ログインก็ยามรักษาหรือผ่าตัดคนไข้ นางมิได้เป็นผู้เจ็บปวดด้วยตนเอง ย่อมมิรู้สึกหวาดกลัวต่อคมมีดหรือความเจ็บแปลบเช่นผู้ถูกลงมือรักษา ความกลัวเช่นนั้นมักเป็นของผู้ที่ต้องรับมันโดยตรง หาใช่ของผู้ถือมีดไม่ เช่นเดียวกัน แม้นางจะเป็นหมอสมุนไพร ผู้ชำนาญในสรรพคุณของพืชนานาชนิด สามารถแยกแยะฤทธิ์ยาได้เพียงสูดกลิ่นหรือแตะปลายลิ้น แต่ก็ใช่ว่านางจะยินดีกับการต้องดื่มกินยาขมเหล่านั้นด้วยตนเอง
“นอนมาหลายวัน ข้าปวดเมื่อยไปทั้งตัวแล้ว หากยังต้องนอนต่ออีกสักหนึ่งเค่อ เกรงว่าข้าคงลุกขึ้นเดินไม่ได้อีกแล้วละ อาจิ้ง”
น้ำเสียงของหลินม่านเถียนเรียบเฉย หากแฝงความรำคาญบางเบาที่มิได้พยายามปิดบัง ทว่าถึงอย่างนั้น นางก็ยังยื่นมือรับถ้วยยาสมุนไพรมาโดยไม่ลังเล ปลายนิ้วเรียวรับถ้วยอย่างมั่นคง จากนั้นจึงยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดโดยไม่ชะงัก ราวกับสิ่งนั้นเป็นเพียงน้ำเปล่าที่ไร้รส ไม่ใช่น้ำยาขมฝาดที่คนทั่วไปเพียงได้กลิ่นก็ต้องขมวดคิ้ว
เหิงจิ้งรีบยื่นน้ำสะอาดให้ล้างปากอย่างรู้หน้าที่ จากนั้นจึงจัดเตรียมน้ำล้างหน้า เปลี่ยนอาภรณ์ และจัดผมให้เรียบร้อย กิริยาของนางกำนัลผู้นี้ละเอียดอ่อนทุกขั้นตอน มือที่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วแต่แฝงความระมัดระวัง ราวกับกำลังดูแลของล้ำค่า เพราะสำหรับเหิงจิ้งแล้ว หลินม่านเถียนมิใช่เพียงนาย แต่เป็นคนที่นางยินดีใช้ชีวิตแลกเพื่อปกป้อง
เมื่อแต่งกายเสร็จ หลินม่านเถียนก็ลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ก้าวออกไปยังแปลงสมุนไพรด้านหลังเรือน พื้นที่นั้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ พืชสมุนไพรนับร้อยชนิดปลูกเรียงรายแน่นขนัด สีเขียวเข้มอ่อนสลับกันเป็นชั้น กลิ่นหอมเฉพาะตัวของแต่ละชนิดผสมปะปนกันอย่างแผ่วเบา ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
กว่าหนึ่งหนาวที่ผ่านมา นางเป็นผู้รวบรวมมันมาด้วยตนเองทีละต้น ทีละชนิด ใช้เวลา ใช้ความอดทน และใช้ความรู้ทั้งหมดที่มี จนสถานที่แห่งนี้กลายเป็นโลกอีกใบที่แยกออกจากตำหนักอี้หวาง
ที่นี่คือ พื้นที่ของนาง เพียงแห่งเดียว
หลินม่านเถียนรู้ดีว่าอี้หวางย่อมล่วงรู้ทุกสิ่ง เพราะที่นี่คืออาณาเขตของเขา ต่อให้เขาไม่เคยย่างกรายมาที่เรือนไป่เหอเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตำหนัก ไม่มีทางรอดพ้นสายตาของเขาไปได้
