LOGIN“พี่สาวบอกว่าเป็นบ่าวรับใช้ที่จวนนายอำเภอลั่วหยางหรือเจ้าคะ?”
“ใช้ที่นี่เป็นเขตอำเภอลั่วหยาง” “แล้วพี่สาวพอจะรู้หรือไม่ว่าที่นี่ห่างจากเมืองหลวงมากน้อยเพียงใด?” สตรีผู้นั้นทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบขึ้นมา “ที่นี่อยู่ไกลจากเมืองหลวงมากประมาณ500ลี้เห็นจะได้(250กิโลเมตร)” อันฉีไม่คาดคิดว่าพวกนางจะมาไกลถึงเพียงนี้ แต่หากรู้เช่นนี้แล้วก็ไม่ยากที่จะหาทางกลับไปที่เมืองหลวง แต่ว่าก็คงต้องใช้เวลานานเลยทีเดียว “พี่สาวชื่อว่าอะไรหรือเจ้าคะ?” “ข้าชื่อว่าฮุ่ยอัน” “ข้าชื่ออันฉีส่วนพี่สาวของข้าชื่อว่าหมิงเยว่เจ้าค่ะ พี่สาวข้าต้องการเดินทางไปเมืองหลวง ข้าต้องการเช่ารถม้าท่านพอจะช่วยข้าเรื่องนี้ได้หรือไม่?” “ข้าช่วยพวกเจ้าได้แน่นอนแต่ว่าคงต้องรอให้ข้าดีขึ้นกว่านี้” อันฉีพอได้ยินก็รู้สึกผิดขึ้นมา “ไม่ ๆ ข้าไม่ได้หมายถึงตอนนี้เจ้าค่ะ รอให้พี่สาวหายดีก่อนเจ้าค่ะ อืมว่าแต่…พี่ฮุ่ยอันท่านอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของท่านหรือไม่เจ้าคะ?” “ข้าก็อยากเปลี่ยนนะแต่ว่าข้ายากจนมาก ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรเงินก็ไม่มีความรู้ก็ไม่มีติดตัวเลย” “หากว่าพี่ฮุ่ยอันคิดจะเปลี่ยนข้าจะช่วยท่านเอง แต่ว่าข้าต้องไปถึงที่เมืองหลวงข้าถึงจะช่วยท่านได้” ฮุ่ยอันมองใบหน้าของอันฉีที่ดำเมี่ยมไม่ต่างจากองค์หญิงหมิงเยว่ ดูก็รู้ว่าพวกนางกำลังอำพรางตัวตน แต่นางก็ไม่คิดจะถามออกไป “ที่ข้าพูดเช่นนี้เพราะข้าต้องการความช่วยเหลือ หากว่าพี่ฮุ่ยอันช่วยข้า ข้าก็จะช่วยพี่ฮุ่ยอันเช่นเดียวกัน” อันฉีเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง ฮุ่ยอันครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมา “ได้ข้าจะช่วยพวกเจ้า” อันฉียิ้มออกมาอย่างพอใจ “ถ้าเช่นนั้นรอให้พี่ฮุ่ยอันหายดีแล้วเราค่อยว่ากันอีกทีเจ้าค่ะ” ฮุ่ยอันพยักหน้าก่อนจะเอนตัวลงนอนอีกครั้ง อันฉีและองค์หญิงหมิงเยว่ช่วยดูแลฮุ่ยอันอยู่ถึงสามวันเต็ม ๆ นางถึงเริ่มดีขึ้น อันฉีขุดมันเทศมาต้มจนหมด ตอนนี้ไม่มีอะไรให้กินแล้วแต่โชคดีที่ฮุ่ยอันอาการดีขึ้นแล้ว อันฉีจึงไม่ต้องกังวลมากนักเพราะอีกไม่นานนางจะเอาเครื่องประดับไปขาย จากนั้นค่อยซื้ออาหารกินตอนนี้ก็ทนหิวไปก่อน ทางด้านเมืองหลวงแห่งแคว้นต้าหมิง ผ่านไปเจ็ดวันแล้วทุกคนก็ยังไม่มีข่าวคราวของอันฉีและองค์หญิงหมิงเย่ว ยามนี้ฮ่องเต้ทรงกังวลและเป็นห่วงความปลอดภัยขององค์หญิงเป็นอย่างมาก พระสนมกุ้ยเฟยก็ล้มประชวลเพราะเป็นห่วงองค์หญิง เสนาบดีฟู่อันเฉิงก็ไม่ต่างกันนัก เขานั่งด้วยสีหน้าอมทุกข์อย่างไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ การที่ไม่มีข่าวคราวของนางเลย ทำให้ใจของเขาเจ็บปวดราวกับมีมีดมากรีดลงกลางใจของเขา เขาแทบไม่แตะข้าวปลาอาหาร จนองครักษ์คนสนิทนึกเป็นห่วง กลัวว่าเขาจะล้มป่วยลง เขาให้คนไปจับน้องชายของฟู่ฮูหยินและบุตรชายของฟู่ฮูหยินมาสอบปากคำ แต่ทุกคนก็บอกแบบเดียวกันกับที่ฟู่ฮูหยินสารภาพ เขาจึงได้แต่จับขังเอาไว้ก่อน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะยังไม่ลงมือ แต่ก็วางแผนเตรียมจะลงมือ ซึ่งถือว่าก็มีความผิดเช่นกัน ส่วนหมิงอ๋องก็นั่งจมอยู่กับกังวลและเป็นห่วง หน้าตาของเขาอิดโรยขอบตาดำคล้ำเพราะไม่ค่อยได้นอน เจ็ดวันผ่านไปแล้วยังคงไร้วี่แววใด ๆ สวรรค์ขออย่าให้พวกนางเป็นอะไรเลย แค่เพียงคิดใจของเขาก็เจ็บปวดเกินกว่าจะรับไหวแล้ว ทางราชสำนักให้ทหารไปติดรูปตามเมืองต่าง ๆ หากมีใครพบเห็นให้รีบแจ้งทางการทันที แต่ก็ยังไม่มีใครพบเห็นและแจ้งเข้ามาสักคน ยามนี้ทุกคนต่างทุกข์ใจและกังวลใจอย่างที่สุด ได้แต่ภาวนาไม่ให้พวกนางเป็นอะไร “มีคนพบเจอบ่าวรับใช้ของคุณหนูฟู่หรือยัง?” “ยังพ่ะย่ะค่ะ” “ทางท่านเสนาบดีฟู่พบเบาะแสอะไรหรือไม่?” “เขาให้คนมาแจ้งว่าให้คนคอยจับตามองแต่ละตระกูลก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติอันใดพ่ะย่ะค่ะ” หวังเหล่ยเอ่ยรายงานตามที่ได้รับแจ้งมา หมิงอ๋องถอนใจออกมาอย่างหนักใจ คนร้ายดูเหมือนจะวางแผนมาเป็นอย่างดี ไม่สร้างพิรุธและทิ้งร่องรอยเอาไว้เลย ตอนนี้เขามืดแปดด้านจริง ๆ ส่วนแม่ทัพจ้าวยามนี้เพิ่งรู้ใจตนเองว่าชอบองค์หญิงหมิงเย่วก็เมื่อตอนที่นางถูกลักพาตัวไป เมื่อตอนที่มีนางมาตามตอแยและตามติดเขาเหมือนเงาตามตัว เขารู้สึกอึดอัดและรำคาญอย่างบอกไม่ถูก แต่พอนางมาหายไปเช่นนี้ใจเขากลับเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก องค์หญิงได้โปรดอย่าเป็นอะไรนะ ต้องโทษที่กระหม่อมรู้ใจตนเองช้าไป รัชทายาทหมิงเฟยหลงต่างกังวลและเป็นห่วงพวกนางไม่ต่างกัน ตัวเขาให้คนไปจับตัวคุณหนูฟู่ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายนางแต่อย่างใด เขาเพียงอยากพูดคุยกับนางและอยากเสนอตำแหน่งว่าที่พระชายาให้กับนางก็เพียงเท่านั้น แต่ว่าวิธีการของเขาฟังดูแล้วมันก็ไม่เข้าท่าจริง ๆ พอเขามานั่งคิดทบทวนก็รู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย หากว่าเขาจับนางมาจริง ๆ เรื่องราวคงบานปลายใหญ่โตกว่าที่เขาคิดเอาไว้ โชคดีที่คนของเขาไม่ได้จับนางมา เขาไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะรู้สึกชอบนางมากขนาดนี้ ชอบจนไม่อยากให้ใครได้นางไปครอบครองจนต้องทำเรื่องเหลวไหลขึ้นมา เมื่ออาการของฮุ่ยอันดีขึ้นแล้ว นางก็นั่งทำใจอยู่นานที่จะต้องจากบุตรชายไปไกลถึงเมืองหลวง แต่พอคิดทบทวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน นางก็คิดว่าจากไปเมื่ออนาคตที่ดี หากวันใดวันหนึ่งเขาเติบโตขึ้นมาแล้วรู้เรื่องเข้า เขาจะได้ไม่รู้สึกแย่จนเกินไปนักหากว่ามีมารดาเป็นแม่ค้าผู้หนึ่งไม่ใช่บ่าวรับใช้นายจวน ฮุ่ยอันพาอันฉีและหมิงเยว่เดินลัดเลาะไปตามเส้นทางลัดเพื่อจะไปยังตัวอำเถอเมืองลั่วหยาง เพราะนางมีพี่ชายที่มีอาชีพขับรถม้าอยู่พอดีนามว่าฮุ่ยหมิ่น นางไม่รู้ว่าเขาจะสนใจไปกับนางที่เมืองหลวงหรือไม่ แต่ว่านางก็ไม่รู้จักใครแล้วนอกจากเขา ฮุ่ยหมิ่นเช่าบ้านอยู่นอกเมืองลั่วหยางเพียงเล็กน้อย