประชุมยาวกลางห้องมีอาจารย์สองคนกับนักศึกษาชายสี่คนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว และใช่ค่ะ… หนึ่งในนั้นคือ หมอนั่น!สายตาคมกริบคู่นั้นเหลือบมามองฉันช้าๆ ก่อนจะยกยิ้มมุมปาก เขาดูไม่แปลกใจเลยแม้แต่นิดที่เห็นฉันโผล่มา แถมสีหน้ายังชื่นมื่นเหมือนคนเพิ่งถูกหวยตรงกับทะเบียนรถตัวเองเมื่อเช้าอีกต่างหากมานั่งทำบ้าอะไรที่นี่วะ!?“อ๊ะ มาพอดีเลย คุณขนมเค้ก”เสียงอาจารย์ผู้หญิงดังขึ้น ทำให้ฉันต้องรีบหันกลับไป ยกมือไหว้อาจารย์ทั้งสองแทบไม่ทัน“เชิญนั่งก่อนค่ะ อันนี้ทีมโปรดักชัน จะได้ทำความรู้จักกันไว้”ทีมโปรดักชัน…!?ฉันเหลือบตาไปมองอีกที พอเห็นหน้าหมอนั่นก็ถึงกับต้องกัดปากแน่นยังมีหน้ามายักคิ้วให้ฉันหนึ่งทีอีก! ดูจากท่าทางก็รู้เลยว่ารู้อยู่แล้วแน่ ๆ! นี่มันตั้งใจกวนประสาทกันสุดชีวิต!โอ๊ย… แค่เจอทุกเย็นก็จะเป็นบ้า! แบบนี้ต้องเจอบ่
KANOMCAKE TALKS—วันต่อมา…@มหาวิทยาลัยวาเลนทิรา08:35 | Event Hall เมื่อวานหลังจากปิดดีลบ้าบอนั่นเสร็จ ฉันก็รีบเผ่นออกจากคอนโดทันที เหยียบคันเร่งพาน้องสเตลล่าขับวนเล่นสวยๆ รับลมริมถนนอยู่เกือบชั่วโมง จนแน่ใจว่าหมอนั่นเข้าห้องไปแล้วจริงๆ ถึงได้ค่อยๆ ย่องกลับเข้ามาทีหลังเรื่องอะไรจะยอมให้เขารู้ล่ะ
เพราะความตกใจปนโล่งใจหรืออะไรก็ไม่รู้…ฉันเผลอจูบเขาค้างอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ผละออกทันทีเหมือนที่ควรทำ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของเขาที่รดรินอยู่บนผิวแก้มกลิ่นบุหรี่เจือมินต์อ่อนๆ ที่ลอยวนเข้ามาในจมูกมันทำให้สมองฉันเบลอไปชั่วขณะจะว่าไป…ปากเขาก็นิ่มกว่าที่คิดแฮะ…เวรเอ๊ย! คิดบ้าอะไรเนี่ย!สติที่
16:55 | ลานจอดรถคณะนิเทศฯตอนนี้ฉันนั่งอยู่ในเจ้าสเตลล่าลูกรักสายตาจ้องไม่กะพริบไปยังมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันโตสีดำสนิทที่จอดอยู่ไม่ไกลใช่ค่ะ... ฉันมาซุ่มดักรอเขาอยู่ตรงนี้เกือบชั่วโมงแล้ว!ทั้งที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเพิ่งเชิดหน้าประกาศกร้าวกับเพื่อนซี้ว่าจะไม่มีวันลดตัวไปขอคอนแท็กต์หมอนั่นเด็ดขา
12:15 | โรงอาหารคณะนิเทศฯ“เฮ้ยยย! อิงค์ส่งมาแล้ว!”เสียงจีนส์ดังลั่นกลางโรงอาหารที่ผู้คนกำลังพลุกพล่าน ฉันที่เพิ่งอ้าปากจะตักข้าวกะเพราไข่ดาวคำสุดท้ายเข้าปากถึงกับสะดุ้งโหยงจนเกือบทำช้อนหล่น ไม่พูดเปล่า... ยัยเพื่อนตัวดีนี่ยังตบโต๊ะรัวๆ จนกลุ่มเด็กโต๊ะข้างๆ หันพรึ่บมามองกันเป็นแถว!“กูส่งเข้าไลน์ก