ทว่า นางมิได้ใส่ใจ เพราะนางมิได้ทำสิ่งใดผิด เพียงปลูกสมุนไพร มิใช่วางยาพิษ มิได้คิดร้ายต่อผู้ใด ยิ่งไม่คิดร้ายต่อเขา ดังนั้น ต่อให้เขารู้ ก็ไม่มีเหตุผลจะลงโทษนางในเรื่องนี้
“พื้นยังชื้นจากฝน อี้หวางเฟยโปรดระวังด้วยเพคะ”
เหิงจิ้งเอ่ยเตือนอีกครั้ง น้ำเสียงแฝงความห่วงใยชัดเจน หลินม่านเถียนเพียงพยักหน้าเล็กน้อย มิได้ตอบอะไรเพิ่มเติม
อดีตหลินม่านเถียน มีความลับที่มิอาจเปิดเผย และเหิงจิ้งคือคนเดียวที่รู้ คุณหนูสามแห่งจวนสกุลหลิน มิได้มีใจให้บุรุษ แต่กลับมีใจให้สตรีด้วยกัน
ผู้ที่นางรัก คือองค์หญิงเซี่ยจิ่นเหยา องค์หญิงผู้สูงศักดิ์ ผู้เปรียบดั่งดวงจันทร์บนฟ้า งดงามจนผู้คนได้แต่แหงนมอง แต่ไม่มีวันเอื้อมถึง
ความลับนั้น ถูกเปิดโปงในที่สุด และผู้ที่เปิดเผย ก็คือหลินม่านถิง การลงโทษจึงเริ่มต้นขึ้นโดยไร้ความปรานี โบยตี กักขัง ทรมาน ทุกวิธีถูกนำมาใช้ เพียงเพื่อบังคับให้นาง กลับมาเป็นปกติ ตามที่ตระกูลต้องการ
แต่หลินม่านเถียนไม่เคยยอม แม้ร่างกายจะถูกทำลาย แม้จิตใจจะถูกบดขยี้ นางก็ไม่เคยก้มศีรษะ จนกระทั่ง…
ต้องนางตาย เป็นการตายอย่างเงียบงันไร้คำอธิบาย และไม่มีความยุติธรรม อารียารู้ดีว่าใครคือคนที่ทำให้เรื่องราวไปถึงจุดนั้น เพราะชีวิตของนางเองก็จบลงในลักษณะเดียวกัน ถูกหลอก ถูกหักหลัง ถูกผลักลงสู่ความตายเพราะผลประโยชน์
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางก็กลายเป็นหลินม่านเถียน แต่หัวใจ ไม่ใช่ของคนเดิม ดังนั้น ความรักของร่างนี้ นางจึงมิอาจรับไว้
หนึ่งหนาวที่ผ่านมา นางไม่เคยไปพบองค์หญิงเซี่ยจิ่นเหยาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะนางไม่ใช่หลินม่านเถียนคนเดิม และไม่มีวันเป็น
“พี่จิ้ง” เสียงของเสี่ยวลิ่วดังขึ้น
“ท่านหมอหลวงเฉามาแล้วขอรับ”
เหิงจิ้งชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย หมอหลวง มาอีกแล้ว ปกติแล้วจะมาตรวจเพียงครั้งเดียว แต่ครั้งนี้กลับมาอีกครั้ง ยิ่งทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจ
โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงภาพในวันนั้น วันที่อี้หวางเป็นผู้พาหลินม่านเถียนกลับมาส่งด้วยตนเอง เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นตลอดหนึ่งหนาวที่ผ่านมา
“อี้หวางเฟยเพคะ ท่านหมอหลวงรออยู่ที่โถงแล้ว”