ดูเหมือนวันนี้เขาจะยังไม่ไปทำงาน เมื่อเขาเห็นฮุ่ยอันพาคนมาด้วยก็นึกแปลกใจ “พี่ใหญ่พวกนางอยากว่าจ้างให้พาไปที่เมืองหลวง ท่านสนใจจะรับงานนี้หรือไม่?” ฮุ่ยหมิ่นคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด หากเดินทางโดยไม่เปลี่ยนม้าจะใช้เวลาราว ๆ 20วันเลยทีเดียว จะเร่งรีบไม่ได้เพราะม้าจะต้องพักกินน้ำกินหญ้าไปตลอดทาง “ท่านจะคิดค่าจ้างมาได้เลยเจ้าค่ะข้ายินดีจ่าย” อันฉีรีบเอ่ยขึ้นเพราะกลัวว่าเขาจะไม่ไป “200ตำลึง” เขาเอ่ยขึ้นอันฉีมองบรรดาคุณหนูทั้งหลาย ที่ต่างพากันมาหานาง เพื่อมอบขนมเป็นของฝากและเป็นการแนะนำตัวเองว่าพวกนางเป็นใคร สาเหตุคือหมายตาพ่อหม้ายรูปงามนามว่าฟู่อันเฉิง เสนาบดีกรมยุติธรรมบิดาของพระราชายาหมิงอ๋อง อันฉีมองขนมมากมายวางเรียงอยู่บนโต๊ะอย่างขบขัน ถึงคราวท่านพ่อถูกสตรีรุมรักดูบ้างแล้ว จะว่าไปแล้วเขาก็รูปงามและหล่อเหล่ามาก ไม่แปลกใจที่ร่างนี้จะงดงามมากถึงเพียงนี้ เพราะได้ถอดแบบมาจากมารดาและบิดารวมกัน แต่ว่าคุณหนูเหล่านี้เล่นข้ามรุ่นเกินไปหรือไม่ ดู ๆ ไปแล้วพวกนางน่าจะ 16-17ปี สตรีวัยเยาว์ชอบของเก่าเอ้ย! ชอบคนมีอายุกันหรือนี่ แต่ว่านั้นก็มีส่วนแต่สิ่งสำคัญที่ทำให้พวกนาง หันมาสนใจบิดาของนาง ก็คงเป็นเพราะว่าเงินและทรัพย์สมบัติ อันฉีจะไม่ใช้คำนี้เลยหากว่า พวกนางไม่ได้มาจากตระกูลที่เป็นลูกหนี้ของนาง แผนส่งบุตรสาวมาตีสนิทและยั่วยวนเสนาบดีฟู่ หากว่าเขาพึงใจผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะโชคดีไปด้วย“โอ้โห! ขนมมากมายขนาดนี้ อันฉีน้อยเจ้าจะเปิดร้านขายขนมหรือ” องค์หญิงหมิงเยว่ก้าวเข้าพร้อมแม่ทัพจ้าวซีฮั่นและหมิงอ๋อง นางมองเห็นกล่องขนมถูกวางเรียงเอาไว้มากมายจึงเอ่ยเย้าขึ้นมาทันที ที่จริงองค์หญิงพอ
สองวันต่อมาอันฉีก็นัดทุกคนมาพบอีกครั้ง ในห้องโถงใหญ่โดยมีอันฉีและหมิงอ๋องนั่งเป็นประธาน ถัดรองลงมาก็เป็นเสนาบดีกรมยุติธรรมฟู่อันเฉิง อันฉีให้พ่อบ้านและบ่าวในจวนยกเก้าอี้มาให้ทุกคนได้นั่ง จากนั้นก็ยกน้ำชาและของว่างมาให้ทุกคน ในวันนี้ทุกคนมีท่าทีประหม่าและเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่รู้ว่าพระชายาจะตัดสินความผิดอย่างไร แต่แล้วองครักษ์หญิงเจียวจูและเลี่ยงหลิง ก็พาสตรีผู้หนึ่งเข้ามาในห้องโถง จากนั้นก็ผลักให้นางนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ทุกคนมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่เข้าใจว่า พระชายาจะพานางเข้ามาในนี้ทำไม นางมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือ “วันก่อนท่านอ๋องจับเสนาบดีเสิ่นและเสิ่นฮูหยินกลับมา เสนาบดีเสิ่นถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่วนเสิ่นฮูหยินที่ข้าไม่เอาเรื่องให้ติดคุกก็เพราะว่า ข้าต้องการให้นางหาเงินมาคืนข้า สามีภรรยากัน…สามีทำผิดภรรยาย่อมต้องรับผิดชอบร่วมกัน เสนาบดีเสิ่นจ้างนักฆ่าให้ไปสังหารข้าและบิดา ที่จริงควรตัดสินโทษประหารชีวิต แต่ข้าว่าแบบนั้นมันตายง่ายเกินไป เลยเปลี่ยนเป็นให้ติดคุกตลอดชีวิตแทน”อันฉีเอ่ยอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ทุกคนนั่งฟังด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นขึ้นมาทีละนิด เหงื่อ
