LOGINกู้ชิงเยว่นึกขึ้นได้จึงเงยหน้าขึ้นมองชั้นตำราของบิดา นางลุกขึ้นบิดเต่ากระเบื้องตัวหนึ่งปรากฏให้เห็นช่องลับที่มีกล่องไม้ซ่อนอยู่ ในนั้นคือโฉนดที่ดินมากมายที่ตระกูลกู้เคยได้รับพระราชทานมา
“อย่าได้จัดการด้วยตัวเอง ทางที่ดีมอบคืนให้ทางการแต่ระบุให้ชัดเจนว่าที่ดินทั้งหมด เจ้าต้องการแบ่งให้กับครอบครัวทหารที่สละชีวิตในสนามรบเท่านั้น หลังมอบให้ทางการแล้วย่อมมีคนตรวจสอบเองว่าการแบ่งสรรปันส่วนเป็นไปอย่างยุติธรรมหรือไม่ นี่เป็นการหลีกเลี่ยงคำครหา ทั้งยังเป็นการส่งคืนของพระราชทานให้ทางการอย่างแนบเนียน”
กู้ชิงเยว่รีบแยกโฉนดเหล่านั้นออกมาทันที จากนั้นนางครุ่นคิดคล้ายลังเลที่จะปรึกษาชายหนุ่ม เว่ยเสวียนเพียงรอให้นางเป็นฝ่ายตัดสินใจ กระทั่งในที่สุดนางก็กล่าวออกมา
“ยังมีที่ดินที่อยู่นอกเมืองหลวง เป็นที่รกร้างหลายแปลง ที่ดินเหล่านี้เป็นของท่านแม่ ข้ากำลังคิดจะแบ่งให้เหล่าองครักษ์ที่ดูแลจวน จะอย่างไรที่นี่ก็ต้องมีการคุ้มกันบ้าง ข้าคิดจะให้พวกเขาใช้สร้างบ้าน จากนั้นให้พวกเขาผลัดกันมาคุ้มกันจวนสลับกับวันหยุด”
เว่ยเสวียนพยักหน้า “เขียนสัญญาให้เรียบร้อยว่าพวกเขาต้องทำงานกี่ปี ลงรายละเอียดว่าจะหักจากค่าแรงที่ได้รับในแต่ละปี ที่ดินนั้นถือเป็นหนึ่งในค่าตอบแทน ไม่อาจมอบให้โดยเปล่า”
“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้า
“เจ้าคิดจะใช้กี่คน” เขาถามต่อ
นางครุ่นคิดเล็กน้อย “จวนกว้างขวาง สามสิบคน ผลัดกันดูแลผลัดกันหยุดสิบวันครั้ง เรื่องค่าแรงข้าจะเพิ่มให้พวกเขาอีกนิด”
เขาพยักหน้าเห็นด้วย “เช่นนั้นใช้เพียงสามสิบคน เจ้าจะคัดเลือกอย่างไร”
นางได้แต่กะพริบตามองเขา เห็นชัดว่ายังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ เว่ยเสวียนเห็นเช่นนั้นก็รีบกล่าว “มิสู้เรื่องนี้ให้ข้าจัดการ?”
นางเม้มปากลังเล “ข้าก็ได้แต่รบกวนท่านแล้ว”
เว่ยเสวียนยิ้มบางๆ “การคัดคนดูแลจวนนั้นจะว่ายากก็ยากจะว่าง่ายก็ง่าย คัดเลือกมาสักสามสิบคนคนที่เหลือมอบเงินให้กลับไปตั้งตัวสักก้อนก็พอ ส่วนในยามกลางคืนข้าจะจัดการส่งคนจากจวนตระกูลเว่ยมาช่วยตรวจตราด้านนอกกำแพงอีกสิบคนเป็นระยะ”
นางพยักหน้าและกล่าวขอบคุณไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของเขา
กว่าจะจัดการหลายๆ เรื่องได้ลุล่วงก็เป็นเวลาค่อนคืน นี่เป็นคืนแรกที่กู้ชิงเยว่ไม่รู้จะจัดการยังไงกับเว่ยเสวียน นางกับเขายังไม่ได้เข้าหอ หลังแต่งงานเขาเองก็ถูกส่งไปชายแดน นี่จึงนับเป็นคืนแรกที่ทั้งสองจะร่วมเตียง
“พรุ่งนี้ข้าต้องกลับชายแดน” อยู่ๆ เขาก็กล่าวขึ้น
“พรุ่งนี้หรือเจ้าคะ?”
