Masukไต้ซือไป๋เย่พยักหน้าช้าๆ “แทนที่จะถามถึงเรื่องคู่ครองเช่นผู้อื่น อาตมาขอเตือนเรื่องหนึ่งกับประสกท่านนี้ เพราะอย่างไรเสียท่านก็ไม่เชื่อถือในเรื่องนี้อยู่แล้ว”
เซี่ยเฉิงอวี่สบตากับไต้ซือไป๋เย่นิ่ง ดวงตาของเขาราบเรียบไม่แสดงอาการใด ถึงอย่างนั้นไต้ซือไป๋เย่ก็ยังคงมีรอยยิ้มเข้าอกเข้าใจ
“ดวงชะตาของท่านซับซ้อน ดังนั้นโชคดีจึงมากับเคราะห์ แต่เคราะห์นั้นก็ไม่นับว่าเป็นสิ่งเลวร้าย ไม่เพียงไม่นับเป็นเคราะห์ร้าย แต่ยังเป็นสิ่งที่ช่วยให้ท่านแคล้วคลาดปลอดภัย ถึงเวลาทุกอย่างจะผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น”
ไต้ซือไป๋เย่เขียนยันต์รูปร่างแปลกตา ทับลงไปยังลายมือของเซี่ยเฉิงอวี่ จากนั้นพับเป็นสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก “อักษร ‘อวี่’ เพียงตัวเดียว แต่กลับสามารถเชื่อมดวงชะตาสองดวงเอาไว้ด้วยกัน”
กล่าวจบก็ใส่กระดาษใบนั้นลงไปในถุงปักมงคลที่มีตราประทับของวัดหนิงอัน
“แม้ยังคงไม่เชื่อถือ แต่อาตมาขอให้ประสกพกติดตัวเอาไว้ วันนี้ตอนขากลับขอให้ประสกทั้งสองใช้ประตูทิศตะวันออก ลองทำตามสักครา แล้วจะตระหนักว่าทุกสรรพสิ่งบนโลก ล้วนถูกสวรรค์กำหนดเอาไว้แล้ว ส่วนประสกท่านนี้...”
ไต้ซือไป๋เย่เงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนส่งกระดาษที่มีลายมือของเฉียนซีหลิวคืนให้ “ชะตาของท่าน ฟ้าดินเท่านั้นที่สามารถล่วงล้ำ ขออภัยที่อาตมาไร้ความสามารถ”
เฉียนซีหลิวเลิกคิ้วสบตากับเซี่ยเฉิงอวี่ ทั้งสองคนจากมาโดยไม่พูดอะไร ระหว่างเดินออกมาจากวัดโดยใช้ประตูทางทิศตะวันออก เซี่ยเฉิงอวี่ไหนเลยจะรู้ตัวว่าถุงปักมงคลได้หล่นหาย กระทั่งกลับถึงจวนเขาจึงตระหนัก
ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะแต่แรกก็ไม่เชื่อถือในเรื่องนี้ ดังนั้นกว่าจะรู้สึกเสียใจในภายหลังก็สายเกินไปเสียแล้ว
เวลาใกล้เย็นย่ำไม่ไกลจากหน้าวัดทางฝั่งประตูทิศตะวันออก กลับยังคงมีคนกลุ่มหนึ่งเดินวนเวียน เสียงสั่งการยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนั้นก็มีเสียงปลอบโยนอันอ่อนโยน
“ท่านแม่รอง ในเมื่อหายไปแล้วก็แล้วไปเถิดเจ้าค่ะ เย็นย่ำแล้วเรากลับดีหรือไม่ ป่านนี้ท่านพ่อคงเป็นห่วงแย่แล้ว”
“นั่นสิเจ้าคะท่านแม่ เรากลับกันเถิดข้าเหนื่อยแล้ว ทั้งยังหิวด้วย ในเมื่อหายไปแล้วมิสู้พรุ่งนี้เรามาใหม่...”