“การเปลี่ยนตัวรัชทายาทเสด็จพ่ออย่าทรงได้กังวลว่าจะไม่มีใครสนับสนุนองค์ชายสาม ยามนี้ขุนนางเหล่านั้นอยู่ในเงื้อมมือของพระชายา พวกเขามีความผิดนางยังไม่ได้ตัดสินโทษ พวกเขาจะไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ได้ฟังก็ระบายยิ้มออกมาอย่างพอใจ ให้มันได้อย่างนี้สิลูกสะใภ้ของข้าทางด้านองค์รัชทายาทหมิงเฟยหลง จู่ ๆ ก็ถูกองครักษ์วังหลวงมาล้อมตำหนักนับสิบคน จากนั้นท่านราชเลขาประจำราชสำนักก็ออกมาอ่านราชโองการต่อหน้าทุกคน“ประกาศราชโองการ องค์รัชทายาทหมิงเฟยหลงกระทำความผิดอันใหญ่หลวง ด้วยการสั่งนักฆ่าให้ไปสังหารขบวนเดินทางของหมิงอ๋อง พระชายาหมิงอ๋องและเสนาบดีฟู่กรมยุติธรรม ตลอดระยะเวลาในการเดินทางหลายครั้ง ความผิดในครั้งนี้ไม่อาจให้อภัยได้ จึงขอปลดจากตำแหน่งรัชทายาท เหลือเพียงยศองค์ชายใหญ่หมิงเฟยหลง และจะถูกกักบริเวณจนกว่าจะมีบทลงโทษลงมาอีกครั้ง จบราชโองการ”ราวกับฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมากลางใจ หมิงเฟยหลงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! แข้งขาของเขาอ่อนแรงทรุดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ พวกเขารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร จบแล้วทุกอย่างมันจบแล้วไท่จื่อเฟยตกตะลึงไม่ต่างกัน ร่างกายของนางเย
เช้าวันต่อมาบ่าวในจวนตระกูลเสิ่นต่างตกใจและไม่เข้าใจว่า เหตุใดนายของจวนถึงหายไปกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเสนาบดีเสิ่น เสิ่นฮูหยิน คุณหนูเสิ่นเยว่ซิน ทำเอาบ่าวในจวนไม่รู้จะทำอย่างไรกันต่อดี คงต้องรอดูสักวันสองวันหากว่าพวกเขาหายไปจริง ๆ คงต้องไปแจ้งกับทางการ บ่าวในจวนต่างพูดคุยกันถึงการหายตัวไปของพวกเขาอย่างแปลกใจและสงสัย ทำให้บรรดาตระกูลต่าง ๆ ที่ยามนี้ต่างคอยจับผิดกันและกันอยู่ต่างหูผึ่ง เสนาบดีเสิ่นหายตัวไปพร้อมเสิ่นฮูหยินและคุณหนูเสิ่นเยว่ซินก็หายไปด้วย ทำให้ตระกูลต่าง ๆ ต้องรีบนัดเจอกันเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างเร่งด่วน“ข้าคิดว่าเขาอาจจะพาครอบครัวหนีไปแล้ว” เสนาบดีจางเอ่ยขึ้นอย่างวิเคราห์ เพราะหลังจากไปพบพระชายามา เขาก็หายตัวไปทั้งครอบครัว และเขาคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากหลบหนีความผิด“เป็นเขาจริง ๆ หรือนี่ไม่น่าเชื่อเลย ข้าว่าพวกเราต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับพระชายา เพราะหากเป็นเขาจริง ๆ พวกเราจะได้รอดพ้นโทษประหารชีวิต” เสนาบดีถังเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“ข้าเห็นด้วยกับเสนาบดีถัง ลำพังจ้างลี่จูเผาบัญชีกู้เงินโทษคงไม่ถึงกับประหารชีวิต” เสนาบดีกู้เอ่ยขึ้น เขานอนไม่หลับทั
