Masukเมื่อถึงเวลาเลิกเรียน ด้านของขวัญที่คิดว่าวันนี้อีกคนจะมารับเธอเหมือนอย่างเคย อีกทั้งเมื่อเช้าได้บอกคนเป็นแม่เอาไว้แล้วว่าให้เขามารับเหมือนเดิม แต่ทว่าเธอก็ต้องผิดหวัง เพราะเมื่อเปิดประตูเข้ามานั่งในรถ คนที่มารับกลับเป็นแม่ของเธอ เธอจึงไม่รอช้าที่จะถามออกไป
“นายหัวล่ะคะแม่”
“นายหัวไม่รู้ออกไปไหนตั้งแต่บ่ายแล้ว”
“แล้วแม่ได้บอกนายหัวยังคะว่าหนูให้มารับ”
“บอกแล้ว”
สิ้นคำตอบของคนเป็นแม่ ของขวัญก็มีสีหน้าเศร้าลงทันที ก่อนจะก้มหน้าเล็กน้อยแล้วพึมพำกับตัวเองด้วยความรู้สึกน้อยใจอีกคน
“นายหัวไปไหน รถก็อยู่นี่ แล้วนายหัวออกไปกับใครไปหาใครกันถึงได้ไม่ว่างมารับหนู”
“ขวัญถามแม่เหรอ” เข็มมุกแสร้งถามลูกสาวออกไปทั้งที่รู้ดีว่าลูกสาวเธอเป็นอะไร เห็นลูกเป็นแบบนี้ก็อดสงสารลูกไม่ได้ แต่ทว่าเธอก็ต้องทำตามแผนต่อไป
ของขวัญที่ได้ยินคำถามของคนเป็นแม่ก็เงยหน้าขึ้นมาพูดกับแม่น้ำเสียงหงอยขณะที่สีหน้ายังคงเศร้า
“เปล่าค่ะ เรากลับบ้านกันเถอะค่ะแม่” พูดจบก็หันมองไปอีกทางนอกกระจกรถอย่างคนเหม่อลอย
คนเป็นแม่ที่มองอยู่แม้จะรู้สึกสงสารลูก แต่ทว่าก็แอบลอบยิ้มเพราะยิ่งลูกสาวของเธอมีความรู้สึกต่ออีกคนมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเข้าทางแผนการของพวกเธอ
จากนั้นเข็มมุกก็ขับรถพาลูกสาวกลับบ้าน ใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการขับรถกว่าจะถึงบ้าน เนื่องจากมหาลัยกับบ้านอยู่ไกลกันพอสมควร แต่สำหรับของขวัญเธอไม่ได้มองว่ามันไกลเท่าไหร่เพราะนั่งรถไปกลับจนชินแล้ว
ทว่าขณะที่คนเป็นแม่กำลังเลี้ยวรถเข้าไปจอดในโรงรถ ของขวัญก็เหลือบไปเห็นรถเก๋งคันสีขาวจอดอยู่หน้าบ้าน เธอจึงมองด้วยความสงสัยเพราะไม่เคยเห็นรถคันนี้มาที่บ้านมาก่อน ขณะเดียวกันคนเป็นแม่ก็จอดรถดับเครื่องยนต์สนิทพอดี เธอจึงหันไปถามคนเป็นแม่ด้วยความสงสัย
“แม่คะ นั่นรถใครเหรอคะ”
ด้านเข็มมุกจึงหันมามองลูกสาวเล็กน้อยก่อนจะชำเลืองมองไปยังรถเก๋งคันสีขาวที่เธอรู้ดีว่าเป็นรถของใคร แต่กระนั้นก็แสร้งตอบออกไปว่า...
