แชร์

หมู่บ้านหานไห่

ผู้เขียน: ซินเสวี่ย
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-07 09:58:21

เมื่อนางฟานซื่อเห็นว่าบุตรสาวไม่เอ่ยโต้แย้งตนเองแล้วเดินจากไป นางจึงได้เงียบเสียงลง ก่อนจะหันไปมองหน้าของผู้เป็นสามีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มาตลอดด้วยความรู้สึกเสียใจ

“นางยังเด็ก ย่อมมีความรู้สึกขุ่นเคืองที่ตนเองถูกกระทำมา เจ้าก็อย่าคิดมากไปเลยนะน้องหญิง”

จ้าวเหยียนเอ่ยปลอบภรรยาของตนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างให้เหตุผล ถึงแม้ว่าเขาเองจะรู้ดีว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้บุตรสาวคนเล็กของเขาเป็นเช่นนั้นก็ตาม

“เจ้าค่ะท่านพี่ ความจริงแล้วข้าเองก็โกรธพวกพี่สะใภ้ที่ทำกับพวกเราเช่นนั้นเหมือนกัน เพียงแต่ข้าเองก็ไม่สามารถปล่อยให้ลูก ๆ ของเราต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนอกตัญญู”

“ข้าจึงจำเป็นจะต้องเอ่ยดุนางไป แต่ภายในใจของมารดาเช่นข้าย่อมรู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้กัน”

นางฟานซื่อเอ่ยบอกกับสามีของตนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยอย่างรู้สึกเศร้าเสียใจที่ตนเองได้ต่อว่าลูกสาวอันเป็นที่รักเช่นนั้น

“พี่เชื่อว่าโม่เอ๋อร์เข้าใจถึงความรักและหวังดีที่เจ้ามีให้กับนางอย่างแน่นอน ไม่เป็นไรนะน้องหญิง”

จ้าวเหยียนเอ่ยปลอบใจภรรยาสุดรักอีกครั้ง อย่างให้กำลังใจ และเขาเองก็คิดว่าบุตรสาวของตนนั้นย่อมเข้าใจถึงความรักที่มารดามีให้กับนางอย่างแน่นอน

ด้านจ้าวโม่หลังจากที่นางเดินออกมาจากบ้านได้แล้วนั้น ก็เริ่มเดินสำรวจรอบ ๆ บ้านเพื่อหาดูว่ามีสิ่งใดที่นางรู้จักและนำไปทำอาหารทานได้หรือไม่

เด็กสาวเริ่มคิดทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับหมู่บ้านที่ตนเองเข้ามาอยู่อย่างละเอียดอีกครั้ง

หมู่บ้านที่จ้าวโม่อาศัยอยู่ในตอนนี้คือหมู่บ้าน หานไห่ เมือง หาน ของแคว้นเหลียว แคว้นเหลียวนั้นมีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ติดแม่น้ำ และติดภูเขาเป็นบางส่วน

ชาวเมืองส่วนใหญ่จึงมีอาชีพเพาะปลูกและเก็บของป่า ล่าสัตว์ขาย การค้าของแคว้นนั้นคือการส่งขายพืชผลให้กับแคว้นข้างเคียงเพื่อแลกกับเงินทอง เครื่องประดับ

แคว้นเหลียวนั้นเป็นแคว้นที่รักสงบ ฮ่องเต้ก็ปกครองแคว้นด้วยความเมตตา มีคุณธรรมต่างก็เป็นที่รักของราษฎร

หมู่บ้านหานไห่ที่จ้าวโม่อาศัยอยู่ในตอนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่มีพื้นที่ติดภูเขา ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังคงทำอาชีพเพาะปลูก มีบ้างที่ขึ้นเขาไปเก็บของป่าไปขายในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จ

แต่จะมีเพียงครอบครัวของนางเท่านั้นที่ทำอาชีพล่าสัตว์ป่าขาย เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่นั้นไม่รู้วิธีการล่าสัตว์ มีเพียงบิดาของนางเท่านั้นที่เก่งกาจในเรื่องการล่าสัตว์ป่า