“พวกท่านพร้อมใจกันมาหาข้า มีธุระอันใดสำคัญหรือเจ้าคะ?” อันฉีหยิบสมุดบัญชีกลับมาเปิดดูอีกครั้ง อย่างไม่ใส่ใจท่าทีกระวนกระวายของพวกเขา หมิงอ๋องรินชาให้พ่อตาอย่างเสนาบดีฟู่ โดยแสร้งไม่ใส่ใจท่าทีของพวกเขาเลยสักนิด“หากว่าพวกท่านไม่พูดข้าจะพูดเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”พวกเขาหันไปมองหน้ากัน ไม่รู้ว่านางรู้เรื่องมากน้อยเพียงใด หากสารภาพผิดตอนนี้จะเป็นการดีหรือไม่นะ หากนางยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ไม่ควรเปิดปาก อันฉีหรี่ตามองพวกเขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น“บ่าวทรยศของข้า…ลี่จู…นางเพิ่งจะเข้ามาสารภาพผิดก่อนพวกท่านจะมา”“อะไรนะ!!” ราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจ แข้งขาของพวกเขาอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง ตระกูลเสิ่น ตระกูลเซี๊ยะ ตระกูลจาง ตระกูลถัง ตระกูลโจว ตระกูลเจา ตระกูลกู้ และอีกหลายตระกูลต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลงทันที “พระชายากระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“พระชายาหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”“เป็นเพราะนางไปเสนอบอกว่าจะช่วยเผาบัญชีแลกกับเงินหนึ่งพันตำลึง เป็นเพราะความคิดชั่ววูบหลงผิดไปชั่วขณะ พระชายาโปรดให้อภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีชดใช้เงินที่กู้ยืมไปทั้งหมด” เสนาบดีจางรีบเอ่ยเป็นคนแรก อันฉีได้ยินก็ยิ้มออกออกมาอย่างเยา
หลังจากวันนั้นการเดินทางก็ดูเหมือนจะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคใด ๆ จนขบวนเดินทางมาถึงประตูเมืองหลวง โดยมีองค์ชายสามหมิงเฟยหยางออกมาต้อนรับพร้อมตระกูลจ้าวและทหารอีกมากมาย“ยินดีต้อนรับกลับเมืองหลวงอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่ พระชายา” องค์ชายสามก้มศีรษะให้กับขบวนเดินทางที่วิ่งเข้ามาแล้วหยุดลง “ขอบใจเจ้าสาม ข้าจะแวะพักที่จวนตระกูลฟู่พรุ่งนี้ถึงจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ”“ข้าจะไปทูลเสด็จพ่อตามนี้” องค์ชายพยักหน้ารับรู้“อืม” องค์ชายสามรีบกระตุกม้าหันกลับวังหลวง ส่วนขบวนเดินทางก็ตรงไปยังจวนตระกูลฟู่ทันที “องค์หญิงจะตรงไปยังจวนตระกูลจ้าวหรือว่าจะค้างที่จวนหม่อมฉันเพคะ?” องค์หญิงหมิงเยว่ครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจ ตอนนี้นางแต่งงานแล้วก็ควรต้องไปอยู่ที่จวนของตระกูลจ้าว“ข้าคงต้องไปพักที่จวนตระกูลจ้าว แต่ว่าข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ หรือไม่ก็เจ้าแวะไปที่นั่นได้ตลอดเวลา” อันฉีพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยบอกคนขับรถม้าให้ไปส่งองค์หญิงที่จวนตระกูลจ้าว จากนั้นก็คอยไปจวนตระกูลฟู่ของนาง แต่เมื่อรถม้ามาถึงหน้าจวน รถม้าก็ต้องหยุดกะทันหัน เมื่อคนขับรถม้ารีบตะโกนบอกอันฉีด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“พระชายามีสตรีเป็นลมอยู่ตรงด้านหน้







