INICIAR SESIÓN“มันคืออะไรหรือเจ้าคะท่านตา เหตุใดท่านจึงได้ดูตกใจถึงขนาดนั้นกัน?”
จ้าวโม่เอ่ยถามชายชราขึ้นด้วยความงุนงง สงสัยกับท่าทางที่อีกฝ่ายกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้
“มันคือ...เห็ดหลินจือแดงเป็นสมุนไพรหายากมาก!”
จ้าวเหว่ยเอ่ยตอบหลานสาวของตนเองไปอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าในชีวิตนี้เขาจะสามารถค้นพบเห็นหลินจือแดงเช่นนี้ได้
“เห็ดหลินจือแดงหรือเจ้าคะ? แล้วราคาของมันแพงมากหรือไม่เจ้าคะท่านตา”
จ้าวโม่เอ่ยทวนชื่อเรียกของเจ้าดอกเห็ดที่อยู่ตรงหน้าของตนไปพรางคิดถึงชื่อของสมุนไพรไปด้วย ก่อนที่เด็กสาวจะเอ่ยถามราคาการซื้อขายของที่นี่ว่าแพงหรือไม่
เพราะในโลกก่อนนั้นราคาของเห็ดหลินจือไม่ค่อยแพงสักเท่าไหร่ อาจจะเพราะมันสามารถเพาะขายได้จึงทำให้ราคาไม่แพงมากนัก
“ตาเองก็ไม่รู้เช่นกัน เพราะตานั้นไม่ได้อยู่ร้านขายสมุนไพรมานานมากแล้ว ประเดี๋ยวตาจะเก็บดอกเห็ดทั้งหมดนี้ก่อน เจ้ารอตาสักครู่นะโม่เอ๋อร์”
เอ่ยจบชายชราก็เริ่มลงมือเก็บเจ้าเห็ดหลินจือแดงที่อยู่ตรงหน้าอย่างระมัดระวังในทันที
ผ่านไปหนึ่งก้านธูปในที่สุดจ้าวเหว่ยก็สามารถเก็บเห็ดหลินจือแดงทั้งห้าดอกเสร็จเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับรีบนำมันลงไปซ่อนเอาไว้ที่ก้นตะกร้าที่ตนเองสะพายอยู่บนหลังด้วยความรวดเร็ว
“เอาละพวกเรารีบออกจากที่นี่กันก่อนเถิด แล้วค่อยไปหาผักป่าที่ด้านนอกเพื่อนำกลับไปทำอาหารด้วย”
หลังจากที่จัดการกับเห็ดหลินจือแดงเสร็จเรียบร้อยแล้วชายชราจึงได้หันไปเอ่ยกับหลานสาวที่เป็นตัวนำโชคให้พวกเขามาพบกับสมุนไพรหายากเช่นนี้ในช่วงเวลานี้อย่างพอดีด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข
“เจ้าค่ะท่านตา”
ด้านจ้าวโม่ทำเพียงขานรับคำพูดของผู้เป็นตาขึ้นมาสั้น ๆ แล้วรีบสาวเท้าเดินตามหลังของชายชราไปติด ๆ อย่างเงียบ ๆ
สองตาหลานสกุลจ้าวใช้เวลาขากลับไม่นานนักก็พากันออกมาถึงจุดแยกเดิมอีกครั้ง จ้าวเหว่ยจึงได้เดินนำหลานสาวตรงไปยังเส้นทางแรกที่ตนคิดจะไปในครั้งก่อนต่อไป
เมื่อสองตาหลานเดินเข้าเส้นทางหลักที่พวกชาวบ้านใช้เดินทางก็เริ่มจะพบเจอกับชาวบ้าที่ขึ้นเขามาหาผักป่าและเก็บฟืนบ้างประปราย
แต่พวกเขาทั้งสองก็ไม่ได้คิดที่จะเอ่ยทักทายผู้ใด ด้วยว่าในตอนนี้ทั้งสองกำลังช่วยกันมองหาพืชผักและสมุนไพรที่พอจะทำไปขายหรือนำกลับไปทำอาหารได้อยู่นั่นเอง
ได้ผักป่ามาเล็กน้อยกับพวกสมุนไพรธรรมดาที่หาได้ง่ายอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อจ้าวเหว่ยมองดูพระอาทิตย์ก็เห็นว่าในตอนนี้เป็นเวลาปลายยาม เซิน (15.00-16.59) แล้วจึงได้เอ่ยกับหลานสาวขึ้น
“โม่เอ๋อร์พวกเรากลับบ้านกันได้แล้ว นี่ก็เย็นมากแล้ว”
“ได้เจ้าค่ะ แต่ว่าข้าขอแวะตรงลำธารหลังบ้านสักเดี๋ยวได้หรือไม่เจ้าคะ”
จ้าวโม่รีบเอ่ยขานรับคำของชายชราในทันที ก่อนที่เด็กสาวจะเอ่ยขออนุญาตอีกฝ่ายให้แวะที่ลำธารก่อนถึงบ้านของตนสักครู่
“ได้สิ”
จากนั้นสองตาหลานจึงได้พากันเดินกลับไปยังเส้นทางเดิมที่ใช้สำหรับกลับไปบ้านของตนเองในทันที
ระหว่างทางจ้าวโม่ก็ได้แอบมองสำรวจดูตลอดว่าในป่าแห่งนี้มีสิ่งใดน่าสนใจบ้างหรือไม่
จนเมื่อนางเดินไปใกล้จะถึงลำธารที่อยู่ติดกับบริเวณหลังบ้านของนางก็พบเข้ากับกอต้นกล้วยน้ำหว้าที่ขึ้นอยู่ริมขอบลำธารที่อยู่ติดกับหลังบ้านของนาง
“ท่านตานั่นคือกล้วยของใครหรือเจ้าคะ?”
ด้วยความสนใจในต้นกล้วยจ้าวโม่จึงได้เอ่ยถามชายชราถึงผู้เป็นเจ้าของเผื่อในวันหน้านางจะได้ไปขอซื้อหน่อกล้วยเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ไปปลูกเอาไว้ที่บ้านของตนเอง
“อ้อนั่นนะรึ? มันไม่มีเจ้าของหรอก พวกชาวบ้านทุกคนสามารถมานำมันไปกินได้เมื่อถึงเวลาที่มันสุกแล้ว มีอะไรรึเปล่าโม่เอ๋อร์”
จ้าวเหว่ยมองตามมือที่ชี้ไปยังจุดต้นกล้วยอยู่ของหลานสาวก่อนจะเอ่ยบอกเล่าถึงที่มาที่ไปของกอกล้วยที่อีกฝ่ายพบเข้า
“เช่นนั้นข้าสามารถขุดหน่อเล็กของมันกลับไปปลูกที่บ้านได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ทันทีที่จ้าวโม่ได้ยินคำบอกเล่าของผู้เป็นตา ดวงตากลมโตก็เปล่งประกายขึ้นด้วยความดีใจขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่เด็กสาวได้เอ่ยถามชายชราขึ้นอีกครั้ง
“ย่อมได้ แต่ว่าผลสุกของมันเน่าเสียเร็วมาก เพียงแค่สองสามวันผลที่สุกแล้วของมันก็เริ่มเน่าจนทานไม่ได้แล้วละ เจ้าจะเอาไปปลูกทำไมกัน”
ชายชราเอ่ยขึ้นอย่างไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ เพราะเขาเคยนำผลของมันกลับไปกินที่บ้าน แต่ว่าผ่านไปเพียงสองสามวันมันก็เริ่มเน่าเสียจนหมดเสียแล้ว
ดังนั้นพวกชาวบ้านจึงไม่ค่อยมีใครนำกล้วยที่สุกแล้วกลับไปทีละเยอะ ๆ อีกเลย
“นั่นคือกิจการในอนาคตของครอบครัวเราเลยนะเจ้าคะ เอาไว้ถึงเวลาข้าค่อยบอกท่านตาอีกทีหนึ่งก็แล้วกัน”
จ้าวโม่เอ่ยทิ้งท้ายเอาไว้เพียงเท่านั้น ก่อนที่ร่างเล็กของนางจะเดินตรงไปยังต้นกล้วยที่อยู่ไม่ไกลและเริ่มมองสำรวจดูว่าในตอนนี้ยังมีเครือกล้วยหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่
และเหมือนว่าสวรรค์จะเป็นใจให้นาง เพราะในตอนนี้ดวงตากลมโตของเด็กสาวก็สบเข้ากับเครือดิบของกล้วยน้ำหว้าที่กำลังจะเริ่มสุกแล้ว คาดเดาจากสายตาอีกไม่เกินสองเดือนกล้วยเครือนี้จะต้องสุกอย่างแน่นอน
จ้าวโม่จึงคิดว่าเอาไว้ให้ใกล้ถึงเวลานั้นค่อยกลับมาเก็บมันกลับบ้านอีกครั้ง จากนั้นเด็กสาวจึงได้มองสำรวจไปทั่วกอกล้วยเพื่อหาหน่อที่แตกขึ้นมาใหม่ของต้นกล้วย
ก่อนจะพบว่าในตอนนี้ได้มีหน่อเล็กแตกขึ้นมาประมาณสี่ถึงห้าหน่อแล้ว เพียงแต่ที่ดินของนางในตอนนี้ยังไม่พร้อมสำหรับการเพาะปลูกมากนัก