ดังนั้นบิดากับพี่ชายทั้งสองของนางจึงขึ้นเขาเพื่อล่าสัตว์ป่าในทุกวัน ส่วนท่านตาของนางเองก็ขึ้นเขาไปหาสมุนไพรป่าเพื่อนำไปขาย

ดีที่สมัยหนุ่ม ๆ ท่านตาของเด็กสาวนั้นเคยเป็นคนงานในร้านขายสมุนไพรในตัวเมืองจึงพอมีความรู้ติดตัวกลับมาหาเลี้ยงตัวเองในบั้นปลายชีวิตได้

มีเพียงคนสกุลจ้าวสายหลักที่มีอาชีพเพาะปลูก แต่ผลผลิตในแต่ละปีก็ไม่ได้มากมาย และยังบังคับให้พวกผู้ชายในบ้านของนางไปช่วยงานในช่วงเริ่มเพาะปลูกและฤดูเก็บเกี่ยวอยู่ทุก ๆ ปีอีกด้วย

แต่พอถึงช่วงเวลาต้องแบ่งส่วนแบ่งให้กับบ้านสกุลจ้าวสายรองของพวกนาง คนบ้านใหญ่กลับแบ่งให้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยให้เหตุผลเพียงแค่ว่าพวกตนนั้นช่วยทำงานแค่เล็กน้อยไม่จำเป็นต้องรับส่วนแบ่งมากมาย

ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก เป็นพวกที่เห็นแก่ผลประโยชน์ เอาเปรียบ กดขี่คนอื่นอย่างน่าไม่อาย คิดมาถึงตรงนี้ก็ทำให้จ้าวโม่ต้องหลุดเบ้ปากมองบนด้วยความเบื่อหน่ายในนิสัยคนบ้านใหญ่ที่เป็นกันทุกคน

ตั้งแต่หัวหงอกยันหัวดำเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าท่านตาใหญ่จะไม่เอ่ยออกความเห็นใด ๆ ภายในสกุลก็ตาม แต่นางก็มองออกว่าชายชรานั้นเข้าข้างลูก ๆ ของตนเองมากกว่าน้องชายอย่างท่านตาของนาง

ขนาดว่าสกุลจ้าวนั้นมีที่ดินเยอะที่สุดของหมู่บ้านหานไห่แล้ว แต่ดูที่ดินที่คนบ้านใหญ่แบ่งให้กับครอบครัวของนางเพื่อใช้สำหรับสร้างบ้านอยู่สิ

ยังเป็นที่ดินที่แย่ที่สุดในบรรดาที่ดินผืนอื่น ๆ เพราะเป็นที่ดินที่อยู่ติดกับตีนเขา ห่างไกลจากบ้านของพวกชาวบ้านในหมู่บ้านพอสมควร เป็นที่ดินรกร้างที่ถูกทิ้งจำนวนสี่หมู่

ยังดีที่บิดาของนางนั้นมีความสามารถในการล่าสัตว์ป่า จากเรื่องร้ายจึงกลายเป็นดีขึ้นมาแทน รายได้ของบ้านนางก็ไม่ใช่ว่าจะได้เยอะมากมาย แต่พวกบ้านใหญ่ก็ยังเอาเรื่องสกุลมาบีบให้บ้านนางต้องแบ่งส่วนแบ่งจากการขายสัตว์ป่าให้กับพวกเขาครึ่งหนึ่ง

นี่ไม่เรียกว่าขูดรีดแล้วจะยังให้นางเรียกว่าอะไรกัน ยิ่งคิดจ้าวโม่ก็ยิ่งรู้สึกโมโหจนควันจะออกหูอยู่แล้ว นางรู้สึกราวกับว่าคนบ้านใหญ่นั้นเห็นบ้านรองของนางเป็นเพียงเครื่องมือหาเงินเท่านั้น ไม่ได้มองว่าเป็นคนครอบครัวเดียวกันเลยแม้แต่น้อย

“ช่างเป็นพวกคนที่น่ารังเกียจ น่าเลือดเสียยิ่งกว่าปลิงในแม่น้ำเสียอีก!”