“ใช่ งานศพเสร็จสิ้น เรื่องในจวนเองก็ลุล่วงไปกว่าครึ่ง ที่เหลือข้ามั่นใจว่าเจ้าจะสามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง” เขาถอดเสื้อตัวนอกจากนั้นเดินไปนั่งลงที่เตียง ในมือมีป้ายคำสั่ง “รับเอาไว้”
กู้ชิงเยว่เดินเข้าไปหาเขารับมาด้วยใบหน้างุนงง “นี่เป็นป้ายคำสั่งของกองทัพ ข้าจะเขียนจดหมายฉบับหนึ่งเอาไว้ เจ้านำไปมอบให้องครักษ์สวีหลังข้ากลับชายแดน เขาจะจัดการเรื่องการคัดเลือกคนคุ้มกันจวนเอง เจ้าเพียงรอรับมอบคนก็พอ หากมีเรื่องใดที่ไม่อาจจัดการ ขาดเหลือสิ่งใด หรือมีเรื่องยากแก้ไข แม้กระทั่งเจ้าอาจอยากส่งข่าวไปยังชายแดน ให้เจ้าไปหาองครักษ์สวี ข้ากำชับเขาเอาไว้แล้ว ไม่ว่าเรื่องใดเขาจะช่วยเจ้าจัดการ”
กู้ชิงเยว่ก้มลงมองป้ายคำสั่งนั้น หัวใจของนางคล้ายอบอุ่นขึ้นมาก หลายวันมานี้นางรู้สึกทั้งสับสนและโดดเดี่ยว แต่เว่ยเสวียนอยู่ที่นี่ช่วยจัดการเรื่องมากมาย ตอนนี้เขายังช่วยนางคิดเผื่อไปถึงเรื่องในอนาคต
“ขอบคุณท่าน”
“เยว่เอ๋อร์”
นางเงยหน้าขึ้นมองเขา “เจ้าคะ”
“จำไว้ว่าเจ้ามิได้โดดเดี่ยวเพียงลำพัง เจ้าเป็นฮูหยินน้อยตระกูลเว่ย มีข้า มีตระกูลเว่ยที่จะคอยสนับสนุนปกป้องเจ้า แม้เจ้าไม่เหลือญาติที่เป็นคนตระกูลกู้ แต่เจ้าไม่ได้ตัวคนเดียวแน่นอน”
นางขอบตาร้อนผ่าว “เจ้าค่ะ”
เว่ยเสวียนขยับเพื่อให้นางปีนเข้าไปด้านในเตียง “ขึ้นมาเถิด ดึกมากแล้วพรุ่งนี้ข้าจะต้องออกเดินทางแต่เช้า”
นางรีบทำตามเมื่อได้ยินเช่นนั้น “พรุ่งนี้หรือเจ้าคะ” แต่นี่ล่วงเข้ายามอิ๋น[1]แล้ว!!!