“เจ้ายังจะพูดมากความ เพราะเจ้าที่เอาแต่บ่นพร่ำน่ารำคาญ ดูสิถุงปักมงคลที่เพิ่งได้มาของพี่สาวเจ้าเลยหายไปเช่นนี้ เป็นข้าไม่ดีเอง ยังไม่รีบไปช่วยหาอีก”
มองดูมารดาแท้ๆ ของตนโกรธกรุ่นจนใบหน้าเขียวคล้ำ หลินชิงเหลียนได้แต่กำมือแน่น สายตาน้อยใจและประกายความเกลียดชังพุ่งตรงไปยังหลินหรงอวี่พี่สาวต่างมารดา
ตั้งแต่เล็กจนโตพี่สาวของนางมักจะได้รับความรัก ความเอาใจใส่ เพียงเพราะมารดาของอีกฝ่ายจากไปตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนนางที่เป็นน้องสาว ทั้งยังนับได้ว่าเป็นบุตรสาวอนุ กลับถูกมองข้ามมาโดยตลอด
แม้แต่มารดาแท้ๆ ของนางที่ควรจะรักและเอาใจใส่นาง กลับใส่ใจพี่สาวมากกว่าตัวนางเสียอีก
มือที่เกาะกุมกันภายใต้แขนเสื้อสั่นระริก ถุงปักมงคลที่นางซุกซ่อนเอาไว้ยับย่น ร่างเล็กแสร้งทำเป็นเดินไปยังทะเลสาบก้มๆ เงยๆ ราวกับช่วยค้นหาสิ่งของ
ถึงอย่างนั้นในยามที่มั่นใจว่าไม่มีใครมองเห็น บางอย่างกลับถูกโยนลงไปในทะเลสาบ ทั้งที่ตระหนักดีถึงคำตักเตือนของไต้ซือไป๋เย่
‘อันว่าโชคชะตานั้นถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ไม่ว่าสิ่งใดล้วนยากแก่การหลบเลี่ยง ชะตาชีวิตของแม่นางหลินผู้พี่นั้นต้องพานพบกับอันตรายร้ายแรง จนถึงขั้นอาจต้องแลกด้วยชีวิต อักษร ‘อวี่’ ของแม่นาง จะเป็นดังสายฝนดับไฟร้อน อักษรเพียงหนึ่งแต่จะทำให้แม่นางผ่านช่วงที่เลวร้ายที่สุดไปได้’
กล่าวจบไต้ซือไป๋เย่ก็หันมามองนาง ตอนนั้นนางได้แต่หลบตาเพราะกลัวจะถูกสงสัย นางอิจฉาและเกลียดชังพี่สาวมาโดยตลอด หากให้ผู้อื่นล่วงรู้เข้าจะทำอย่างไร
ได้ยินมาว่าไม่มีเรื่องใดที่ไต้ซือผู้นี้ไม่ล่วงรู้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าแค่มองก็อาจจะดูออก
‘แม่นางน้อย’
หลินชิงเหลียนถึงกับสะดุ้งตอนที่ถูกเรียก ‘เจ้าคะ’
‘คนเราต่างมีชะตาเป็นของตัวเอง วุ่นวายใจไปก็ไม่สามารถเปลี่ยน หากใจสงบเจ้าจะมองทุกอย่างได้อย่างกระจ่างแจ้ง สิ่งที่อยู่ตรงหน้าที่ทำให้จิตใจวิตกกังวลนั้น แท้จริงแล้วล้วนว่างเปล่า’
ประโยคนี้มีเพียงนางที่เข้าใจจึงได้แต่เม้มปาก ในใจขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด
...ไม่ว่าจะมองอย่างไร หลินหรงอวี่ก็เป็นเพียงคนเดียวที่คนตระกูลหลินให้ความสำคัญ เช่นนี้นางจะยังอยู่ในสายตาบิดามารดาได้อย่างไร!!!
“พี่ใหญ่ ท่านก็อย่าโทษข้าเลย ขอเพียงไม่มีท่าน ข้าก็จะกลายเป็นคุณหนูตระกูลหลินที่ทุกคนหันมาให้ความสำคัญ”
มองดูถุงปักมงคลค่อยๆ จมลงไปใต้น้ำ หลินชิงเหลียนหมุนตัวเดินจากไปด้วยแผ่นหลังเย็นชา แม้รู้ว่าพี่สาวกำลังมีเคราะห์ตามคำกล่าวทัก และถุงปักใบนั้นคือสิ่งที่อาจจะผ่อนหนักให้เป็นเบา
ถึงอย่างนั้นนางก็ยังหวังให้เคราะห์นั้นพาดผ่านเข้ามาจริงๆ เพราะมีเพียงกำจัดอีกฝ่ายเท่านั้น นางจึงจะสามารถเปล่งประกาย ไม่ต้องหลบซ่อนอยู่เบื้องหลังผู้เป็นพี่สาวเช่นในวันนี้
“เจอแล้ว!!!”