จ้าวโม้จึงคิดว่าเอาไว้ให้ทุกอย่างพร้อมแล้วค่อยกลับมานำต้นกล้วยพวกนี้กลับไปจะดีกว่า เมื่อครุ่นคิดได้ข้อสรุปแล้ว นางจึงได้หันไปหาชายชราที่ยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ แล้วเอ่ยขึ้น
“พวกเรากลับบ้านกันเถิดเจ้าค่ะ”
“อื้ม ไปสิ”
จบคำตอบรับของชายชราสองตาหลานก็ออกเดินเพื่อพากันกลับไปยังบ้านของพวกเขาทันทีโดยไม่คิดที่จะแวะที่ใดอีก
เมื่อจ้าวโม่กลับมาถึงบ้านก็พบว่าในตอนนี้บิดากับพี่ชายทั้งสองของตนก็ได้กลับมาถึงบ้านแล้วเช่นเดียวกัน
และทั้งสามคนเองก็ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้จากปากของนางฟานซื่อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่พวกเขาทั้งสามก็ไม่ได้เอ่ยตำหนิหรือต่อว่าเด็กสาวที่ไปสร้างความวุ่นวายให้กับผู้เป็นตาต้องลำบากใจแม้แต่น้อย
กลับกันพวกเขาทั้งสามกลับรู้สึกเห็นด้วยที่ชายชราตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว ถึงแม้ว่าต่อไปพวกเขาทั้งสามจะต้องขยันล่าสัตว์ให้มากขึ้นกว่านี้อีกหน่อยก็ไม่เป็นไร
โดยที่พวกเขาทั้งสามไม่ได้ล่วงรู้เลยว่าหลังจากวันพรุ่งนี้ไปชีวิตของพวกเขาทุกคนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจนแทบจะตั้งตัวไม่ทันกัน
มีเพียงจ้าวโม่เท่านั้นที่รู้ว่าในภายภาคหน้าครอบครัวของนางจะต้องกลายเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดของหมู่บ้านหานไห่แห่งนี้อย่างแน่นอน
และอาจจะร่ำรวยกว่าทุกคนในเมืองนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งนั้นคือเรื่องของอนาคต ในตอนนี้นางเองก็ต้องเริ่มวางแผนการสร้างรายได้ของครอบครัวขึ้นมาเสียที
ในเช้าวันต่อมาจ้าวเหว่ยตั้งใจจะเข้าเมืองเพื่อนำเห็ดหลินจือที่เขากับหลานสาวพบเข้าไปขายในตัวเมืองดู
ซึ่งจ้าวโม่เองก็ขอติดตามเข้าเมืองในครั้งนี้ด้วย เพราะเด็กสาวต้องการที่จะลองเข้าไปสำรวจดูว่าในเมืองแห่งนี้นางพอจะหาลู่ทางใดในการค้าขายได้บ้าง
ดังนั้นในตอนนี้จ้าวโม่จึงกำลังนั่งอยู่บนวัวเทียมเกวียนประจำหมู่บ้านที่กำลังมุ่งหน้าไปยังตัวเมืองหานที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก
แต่สงสัยว่าวันนี้นางคงจะก้าวเท้าออกจากบ้านผิดข้างจึงทำให้ต้องมาพบเจอกับสองแม่ลูกบ้านใหญ่จ้าว
อย่างนางหลิวซื่อกับจ้าวจื่อถง บุตรสาวคนเล็กของอดีตป้าสะใภ้ใหญ่ที่กำลังนั่งจ้องมาที่นางกับผู้เป็นตาอย่างไม่สบอารมณ์เช่นนี้
“ทำไมถึงได้ดวงซวยแบบนี้กันนะจ้าวโม่เอ๊ย เฮ้อ”
เด็กสาวทำได้เพียงเอ่ยพึมพำกับตัวเองอย่างตัดพ้อกับตนเองเบา ๆ
==========================================================================================