...ดังนั้นนางจึงไม่อิดออดเมื่อเขาบอกให้นอน แม้นอนไม่หลับก็พยายามควบคุมลมหายใจ หวังให้เขาหลับสักงีบก่อนฟ้าสาง
ผ่านไปครู่ใหญ่อยู่ๆ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้น “เยว่เอ๋อร์ นอนไม่หลับหรือ” เห็นนางนอนตัวเกร็งเขาอดที่จะสงสารไม่ได้
“ข้านอน...จะนอนแล้ว ท่านเองก็รีบนอนเถิด เหนื่อยมาหลายวันพรุ่งนี้ยังต้องขี่ม้าอีกไกล” เสียงของนางเจือเอาไว้ด้วยความรู้สึกผิด
[1] ช่วงเวลาตีสาม
ข่าวลือเรื่องการแพ้สงครามมีมาให้ได้ยินทุกวัน กู้ชิงเยว่ทางหนึ่งต้องสงบเยือกเย็นปลอบโยนมารดาของสามี ทางหนึ่งต้องคอยระงับอารมณ์หลังได้ยินเสียงกรีดร้องโวยวายตบตีสาวใช้ของหลี่จื่อเว่ยหลังวันที่เว่ยเสวียนกลับชายแดน นางจัดการเรื่องราวในจวนต่ออีกสองวันก็กลับมายังจวนตระกูลเว่ยเว่ยฮูหยินไม่ได้กล่าวอะไร เพียงปลอบโยนนาง จากนั้นบอกให้นางรักษาสุขภาพก่อนกลับเรื่อนมาพักผ่อน สถานการณ์ที่ชายแดนยังคงมีการศึกติดพันไม่หยุดหย่อน ผู้คนอกสั่นขวัญแขวนเพราะกังขาในการปกป้องชายแดนเหนือของตระกูลเว่ย หลังจากที่ต้าฉินสูญเสียแม่ทัพกู้คนสุดท้ายไปสินค้าต่างๆ ล้วนขึ้นราคาเพราะสงครามทำให้การขนส่งเป็นไปอย่างยากยิ่ง แม้ทางการพยายามจัดการแต่เพราะผู้คนหวาดกลัวและกักตุนข้าวของจำเป็น ดังนั้นหลายๆ อย่างจึงเริ่มขาดแคลน จวนใหญ่ๆ ยังไม่ได้รับผลกระทบแต่ชาวบ้านกลับเริ่มอยู่อย่างอัตคัดชั่วพริบตาวันเวลาก็ผ่านไปสามเดือน จดหมายที่ถูกส่งไปยังชายแดนไม่มีตอบกลับมา กู้ชิงเยว่ในใจรู้สึกกังวลแทนผู้ที่ออกศึกอยู่แนวหน้า นางไปปรึกษากับเว่ยฮูหยินจากนั้นออกไปพบองครักษ์สวีเพื่อถามข่าวคราวจากชายแดนเหนือ“ข้าบอกอะไรมากไม่ได้ บอกได้เพียงแม่ทัพเว
“ข้ากลับไปวันนี้ได้บอกลาท่านแม่แล้ว นางกำชับมาว่าเจ้าไม่ต้องรีบกลับก็ได้ จัดการเรื่องที่นี่ให้เรียบร้อย ไม่ต้องห่วงเรื่องที่จวนตระกูลเว่ย”เขากล่าวเช่นนี้หมายความว่าจะออกเดินทางจากจวนตระกูลกู้เลย?“ข้านำม้าของข้ามาแล้ว ต้องเร่งเดินทางไม่อาจนำสิ่งใดติดตัวไปด้วย” เขากล่าวจบก็พลิกกายนอนตะแคงมาหานาง “เจ้าอยู่ที่นี่ดูแลตัวเอง ดูแลท่านแม่และช่วยข้าดูแลจวนตระกูลเว่ยด้วย”“เจ้าค่ะ” นางรับคำเสียงเบารับรู้ว่ามือของเขายื่นออกมากุมมือของนางเอาไว้“เยว่เอ๋อร์”“เจ้าคะ”“ข้ารู้ว่าไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนสิ่งที่ข้าได้ทำลงไป แต่ข้ายังจะพูดอยู่ดี ข้าขอโทษ”ไม่รู้เพราะอะไรนางจึงเข้าใจว่าเขาหมายถึงเรื่องใด นางเพียงเงียบฟังเขาพูดต่อไป“ข้าทำผิดต่อเจ้า ดังนั้นจะไม่แก้ตัวในการกระทำวันนั้น ข้าสมควรให้เกียรติ สมควรบอกเจ้าให้รู้เพื่อให้เจ้าได้มีเวลาตัดสินใจ”นางขอบตาร้อนผ่าว ลึกๆ ไม่คิดว่าเขาจะกล่าวถึงเรื่องนี้ ยิ่งไม่คาดว่าเขาจะกล่าวคำขอโทษบุรุษส่วนใหญ่มักคิดเสมอว่าการกระทำของตนถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรม ยิ่งเป็นเรื่องการรับอนุเข้าจวน แม้ไม่รับการยินยอมจากฮูหยินถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังรับพวกนางเข้าไปอยู่ดีเว่ย