“หวังว่าในบ้านจะครึกครื้นขึ้นมามากกว่านี้ เจ้าคลอดตัวอวบอ้วนน้อยให้ข้าสักสามสี่คนเป็นอย่างไร”ใบหน้าของหลินหรงอวี่แดงก่ำ “เซี่ยเฉิงอวี่ ท่านนี่จริงๆ เลย!!”สาวใช้ที่เพิ่งออกมาต่างพากันสะดุ้งเฮือก พวกนางต่างมองหน้ากันเพราะคิดว่าแต่งงานวันแรกคู่แต่งงานใหม่ก็ทะเลาะกันเลยหรือ มิใช่เมื่อครู่ท่านมหาเสนาบดีจ้องมองฮูหยินราวกับจะกลืนกินหรือไรกระทั่งเสียงหัวเราะของท่านมหาเสนาบดีดังขึ้น พวกนางต่างก็พากันลูบอก ดูเหมือนเพียงหยอกล้อกันเท่านั้น“ท่านมหาเสนาบดีคงรักฮูหยินมาก ข้าไม่เคยได้ยินผู้ใดเรียกท่านมหาเสนาบดีด้วยชื่อและแซ่เช่นนั้นมาก่อน”“นั่นสิ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยิน”“ข้าเห็นด้วย เมื่อครู่เห็นสายตาที่ท่านมหาเสนาบดีมองฮูหยินหรือไม่” กล่าวจบพวกนางก็หัวเราะใบหน้าแดงก่ำเวลาผ่านไปข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับมหาเสนาบดีก็แพร่ออกไป บ้างก็ว่ามหาเสนาบดีรักใคร่ฮูหยินมาก กระทั่งไม่ว่านางทำอะไรล้วนเห็นด้วยทั้งสิ้นบางคนกล่าวว่าฮูหยินมหาเสนาบดีเป็นสตรีที่ดุร้ายราวแม่เสือ แต่งเข้าจวนหลายปีท่านมหาเสนาบดีกลับไม่รับอนุสักคนบางข่าวลือรุนแรงถึงขึ้นที่ว่าทุกอย่างในจวนมหาเสนาบดี ถูกฮูหยินกุมเอาไว้ในมือจนสิ้น กระท
บทส่งท้ายแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาในม่านหน้าเตียง ปลุกคนที่กำลังหลับใหลให้ตื่นขึ้น เซี่ยเฉิงอวี่ไม่เคยตื่นสายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เพราะทุกเช้าก่อนฟ้าสางเขาต้องออกจากจวนเพื่อเข้าร่วมการประชุมเช้ากระนั้นวันนี้กลับต่างออกไป เขาตื่นสายและไม่จำเป็นต้องรีบร้อนลงจากเตียง เพราะนี่คือเช้าวันแรกหลังจากผ่านงานแต่งงานอันยิ่งใหญ่และเป็นค่ำคืนแรกที่เขามีสตรีร่วมเรียงเคียงหมอน สตรีที่เขาเลือกให้อยู่เคียงข้างไปตลอดชีวิตเมื่อก่อนเขาเคยคิดว่าสตรีก็เหมือนกันทั้งนั้น พวกนางจิตใจซับซ้อนเข้าใจยาก และตัวเขาก็มีเรื่องให้ต้องทำ มากกว่าพยายามเข้าใจกระบวนการความคิดของพวกนาง เขาไม่อยากสร้างความยุ่งยากให้กับตัวเอง ด้วยการพาตัวเองเข้าไปผูกพันหลินหรงอวี่แตกต่างออกไปจากสตรีที่เขารู้จัก นางมีความคิด รู้จักแยกแยะ ไม่ตีโพยตีพายน่ารำคาญ ที่สำคัญไปกว่านั้นต่อหน้านางเขาไม่จำเป็นต้องปั้นหน้าเป็นมหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ แต่เขาคือเซี่ยเฉิงอวี่นางเชื่อใจเขาอย่างไร้กังขา ไม่สงสัย ไม่ถามให้มากความ และเขาก็ไม่ต้องอธิบายเพราะนางเข้าใจได้หลังจากใคร่ครวญเพียงเล็กน้อยมองดูใบหน้างดงามหลับใหลอยู่จนชิด เซี่ยเฉิงอวี่อมยิ้ม เขารู้สึกอย