หลินม่านเถียนหยุดมือจากการพรวนดิน แววตาฉายความสงสัยเพียงชั่ววูบ ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว นางลุกขึ้น ล้างมืออย่างเป็นระเบียบ จัดชายแขนเสื้อให้เรียบร้อยทุกส่วน จากนั้นจึงก้าวไปยังโถงหน้าเรือนด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“เฉาเกอถวายพระพร อี้หวางเฟยพ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงเฉาโค้งกายลงอย่างนอบน้อม แต่ภายในใจกลับรู้สึกหนาวเย็นวาบขึ้นอย่างไร้เหตุผล
ทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้านาง เขามักรู้สึกราวกับยืนอยู่ท่ามกลางน้ำแข็ง ไม่ใช่เพราะนางแสดงท่าทีเย็นชา แต่เป็นเพราะ ความนิ่งของนางนั้น ลึกเกินจะหยั่งถึง
“เชิญตามสบายเถิด ท่านหมอเฉา”
กายเพรียวบางอรชรในอาภรณ์เรียบง่ายนั้นงดงามอย่างยิ่ง งามจนยากจะละสายตา แม้มิได้ประดับเครื่องประดับใดให้โดดเด่น แต่กลับยิ่งขับให้ความงามบริสุทธิ์ของนางชัดเจนยิ่งขึ้น ราวกับบุปผาที่เบ่งบานอยู่เพียงลำพังกลางหุบเขา
ช่างน่าเสียดายที่ดอกไม้งามเช่นนี้กลับไร้ผู้คิดเชยชม หรือแท้จริงแล้ว มิใช่ไร้ผู้ชม หากแต่เป็นบุปผาที่ไม่ต้องการให้แมลงภู่หรือผึ้งหนุ่มใดเข้าใกล้
ทว่ากลับเป็นนางเอง ที่เลือกจะเชยชมบุปผาเช่นเดียวกัน ความคิดนั้นเพียงวาบผ่านในใจของหมอหลวงเฉา ก่อนที่เขาจะรีบกดมันลงไปอย่างรวดเร็ว มิกล้าปล่อยให้ล้ำลึกไปมากกว่านั้น
การตรวจชีพจรใช้เวลาไม่นานนัก เพราะบัดนี้อาการของหลินม่านเถียนนับว่าฟื้นตัวได้แล้วเกือบแปดส่วน ชีพจรมั่นคง แม้ยังมีความอ่อนล้าหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็มิใช่สิ่งที่น่ากังวล
หมอหลวงเฉาจึงหยิบพู่กันขึ้น เขียนเทียบยาสองฉบับอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลายมือคมชัดต่อเนื่องไม่มีสะดุด แสดงถึงความชำนาญที่สั่งสมมานานปี
ฉบับหนึ่งมอบให้เหิงจิ้ง เพื่อนำไปเบิกตัวยาสมุนไพรจากวังหลวงตามระเบียบ ส่วนอีกฉบับหนึ่ง เขาส่งให้เสี่ยวลิ่ว ขันทีซึ่งเป็นคนของอี้หวาง เพื่อนำไปถวายให้อี้หวางตรวจสอบ
นี่มิใช่สิ่งแปลกใหม่ เพราะคนทั้งตำหนักล้วนต้องอยู่ภายใต้สายตาของอี้หวาง ไม่เว้นแม้แต่แม่นมจ้าว ผู้เลี้ยงดูเขามาคู่กับจ้าวไท่เฟย
“อี้หวางเฟยเพคะ”
เมื่อเสี่ยวลิ่วพาหมอหลวงเฉาออกไปแล้ว เหิงจิ้งก็รีบก้าวเข้ามาใกล้ นางยื่นเทียบยาอีกแผ่นหนึ่งให้ผู้เป็นนาย
