INICIAR SESIÓNเมื่อนางฟานซื่อเห็นว่าบุตรสาวไม่เอ่ยโต้แย้งตนเองแล้วเดินจากไป นางจึงได้เงียบเสียงลง ก่อนจะหันไปมองหน้าของผู้เป็นสามีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มาตลอดด้วยความรู้สึกเสียใจ
“นางยังเด็ก ย่อมมีความรู้สึกขุ่นเคืองที่ตนเองถูกกระทำมา เจ้าก็อย่าคิดมากไปเลยนะน้องหญิง”
จ้าวเหยียนเอ่ยปลอบภรรยาของตนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างให้เหตุผล ถึงแม้ว่าเขาเองจะรู้ดีว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้บุตรสาวคนเล็กของเขาเป็นเช่นนั้นก็ตาม
“เจ้าค่ะท่านพี่ ความจริงแล้วข้าเองก็โกรธพวกพี่สะใภ้ที่ทำกับพวกเราเช่นนั้นเหมือนกัน เพียงแต่ข้าเองก็ไม่สามารถปล่อยให้ลูก ๆ ของเราต้องถูกตราหน้าว่าเป็นคนอกตัญญู”
“ข้าจึงจำเป็นจะต้องเอ่ยดุนางไป แต่ภายในใจของมารดาเช่นข้าย่อมรู้สึกเจ็บปวดไม่แพ้กัน”
นางฟานซื่อเอ่ยบอกกับสามีของตนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยอย่างรู้สึกเศร้าเสียใจที่ตนเองได้ต่อว่าลูกสาวอันเป็นที่รักเช่นนั้น
“พี่เชื่อว่าโม่เอ๋อร์เข้าใจถึงความรักและหวังดีที่เจ้ามีให้กับนางอย่างแน่นอน ไม่เป็นไรนะน้องหญิง”
จ้าวเหยียนเอ่ยปลอบใจภรรยาสุดรักอีกครั้ง อย่างให้กำลังใจ และเขาเองก็คิดว่าบุตรสาวของตนนั้นย่อมเข้าใจถึงความรักที่มารดามีให้กับนางอย่างแน่นอน
ด้านจ้าวโม่หลังจากที่นางเดินออกมาจากบ้านได้แล้วนั้น ก็เริ่มเดินสำรวจรอบ ๆ บ้านเพื่อหาดูว่ามีสิ่งใดที่นางรู้จักและนำไปทำอาหารทานได้หรือไม่
เด็กสาวเริ่มคิดทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับหมู่บ้านที่ตนเองเข้ามาอยู่อย่างละเอียดอีกครั้ง
หมู่บ้านที่จ้าวโม่อาศัยอยู่ในตอนนี้คือหมู่บ้าน หานไห่ เมือง หาน ของแคว้นเหลียว แคว้นเหลียวนั้นมีภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ติดแม่น้ำ และติดภูเขาเป็นบางส่วน
ชาวเมืองส่วนใหญ่จึงมีอาชีพเพาะปลูกและเก็บของป่า ล่าสัตว์ขาย การค้าของแคว้นนั้นคือการส่งขายพืชผลให้กับแคว้นข้างเคียงเพื่อแลกกับเงินทอง เครื่องประดับ
แคว้นเหลียวนั้นเป็นแคว้นที่รักสงบ ฮ่องเต้ก็ปกครองแคว้นด้วยความเมตตา มีคุณธรรมต่างก็เป็นที่รักของราษฎร
หมู่บ้านหานไห่ที่จ้าวโม่อาศัยอยู่ในตอนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งหมู่บ้านที่มีพื้นที่ติดภูเขา ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังคงทำอาชีพเพาะปลูก มีบ้างที่ขึ้นเขาไปเก็บของป่าไปขายในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จ