“แม่ทัพเสิ่นคิดว่าเขาควบคุมทุกอย่างเอาไว้ แต่หารู้ไม่ว่ามิใช่ทุกคนจะมักใหญ่ใฝ่สูงเช่นกันกับเขา คนตระกูลเสิ่นที่จงรักภักดีต่อบ้านเมืองก็ยังมีอยู่”“หรือว่าเขาคิดช่วงชิงบัลลังก์จริงๆ!”เฮยโม่ถอนหายใจแต่ไม่ตอบ “หากเขาเพียงคิดควบคุมอำนาจทางการเมือง ไม่แน่ว่าเรื่องในวันนี้ตระกูลเสิ่นอาจเป็นฝ่ายชนะ แต่นี่เขาคิดจะตั้งตนเป็นใหญ่ ล้มล้างราชวงศ์” เฮยโม่ส่ายหน้าหลินหรงอวี่คิดถึงสีหน้าของเสิ่นฉงในวันนั้น “หรือว่า...” นางหวนนึกไปถึงสิ่งที่สหายเยาว์ยังกว่ากล่าวในวันนั้น กระทั่งขมวดคิ้ว “เสิ่นซูเฟยกับคุณชายห้าตระกูลเสิ่น...”“เห็นเฮยโม่มองนางด้วยสายตาประหลาดใจ นางก็ได้แต่มั่นใจในความคิดของตนก่อนหน้านี้เสิ่นฉงบอกนางว่ามีนางกำนัลซึ่งเป็นคนของเสิ่นจ้งมาหา กระทั่งกล่าวถึงราชโองการที่ถูกเขียนขึ้นก่อนหน้ามีประกาศออกมา ในวันนี้ที่เกิดการก่อกบฏของเสิ่นฉวน เสิ่นจ้งผู้เป็นบุตรชายกลับถูกบิดาส่งออกไปยังชายแดน“จักรพรรดิเล่า”“ทรงปลอดภัยดี อีกไม่นานคงได้บทสรุปแล้ว ท่านมหาเสนาบดีวางแผนนี้เอาไว้อย่างรอบคอบ เลือกคนที่เหมาะสมและไม่มีใครเห็นเขาอยู่ในสายตา คาดว่าเสิ่นจ้งเองก็คงตระหนักดีว่าไม่มีทางเลือก หากไม่อาจห้าม
“ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ ข้าไม่มีทางให้เจ้าตกอยู่ในอันตรายอย่างแน่นอน...” คล้ายเสียงเขากระซิบที่ข้างหูแผ่วเบา แต่นางไหนเลยจะล่วงรู้ว่านั่นคือเสียงเขาจริงๆ หรือเพราะตัวเองตื่นกลัวจนเกินไป ดังนั้นจึงหูแว่วกระทั่งคิดไปเองไม่รู้เวลาผ่านไปกี่ชั่วยาม หลินหรงอวี่ตื่นขึ้นพร้อมกับอาการปวดศีรษะ นางขยับตัวไม่ได้รู้สึกเหมือนร่างกายไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่ง อาการเช่นนี้นางคล้ายเคยเผชิญมาก่อน แม้อาการแตกต่างแต่ผลข้างเคียงทิ้งอาการแบบเดียวกัน...นางถูกวางยาห้องที่นางนอนอยู่ทั้งเล็กและแคบแต่ก็สะอาดสะอ้าน กลิ่นกำยานหอมยังคงลอยอวล นี่เป็นกลิ่นเปลือกสนที่นางชอบและมีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้ หนึ่งในนั้นก็คือเสิ่นฉงหัวใจของหลินหรงอวี่หล่นวูบ เสียงสนทนาแว่วเข้ามาให้ได้ยิน เป็นเสียงที่อยู่อีกด้านของผนังห้อง“ด้านนอกมีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมหรือไม่”“ยังคงวุ่นวายขอรับ ทั่วทั้งเมืองหลวงถูกปิดล้อมด้วยคนของแม่ทัพเสิ่น คาดว่าอีกไม่กี่ชั่วยามแม่ทัพเสิ่นคงบุกเข้าวังหลวงได้อย่างแน่นอน”“ฉวยโอกาสในคืนงานเลี้ยงลงมือ แม้เสี่ยงแต่เหล่าองครักษ์และทหารรักษาการที่สังสรรค์กันมาทั้งคืน เสิ่นฉวน...เสิ่นฉวน”มีเสียงถอนหายใจออกมาอย่