กู้ชิงเยว่นึกขึ้นได้จึงเงยหน้าขึ้นมองชั้นตำราของบิดา นางลุกขึ้นบิดเต่ากระเบื้องตัวหนึ่งปรากฏให้เห็นช่องลับที่มีกล่องไม้ซ่อนอยู่ ในนั้นคือโฉนดที่ดินมากมายที่ตระกูลกู้เคยได้รับพระราชทานมา“อย่าได้จัดการด้วยตัวเอง ทางที่ดีมอบคืนให้ทางการแต่ระบุให้ชัดเจนว่าที่ดินทั้งหมด เจ้าต้องการแบ่งให้กับครอบครัวทหารที่สละชีวิตในสนามรบเท่านั้น หลังมอบให้ทางการแล้วย่อมมีคนตรวจสอบเองว่าการแบ่งสรรปันส่วนเป็นไปอย่างยุติธรรมหรือไม่ นี่เป็นการหลีกเลี่ยงคำครหา ทั้งยังเป็นการส่งคืนของพระราชทานให้ทางการอย่างแนบเนียน”กู้ชิงเยว่รีบแยกโฉนดเหล่านั้นออกมาทันที จากนั้นนางครุ่นคิดคล้ายลังเลที่จะปรึกษาชายหนุ่ม เว่ยเสวียนเพียงรอให้นางเป็นฝ่ายตัดสินใจ กระทั่งในที่สุดนางก็กล่าวออกมา“ยังมีที่ดินที่อยู่นอกเมืองหลวง เป็นที่รกร้างหลายแปลง ที่ดินเหล่านี้เป็นของท่านแม่ ข้ากำลังคิดจะแบ่งให้เหล่าองครักษ์ที่ดูแลจวน จะอย่างไรที่นี่ก็ต้องมีการคุ้มกันบ้าง ข้าคิดจะให้พวกเขาใช้สร้างบ้าน จากนั้นให้พวกเขาผลัดกันมาคุ้มกันจวนสลับกับวันหยุด”เว่ยเสวียนพยักหน้า “เขียนสัญญาให้เรียบร้อยว่าพวกเขาต้องทำงานกี่ปี ลงรายละเอียดว่าจะหักจากค่าแรงที่
เมื่อกลับไปถึงจวนตระกูลกู้ ปรากฏว่ามีรถม้าจากจวนตระกูลเว่ยจอดอยู่ กู้ชิงเยว่เดาได้ไม่ยากว่าเป็นผู้ใด หลายวันมานี้เว่ยเสวียนรั้งอยู่ที่จวนตระกูลกู้มาโดยตลอด ดีแค่ไหนแล้วที่หลี่จื่อเว่ยไม่บุกเข้ามาในงานศพเพื่อชิงตัวคน นางจึงคิดว่าอีกฝ่ายนับว่ารู้สิ่งใดควรไม่ควรอยู่บ้าง“พี่เสวียน” หลี่จื่อเว่ยเดินเข้ามาชายหนุ่มที่กำลังช่วยพยุงกู้ชิงเยว่ลงจากรถม้า เขาขมวดคิ้วมองอนุของตนด้วยใบหน้าเคร่งขรึม“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าอย่ามาที่นี่ จวนตระกูลกู้กำลังไว้ทุกข์”“แต่ท่านไม่ยอมกลับไปหาข้า ข้าจึงได้แต่มาหาท่านที่นี่”“เว่ยเว่ย” เว่ยเสวียนเสียงต่ำลง “เจ้ามิใช่เด็กแล้ว อีกไม่นานก็จะกลายเป็นมารดาคน สมควรรู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร ตระกูลเว่ยเองก็เป็นตระกูลแม่ทัพ เจ้าสมควรตระหนักว่าการจากไปของแม่ทัพผู้กล้า มิใช่เรื่องที่จะทำแบบขอไปที ข้าเป็นบุตรเขยของตระกูลกู้ ต้องรั้งอยู่ช่วยงานศพและจัดการเรื่องในจวนจนเสร็จสิ้น เจ้ากลับไปเถิด”กู้ชิงเยว่ถอนใจออกมา “ท่านกลับไปกับนางเถิด หลายวันมานี้เราล้วนเหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจ ท่านเองก็สมควรได้กลับไปพัก”เว่ยเสวียนขมวดคิ้ว เห็นหญิงสาวหน้าตาอิดโรยกับหลี่จื่อเว่ยที่เกาะแขนของตนไ