น้องจะรวยแล้ว แต่ดวงซวยจริง ๆ นั่นแหละที่ต้องเจอสองแม่ลูกน่าตบ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ารู้แล้วว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านนั้นมีความจำเป็น อย่างไรพวกเราก็เข้าเรื่องกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”หลังจากที่ได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายแล้วถึงทำให้จ้าวโม่เริ่มใจเย็นลง จากนั้นนางจึงได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตนเองกับท่านตามาที่บ้านของอีกฝ่ายในวันนี้ทันที“ได้สิ ท่านน้าจ้าวเหว่ยเชิญนั่งรอตรงนั้นก่อนนะ ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปหยิบแผนภาพที่ดินของหมู่บ้านออกมาให้ท่านได้ลองเลือกดู”“ได้ ๆ”หลังจากที่ชายชราเอ่ยตอบรับคำของเขาแล้ว กู้เชาจึงได้เดินกลับเข้าไปภายในบ้านอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับออกมาพร้อมกับม้วนกระดาษที่ด้านในเป็นแผนภาพของที่ดินทั้งหมดในหมู่บ้านและตามหลังของเขาออกมาก็คือกู้เป้ยเป้ยที่ทำหน้าที่เอาน้ำออกมาต้อนรับแขกของบ้าน“น้ำเจ้าค่ะ”“ขอบใจมากนะเป้ยเอ๋อร์”จ้าวเหว่ยเอ่ยขอบใจเด็กสาวที่เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของผู้นำหมู่บ้านด้วยความเอ็นดู กู้เป้ยเป้ยยิ้มรับด้วยความดีใจก่อนที่เด็กสาวจะผละตัวออกไป“นี่คือที่ดินที่ยังว่างอยู่ทั้งหมดภายในหมู่บ้าน ท่านอาจ้าวลองเลือกดูก่อนว่าถูกใจที่ดินแปลงไหน แล้วเดี๋ยวข้าจะได้แจ้งราคาของที่ดินแปลงนั้น ๆ ให้ท่าน”กู้เชากางม้วนกระดาษลงตรงหน้าของสองตาหลานบ้
“เป็นจริงตามที่โม่เอ๋อร์พูดมา ขอบคุณท่านเทพที่เมตตาครอบครัวของพวกเรา”นางฟานซื่อเอ่ยขึ้นอย่างเห็นด้วยกับคำพูดที่จ้าวโม่เพิ่งจะคิดขึ้นมาได้อย่างจริงจังส่วนคนอื่น ๆ เองก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำของเด็กสาว เมื่อจ้าวโม่เห็นว่าทุกคนได้คล้อยตามคำพูดของตนเองแล้วจึงได้เอ่ยเรื่องสำคัญต่อไปขึ้นมาอีกครั้ง“เอาเป็นว่าเงินที่ฝากไว้ในร้านรับฝากเงินทุกคนสามารถใช้ได้นะเจ้าคะ”“เพียงแต่ข้าต้องการที่ดินเพิ่มสำหรับการปลูกผักเพื่อนำไปขายและยังมีบางสิ่งที่ข้าต้องการจะปลูกเพราะมันจะทำเงินให้กับบ้านของเราอย่างมากมายในอนาคตข้างหน้าเจ้าค่ะ”“แล้วเจ้าต้องการที่ดินตรงไหนกันหรือ?”เป็นจ้าวเหยียนที่เป็นคนเอ่ยถามบุตรสาวขึ้นมาเผื่อว่าบุตรสาวของเขาจะมีที่ดินที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว“ความจริงแล้วข้าต้องการซื้อที่ดินแล้วสร้างบ้านใหม่ของพวกเราไปด้วยเลยเจ้าค่ะ ส่วนที่ดินผืนนี้ก็เก็บเอาไว้ปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว”“ส่วนที่ดินที่ข้าต้องการนั้นข้าขอไปดูแผนภาพกับท่านหัวหน้าหมู่บ้านอีกทีเจ้าค่ะ พวกท่านคิดเห็นว่าอย่างไร”จ้าวโม่เอ่ยบอกเล่าถึงแผนการที่นางคิดขึ้นมาได้เป็นสิ่งแรกหลังจากที่ได้เงินมากขึ้น เพราะนางไม่ต้องการให้ทุกคนต้องท