“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน คงจะเป็นรถของแขกคุณตาคุณยายมั้ง”
ด้านของขวัญขณะที่นั่งฟังแม่พูดก็ไม่ได้หันไปมองแม่เลย เธอเอาแต่มองรถเก๋งคันดังกล่าวตามประสาเด็กอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะได้ยินคนเป็นแม่พูดต่อ
“เราเข้าบ้านกันเถอะอย่าไปสนใจเลย”
ของขวัญได้ยินเช่นนั้นจึงหันไปพยักหน้าให้แม่ แล้วหันกลับไปเตรียมจะเปิดประตูลงรถ ทว่าสายตาก็ดันเหลือบไปเห็นคนรักของตัวเองเดินออกมาจากในบ้านกับผู้หญิงคนหนึ่งที่หน้าตาสระสวย ซึ่งเธอไม่รู้จัก เห็นแบบนั้นก็รู้สึกว้าวุ่นใจขึ้นมาทันที ขณะในหัวตั้งคำถามขึ้นมาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครแล้วเธอมาทำอะไรที่นี่ อีกทั้งยามที่เห็นทั้งคู่กำลังพูดคุยกัน แม้จะไม่ได้ยินว่าพวกเขาพูดอะไรทว่าท่าทีของพวกเขาก็ดูสนิทสนมกันไม่น้อย จนเธอไม่อาจทนมองเฉยๆได้ จึงรีบเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินมุ่งไปหาคนทั้งคู่อย่างไว พอมาถึงเธอก็เอ่ยเรียกคนรักของตัวเองทันทีเพื่อให้เขาหันมาสนใจกันแทนที่จะสนใจคนอื่น
“นายหัว”
“อ้าวยัยหนู กลับมาแล้วเหรอ” แม้จะเห็นรถของตัวเองที่เข็มมุกขับไปรับเด็กสาวที่มหาลัยขับเข้ามาจอดที่โรงรถแล้ว และรออยู่ว่าเมื่อไหร่เด็กสาวจะเปิดประตูรถเดินมาหาเขา พอเห็นเธอเดินมาก็เลยแสร้งทำทีเป็นเพิ่งเห็นตามแผนที่วางไว้
ด้านของขวัญไม่ได้พูดอะไรกลับไป เธอชำเลืองมองไปยังผู้หญิงคนดังกล่าวที่ยืนอยู่ข้างคนรักของเธอนิ่งๆ พอได้มองผู้หญิงคนนี้ใกล้ๆก็ยิ่งได้เห็นความสวยของหล่อนชัดเจน แม้จะดูมีอายุไปหน่อย หากตามความคาดเดาของเธอก็น่าจะอายุน้อยกว่าคนรักของเธอไม่กี่ปี แต่ความสวยของหล่อนกลับดูโดดเด่น ทำเอาเธอที่เด็กกว่าและรู้ว่าตัวเองก็มีความสวยความน่ารักพอตัวเกือบจะหมดความมั่นใจไปเลย พอเห็นผู้หญิงสวยๆแบบนี้มาอยู่ใกล้คนรักอีกทั้งอายุของพวกเขาก็ใกล้เคียง ดูแล้วมีความเหมาะสมกันมากกว่าเธอเสียอีก ก็ทำเอาหวั่นใจไม่น้อย กลัวว่าคนรักจะหวั่นไหวและหลงใหลไปกับความสวยของสตรีอื่น
แต่ทว่าทั้งนี้ทั้งนั้นของขวัญก็ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้หล่อน แม้จะไม่รู้จักกันแต่อีกฝ่ายก็เป็นผู้ใหญ่ เธอจึงยกมือไหว้ตามมารยาท เมื่อเห็นหล่อนยกมือรับไหว้ เธอจึงยิ้มบ้างๆให้อย่างเป็นมิตร ก่อนจะเลือกไม่สนใจหล่อนแล้วมองไปยังคนรักที่มองเธออยู่ก่อนแล้ว จากนั้นจึงเอ่ยถามเขาในสิ่งที่คาใจ
“นายหัวไปไหนมาเหรอคะถึงได้ไม่ว่างไปรับหนู”
“ฉันไปทำธุระน่ะ” โกหกออกไปทั้งที่วันนี้อยู่บ้านทั้งวัน เรื่องเก่ายังไม่เคลียร์กับเด็กสาว แต่ดันหาเรื่องใหม่ใส่ตัวอีก เสร็จงานนี้คงต้องง้อกันยาว
ของขวัญที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ถามอะไรอีก เพราะคำตอบของเขาก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาไม่ต้องการให้เธอรู้ว่าเขาไปไหนหรือไปทำธุระเรื่องอะไร แต่ทว่าจู่ๆ...