มือเล็กหยิบกระดาษขึ้นอังกับเปลวเทียนที่เพิ่งถูกจุดขึ้น เปลวไฟลุกไหวเบา ๆ ก่อนจะเผยให้เห็นตัวอักษรลับที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนเนื้อกระดาษ
หลินม่านเถียนมองเพียงครู่เดียว ข้อความนั้นสั้น และมีความหมายไม่ต่างจากเก้าฉบับก่อนหน้าแม้แต่น้อย
“อี้หวางเฟย ทรงจะปฏิเสธองค์หญิงอีกหรือไม่เพคะ”
เหิงจิ้งเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง เพราะนี่มิใช่การนัดหมายครั้งแรก นับตั้งแต่นางแต่งเข้าตำหนักอี้หวาง องค์หญิงเซี่ยจิ่นเหยาก็ส่งข้อความลับมาแทบทุกเดือน
เพื่อขอพบ ขอเพียงพบหน้า แม้เพียงครั้งเดียว แต่หลินม่านเถียนกลับเมินเฉยมาโดยตลอด
“ก็วางเฉยต่อไป” น้ำเสียงของนางเรียบสงบ
“สักวัน องค์หญิงย่อมตัดใจได้เอง” นางหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่ออย่างชัดเจน
“ระหว่างข้ากับนาง ชาตินี้ถือว่าสิ้นวาสนาต่อกันแล้ว”
เหิงจิ้งลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางรู้ดีว่าความสัมพันธ์เช่นนั้นมีแต่จะนำปัญหามาให้ ยิ่งหากเกี่ยวพันกับองค์หญิง ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่อันตรายเกินจะรับมือ
สายตาของเหิงจิ้งทอดมองผู้เป็นนาย เต็มไปด้วยความจงรักภักดี และความรักที่ลึกซึ้งเกินคำอธิบาย
หลินม่านเถียนงดงาม เย็นชา และห่างไกล ราวกับหิมะบนยอดเขาที่ไม่มีผู้ใดเอื้อมถึง แต่เหิงจิ้งกลับหลงใหลในความนิ่งงันนั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ทว่า ความรักของนาง มิได้ต้องการครอบครอง เพียงได้เฝ้ามอง เพียงได้อยู่ใกล้ เพียงได้เห็นอีกฝ่ายปลอดภัย นั่นก็เพียงพอแล้ว
เพราะนางรู้ดี ความรักระหว่างสตรีกับสตรี มิใช่เพียงยากจะสมหวัง หากแต่แทบเป็นไปไม่ได้ในโลกนี้ ดังนั้น นางจึงเลือกเก็บมันไว้ เป็นเพียงความจงรักภักดี ที่ไม่มีวันเอ่ยออกไป
“แล้วเรื่องงาน…”
เสียงของหลินม่านเถียนดึงนางกลับสู่ความจริง
“ท่านลุงเหิงมีข่าวใดส่งมาหรือไม่”
เหิงจิ้งรีบก้มศีรษะ เก็บซ่อนความรู้สึกทั้งหมดอย่างแนบเนียน
“กราบทูลอี้หวางเฟย ท่านลุงเหิงเพิ่งส่งข่าวมาเพคะ คืนนี้มีงาน และเขาระบุชัดว่าต้องการให้เป็นฝีมือของพระองค์เท่านั้น”
แววตาของหลินม่านเถียนไหววูบเล็กน้อย มิใช่ความหวาดหวั่น หากแต่เป็นความพึงพอใจ เพราะ งาน ที่ว่านั้น หมายถึงแผ่นทอง ทองที่นางสะสมไว้ทีละน้อย เพื่อวันหนึ่ง จะได้หลุดพ้นจากที่แห่งนี้
“สถานที่อยู่ที่ใด” นางถามต่อทันที
“อารามเหมี่ยวเหอ ริมแม่น้ำไห่ซานเพคะ”