“พี่ใหญ่ ป่านนี้ท่านคงได้พบกับท่านพ่อ ท่านแม่ รวมไปถึงบรรพชนตระกูลกู้แล้ว” นางถอนหายใจเบาๆ “ท่านว่า...ข้าควรทำเช่นไรต่อไปดี”นางมองไปยังดวงจันทร์ที่กำลังเคลื่อนคล้อยออกจากหมู่เมฆแสงจันทร์เริ่มสาดส่องลงมา ทำให้มองเห็นกู้ชิงเยว่ชัดเจนขึ้น นางสวมชุดไว้ทุกข์ใบหน้าเศร้าหมอง ถึงอย่างนั้นในยามที่กล่าวถึงพี่ชาย รอยยิ้มของนางกลับงดงามราวโฉมสะคราญแห่งดวงจันทร์เว่ยเสวียนจ้องหญิงสาวอยู่เช่นนั้นอย่างลืมตัว กระทั่งได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆเขานิ่งงันยืนตัวแข็งทื่อ หลายวันนับจากวันที่พากู้จิ้งกลับมา กู้ชิงเยว่เพียงน้ำตาไหลออกมาเงียบๆ นางไม่ได้ร้องไห้อีกเลยนับจากวันแรก ทุกคนที่มาร่วมงานแม้มองเห็นเพียงความเศร้าสร้อย แต่กลับไม่มีใครได้เห็นนางร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างสิ้นหวังเช่นนี้เขาเผลอก้าวตัวไปข้างหน้า ความโดดเดี่ยวที่ทำให้รับรู้ได้ของนาง ทำให้เขาลืมตัวจนห้ามตัวเองไม่อยู่ กระทั่งทำให้กู้ชิงเยว่ตกใจ นางลุกพรวดขึ้นจากนั้นถอยหลังไปอย่างหวาดระแวง“ข้าเอง” เขามองนางนิ่งไม่ได้ก้าวเข้าไปอีกนางรีบเช็ดน้ำตาออกจากนั้นมองเขา “ท่านมาถึงตั้งแต่เมื่อไร”“ครู่หนึ่งแล้ว ทุกคนตามหาเจ้ากันทั่ว บ่าวไพร่เริ่มกังวลแล้ว”ก
เมื่อกลับออกมาจากเรือนของเว่ยฮูหยิน หลี่จื่อเว่ยมีท่าทีอ่อนลงมาก แม้ใบหน้าและดวงตาไม่ยินยอม แต่ท่าทีก็ไม่นับว่าเลวร้ายเช่นเมื่อก่อนกู้ชิงเยว่มิใช่คนใจแคบ นางเพียงเดินออกมากับเสี่ยวซูไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะกลับเรือนหรือไปที่ใดอีก ทั้งยังไม่ได้กล่าววาจาเหยียบย่ำอีกฝ่าย“คุณหนู” เสี่ยวซูรินชาร้อนให้ผู้เป็นนาย ชาผู่เอ๋อของแม่ทัพเว่ยเป็นชาชั้นยอดดังนั้นกลิ่นหอมจึงลอยอวลทั่วห้อง “ทำเช่นนี้มิเท่ากับล่วงเกินเว่ยฮูหยินหรือเจ้าคะ”“ไม่หรอก เว่ยฮูหยินเองก็เกิดในตระกูลชนชั้นสูง นางเป็นนายหญิงของจวนตระกูลเว่ย สมควรตระหนักดีว่าสิ่งที่ข้ากล่าวล้วนอาจส่งผลต่ออนาคตของจวนตระกูลเว่ยทั้งสิ้น”หรือหากอีกฝ่ายไม่เข้าใจ นางจะได้วางแผนชีวิตต่อไปในอนาคต เพราะลึกๆ นางก็เริ่มมองออกแล้วว่าชีวิตในจวนตระกูลเว่ยหลังจากนี้ นางคงพบกับความสงบสุขได้ยากยิ่งแล้วผ่านไปอีกสิบวันกู้ชิงเยว่เริ่มปรับตัวเข้ากับจวนตระกูลเว่ยได้บ้างแล้ว ทุกๆ เช้านางจะแต่งตัวไปคารวะแม่สามี อยู่กินมื้อเช้า พูดคุยเป็นเพื่อน กระทั่งพบว่าหลี่จื่อเว่ยเองเมื่อเห็นนางทำอีกฝ่ายก็ทำบ้างเห็นอีกฝ่ายยอบกายให้แม้ไม่เต็มใจ หญิงสาวพยักหน้าให้จากนั้นบอกให้อีกฝ่