อยากพักผ่อนสักครู่ก็ได้ ที่นี่ท่านไม่ต้องเสแสร้งเป็นมหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่”“ที่นี่หรือ” เขาเลิกคิ้วมองนาง“ข้าหมายถึง...” นางครุ่นคิดเล็กน้อย “กับข้าท่านไม่ต้องเสแสร้งเป็นมหาเสนาบดีแค้วนเฉียน”“เช่นนั้นข้าคือใครเล่า”“เซี่ยเฉิงอวี่” นางมองเขานิ่งเขากลับยิ้มเช่นเดิม ยิ้มที่เหมือนกับทุกครั้งที่เขายิ้มให้ขุนนาง หรือแม้กระทั่งยิ้มให้คนทั่วไป เป็นรอยยิ้มที่ให้ความรู้สึกคล้ายสวมหน้ากากคิดได้ดังนั้นหลินหรงอวี่พลันขมวดคิ้วให้ตัวเอง นาง...แยกแยะได้อย่างไรว่าเขายิ้มเช่นไร ที่สำคัญไปกว่านั้นนางแยกแยะออกตั้งแต่เมื่อไรเซี่ยเฉิงอวี่ยังคงจ้องมองทุกความเปลี่ยนแปลงในดวงตาคู่งาม กระทั่งรู้สึกได้ว่านางคล้ายตระหนักถึงความหมายของเรื่องทั้งหมดจุมพิตอ่อนโยนประทับลงยังริมฝีปากอิ่มอีกครั้ง ครั้งนี้ไร้ซึ่งความลังเล มันเนิ่นนานราวกับทั้งสองไม่อยากปล่อยมือจากกันและกัน และนางเองก็ตอบสนองเขาด้วยความเต็มใจไม่มีประโยคอันหวานล้ำ ไม่มีคำพูดที่แฝงความนัย มีเพียงสัมผัสและการกระทำที่บ่งบอกว่าคนทั้งสองเข้าใจกันและกันเป็นอย่างดี“หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจในภายหลัง” เขากระซิบ“หากข้าเสียใจในภายหลังเล่า ท่านจะปล่อยข้าไปหรือ
หลินหรงอวี่โขกศีรษะรับราชโองการ แน่นอนนางย่อมไม่ได้รับเลือกเป็นสนมของจักรพรรดิ เรื่องนี้ไม่ได้ผิดความคาดหมายแต่อย่างใด เพราะบทบาทของนางในวังหลวงแห่งนี้ได้กำหนดเอาไว้แต่แรกแล้ว เพียงแต่รอว่าวันใดนางจะได้ก้าวออกมาแสดงบทบาทของตัวเองเท่านั้นการแต่งตั้งซึ่งพลิกความคาดหมาย สั่นคลอนราชสำนักกระทั่งเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น ไม่มีผู้ใดไม่จับตามองความเคลื่อนไหวของจวนแม่ทัพ เนื่องจากทุกคนล้วนมั่นใจว่าเสิ่นฉงต้องได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา หรืออย่างน้อยก็ต้องได้เป็นกุ้ยเฟยถึงอย่างนั้นตำแหน่งที่นับว่าเป็นรองท่านหญิงอีกสองคน ล้วนไม่อยู่ในความคาดหมายทั้งสิ้นหลังการแต่งตั้งย่อมมีงานเลี้ยงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ หลินหรงอวี่อยู่รับใช้ข้างไทเฮา กระทั่งหลายครั้งที่มองไปยังเซี่ยเฉิงอวี่ แต่เขากลับไม่เคยมองมายังทิศทางที่นางยืนอยู่เลยสักครั้ง มองดูเสิ่นซูเฟยที่มีท่าทีเงียบขรึม แต่กต่างไปจากนิสัยร่าเริงที่อีกฝ่ายเคยเป็น หญิงสาวได้แต่รู้สึกกังวลจักรพรรดิโจวเซวียนหล่อเหลาสง่างาม กระนั้นเขากลับมีนิสัยคล้ายเซี่ยเฉิงอวี่อยู่หลายส่วน นางมองอย่างไรก็ไม่อาจคาดเดาว่าแท้ที่จริงเรื่องราวต่อจากนี้ บทสรุปจะจบลงเช่นไรห