แต่จะมีเพียงครอบครัวของนางเท่านั้นที่ทำอาชีพล่าสัตว์ป่าขาย เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่นั้นไม่รู้วิธีการล่าสัตว์ มีเพียงบิดาของนางเท่านั้นที่เก่งกาจในเรื่องการล่าสัตว์ป่า
ดังนั้นบิดากับพี่ชายทั้งสองของนางจึงขึ้นเขาเพื่อล่าสัตว์ป่าในทุกวัน ส่วนท่านตาของนางเองก็ขึ้นเขาไปหาสมุนไพรป่าเพื่อนำไปขาย
ดีที่สมัยหนุ่ม ๆ ท่านตาของเด็กสาวนั้นเคยเป็นคนงานในร้านขายสมุนไพรในตัวเมืองจึงพอมีความรู้ติดตัวกลับมาหาเลี้ยงตัวเองในบั้นปลายชีวิตได้
มีเพียงคนสกุลจ้าวสายหลักที่มีอาชีพเพาะปลูก แต่ผลผลิตในแต่ละปีก็ไม่ได้มากมาย และยังบังคับให้พวกผู้ชายในบ้านของนางไปช่วยงานในช่วงเริ่มเพาะปลูกและฤดูเก็บเกี่ยวอยู่ทุก ๆ ปีอีกด้วย
แต่พอถึงช่วงเวลาต้องแบ่งส่วนแบ่งให้กับบ้านสกุลจ้าวสายรองของพวกนาง คนบ้านใหญ่กลับแบ่งให้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยให้เหตุผลเพียงแค่ว่าพวกตนนั้นช่วยทำงานแค่เล็กน้อยไม่จำเป็นต้องรับส่วนแบ่งมากมาย
ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก เป็นพวกที่เห็นแก่ผลประโยชน์ เอาเปรียบ กดขี่คนอื่นอย่างน่าไม่อาย คิดมาถึงตรงนี้ก็ทำให้จ้าวโม่ต้องหลุดเบ้ปากมองบนด้วยความเบื่อหน่ายในนิสัยคนบ้านใหญ่ที่เป็นกันทุกคน
ตั้งแต่หัวหงอกยันหัวดำเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าท่านตาใหญ่จะไม่เอ่ยออกความเห็นใด ๆ ภายในสกุลก็ตาม แต่นางก็มองออกว่าชายชรานั้นเข้าข้างลูก ๆ ของตนเองมากกว่าน้องชายอย่างท่านตาของนาง
ขนาดว่าสกุลจ้าวนั้นมีที่ดินเยอะที่สุดของหมู่บ้านหานไห่แล้ว แต่ดูที่ดินที่คนบ้านใหญ่แบ่งให้กับครอบครัวของนางเพื่อใช้สำหรับสร้างบ้านอยู่สิ
ยังเป็นที่ดินที่แย่ที่สุดในบรรดาที่ดินผืนอื่น ๆ เพราะเป็นที่ดินที่อยู่ติดกับตีนเขา ห่างไกลจากบ้านของพวกชาวบ้านในหมู่บ้านพอสมควร เป็นที่ดินรกร้างที่ถูกทิ้งจำนวนสี่หมู่
ยังดีที่บิดาของนางนั้นมีความสามารถในการล่าสัตว์ป่า จากเรื่องร้ายจึงกลายเป็นดีขึ้นมาแทน รายได้ของบ้านนางก็ไม่ใช่ว่าจะได้เยอะมากมาย แต่พวกบ้านใหญ่ก็ยังเอาเรื่องสกุลมาบีบให้บ้านนางต้องแบ่งส่วนแบ่งจากการขายสัตว์ป่าให้กับพวกเขาครึ่งหนึ่ง
นี่ไม่เรียกว่าขูดรีดแล้วจะยังให้นางเรียกว่าอะไรกัน ยิ่งคิดจ้าวโม่ก็ยิ่งรู้สึกโมโหจนควันจะออกหูอยู่แล้ว นางรู้สึกราวกับว่าคนบ้านใหญ่นั้นเห็นบ้านรองของนางเป็นเพียงเครื่องมือหาเงินเท่านั้น ไม่ได้มองว่าเป็นคนครอบครัวเดียวกันเลยแม้แต่น้อย
“ช่างเป็นพวกคนที่น่ารังเกียจ น่าเลือดเสียยิ่งกว่าปลิงในแม่น้ำเสียอีก!”
“เจ้าหมายถึงใครกัน?”
ในจังหวะที่จ้าวโม่กำลังด่าทอคนบ้านใหญ่อย่างโมโหอยู่นั้น จู่ ๆ เสียงปริศนาของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของนาง ส่งผลให้เด็กสาวถึงกับสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ
จ้าวโม่ค่อย ๆ รวบรวมสติของตนเองให้กลับเข้าร่างอีกครั้ง จากนั้นเด็กสาวจึงได้ตัดสินใจหมุนตัวกลับหลังหันเพื่อดูว่าบุคคลที่อยู่ด้านหลังของนางในตอนนี้คือผู้ใดกัน
“กู้เป้ยเป้ย?”
ชื่อของคนตรงหน้าหลุดออกมาจากปากของจ้าวโม่ หลังจากที่เห็นว่าคนด้านหลังของตนเองในตอนนี้คือใคร
กู้เป้ยเป้ยคือหลานสาวเพียงคนเดียวของหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้ เด็กสาวนั้นอายุ 11 หนาวเท่ากันกับร่างที่นางเข้ามาอยู่
ข้างกายของอีกฝ่ายยังมีเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับนางอีกสองคน ซึ่งจ้าวโม่คิดว่าคงจะเป็นสหายของกู้เป้ยเป้ยหรือไม่ก็คงจะเป็นลูกไล่ของอีกฝ่าย
“เป็นข้าเอง เจ้าเป็นอะไรถึงได้มายืนพูดคนเดียวราวกับคนบ้าอยู่ตรงนี้กันจ้าวโม่?”
ในระหว่างที่จ้าวโม่กำลังมองสำรวจพวกนางทั้งสามคนอยู่นั้น น้ำเสียงเล็ก ๆ แต่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนก็ดังขึ้นจากเจ้าของร่างเล็กบอบบางที่ดูก็รู้ว่าในภายหน้าเด็กสาวตรงหน้าของนางนั้นจะกลายเป็นหญิงสาวที่งดงามอย่างแน่นอน
“อ้อ ข้าเพียงแค่พูดกับตัวเองเท่านั้น ว่าแต่พวกเจ้าเถิดกำลังจะไปไหนกันเล่า นี่ก็เริ่มเย็นแล้วมิใช่รึ?”
จ้าวโม่เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่นางจะเอ่ยถามกลับอีกฝ่ายไปด้วยความสนใจ
“พวกข้ากำลังจะไปบ้านของเจ้านั่นแหละ พอดีว่าท่านพ่อของข้าอยากได้สัตว์ป่าไปทำมื้อเย็นจึงให้ข้าไปดูว่าท่านอาจ้าวเหยียนล่าสัตว์ป่าอะไรมาได้บ้างจะได้ขอซื้อ”
กู้เป้ยเป้ยเอ่ยตอบจ้าวโม่ไปตามจริง เพราะนางนั้นมาด้วยเรื่องนี้จริงถึงแม้ว่าอีกเหตุผลจะมาเพราะใครบางคนด้วยก็ตาม
“เช่นนั้นรึ? เหมือนว่าข้าจะเห็นท่านพ่อกับพี่ชายทั้งสองของข้าได้ ไก่ฟ้า กระตายป่าและไก่ป่ามานะ ยังไงเจ้าก็ลองเดินไปถามพวกท่านดูก็แล้วกัน”
จ้าวโม่เอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจจากนั้นนางก็หมุนตัวเดินกลับไปทางบ้านของตนเองแล้วเดินฉับ ๆ กลับบ้านไปในที่สุด
ด้านกู้เป้ยเป้ยเองก็ออกเดินตามหลังของเด็กสาวไปเช่นเดียวกันเมื่อรับรู้แล้วว่าในวันนี้นางมีสัตว์ป่าอย่างไก่ฟ้าให้ซื้อกลับบ้านแล้ว
พร้อมทั้งพยายามสอดส่ายสายตามองหาใครบางคนที่นางต้องการจะพบเจอด้วยใจที่คาดหวังว่าจะได้พบเจอกับคนผู้นั้นด้วย
โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าการแสดงออกของนางนั้นถูกจ้าวโม่มองออกเสียแล้ว แต่เด็กสาวก็ยังไม่ได้คิดจะใช้เรื่องนี้ไปหาประโยชน์จากอีกฝ่าย เพราะนางคิดว่าอย่างน้อย ๆ กู้เป้ยเป้ยนั้นก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กสาวที่ไม่ประสาในเรื่องพวกนี้
