Masukเป็นเธอเองที่โง่งมนำพาคนเช่นนั้นมาไว้ข้างกายจนทำให้พี่ชายต้องจบชีวิตลงทั้งที่อายุยังน้อย เมื่อได้รับโอกาสให้กลับมาแก้ไขสิ่งผิดพลาด ‘ความโง่งม’ เช่นวันนั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก
Lihat lebih banyakช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองของวันสิ้นปี ทำให้ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยการตกแต่งประดับประดาด้วยโคมไฟสีสันสดใส ที่มักเขียนถ้อยคำมงคลเอาไว้คล้ายกับต้องการจะสื่อถึงความมงคลของชีวิตเมื่อยามต้องก้าวผ่านคืนนี้ไป
ท่ามกลางสายลมเย็นพัดผ่านบนตึกสูงราวสิบห้าชั้น ปรากฏร่างของหญิงสาววัยยี่สิบเอ็ดปีนามว่า จ้าวเยี่ยนหลิง สองเท้าเปล่าเปลือยพาเอาร่างกายอ่อนแรงวิ่งขึ้นมาจากชั้นสามของโรงแรมชื่อดังจนมาหยุดอยู่บนชั้นดาดฟ้าที่ไร้ซึ่งผู้คน
นัยน์ตาสีน้ำตาลกวาดมองไปยังรอบกายอย่างไร้จุดหมาย รอยแตกที่มุมปากมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวด ยามนี้หญิงสาวต้องหาทางรอดให้กับตนเองเสียก่อน บาดแผลเพียงเล็กน้อยหาได้สำคัญแต่อย่างใดหากเทียบกับสิ่งที่ตนเองกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
เสียงฝีเท้าหนักของชายวัยฉกรรจ์สองคนยังคงดังไล่หลังจ้าวเยี่ยนหลิงมาเรื่อย ๆ และใกล้เข้ามาทุกชั่วขณะ
มือเล็กเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสกปรก มันเริ่มแห้งกรังติดตามผิวเนื้อ แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวกลับไม่ได้สนใจนัก ร่างกายเหนื่อยหอบก้าวถอยหลังอย่างไม่หยุดพัก นัยน์ตาอ่อนล้าสอดส่ายหาทางรอดรอบกายอย่างมีความหวังแต่กลับไม่พบแม้แต่หนทางเดียว
บนดาดฟ้าแห่งนี้เป็นเพียงพื้นที่โล่ง ว่างเปล่าและร้างผู้คน ขณะที่ตรงหน้าของจ้าวเยี่ยนหลิงกำลังเผชิญอยู่กับชายฉกรรจ์ที่หมายจะเอาชีวิตของเธอ โชคชะตาราวกับกำลังบีบบังคับให้เธอเลือกวิธีการจากโลกนี้ด้วยตนเอง
ยืนรออยู่ตรงนี้ก็ตาย แต่หากกระโดดลงไปด้านล่าง ความสูงสิบห้าชั้นของตึกนี้ไม่อาจกล่าวได้เลยว่าเธอจะสามารถมีชีวิตรอดปลอดภัยได้
เพียงเสี้ยวอึดใจสิ่งที่จ้าวเยี่ยนหลิงไม่อยากให้เกิดขึ้นก็ปรากฏตรงหน้าเสียแล้ว ในยามนี้มีชายวัยฉกรรจ์รูปร่างกำยำที่วิ่งไล่ตามเธอมาจนพบ พวกเขายืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว หน้าตาของแต่ละคนไม่ได้เป็นมิตรกับเธอนัก ทั้งสายตายังจับจ้องมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้ออย่างไรอย่างนั้น