“เจ้าหมายถึงใครกัน?”

ในจังหวะที่จ้าวโม่กำลังด่าทอคนบ้านใหญ่อย่างโมโหอยู่นั้น จู่ ๆ เสียงปริศนาของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของนาง ส่งผลให้เด็กสาวถึงกับสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ

จ้าวโม่ค่อย ๆ รวบรวมสติของตนเองให้กลับเข้าร่างอีกครั้ง จากนั้นเด็กสาวจึงได้ตัดสินใจหมุนตัวกลับหลังหันเพื่อดูว่าบุคคลที่อยู่ด้านหลังของนางในตอนนี้คือผู้ใดกัน

“กู้เป้ยเป้ย?”

ชื่อของคนตรงหน้าหลุดออกมาจากปากของจ้าวโม่ หลังจากที่เห็นว่าคนด้านหลังของตนเองในตอนนี้คือใคร

กู้เป้ยเป้ยคือหลานสาวเพียงคนเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้ เด็กสาวนั้นอายุ 11 หนาวเท่ากันกับร่างที่นางเข้ามาอยู่

ข้างกายของอีกฝ่ายยังมีเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับนางอีกสองคน ซึ่งจ้าวโม่คิดว่าคงจะเป็นสหายของกู้เป้ยเป้ยหรือไม่ก็คงจะเป็นลูกไล่ของอีกฝ่าย

“เป็นข้าเอง เจ้าเป็นอะไรถึงได้มายืนพูดคนเดียวราวกับคนบ้าอยู่ตรงนี้กันจ้าวโม่?”

ในระหว่างที่จ้าวโม่กำลังมองสำรวจพวกนางทั้งสามคนอยู่นั้น น้ำเสียงเล็ก ๆ แต่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนก็ดังขึ้นจากเจ้าของร่างเล็กบอบบางที่ดูก็รู้ว่าในภายหน้าเด็กสาวตรงหน้าของนางนั้นจะกลายเป็นหญิงสาวที่งดงามอย่างแน่นอน

“อ้อ ข้าเพียงแค่พูดกับตัวเองเท่านั้น ว่าแต่พวกเจ้าเถิดกำลังจะไปไหนกันเล่า นี่ก็เริ่มเย็นแล้วมิใช่รึ?”

จ้าวโม่เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่นางจะเอ่ยถามกลับอีกฝ่ายไปด้วยความสนใจ

“พวกข้ากำลังจะไปบ้านของเจ้านั่นแหละ พอดีว่าท่านพ่อของข้าอยากได้สัตว์ป่าไปทำมื้อเย็นจึงให้ข้าไปดูว่าท่านอาจ้าวเหยียนล่าสัตว์ป่าอะไรมาได้บ้างจะได้ขอซื้อ”

กู้เป้ยเป้ยเอ่ยตอบจ้าวโม่ไปตามจริง เพราะนางนั้นมาด้วยเรื่องนี้จริงถึงแม้ว่าอีกเหตุผลจะมาเพราะใครบางคนด้วยก็ตาม

“เช่นนั้นรึ? เหมือนว่าข้าจะเห็นท่านพ่อกับพี่ชายทั้งสองของข้าได้ ไก่ฟ้า กระตายป่าและไก่ป่ามานะ ยังไงเจ้าก็ลองเดินไปถามพวกท่านดูก็แล้วกัน”

จ้าวโม่เอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจจากนั้นนางก็หมุนตัวเดินกลับไปทางบ้านของตนเองแล้วเดินฉับ ๆ กลับบ้านไปในที่สุด

ด้านกู้เป้ยเป้ยเองก็ออกเดินตามหลังของเด็กสาวไปเช่นเดียวกันเมื่อรับรู้แล้วว่าในวันนี้นางมีสัตว์ป่าอย่างไก่ฟ้าให้ซื้อกลับบ้านแล้ว

พร้อมทั้งพยายามสอดส่ายสายตามองหาใครบางคนที่นางต้องการจะพบเจอด้วยใจที่คาดหวังว่าจะได้พบเจอกับคนผู้นั้นด้วย

โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าการแสดงออกของนางนั้นถูกจ้าวโม่มองออกเสียแล้ว แต่เด็กสาวก็ยังไม่ได้คิดจะใช้เรื่องนี้ไปหาประโยชน์จากอีกฝ่าย เพราะนางคิดว่าอย่างน้อย ๆ กู้เป้ยเป้ยนั้นก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กสาวที่ไม่ประสาในเรื่องพวกนี้

==========================================================================================

ท่านแม่ต้องใจสู้กว่านี้นะคะ

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   กิจการรุ่งเรื่องตามต้องการ

    ผ่านมาแล้วกว่า 3 วัน หลังจากที่จ้าวโม่กลับมาจากจวนท่านเจ้าเมือง จ้าวโม่นั้นเร่งมือจัดการงานต่าง ๆ เป็นอย่างมากเพราะว่าในอีกสองวันนางกับพี่ชายทั้งสองจะต้องออกเดินทางไปยังแคว้นหาน เพื่อพบกับญาติฝั่งบิดาแล้วดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาจ้าวโม่และพี่ชายทั้งสองของนางจึงได้วุ่นวายกันเป็นอย่างมากนั่นก็เพราะว่าพวกเขาทั้งสามจะต้องฝากฝังงานต่าง ๆ ให้กับคนสนิทที่จะมาดูแลเรื่องต่อจากพวกนาง ในช่วงเวลาที่ทั้งสามคนเดินทางไปยังบ้านของท่านย่าแต่ก็ยังถือว่าสามพี่น้องได้จัดการเรื่องราวทุกอย่างลงได้ตามกำหนดการที่วางเอาไว้แล้วเมื่อถึงวันที่ต้องออกเดินทางสามพี่น้องสกุลจ้าวจึงสามารถเดินทางได้อย่างสบายใจไร้กังวลเพราะที่บ้านยังมีคนที่ไว้ใจได้คอยดูแลงานต่อให้ จ้าวโม่และพี่ชายทั้งสองใช้เวลาในการเดินทางไปยังแคว้นหานและพักอาศัยอยู่ที่จวนโหวเป็นเวลา 1 เดือนจากนั้นครอบครัวจ้าวทั้งหมดก็ได้เร่งเดินทางกลับไปยังบ้านของตนเอง เพื่อจัดการเรื่องราวของโรงงานน้ำตาลที่ใกล้จะได้เวลาเปิดกิจการแล้วโดยตลอดเวลาที่จ้าวโม่ไปพักผ่อนที่บ้านของท่าย่านั้น นางก็ได้รับความเอ็นดูจากทุกคนในตระกูลเป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่านางเป็นหลานสาวที่ผู

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   น้ำตาลของสกุลจ้าวเปิดขายแล้ว

    ในตอนนี้จ้าวโม่และพี่ชายทั้งสอง ได้เข้ามาด้านในจวนของท่านเจ้าเมืองแล้ว และกำลังนั่งรอเจ้าของจวนอยู่ที่ห้องรับแขกกันอย่างเงียบ ๆและแล้วถังหมิงก็ได้มาถึงห้องรับแขกตามที่คนรับใช้ได้ไปแจ้งเขาว่าคุณหนูและคุณชายจากบ้านสกุลจ้าวมาขอเข้าพบโดยในครั้งนี้มีถังไท่เหวินติดตามมากับถังหมิงด้วย เพราะพวกเขาต้องการจะเห็นผลงานที่หญิงสาวทำออกมาได้“คารวะท่านเจ้าเมืองขอรับ”“คารวะท่านเจ้าเมือง พี่ไท่เหวินเจ้าค่ะ”คำทักทายจากสามพี่น้องสกุลจ้าวที่ดูจะเหมือนกัน แต่กลับต่างกันตรงท้ายประโยคของหญิงสาวที่เอ่ยทักทายชายหนุ่มอีกคนในห้องทำให้สายตาของบุรุษที่เหลืออีกสามคนต้องหันไปมองยังใบหน้าของถังไท่เหวินอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยความสงสัยโดยความสงสัยของถังหมิงนั้น แตกต่างกับพี่ชายทั้งสองของจ้าวโม่อย่างสิ้นเชิง เพราะความสงสัยคงชายวัยกลางคนก็คือว่า เขาทั้งสองไปสนิทกันจนเอ่ยเรียกอย่างสนิทสนมแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ส่วนความสงสัยของพี่ชายทั้งสองของหญิงสาวนั้น คือบุราตรงหน้าผู้นี้เป็นใคร แล้วทำไมน้องสาวของพวกเขาถึงได้เอ่ยทักทายอีกฝ่ายด้วยความสนิทสนมเช่นนั้นได้กันและเหมือนถังไท่เหวินจะอ่านสายตาของพี่ชายทั้งสองของหญิงสาวออ