==========================================================================================
ท่านแม่ต้องใจสู้กว่านี้นะคะ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ารู้แล้วว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านนั้นมีความจำเป็น อย่างไรพวกเราก็เข้าเรื่องกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”หลังจากที่ได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายแล้วถึงทำให้จ้าวโม่เริ่มใจเย็นลง จากนั้นนางจึงได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตนเองกับท่านตามาที่บ้านของอีกฝ่ายในวันนี้ทันที“ได้สิ ท่านน้าจ้าวเหว่ยเชิญนั่งรอตรงนั้นก่อนนะ ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปหยิบแผนภาพที่ดินของหมู่บ้านออกมาให้ท่านได้ลองเลือกดู”“ได้ ๆ”หลังจากที่ชายชราเอ่ยตอบรับคำของเขาแล้ว กู้เชาจึงได้เดินกลับเข้าไปภายในบ้านอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับออกมาพร้อมกับม้วนกระดาษที่ด้านในเป็นแผนภาพของที่ดินทั้งหมดในหมู่บ้านและตามหลังของเขาออกมาก็คือกู้เป้ยเป้ยที่ทำหน้าที่เอาน้ำออกมาต้อนรับแขกของบ้าน“น้ำเจ้าค่ะ”“ขอบใจมากนะเป้ยเอ๋อร์”จ้าวเหว่ยเอ่ยขอบใจเด็กสาวที่เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของผู้นำหมู่บ้านด้วยความเอ็นดู กู้เป้ยเป้ยยิ้มรับด้วยความดีใจก่อนที่เด็กสาวจะผละตัวออกไป“นี่คือที่ดินที่ยังว่างอยู่ทั้งหมดภายในหมู่บ้าน ท่านอาจ้าวลองเลือกดูก่อนว่าถูกใจที่ดินแปลงไหน แล้วเดี๋ยวข้าจะได้แจ้งราคาของที่ดินแปลงนั้น ๆ ให้ท่าน”กู้เชากางม้วนกระดาษลงตรงหน้าของสองตาหลานบ้
“เป็นจริงตามที่โม่เอ๋อร์พูดมา ขอบคุณท่านเทพที่เมตตาครอบครัวของพวกเรา”นางฟานซื่อเอ่ยขึ้นอย่างเห็นด้วยกับคำพูดที่จ้าวโม่เพิ่งจะคิดขึ้นมาได้อย่างจริงจังส่วนคนอื่น ๆ เองก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำของเด็กสาว เมื่อจ้าวโม่เห็นว่าทุกคนได้คล้อยตามคำพูดของตนเองแล้วจึงได้เอ่ยเรื่องสำคัญต่อไปขึ้นมาอีกครั้ง“เอาเป็นว่าเงินที่ฝากไว้ในร้านรับฝากเงินทุกคนสามารถใช้ได้นะเจ้าคะ”“เพียงแต่ข้าต้องการที่ดินเพิ่มสำหรับการปลูกผักเพื่อนำไปขายและยังมีบางสิ่งที่ข้าต้องการจะปลูกเพราะมันจะทำเงินให้กับบ้านของเราอย่างมากมายในอนาคตข้างหน้าเจ้าค่ะ”“แล้วเจ้าต้องการที่ดินตรงไหนกันหรือ?”เป็นจ้าวเหยียนที่เป็นคนเอ่ยถามบุตรสาวขึ้นมาเผื่อว่าบุตรสาวของเขาจะมีที่ดินที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว“ความจริงแล้วข้าต้องการซื้อที่ดินแล้วสร้างบ้านใหม่ของพวกเราไปด้วยเลยเจ้าค่ะ ส่วนที่ดินผืนนี้ก็เก็บเอาไว้ปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว”“ส่วนที่ดินที่ข้าต้องการนั้นข้าขอไปดูแผนภาพกับท่านหัวหน้าหมู่บ้านอีกทีเจ้าค่ะ พวกท่านคิดเห็นว่าอย่างไร”จ้าวโม่เอ่ยบอกเล่าถึงแผนการที่นางคิดขึ้นมาได้เป็นสิ่งแรกหลังจากที่ได้เงินมากขึ้น เพราะนางไม่ต้องการให้ทุกคนต้องท
ตลอดเวลาที่สองตาหลานบ้านจ้าวนั่งวัวเทียมเกวียนกลับหมู่บ้าน พวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นที่สนใจจากชาวบ้านที่นั่งอยู่บนเกวียนด้วยโดยเฉพาะสองแม่ลูกบ้านจ้าวสายหลัก ที่คอยมองข้าวของที่นางกับชายชราถือกันขึ้นเกวียนไปนั้นจนถึงลงจากเกวียนดวงตาของสองแม่ลูกก็ยังคงมองตามอย่างไม่วางตาซึ่งจ้าวโม่ก็ทำเป็นไม่สนใจอีกฝ่ายแล้วพยายามเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้านของตนกับผู้เป็นตาด้วยความรวดเร็ว กว่าที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางจะกลับถึงบ้านของตนเองก็เป็นเวลาต้นยามโหย่ว (17.00-18.59) แล้วดังนั้นในตอนที่ทั้งสองเดินกลับไปถึงบ้านสมาชิกคนอื่น ๆ จึงได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าแล้วนั่นเองเมื่อคนสกุลจ้าวทั้งสี่เห็นว่าสองตาหลานได้เดินทางกลับมาพร้อมกับมือที่ถือข้าวของมากมายก็รีบพากันเดินออกไปรับทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะช่วยกันถือของช่วยเด็กสาวกับชายชราแล้วพากันเดินกลับเข้าบ้านไป ถึงแม้ว่าภายในใจของทุกคนจะมีคำถามอยู่มากมาย แต่ก็ยังอดทนรอที่จะเอ่ยถามออกไปในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังจากที่จ้าวโม่กลับมาถึงบ้านแล้วนั้นเด็กสาวก็รีบปลีกตัวเข้าครัวไปช่วยมารดาหุงหาอาหารในทันทีทิ้งให้ชายชรารับหน้าที่ตอบคำถามของผู้เป็นบิดาและพี่ชายทั้งสองของตนอย
“ถ้าท่านตาคิดเช่นนี้จริงก็ต้องไม่เอ่ยว่าเงินทั้งหมดนั้นเป็นของข้านะเจ้าคะ แต่มันคือเงินของบ้านเราเจ้าค่ะท่านตา พวกเราทุกคนสามารถใช้มันได้”จ้าวโม่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจังเป็นอย่างมาก เพราะนางไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้อีก“ตาเข้าใจแล้ว เป็นตาที่เลอะเลือนไป เจ้าอย่าโกรธตาเลยนะโม่เอ๋อร์”จ้าวเหว่ยรีบเอ่ยยอมรับผิดและยังเอ่ยงอนง้อหลานสาวที่น่ารักของตนเองอย่างไม่คิดจะอายต่อสายตาผู้คนแม้แต่น้อย“หลานหรือจะโกรธท่านตา หลานก็เพียงแค่น้อยใจเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ในเมื่อพวกเราพูดคุยกันเข้าใจแล้ว หลานก็ไม่ติดใจเรื่องนี้แล้ว พวกเรารีบไปหาซื้อข้าวของกลับบ้านกันดีกว่านะเจ้าคะ”จ้าวโม่เอ่ยบอกกับชายชราอีกครั้ง จากนั้นเด็กสาวจึงได้เอ่ยชวนอีกฝ่ายให้รีบไปหาซื้อข้าวของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านกันได้แล้วซึ่งชายชราก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำแล้วรีบออกเดินไปตามถนนที่มีจุดหมายคือตลาดกลางเมืองที่เป็นที่สำหรับจับจ่ายซื้อข้าวของต่าง ๆจ้าวโม่กับท่านตาของนางพากันเดินไปตามถนนเรื่อย ๆ พร้อมกับที่เด็กสาวเองก็กำลังคิดไปด้วยว่าตนเองจะซื้อสิ่งใดเป็นอันดับแรกจนในที่สุดนางก