จ้าวเยี่ยนหลิงก้าวถอยหลังไปจนสุดทาง ต้นขาสัมผัสได้ถึงขอบระเบียบที่กั้นเอาไว้ระหว่างด้านบนของดาดฟ้าและด้านล่างของพื้นที่ว่างเปล่า ท้ายที่สุดเมื่อถึงทางตันร่างบอบบางจึงทำได้เพียงหยุดเท้าที่ไร้สิ่งห่อหุ้มเอาไว้เพียงเท่านั้น แล้วจ้องมองคนที่กำลังเดินเข้ามาห่างเธอด้วยแววตาอาฆาตแค้น
ความแค้นของจ้าวเหยียนหลิงที่มีต่อชายสองคนตรงหน้านั้นนับเป็นเพียงเศษเสี้ยวน้อยนิด หากให้เทียบกับความแค้นที่หญิงสาวมีต่อพี่สะใภ้คนนั้น…
ย้อนกลับไปเมื่อวานนี้ สำหรับตระกูลจ้าวนับเป็นงานสังสรรค์งานแรกที่เกิดขึ้นหลังจากที่พี่ชายของเธอได้เสียชีวิตลง ก่อนที่จะหมดลมหายใจ จ้าวฉงซาน เริ่มร่างกายอ่อนแอทั้งที่เป็นชายชาติทหาร ตลอดทั้งชีวิตเจ็บป่วยแทบนับครั้งได้ แต่กลับล้มป่วยอย่างไร้สาเหตุและจากไปอย่างสงบเมื่อเกือบสองปีก่อน
ในบ้านตระกูลจ้าวจึงเหลือเพียงจ้าวเยี่ยนหลิงผู้เป็นน้องสาวและพี่สะใภ้ซึ่งเดิมทีก็เคยเป็นเพื่อนที่เรียนมัธยมปลายมาด้วยกัน ด้วยความหัวอ่อนและไม่ทันคนของจ้าวเยี่ยนหลิงในยามนั้น เธอไม่เคยระแวงหรือสงสัยในตัวพี่สะใภ้คนนี้แม้แต่น้อย จนถึงตอนที่พี่ชายจากไปก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่าสาเหตุมาจากการถูก ‘วางยา’ มาเป็นเวลานาน
หากถามว่าเรื่องนี้จ้าวเยี่ยนหลิงรู้ได้อย่างไร ก็คงต้องขอบคุณพี่สะใภ้ผู้แสนดีอย่าง เฉินซื่ออิง ที่ชี้ทางสว่างให้กับเธอเมื่อวานนี้นั่นเอง ซึ่งเฉินซื่ออิงไม่ได้วางยาเพียงแค่สามีตนเองเท่านั้น แต่รวมถึงน้องสาวของสามีด้วย
ช่วงสายของเมื่อวานขณะที่จ้าวเยี่ยนหลิงกำลังแต่งตัวเพื่อไปร่วมงานสังสรรค์ภายในของบรรดาเครือญาติสกุลจ้าวสายหลักและสายรอง พี่สะใภ้ที่เธอรักใคร่และไว้ใจไม่แพ้คนเป็นพี่ชายที่จากไปเดินเข้ามาในห้องเธอพร้อมกับชาดอกโม่ลี่ฮวาแก้วหนึ่ง
จ้าวเยี่ยนหลิงยกชาขึ้นดื่มจนหมดแก้วโดยไม่ลืมกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายอย่างเช่นปกติ ก่อนจะรู้สึกมึนศีรษะและวิงเวียนจนไม่อาจยืนทรงตัวอยู่ได้
อาการเช่นนี้ต่อให้เป็นคนโง่งมเพียงใดก็ย่อมรู้ได้ว่าโดนวางยา เพียงแต่ยานี้จะส่งผลอย่างไรต่อไป จ้าวเยี่ยนหลิงก็สุดจะคาดเดาได้อีก ร่างบอบบางหายใจเข้าออกอย่างยากลำบาก เอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนแรง พยายามฝืนตนเองให้มีสติ คิ้วเรียวขมวดมุ่น พลันจดจ้องไปทางพี่สะใภ้อย่างไม่เข้าใจ
เฉินซื่ออิงขยับใบหน้าเข้าไปใกล้น้องสาวของสามี เมื่อเห็นความพยายามในการต่อต้านฤทธิ์ยาก็เผยรอยยิ้มเยาะหยันออกมา
“สงสัยหรือ? ก็เพียงแค่ยานอนหลับชนิดแรงกว่าทั่วไปน่ะ”
“ทำไมถึง…”ถึงอีกฝ่ายจะอธิบายแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีอีกหลายอย่างที่จ้าวเยี่ยนหลิงไม่เข้าใจ หญิงสาวต้องการจะพูดให้ยาวกว่านี้ แต่ทว่าสติที่มีนั้นเลือนรางจนสายตาพร่ามัวไปหมด ร่างทั้งร่างแม้จะฝืนตนเองเพียงใด เธอย่อมรู้ดีว่าคงอดทนต่อฤทธิ์ยาได้อีกไม่นานนัก
เสียงหัวเราะเยาะของเฉินซื่ออิงดังก้องภายในห้องนอนหรูหราของคุณหนูตระกูลจ้าว นี่อาจจะเป็นอีกเรื่องที่เธอรู้สึกอิจฉาอีกฝ่ายเป็นอย่างมาก ชีวิตที่เพรียบพร้อมราวกับเจ้าหญิงเช่นนี้เหตุใดจึงไม่เป็นของเธอ แต่กลับเป็นของจ้าวเยี่ยนหลิง หญิงสาวที่แสนโง่งมและหัวอ่อนตรงหน้า
ผมที่ถูกมัดเอาไว้และผูกด้วยผ้าผูกผมราคาแพงถูกมือหนึ่งจิกอย่างแรงจนใบหน้างดงามทว่าดูอ่อนแรงนั้นเชิดขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ก็คง…เพราะชีวิตของแกมันสุขสบายเกินไปอย่างไรล่ะ”น้ำเสียงกระแทกกระทั้นนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกเกลียดชังที่อัดแน่นอยู่ภายในมาหลายปี
ตั้งแต่ได้พบจ้าวเยี่ยนหลิงในครั้งแรกที่หน้าโรงเรียน ภาพของเด็กหญิงในชุดนักเรียนเรียบร้อย ทั้งที่ก็เป็นชุดแบบเดียวกันกับนักเรียนหลายคนที่อยู่บริเวณนั้น แต่รัศมีบางอย่างรอบตัวของจ้าวเยี่ยนหลิงนั้นบ่งบอกว่าเธอคือคุณหนูจากตระกูลใหญ่และร่ำรวยไม่เบา
ทำให้จ้าวเยี่ยนหลิงเป็นเด็กสาวที่ได้รับความสนใจจากทุกคนโดยรอบ และทุกคนอยากเป็นเพื่อนกับเธอ ยกเว้นก็แต่เฉินซื่ออิงที่เข้าหาเธอด้วยเหตุผลอื่น
เดิมทีการมีพ่อแม่ที่แต่งตัวอย่างผู้ดีสวมใส่เครื่องประดับราคาแพงและขับรถยนต์มาส่งทุกวันก็เป็นที่น่าอิจฉามาพออยู่แล้ว แต่จนแล้วจนรอดเมื่อสิ้นพ่อแม่ ก็ยังมีพี่ชายในชุดทหารยศสูงขับรถมาส่งในทุกวัน ยังไม่นับรวมการใช้ของมีค่าราคาแพง และการเลี้ยงข้าว เลี้ยงขนมเพื่อนจนเป็นเรื่องปกติ
เรียกได้ว่าชีวิตของคุณหนูจ้าวนั้นร่ำรวยและสุขสบายมาก และดูเหมือนจะมากเกินไปจนเฉินซื่ออิงอยากจะแย่งชิงมาเป็นของตนเอง
“เดินทางมาที่นี่ทุกเดือนไม่เหนื่อยหรือ? ครั้งหน้าให้พวกเราไปหาเธอบ้างก็ได้นะเยี่ยนหลิง”หวงซูเยี่ยนเอ่ยถามพลางทอดมองสหายด้วยแววตาห่วงใยตั้งแต่คลอดลูกชายหวงซูเยี่ยนก็ตัดสินใจลาออกจากการเป็นครูในโรงเรียนประถม และเพื่อให้มีเวลาอยู่กับลูกชายและยายมากขึ้นจึงหันมาทำงานที่โรงเรียนกวดวิชาเพียงอย่างเดียวเท่านั้นในแต่ละวันเพียงแค่เข้าไปดูงานเอกสารและสอนหนังสืออีกเพียงแค่สองถึงสามชั่วโมงเท่านั้น อีกอย่างตอนนี้ลูกชายของเธอก็เติบโตจนเข้าโรงเรียนแล้ว หากเทียบกับเยี่ยนหลิงแล้วตนเองยังนับว่ามีเวลาว่างมากกว่า จะเดินทางไปกลับมณฑลทางใต้เดือนละสามสี่ครั้งก็ยังได้ทว่าเมื่อจ้าวเยี่ยนหลิงได้ยินส่ายหน้าไปมาช้า ๆ ก่อนจะหันมาตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องหรอก ฉันต้องมาดูร้านฟางซินกับโรงงานอยู่แล้ว ถือโอกาสพาเด็ก ๆ มาวิ่งเล่นด้วยกันเสียเลยจะได้สนิทสนมกันเอาไว้”และคำตอบของสหายก็ทำให้หวงซูเยี่ยนอดนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาไม่ได้ สาเหตุที่ทำให้เราสองคนมีลูกได้เพียงเท่านี้ก็คงไม่พ้นข้อบังคับของทางการที่มีจุดประสงค์เพื่อจำกัดจำนวนประชากรในประเทศซึ่งก็มีหลายคร
ในวันถัดมาครอบครัวเล็ก ๆ ของจ้าวเยี่ยนหลิงเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเดินทางกลับบ้านสกุลจ้าว แต่หากจะเรียกว่าเช้าตรู่ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะกว่าที่สองย่าหลานจะร่ำลากันเสร็จเวลาก็ล่วงเลยไปเกือบเจ็ดโมงเช้าแล้วหยางถิงเฟิงพาภรรยาและลูกชายมาถึงบ้านสกุลจ้าวในเวลาบ่ายคล้อย พอดีกับที่บริเวณลานด้านหน้าบ้านกำลังจัดเตรียมงานเลี้ยงภายในครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกลงมาจากรถยนต์พร้อมกับของฝากจากทางใต้เต็มสองมือ ก่อนจะยื่นส่งให้กับแม่บ้านที่รับเพิ่มเข้ามาใหม่เมื่อไม่นานมานี้รับไป ก่อนหน้านี้เพราะจ้าวเยี่ยนหลิงพาป้าหนิงหวงไปอยู่ด้วยเพื่อดูแลบ้านที่ตนซื้อเอาไว้ ป้าอันฉีอยู่ที่นี่ก็อายุมากแล้ว กอปรกับมีคุณชายน้อยเพิ่มขึ้นมา ทำให้ที่บ้านสกุลจ้าวจำต้องรับพี่เลี้ยงและแม่บ้านเพิ่มเพื่อช่วยกันแบ่งเบาภาระงานในแต่ละวัน“ซูเยี่ยน… โอ๊ะ! พี่สะใภ้ ฉันมาแล้ว!!”เสียงใสเอ่ยเรียกพี่สะใภ้ก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดร่างเล็กกว่าเอาไว้ด้วยความคิดถึงแม้ก่อนหน้านี้จ้าวเยี่ยนหลิงมักจะหยอกล้อกับพี่ใหญ่เรื่องที่เธอจะฝึกเรียกขานสหายว่าพี่สะใภ้เอาไว้อย่างไร แต่ทว่าพอถึงตอนที่ซูเ
ว่าจบก็บดจูบกลีบปากอิ่มอีกครั้งอย่างเร่าร้อน ก่อนจะดันร่างสมส่วนให้หันหน้าเข้ากระจก สวมกอดร่างนวลเนียนของภรรยาอย่างรักใคร่ นัยน์ตาคมกริบทอดมองเงาสะท้อนของชายหญิงที่กำลังเปลือยเปล่าแนบชิดกันด้วยหัวใจเต้นแรง“ขอบคุณครับภรรยา”เสียงแหบพร่ากล่าวกระซิบแผ่วข้างใบหูขาว ก่อนจูบซับไปตามลำคอระหงโดยไม่ลืมฝากรอยรักสีจางเอาไว้หลายจุดมือหนาลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้า ก่อนจะเริ่มบอกรักภรรยาอย่างเร่าร้อนบริเวณหน้ากระจกเงาบานใหญ่ และบอกรักเธออีกหลายครั้งภายในห้องหอของเราจนหญิงสาวหลับไปด้วยความอ่อนเพลียเพียงชั่วพริบตาเวลาก็ผ่านไปกว่าห้าปีแล้ว จ้าวเยี่ยนหลิงในขณะนี้กลายเป็นนักธุรกิจสาวแถวหน้าของเมืองหลวงอย่างที่กล่าวเอาไว้ในตอนเรียนไม่มีผิด การันตีได้จากรางวัลนักธุรกิจผู้สร้างแรงบันดาลใจให้วงการเมื่อเดือนที่แล้วหลังจากแต่งงานกับหยางถิงเฟิงในวันนั้น ทำให้คุณหนูสกุลจ้าวตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่บ้านของสามีมาจนถึงทุกวันนี้ ความโชคดีอีกอย่างหนึ่งของจ้าวเยี่ยนหลิงในตอนนี้คงไม่พ้นการมีแม่สามีที่ดีเช่นหูเย่จวนตั้งแต่วันแรกที่เธอย้ายเ
แต่ทว่าหยางถิงเฟิงกลับไม่รอให้สัมผัสวาบหวามจากภรรยาจบลงเพียงเท่านั้น มือหนาข้างหนึ่งรวบเอวบางให้ขยับเข้ามาแนบชิดกายหนา ก่อนจะใช้มืออีกข้างประคองท้ายทอยของเธอเอาไว้ ริมฝีปากหยักบดจูบย้ำ ๆ ละเลียดชิมริมฝีปากอิ่มทีละเล็กละน้อยอยู่เนิ่นนานจนกว่าจะพอใจทันทีที่เธอเปิดปากลิ้นสากจึงสอดแทรกเข้าไปสำรวจด้านใน ทุกการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและอ่อนโยน มือหนาลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังสำรวจสัดส่วนโค้งเว้าและใช้จังหวะที่ภรรยากับเคลิบเคลิ้มกับสัมผัสหวามไหวที่เขามอบให้ค่อย ๆ ปลดเปลื้องพันธนาการที่ปดปิดเรือนร่างสมส่วนเอาไว้โดยที่เธอไม่รู้ตัวจนกระทั่งตัดสินใจผละออกจากริมฝีปากอิ่มอย่างแสนเสียดาย ลมหายใจอุ่นเป่ารดลงบนใบหน้านวลเนียนของภรรยาที่แสนงดงามของเขา นัยน์ตาคมจ้องมองเรือนร่างเปลือยเปล่าของคนในอ้อมกอดด้วยแววตาหื่นกระหายอย่างไม่ปิดบังจ้าวเยี่ยนหลิงใบหน้าขึ้นริ้วแดงในทันทีที่รู้ตัวว่าเราสองคนนั้นยืนแนบชิดกันโดยไร้สิ่งปกปิด ไม่แน่ใจว่านี่สามารถใช้คำว่า ‘เนื้อแนบเนื้อ’ ได้หรือไม่ เพียงแต่ความรู้สึกปั่นป่วนในกายนั้นพุ่งพล่านเหลือเกินเมื่อถูกสามีสัมผัสเช่นนี้ภ