“เด็กคนนี้เป็นใครเหรอคะพี่ทัพ แล้วทำไมต้องให้พี่ไปรับด้วย”
เมื่อได้ยินหล่อนเอ่ยถามคนรักของเธอพร้อมกับเข้าไปกอดแขนเขาด้วยท่าทีออเซาะ ของขวัญก็ตกใจไม่น้อย รู้สึกหวงแหนคนรักหนักกว่าเดิมอีก แต่ไม่ทันที่เธอจะได้แสดงตนเป็นเจ้าของ ก็ได้ยินคนรักเอ่ยตอบหล่อน
“ลูกสาวแม่บ้านน่ะ ผมแค่เอ็นดูก็เลยคอยไปรับไปส่งที่มหาลัยตลอด” คำพูดที่เขาไม่ได้อยากพูดแต่ก็ต้องพูดออกไป พูดเองเจ็บเอง อีกทั้งนึกตลกตัวเองสิ้นดีที่มาถึงจุดที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้ แต่เมื่อมองหน้าเด็กสาวที่มองมาด้วยสายตาผิดหวัง ก็ทำเอาปวดใจไม่น้อย
ขณะเดียวกันด้านของขวัญที่ได้ยินคำพูดไร้เยื่อใยหลุดออกมาจากปากของคนรัก ทำราวกับระหว่างเรามันไม่มีอะไรเลยนอกจากความสงสารที่เขามีให้ลูกสาวแม่บ้านอย่างเธอ แล้วสิ่งที่เธอเสียไปล่ะ หรือเขาได้เธอแล้วคิดจะเขี่ยเธอทิ้งเหมือนผู้หญิงที่ผ่านมาของเขา ที่เวลาอยากได้ก็ไปหาพอเบื่อก็ทิ้งขว้าง เมื่อตระหนักได้เช่นนั้นก็บอกได้คำเดียวว่าเจ็บมาก เธอเจ็บจนพูดอะไรไม่ออก ความรู้สึกมันอัดแน่นอยู่ในอก ใบหน้าร้อนผ่าว น้ำตาคลอเบ้า ทว่าก็พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้สุดฤทธิ์
โดยหารู้ไม่ว่าอีกคนที่มองอยู่ได้แต่ภาวนาในใจว่า...
(อย่าร้อง อย่าร้องนะยัยหนู) เขาเองก็ปวดใจไม่แพ้เธอเลยที่ต้องมาทำร้ายความรู้สึกของเธอแบบนี้ ไม่นานก็ได้ยินเด็กสาวเอ่ยถาม
“คุณน้าคนนี้เป็นใครเหรอคะนายหัว” ของขวัญพยายามบังคับเสียงพูดไม่ให้สั่น
“เธอชื่อเดือน เป็นคนที่แม่ฉันอยากให้แต่งงานด้วย” ตอบจบก็เตือนตัวเองในใจเลยว่าพอแล้ว เพราะนี่จะเป็นคำพูดสุดท้ายที่เขาจะพูดทำร้ายจิตใจเด็กสาว หลังจากนี้เขาจะไม่ทำตามแผน จะไม่พูดอะไรให้เธอเจ็บช้ำอีก
“แต่งงานเหรอ แล้วหนูล่ะคะ” ของขวัญถามออกไปทันทีเมื่อสิ้นคำตอบของคนรัก เขาพูดมาขนาดนี้ก็ชัดเจนแล้ว หากแต่เธออยากถามเขาสักคำ ถ้าผู้หญิงตรงหน้าเธอที่ยืนอยู่ข้างกายเขาเป็นคนที่แม่เขาอยากให้แต่งงานด้วย แล้วเธอล่ะ เขาเอาเธอไปไว้ที่ไหน
ขณะเดียวกันด้านจอมทัพที่ได้ยินคำถามของเด็กสาวก็ปวดใจนัก ยิ่งเธอมองมาด้วยสายตาผิดหวัง ไหนจะปากบางที่เบะคว่ำนั่นอีก เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ เขาจึงเบือนหน้าหนีเพราะกลัวตัวเองจะใจอ่อน และไม่คิดจะพูดอะไรอีก ทำเอาเด็กสาวที่เฝ้ารอคำตอบของเขายิ่งน้อยใจที่เขาไม่ยอมตอบคำถามนี้ของเธอ เธอจึงเอ่ยพูดต่ออย่างสุดจะทนด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น