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   น้ำตาลสกุลจ้าว

    “พี่ใหญ่ พี่รองข้ามีอะไรจะให้พวกท่านได้ดูด้วยเจ้าค่ะ”จ้าวโม่เอ่ยบอกกับพี่ชายทั้งสอง เมื่อนางเดินมาหยุดลงตรงหน้าของชายหนุ่มทั้งสองคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว“มีอะไรรึโม่เอ๋อร์”จ้าวจินฮ่าวเอ่ยถามน้องสาวกลับไป หลงจากที่หยุดมือจากการรีดน้ำอ้อยที่ทำอยู่ ก่อนจะหันกลับไปมองยังร่างของน้องสาวตนเอง“นี่อย่างไรเจ้าคะ น้ำตาลสกุลจ้าว ข้าทำมันออกมาสำเร็จแล้วนะเจ้าคะ”“ว่าอย่างไรนะ!”ทันทีที่เอ่ยจบ จ้าวโม่ก็ได้ยกขวดโหลที่ใส่น้ำตาลก้อนเอาไว้ให้กับพี่ชายทั้งสองได้ดูอย่างชัด ๆส่วนชายหนุ่มทั้งสองเอง เมื่อได้ยินคำพูดบอกของน้องสาว ต่างก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาด้วยความตกใจเป็นอย่างมากและเมื่อพวกเขาได้เห็นโหลแก้ว ที่ภายในมีเจ้าน้ำตาลก้อนที่น้องสาวหยิบออกมาให้ดูดวงตาของพวกเขาทั้งสองก็เบิกกว้างขึ้นจนแทบจะทะลุออกมาจากเบ้าเสียให้ได้ด้วยความตกใจก่อนที่ชายหนุ่มทั้งสองจะรีบพุ่งตัวเข้ามาหาน้องสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกล เพื่อจ้องมองดูเจ้าก้อนสี่เหลี่ยมขนาดเล็กในโหลแก้วบนมือของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว“นะ นี่นะหรือคือน้ำตาลที่เจ้าทำออกมา ทำไมมันถึงมีรูปร่างที่ดูไม่เหมือนกับน้ำตาลที่พวกเราเคยพบเห็นเลยเล่า?”เมื่อจ้าวหยางได้เห็นน้ำตา