หลินม่านเถียนพยักหน้าเบา ๆ อารามนั้นนางคุ้นเคยดี เคยไปมาแล้วหลายครั้ง เส้นทางไม่ไกล หากเคลื่อนไหวรวดเร็ว สามชั่วยามก็น่าจะเพียงพอ
ไปและกลับ โดยไม่ทิ้งร่องรอย และไม่ทันให้ผู้ใดสงสัย ตราบใดที่นางกลับมาก่อนฟ้าสาง
อี้หวาง หรือจ้าวไท่เฟย ย่อมไม่มีทางล่วงรู้ ริมฝีปากบางของนางขยับเล็กน้อย แววตานิ่งสงบ แต่ลึกลงไป คือการคำนวณอย่างแม่นยำ
อีกไม่นาน…
นางจะมีต้นทุนเพียงพอ และเมื่อถึงวันนั้น ตำหนักอี้หวางแห่งนี้ จะไม่มีวันกักขังนางได้อีกต่อไป
ตอนพิเศษขบวนรถม้าขนาดกลางกำลังเคลื่อนออกจากเมืองหลวงในช่วงปลายยามอิ๋น หลินม่านเถียนนางขยับเปิดผ้าม่านออกไปมองภาพของตำหนักใหญ่โตที่มีทั้งสุขและทุกข์ปนเปมาตลอดร่วมสองหนาวด้วยสายตาสงบนิ่ง "ท่านจะไม่เสียใจในภายหลังใช่หรือไม่เจ้าค่ะท่านพี่" สุดท้ายคำถามนี้ก็หลุดออกไปอีกจนได้ ก็บัดนี้จากบุรุษผู้เป็นจอมทัพเกรียงไกรต้องถูกถอดยศเรียกคืนอำนาจทุกสิ่งในมือออกไปขนาดการเดินทางนี้รถม้าก็ยังเป็นรถม้าขนาดกลางที่อดีตนางย่อมรู้ เซี่ยเฟิ่งฉีเฉียดใกล้ย่อมไม่เคย แต่วันนี้เขากลับทิ้งทุกสิ่งเพื่อนางและลูกน้อยเท่านั้น "มีอันใดต้องเสียใจกันมีเพียงเจ้า เจ้าหงส์ขาวตัวน้อย กับท่านแม่ ชีวิตนี้ข้าก็เพียงพอแล้วชื่อเสียงลาภยศสำหรับข้าล้วนจอมปลอมครอบครองเอาไว้ก็เป็นทุกข์เท่านั้นไปใช้ชีวิตอยู่นอกเมืองล้วนสุขใจ" เพราะหลังจากฮ่องเต้ยื่นคำขาดเช่นในวันที่บีบบังคับให้เขาต้องยินยอมตบแต่งรับเอาหลินม่านเถียนมาแทนหลินม่านถิง อีกครั้ง เขาก็ได้เลือกแล้ว...เลือกที่จะถอดวางทุกสิ่งคืนไปยังฮ่องเต้ วันนี้เขาจึงเป็นเพียงเถ้าแก่เซี่ยเจ้าของสำนักคุ้มภัยแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอี้หวางหรืออี้หวางเฟยอีกแล้ว มีแต่ชาวเมืองหนานซ่งครอบครัวห
ตอนที่ 41 (ตอนจบ)ในที่สุดผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเท่านั้นแผนการกำจัดคลื่นใต้น้ำเช่นสกุลเพ่ยและสกุลเผิงของอี้หวางและฮ่องเต้ก็สำเร็จ กวาดล้างต้นตอของเหล่ากบฏที่มักจะไปเกิดยังต่างเมืองอยู่บ่อยครั้งจนเรียบร้อยถึงมันจะไม่ขาวสะอาดไปจนทั่วหนานซ่งทว่าภายในรัชสมัยของฮ่องเต้พระนาม'เซี่ยเฟิ่งเหริน'ก็คงยากจะเกิดความยุ่งยากหรือเหล่ากบฏขึ้นอีกเป็นแน่ ทว่าภายใต้ข่าวดีก็ยังมีข่าวร้ายแทรกมา เมื่อขบวนส่งเสด็จจ่างกงจู่เซี่ยจิ่นเหยาถูกเหล่ากบฏเข้าปล้นเพราะคาดว่าจะจับเอานางมาเป็นองค์ประกันต่อรองกับฮ่องเต้แต่นางกลับใจเด็ดสังหารตนเองมิยิมให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ นามของนางจึงถูกจารึกเอาไว้ว่าเป็นสตรีผู้องอาจหาญกล้าผู้หนึ่งในราชวงศ์ หากแต่ที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใดคงหนีไม่พ้นเซี่ยเฟิ่งฉี แต่จะให้เขาทำเช่นไรได้ก็ในเมื่อนางเล่นกัดเขาไม่ปล่อย หากเพียงชีวิตตนเองเขาคงปล่อยนางไปได้ แต่นี่นางคิดเอาชีวิตมารดาเขาเอาชีวิตลูกของเขา หากใจอ่อนเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน เช่นอดีตคงไม่ได้ เขาจึงยินยอมเป็นคนชั่วสังหารน้องสาวเสียอีกเอง แต่ถึงแผ่นดินจะกลับมาผาสุกแล้ว เซี่ยเฟิ่งฉีก็ยังต้องรั้งอยู่เมืองหลวงต่ออีกหลายเดือนยังไม่อาจเดินทางไป
ตอนที่ 40เพ่ยสวีหรานมาหยุดยืนก่อนที่จะถึงตรงด้านหน้าของตัวเรือนไป่เหอแล้วก็ให้พลันรู้สึกได้ถึงความ'แตกต่าง'โดยสิ้นเชิงกับเรือนของตนเองนี่นะหรือเรือนของพระชายาเอกที่เป็นเพียงบุตรีของอนุนางหนึ่ง ...หึ!...มันช่างน่าขบขันยิ่งนักเพราะมันงดงามเกินหน้ากว่าเรือนของตนเองอย่างยิ่งพลันนั้นเพลิงริษยาก็พวยพุ่งก็ในใจของนางไม่เคยเจียมตนว่านางคือผู้มาทีหลัง แล้วยังมีตำแหน่งเป็นเพียงพระชายารองแต่นางเอาส่วนที่ตนเองเป็นลูกที่เกิดจากภรรยาเอก เอาฐานะของบิดาตนเอง พี่ชายและพี่สาวของตนเองมาเทียบเทียมกับหลินม่านเถียน ว่าตนเองอยู่เหนือกว่าสูงส่งกว่าโดยลืมสิ้นว่า ในตำหนักอี้หวางนี้ยกความสำคัญให้แก่พระชายาเอก เช่นจวนอื่นไม่เปลี่ยน เซี่ยเฟิ่งฉีท่านช่างเหยียบย้ำความรักของนางผู้เดียวยังพอทนทว่านี่เขาช่างหยามหมิ่นเกียรติไปถึงวงศ์ตระกูลเพ่ยของนางเห็นทีจะเกินอภัยเสียแล้ว ...ได้ในเมื่อนางดีด้วยแต่เขาเมินเฉยนางก็จะร้ายกาจไปจนเขาจดจำฝังใจจะได้เจียมตนให้มาก... "พระชายารองทรงสงบพระทัยก่อนเถิดเพคะ" ภาพที่ปรากฏต่อหน้าพวกนางนั่นก็คือความ'หวานชื่น'ที่เพ่ยเหม่ยเจียวนางคิดเอาเองว่างานนี้พี่สาวผู้เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่มาเสมอ
ตอนที่ 39หลังจากนั้นอีกเจ็ดวันเกี้ยวเจ้าสาวหลังโตก็มาส่งถึงตำหนักอี้หวาง ทว่าสิ่งที่รอคอยเจ้าสาวกลับมิใช่บุรุษผู้เป็นเจ้า มีเพียงไก่อ้วนตัวหนึ่งเท่านั้น ส่วนเหตุผลนั้นก็คืออี้หวางทรงประชวร แต่คนเช่นเพ่ยสวีหรานหาใช่สตรีโง่งมจึงโมโหจนแทบกระอักที่ทราบว่า ที่เจ้าบ่าวแม้แต่เงายังไม่เคยเฉียดใกล้มาให้พบเห็นถึงสามวันนั้นเขามัวไปเอาอกเอาใจอี้หวางเฟยที่กำลังตั้งครรภ์ "กรี๊ด!!! ..." โครม! ... เพล้ง! "พระชายารองทรงระงับโทสะก่อนนะเพคะ หากคนด้านนอกมาได้ยินได้ฟังท่านจะเสียภาพลักษณ์ที่สร้างมานานนะเพคะระงับความโกรธลงก่อนเถิด ใจเย็นลงสักนิด" เหม่ยเจียวที่พยายามห้ามปรามผู้เปรียบเสมือนนายของตนเอามากกว่าจะเป็นน้องสาวผู้หนึ่งของเพ่ยสวีหรานไว้ด้วยนางนั้นถึงนางเองจะเป็นบุตรที่เกิดจากอนุภรรยาแต่ก็นางก็คือบุตรสาวของเช่นเดียวท่านเจ้ากรมกลาโหมนางหนึ่งเช่นกัน แต่จะเป็นอันใดหากนางไม่ถูกบิดาส่งเสริมย่อมถูกพี่สาวที่เกิดจากภรรยาเอกกดขี่เสียยิ่งกว่านางทาสแม้แต่คำแทนตนเองระหว่างกันยังมิอาจเรียกอีกฝ่ายเป็นพี่สาวไปได้ "ใจเย็นเช่นนั้นหรือ...นังโง่! ...สวามีของข้านั้นมัวแต่ไปกกกอดอยู่กับนังปีศาจร่านสวาทม่านเถียนทั้ง
"มันจะดีหรือฮองเฮา เจ้าต้องรู้เอาไว้เสียก่อนว่าวิวาห์นี้น้องสาวของเจ้าจะมิใช่พระชายาเอกทว่านางตบแต่งเข้าไปในตำหนักอี้หวางนั้นเป็นได้ก็เพียงพระชายารองเท่านั้น" เซี่ยเฟิ่งฉีเขาเพียงรอดูชมฝีไม้ลายมือของไทเฮาและฮ่องเต้ตลบหลังเพ่ยสวีจีที่นางยังไม่ระแวงเลยว่าตนเองก็คงถูก'ต้อน'เข้าหลุมใหญ่รอเวลาฝังกลบไปพร้อมพวกพ้องเลยสักนิด "ถึงออกจะไม่สมควรไปสักหน่อยทว่าหากมันจะช่วยบ้านเมืองช่วยฝ่าบาทได้หม่อมฉันและท่านพ่อล้วนยินดีและเต็มใจและคิดว่าน้องหกเองนางก็ย่อมไม่ขัดขืนเป็นแน่เพคะ" ...หึ!...แมลงย่อมระเริงไฟเช่นไรคนสกุลเพ่ยเหล่านี้ก็ถูกล่อลวงโดยง่ายเพียงถูกอำนาจมาเป็นเหยื่อ... "ดี!....ฮองเฮาช่างกล่าวได้ดี เช่นนั้นในอีกเจ็ดวันก็ให้กรมพิธีการจัดเตรียมเกี้ยวสมรสให้สมฐานะคุณหนูหกตบแต่งเข้าตำหนักอี้หวางอย่าได้รอช้า" หึ! ‘ล้วนเตรียมตัวมาดียิ่ง’ เซี่ยเฟิ่งคิดอย่างแค้นใจตนเองในครั้งนี้ก็มิอาจรักษาความตั้งใจแต่เดิมของตนเองไปได้ที่จะไม่ตบแต่งสตรีใดไปร่วมตำหนักอีกยิ่งคิดใบหน้าหล่อเหล่ากลับยิ่งบึ้งตึง จวบจนเขากลับมาถึงตำหนักแล้วความรู้สึกผิดต่อหลินม่านเถียนมันก็ยิ่งมีมากล้นหัวใจ ดังนั้นเมื่อเขาได้อยู่เพียงใน
ตอนที่ 38"อย่าได้เกรงใจเลยฮองเฮา" นางสิงห์เฒ่ากับลูกเสือซ่อนลายคู่นี้กำลังเตะถ่วงเวลาให้กดดันนางอยู่สินะนับวันพวกนางจะถูกฮ่องเต้และไทเฮาร่วมมือกันลิดรอนอำนาจจนแทบไร้ที่ยืนมากขึ้นและมากขึ้นทุกวัน เพ่ยสวีจีนางมองไปที่'เป้าหมาย'ที่นางต้องทำตนเองเป็นสตรีหน้าทนไม่รู้มารยาทมาแทรกกลางอยู่ครู่หนึ่ง ส่วนเซี่ยเฟิ่งฉีเขาไม่พูดมากแต่พยายามประเมินสถานการณ์ตรงหน้าด้วยกิริยาสุขุม เพราะวันนี้มันอยู่ในแผนที่เขาวางเอาไว้กับเซี่ยเฟิ่งเหรินผู้เป็นฮ่องเต้แล้ว ออกจะทึ่งไม่น้อยที่เพ่ยสวีจีผู้นี้นางขวัญกล้าไม่น้อยจึงลงมือจริงตามที่สายลับของเขารายงานมา "จริงสิอี้หวาง พบเจอกันก็คงต้องสอบถามสักหน่อยเปิ่นกงได้ฟังข่าวลือมาหลายวันว่าอี้หวางหย่าขาดจากอี้หวางเฟยที่แท้จริงเท็จประการใดเล่า?" เซี่ยเฟิ่งฉีแสร้งนิ่งถึงอยากจะหันไปทางฮ่องเต้เหลือกำลังเมื่อได้ฟังคำถามเดียวกับที่ไท่เฮาและฮ่องเต้แสร้งปั้นแต่งถามออกมาให้คนของสกุลเพ่ยที่วางเอาไว้ หึ!...นางช่างตื้นเขินเกินไปแล้ว... "กระหม่อมมิทราบมาก่อนเลยว่าเดี๋ยวนี้ฮองเฮาจะสนใจข่าวลือไร้แก่นสารกับผู้อื่นเช่นกัน” กล่าวเนิบช้าใบหน้าสงบนิ่ง “โอ๋ว...อี้หวางช่างมีอารมณ์ขบขั
ตอนที่ 37หลินม่านเถียนนั้นมาอยู่ตำหนักอี้หวางได้เป็นวันที่สามนางก็คิดเป็นห่วงร้านกับมีเรื่องในใจให้คิดมากอยู่พอสมควร ก็นางนั้นหย่าขาดกับอี้หวางไปแล้ว ถึงเขาจะทำตน'คลั่งรัก'จนบางคราวนางยังรำคาญแต่ข้อกำหนดที่ว่าหากหย่าขาดกันแล้วสิทธิ์ของบุตรที่จะเกิดย่อมเป็นคนของฝ่ายบิดา ก็รบกวนจิตใจของหลินม่านเถียน
ตอนที่ 36ซึ่งทุกการกระทำของที่นอ๋องหนุ่มผู้เป็นพระสวามีมันกินหัวใจคนท้องที่กำลังมีอารมณ์อ่อนไหวอย่างยิ่ง จากอดีตหลินม่านเถียนคิดว่าตนเองมีหัวใจเป็นเพียงศิลาหนึ่งก้อนทว่าบัดนี้นางคิดว่าหัวใจศิลาของตนเองนั้นกลายเป็นเพียงก้อนหิมะหนึ่งก้อนที่กำลังถูกกิเลนเพลิงละลายเหลวเป็นน้ำไปหมดแล้ว "อื้อ..." เมื่
ตอนที่ 34“ข้า…ต้องการเจ้า” เขากล่าวแล้วก็หยุดนิ่ง หวังเพียงแต่ว่าหากนางเต็มใจก็ให้นางเป็นผู้เริ่ม เขามิต้องการบังคับข่มเหงนางอีกแล้ว ดวงตาที่มีเพียงแสงที่ยังมิได้ดับลงยังกลางห้องส่องประกายแวววาว ซึ่งหลินม่านเถียนรู้สึกว่าตนเองนั้นคล้ายกับกำลังถูกดูดกลืนให้นางค่อยดิ่งลึกจมลงไปในความวาววามคู่นั้นช้
ตอนที่ 33"อี้หวาง...ไม่เป็นไรเพคะ...หม่อมฉันมิเป็นไร...ไม่เป็นไรนะเพคะ..." น้ำเสียงนุ่มนวลกับฝ่ามือเรียวเล็กอ่อนนุ่มลูบแผ่นหลังแกร่งแช่มช้า เป็นครั้งแรกที่หัวใจของหลินม่านเถียนมองว่าคนตรงหน้าเขาช่างน่าสงสารเกินไปแล้ว "ข้า...กลัว...ข้าเพียงกลัวว่าเจ้ากับก้อนแป้งน้อยของเขาจะติดโรคร้ายจากข้าจึงพลั้







![สองขุนศึกขย่มนางพญาไม่อิ่มรัก (3p) – [PWP]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)