“นายหัวได้หนูแล้วเลยคิดจะทิ้งหนูใช่ไหม”
จอมทัพได้ยินเช่นนั้นก็หันกลับมามองเด็กสาวแล้วเตรียมจะปฏิเสธ เพราะไม่อยากแสร้งทำร้ายจิตใจเธอไปมากกว่านี้ เพราะเรื่องมันชักจะเกินเลยกันไปใหญ่แล้ว แต่ทว่าไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรออกไป เด็กสาวก็ดันพูดขึ้นมาอีก
“ไหนนายหัวบอกว่ารักหนู โกหกหนูใช่ไหม หนูอุตส่าห์รักนายหัวทำไมนายหัวถึงทำกับหนูแบบนี้ ฮือ~”
พอพูดจบเธอก็ร้องไห้ออกมาทันที ทั้งคำพูดทั้งเสียงร้องไห้ของเด็กสาวทำเขาปวดใจแทบขาด จึงไม่รอช้าที่จะอธิบายกับเธอให้เข้าใจ
“ยัยหนูฉะ” ทว่าคำพูดกลืนหายเข้าไปในลำคอทันที เมื่อขณะที่เขาจะอธิบายก็กำลังจะคว้าตัวเด็กสาวเข้ามากอด แต่เธอก็ดันถอยไปด้านหลังทันที ทำเอาใจเขากระตุกวูบเมื่อเมียเด็กไม่ยอมให้กอด ก่อนจะได้ยินเธอพูดขึ้นเสียงดัง
“คนหลอกลวง! มาหลอกหนูทำไหม! หนูเกลียดนายหัว! หนูไม่รักนายหัวแล้ว!”
แม้จะดูก้าวร้าวทว่าเขาก็ไม่ได้นึกโกรธ กลับกัน เขารู้สึกใจไม่ดีเมื่อเธอบอกจะไม่รักเขาแล้ว แต่ทว่าไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร เด็กสาวก็คว้ามือเขาเข้าไปกัดอย่างแรง
หมับ!
กึก!
“อาส์! ยัยหนูอย่ากัด” จนเขารู้สึกเจ็บจนเก็บเสียงโอดโอยเอาไว้ไม่อยู่ ทว่าแม้ปากจะเอ่ยห้ามแต่ก็ยังยืนนิ่งให้เด็กสาวกัด หนำซ้ำเมื่อเห็นว่าเด็กสาวคงไม่ยอมปล่อยง่ายๆ เขาก็เลื่อนมืออีกข้างขึ้นมาลูบหัวเธอเบาๆอย่างทะนุถนอม ปล่อยให้เธอกัดไปเท่าที่เธอพอใจ
ด้านของขวัญขณะที่ออกแรงกัดมือใหญ่ของอีกคนอย่างเต็มแรง พอกัดจนได้กลิ่นคาวเลือดเธอจึงยอมปล่อยมือเขา ก่อนจะผลักอกแกร่งของเขาด้วยสองมือเล็กๆของเธออย่างเต็มแรงเท่าที่แรงเธอมี
พรึ่บ!
แล้วเตรียมจะวิ่งหนีเข้าบ้าน ทว่าพอหันไปก็เห็นคนในบ้านยืนเรียงกันเต็มอยู่หน้าประตู ทำเอาเธอหยุดชะงักนิ่งกับที่ด้วยความตกใจ เพราะไม่รู้ว่าทุกคนมากันตั้งแต่เมื่อไหร่ จะทันได้ยินที่เธอพูดเมื่อครู่หรือเปล่า แต่ทว่านาทีนี้เธอไม่สนอะไรแล้ว ใครจะได้ยินก็ได้ยินไป แต่เธอขอไม่อยู่รับรู้อะไรตรงนี้แล้ว จึงเลือกไม่สนใจใครทั้งนั้นแล้ววิ่งเข้าบ้านผ่านหน้าทุกคนไปทันที
“ยัยหนูฟังฉันก่อน!”
แม้จะได้ยินอีกคนเอ่ยเรียกตามหลังโดยไม่รู้ว่าเขาจะวิ่งตามมาหรือเปล่า แต่เธอก็ไม่คิดจะหยุดหรือหันหลังกลับ ตั้งหน้าวิ่งไปยังห้องนอนของตัวเองอย่างไว เมื่อเข้าห้องมาได้ก็ปิดประตูล็อคห้องทันที ก่อนจะเดินไปทิ้งตัวลงบนที่นอน ฟุบหน้าร้องไห้บนหมอนใบใหญ่ด้วยความเสียใจที่เกินจะบรรยาย...
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ