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   ทำสำเร็จ

    หลังจากที่จ้าวโม่ได้จัดการเรื่องที่ดินใหม่ หนังสือขึ้นทะเบียนและหนังสือสัญญาเสร็จจนครบเรียบร้อยแล้วหลายวันต่อมา จ้าวโม่ก็ได้สั่งงานให้พี่ใหญ่ของนางไปติดต่อนายช่าง ให้เข้าไปสร้างโรงเรือนขนาดใหญ่บนที่ดินผืนใหม่ฝั่งเดียวกันกับบ้านพร้อมทั้งแบบภาพที่นางต้องการจะให้นายช่างสร้างออกมาให้ ส่วนที่ดินอีกผืนนางก็ได้สั่งให้คนงานเข้าไปปรับหน้าดิน และได้ลงมือปลูกต้นอ้อยจนเต็มให้แล้วเสร็จจนในที่สุด วันที่เครื่องรีดน้ำอ้อยที่นางได้สั่งทำในตัวเมืองหานเป็นเวลาเดือนกว่า ๆ ก็แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยค่าสั่งทำเครื่องรีดน้ำอ้อยของจ้าวโม่ในครั้งนี้ก็ถือว่าราคาแพงพอสมควร แต่เมื่อนางเห็นผลงานที่ได้มาก็แทบจะไม่รู้สึกเสียดายเงินเลยแม้แต่น้อยเพราะว่าเครื่องรีดน้ำอ้อยของนางที่ได้รับมานั้น เหมือนกับแบบวาดที่นางได้มอบให้กับนายช่างที่รับทำราวกับแกะ แถมเขายังมีบริการนำมาส่งให้ถึงบ้านอีกด้วยวันนี้ก็ครบ 2 อาทิตย์ตามที่จ้าวโม่ให้กับเจ้าเมืองหานพอดี ดังนั้นในวันนี้จ้าวโม่จึงได้วางแผนที่จะทดลองทำน้ำตาลออกมาดูโดยมีลูกมือก็คือเสี่ยวหลาน และพี่ชายทั้งสองของนางนั่นเอง ที่ใช้คนน้อยเพราะนางต้องการทำออกมาในจำนวนที่ไม่มากนั

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   ซื้อที่สร้างโรงงานผลิตน้ำตาล

    เอ่ยจบ ร่างสูงของโหวเทียนก็ลุกเดินออกจากห้องนั่งเล่นไปในที่สุด เมื่อจ้าวโม่เห็นดังนั้น นางจึงได้ลุกขึ้นแล้วเดินขึ้นบ้านเพื่อไปนอนพักผ่อนเช่นเดียวกันรุ่งเช้าของวันใหม่มาเยือน จ้าวโม่และคนสนิททั้งสองก็ได้เดินทางเข้าตัวเมืองหานตั้งแต่ทานมื้อเช้าเสร็จ เพื่อไปติดต่อซื้อที่ดินสำหรับการสร้างโรงงานผลิตน้ำตาลตามที่วางแผนเอาไว้โดยที่จ้าวโม่ ได้กว้านซื้อที่ดินที่อยู่ติดกับที่ของตนเองทั้งสองฝั่ง ทอดยาวไปจนครบด้านละ 100 หมู่ รวมทั้งสองฝั่งแล้ว จ้าวโม่ได้ซื้อที่ดินว่างเปล่าในวันนี้ทั้งหมด 200 หมู่นางจ่ายเงินค่าซื้อที่ดินไปในวันนี้ถึง 70 ตำลึงทองเลยทีเดียว แต่จ้าวโม่ก็ยังคงยิ้มกว้างออกมาได้อย่างมีความสุข เมื่อคิดถึงเม็ดเงินที่ตนเองจะได้จากกิจการที่กำลังลงทุนไปในวันนี้อย่างมากมายหลังจากที่ติดต่อเรื่องที่ดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว จ้าวโม่ก็ได้พาผู้ติดตามทั้งสองอย่างเสี่ยวหลานและจางติง ไปทานอาหารที่ร้านอาหาร ก่อนที่นางจะเดินทางกลับบ้านของตนเองหลังจากทานอาหารเสร็จเรียบร้อย7 วันต่อมา ในวันนี้เป็นวันที่บิดา มารดาของนางจะออกเดินทางไปยังแคว้นหานเพื่อพบท่านย่าของนางแล้วในตอนแรกพวกเขาตั้งใจจะออกเดินทางตั้งแต