ตลอดเวลาที่สองตาหลานบ้านจ้าวนั่งวัวเทียมเกวียนกลับหมู่บ้าน พวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นที่สนใจจากชาวบ้านที่นั่งอยู่บนเกวียนด้วยโดยเฉพาะสองแม่ลูกบ้านจ้าวสายหลัก ที่คอยมองข้าวของที่นางกับชายชราถือกันขึ้นเกวียนไปนั้นจนถึงลงจากเกวียนดวงตาของสองแม่ลูกก็ยังคงมองตามอย่างไม่วางตาซึ่งจ้าวโม่ก็ทำเป็นไม่สนใจอีกฝ่ายแล้วพยายามเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้านของตนกับผู้เป็นตาด้วยความรวดเร็ว กว่าที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางจะกลับถึงบ้านของตนเองก็เป็นเวลาต้นยามโหย่ว (17.00-18.59) แล้วดังนั้นในตอนที่ทั้งสองเดินกลับไปถึงบ้านสมาชิกคนอื่น ๆ จึงได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าแล้วนั่นเองเมื่อคนสกุลจ้าวทั้งสี่เห็นว่าสองตาหลานได้เดินทางกลับมาพร้อมกับมือที่ถือข้าวของมากมายก็รีบพากันเดินออกไปรับทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะช่วยกันถือของช่วยเด็กสาวกับชายชราแล้วพากันเดินกลับเข้าบ้านไป ถึงแม้ว่าภายในใจของทุกคนจะมีคำถามอยู่มากมาย แต่ก็ยังอดทนรอที่จะเอ่ยถามออกไปในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังจากที่จ้าวโม่กลับมาถึงบ้านแล้วนั้นเด็กสาวก็รีบปลีกตัวเข้าครัวไปช่วยมารดาหุงหาอาหารในทันทีทิ้งให้ชายชรารับหน้าที่ตอบคำถามของผู้เป็นบิดาและพี่ชายทั้งสองของตนอย
“ถ้าท่านตาคิดเช่นนี้จริงก็ต้องไม่เอ่ยว่าเงินทั้งหมดนั้นเป็นของข้านะเจ้าคะ แต่มันคือเงินของบ้านเราเจ้าค่ะท่านตา พวกเราทุกคนสามารถใช้มันได้”จ้าวโม่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจังเป็นอย่างมาก เพราะนางไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้อีก“ตาเข้าใจแล้ว เป็นตาที่เลอะเลือนไป เจ้าอย่าโกรธตาเลยนะโม่เอ๋อร์”จ้าวเหว่ยรีบเอ่ยยอมรับผิดและยังเอ่ยงอนง้อหลานสาวที่น่ารักของตนเองอย่างไม่คิดจะอายต่อสายตาผู้คนแม้แต่น้อย“หลานหรือจะโกรธท่านตา หลานก็เพียงแค่น้อยใจเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ในเมื่อพวกเราพูดคุยกันเข้าใจแล้ว หลานก็ไม่ติดใจเรื่องนี้แล้ว พวกเรารีบไปหาซื้อข้าวของกลับบ้านกันดีกว่านะเจ้าคะ”จ้าวโม่เอ่ยบอกกับชายชราอีกครั้ง จากนั้นเด็กสาวจึงได้เอ่ยชวนอีกฝ่ายให้รีบไปหาซื้อข้าวของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านกันได้แล้วซึ่งชายชราก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำแล้วรีบออกเดินไปตามถนนที่มีจุดหมายคือตลาดกลางเมืองที่เป็นที่สำหรับจับจ่ายซื้อข้าวของต่าง ๆจ้าวโม่กับท่านตาของนางพากันเดินไปตามถนนเรื่อย ๆ พร้อมกับที่เด็กสาวเองก็กำลังคิดไปด้วยว่าตนเองจะซื้อสิ่งใดเป็นอันดับแรกจนในที่สุดนางก