“ว่าอย่างไร หรือว่าราคามันยังต่ำไปเช่นนั้นข้าเพิ่มให้เป็นหกสิบตำลึงทองเป็นอย่างไร พวกเจ้าพอใจหรือไม่?”เมื่อเสิ่นหลางเห็นว่าสองตาหลานเอาแต่นั่งเงียบไม่ยอมเอ่ยตอบตนเองก็รู้สึกเป็นกังวลว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่พอใจกับราคาที่ตนเองเสนอให้เมื่อสักครู่นี้ดังนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจเพิ่มราคาให้กับลูกค้าคนสำคัญเพิ่มอีกสิบตำลึงทองเพื่อให้อีกฝ่ายตกลงขายเห็นหลินจือแดงทั้งหมดให้กับเขาเสียเพราะเขามีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันจริง ๆ ด้วยเขาสามารถนำมันไปเพิ่มราคากับคนที่จะมาซื้อกับเขาได้อีกมากนั่นเอง“ตกลงเจ้าค่ะ ข้ากับท่านตาตกลงขายเห็ดหลินจือทั้งหมดให้กับเถ้าแก่เสิ่นในราคาดอกละหกสิบตำลึงทองเจ้าค่ะ”เป็นจ้าวโม่ที่เอ่ยตกปากรับคำตอบรับราคาที่อีกฝ่ายเสนอมาให้ เพราะนางเห็นว่าในตอนนี้ท่านตาของนางนั้นได้สติหลุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งคำตอบของเด็กสาวก็สร้างความดีใจให้กับเสิ่นหลางเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะว่าเขามีสมุนไพรที่บุคคลสำคัญต้องการมากที่สุดมาอยู่ในมือของเขาแล้วในตอนนี้“ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ใครอยู่ข้างนอกบ้างเข้ามานี่หน่อยสิ”เสิ่นหลางเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ จากนั้นเขาจึงได้เอ่ยเรียกเด็กในร้านเพื่อต้องการ
“ว่าอะไรนะโม่เอ๋อร์?”จ้าวเหว่ยเอ่ยถามหลานสาวของตนเองขึ้นหลังจากได้ยินเสียงของเด็กสาวเอ่ยพึมพำอะไรบางอย่าง“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านตา ข้าเพียงแค่กำลังบ่นกับตัวเองเท่านั้น ว่าแต่พวกเราใกล้จะถึงกันหรือยังเจ้าคะ?”จ้าวโม่เอ่ยตอบผู้เป็นตาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่นางจะเอ่ยถามอีกฝ่ายว่าใกล้จะถึงจุดหมายกันหรือยัง“ใกล้แล้วละ น่าจะอีกไม่นานนี่แหละ”เมื่อได้รับคำตอบจากชายชราจ้าวโม่จึงทำเพียงพยักหน้ารับแทนคำตอบ จากนั้นเด็กสาวก็หันหน้ากลับไปมองวิวสองข้างทางแทนหน้าของสองแม่ลูกบ้านจ้าวที่เอาแต่นั่งมองหน้าของตนเองราวกับจะสิงร่างอยู่ในตอนนี้แทนผ่านไปราว ๆ หนึ่งเค่อในที่สุดวัวเทียมเกวียนที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางนั่งมาก็หยุดลงตรงหน้าประตูทางเข้าของเมืองหานเป็นที่เรียบร้อยหลังจากที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางลงจากวัวเทียมเกวียนกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้จ่ายค่าโดยสารในครั้งนี้คนละสองอีแปะจากนั้นสองตาหลานก็พากันเดินสะพายตะกร้าเดินผ่านประตูเมืองเข้าไปเพื่อไปยังร้านรับซื้อสมุนไพรที่ชายชราคุ้นเคยต่อตลอดสองข้างทางที่จ้าวโม่เดินผ่านจะมีร้านรวงขายของอยู่ตลอด เพราะเส้นทางหลักที่พวกทั้งสองใช้เดินอยู่ในตอนนี้เป็นเส้นทางห







![เฟิ่งหวง [鳳凰]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)