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   แม่ทัพโหวแคว้นหาน

    “สามปีที่แล้ว? มันมีเวลาตั้งเท่าไหร่ ที่ท่านพ่อจะเอ่ยเรื่องนี้กับข้า แต่ท่านกลับไม่ทำ มาตอนนี้ท่านพ่อกลับบอกข้าว่าไม่มีเวลาจะบอกนะหรือเจ้าคะ?”จ้าวโม่ที่ได้ยินคำตอบจากบิดาถึงกับรู้สึกโมโหขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่นางจะเอ่ยตัดพ้อต่อบิดาของตนออกไป“พ่อขอโทษนะลูกโม่เอ๋อร์...”“แล้วทำไม่ท่านถึงมีเวลาบอกท่านตา ท่านแม่แล้วก็พี่ใหญ่เล่าเจ้าคะ ข้าไม่เข้าใจตรงนี้”จ้าวโม่เอ่ยแทรกคำพูดของบิดาขึ้นมาด้วยความอยากรู้ เพราะนางไม่เข้าใจว่าทำไมกับทุกคนบิดาของตนถึงได้มีเวลาบอกเรื่องนี้ได้ แต่กับนางกลับบอกว่าไม่มีเวลากัน“แต่ก็ช่างมันเถิดเจ้าค่ะ คงเป็นเพราะข้าดูไม่น่าจะรับเรื่องพวกนี้ไหวเอง ว่าแต่ที่ท่านแม่ทัพเดินทางมาที่บ้านจ้าวในครั้งนี้ เพราะเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”หญิงสาวเริ่มรู้สึกว่ายิ่งถามออกไปมากเท่าไหร่ ตนเองจะยิ่งได้รับคำตอบที่เจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้นเพื่อไม่ต้องการจะเจ็บปวดและเสียใจไปมากกว่านี้ นางจึงได้เลือกที่จะตัดบทเรื่องของบิดา แล้วหันไปเอ่ยถามกับแขกที่มาบ้านถึงเหตุผลที่อีกฝ่ายมาในครั้งนี้แทน“ที่ลุงมาในครั้งนี้ก็เพื่อทวงสัญญาจากบิดาของเจ้า บิดาของเจ้าให้สัญญากับลุงเอาไว้เมื่อสามปีก่อน”“ว่าอีก

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   ลงชื่อในหนังสือสัญญา

    เช้าวันต่อมาในช่วงต้นยามเฉิน จ้าวโม่พร้อมด้วยพี่ชายทั้งสองต่างก็เดินทางไปยังบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านตามเวลานัดหมายที่ให้ไว้กับพวกชาวบ้านเมื่อวานนี้สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้จ้าวโม่ได้พูดบอกเล่าให้ทุกคนในบ้านได้รับรู้โดยทั่วกันแล้วดังนั้นวันนี้จ้าวโม่จึงได้หนีบพ

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   จวนเจ้าเมือง

    “ยินดีที่ได้ทำการค้าด้วยกันนะ อายังมีงานต้องจัดการอีกมาก ขอตัวก่อนนะ”ถงเซาเผยรอยยิ้มเอ็นดูต่อเด็กสาวออกมาหนึ่งครั้ง จากนั้นเขาจึงได้เอ่ยบอกกับสามพี่น้องบ้านจ้าว เพื่อขอตัวกลับไปจัดการธุระที่ยังค้างคาอยู่ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปภายในร้านอาหารอย่างรวดเร็ว

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   ฮูหยินท่านเจ้าเมือง

    “พี่ใหญ่ท่านยังไม่ชินกับนิสัยของนางอีกหรือขอรับ?”เป็นจ้าวหยางเอ่ยถามพี่ชายของตนขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือขบขันกับท่าทางของผู้เป็นพี่ชาย“ข้าก็ชินแล้วแหละน่า เพียงแค่อยากจะบ่นบ้างไม่ได้หรืออย่างไรกัน”จ้าวจินฮ่าวเอ่ยตอบน้องชายด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายเล็กน้อยอย่างไม่จริงจังมากนัก พร้อมทั้งทอดถอนหายใจด้วยค

  • จ้าวโม่เถ้าแก่น้อยสกุลจ้าว   เป็นไปไม่ได้!

    กึก กึก กึก ติง ติง ติง!“เรียนท่านผู้โดยสารทุกท่าน ขณะนี้เครื่องบินเกิดตกหลุมอากาศ ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านโปรดรัดเข็มขัดนิรภัยและนั่งประจำอยู่กับที่ของตนเองเพื่อความปลอดภัยดะ...”วูบบยังไม่ทันที่หลินหลินจะได้ฟังคำพูดของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินจบประโยค ทุกอย่างก็ดับวูบลงไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status