“ว่าอย่างไร หรือว่าราคามันยังต่ำไปเช่นนั้นข้าเพิ่มให้เป็นหกสิบตำลึงทองเป็นอย่างไร พวกเจ้าพอใจหรือไม่?”เมื่อเสิ่นหลางเห็นว่าสองตาหลานเอาแต่นั่งเงียบไม่ยอมเอ่ยตอบตนเองก็รู้สึกเป็นกังวลว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่พอใจกับราคาที่ตนเองเสนอให้เมื่อสักครู่นี้ดังนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจเพิ่มราคาให้กับลูกค้าคนสำคัญเพิ่มอีกสิบตำลึงทองเพื่อให้อีกฝ่ายตกลงขายเห็นหลินจือแดงทั้งหมดให้กับเขาเสียเพราะเขามีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันจริง ๆ ด้วยเขาสามารถนำมันไปเพิ่มราคากับคนที่จะมาซื้อกับเขาได้อีกมากนั่นเอง“ตกลงเจ้าค่ะ ข้ากับท่านตาตกลงขายเห็ดหลินจือทั้งหมดให้กับเถ้าแก่เสิ่นในราคาดอกละหกสิบตำลึงทองเจ้าค่ะ”เป็นจ้าวโม่ที่เอ่ยตกปากรับคำตอบรับราคาที่อีกฝ่ายเสนอมาให้ เพราะนางเห็นว่าในตอนนี้ท่านตาของนางนั้นได้สติหลุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งคำตอบของเด็กสาวก็สร้างความดีใจให้กับเสิ่นหลางเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะว่าเขามีสมุนไพรที่บุคคลสำคัญต้องการมากที่สุดมาอยู่ในมือของเขาแล้วในตอนนี้“ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ใครอยู่ข้างนอกบ้างเข้ามานี่หน่อยสิ”เสิ่นหลางเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ จากนั้นเขาจึงได้เอ่ยเรียกเด็กในร้านเพื่อต้องการ
“ว่าอะไรนะโม่เอ๋อร์?”จ้าวเหว่ยเอ่ยถามหลานสาวของตนเองขึ้นหลังจากได้ยินเสียงของเด็กสาวเอ่ยพึมพำอะไรบางอย่าง“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านตา ข้าเพียงแค่กำลังบ่นกับตัวเองเท่านั้น ว่าแต่พวกเราใกล้จะถึงกันหรือยังเจ้าคะ?”จ้าวโม่เอ่ยตอบผู้เป็นตาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่นางจะเอ่ยถามอีกฝ่ายว่าใกล้จะถึงจุดหมายกันหรือยัง“ใกล้แล้วละ น่าจะอีกไม่นานนี่แหละ”เมื่อได้รับคำตอบจากชายชราจ้าวโม่จึงทำเพียงพยักหน้ารับแทนคำตอบ จากนั้นเด็กสาวก็หันหน้ากลับไปมองวิวสองข้างทางแทนหน้าของสองแม่ลูกบ้านจ้าวที่เอาแต่นั่งมองหน้าของตนเองราวกับจะสิงร่างอยู่ในตอนนี้แทนผ่านไปราว ๆ หนึ่งเค่อในที่สุดวัวเทียมเกวียนที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางนั่งมาก็หยุดลงตรงหน้าประตูทางเข้าของเมืองหานเป็นที่เรียบร้อยหลังจากที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางลงจากวัวเทียมเกวียนกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้จ่ายค่าโดยสารในครั้งนี้คนละสองอีแปะจากนั้นสองตาหลานก็พากันเดินสะพายตะกร้าเดินผ่านประตูเมืองเข้าไปเพื่อไปยังร้านรับซื้อสมุนไพรที่ชายชราคุ้นเคยต่อตลอดสองข้างทางที่จ้าวโม่เดินผ่านจะมีร้านรวงขายของอยู่ตลอด เพราะเส้นทางหลักที่พวกทั้งสองใช้เดินอยู่ในตอนนี้เป็นเส้นทางห







