LOGIN
สายลมเดือนหกพัดเอื่อยเหนือมหานครเฉิงเล่อ เมืองหลวงแห่งอาณาจักรหนานซ่งอันยิ่งใหญ่ ยามปลายยามเว่ยฟ้าเริ่มอ่อนแสง กลิ่นหอมจางของบุปผาในสวนลอยคลอไปกับสายลม เบาบางแต่ยาวนาน ราวจะย้ำเตือนถึงความเงียบงันที่ซ่อนอยู่ใต้ความโอ่อ่าของราชสำนัก
ณ ศาลาว่านลี่ในตำหนักอี้หวาง มีดรุณีน้อยวัยสิบเก้าหนาวนั่งปักผ้าอยู่เพียงลำพัง กิริยาของนางอ่อนช้อยละมุนละไม ราวภาพวาดที่มีชีวิต เส้นผมสีดำสนิทปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าสงบนิ่ง งดงามเกินจะพรรณนา หากแต่ในความนิ่งงันนั้น กลับคล้ายมีบางสิ่งถูกกดทับเอาไว้ลึกยิ่งนัก
“อี้หวางเฟยเพคะ ปลายยามเว่ยแล้วเพคะ คนของแม่นมจ้าวมาแจ้งว่า มื้อค่ำวันนี้เป็นเวรส่งอาหารของเรือนมู่ชิงเพคะ อีกทั้งเมื่อครู่เสี่ยวลิ่วมาแจ้งว่า จ้าวไท่เฟยทรงตื่นบรรทมกลางวันแล้วเพคะ”
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นด้านข้าง ‘อาจิ้ง’ หรือเหิงจิ้ง นางกำนัลคนสนิทวัยยี่สิบเอ็ดหนาว ก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะโน้มตัวกล่าวรายงาน
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่า “อี้หวางเฟย” มิได้เงยหน้าขึ้นทันที มือเรียวเพียงเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ปักด้ายลงบนผืนผ้าอย่างประณีต ก่อนจะหยุดลงช้า ๆ
“เช่นนั้นหรือ… รอสักครู่นะ เสี่ยวลิ่ว”
น้ำเสียงของนางเนิบช้า เรียบเฉยจนแทบไร้อารมณ์ มือเล็กเรียวเก็บมุมผ้าที่ปักไปแล้วกว่าหนึ่งในสี่ส่วนอย่างเรียบร้อย ก่อนจะพับลงในกล่องไม้ด้วยท่าทีชำนาญ นุ่มนวล แต่ไม่เสียเวลาแม้เพียงครึ่งลมหายใจ
“เจ้านำกล่องนี้ไปเก็บที่เรือนไป่เหอให้ข้าก่อน แล้วค่อยตามไปที่เรือนครัว”
นางยื่นกล่องให้ขันทีน้อยผู้มีใบหน้าหมดจด จากนั้นจึงลุกขึ้น ก้าวออกจากศาลาที่นางมักมานั่งอยู่เสมอนับแต่เข้ามาในตำหนักอี้หวางได้กว่าหนึ่งปี
ร่างเพรียวบางเคลื่อนผ่านระเบียงยาว เหล่านางกำนัลและขันทีที่พบเห็นต่างก้มหน้าทำงานต่อ ราวกับมองไม่เห็นนางแม้แต่น้อย ไม่มีผู้ใดเอ่ยทัก ไม่มีผู้ใดแสดงความเคารพ
นางเพียงมองผ่านเช่นเดียวกัน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่คล้ายเยาะตนเองมากกว่าผู้อื่น ในตำหนักแห่งนี้ นางมีค่าเพียงใดกันเล่า
“พระชายาน่าชิงชัง”เพียงเท่านี้ ก็มากพอแล้ว หลินม่านเถียนกล่าวกับตนเองในใจอย่างเรียบเฉย
“แม่นมจ้าว”
เมื่อพบสตรีวัยห้าสิบกว่าหนาว นางก็โค้งกายทักทายตามมารยาท แม้ฐานะจะเป็นพระชายาเอกของตำหนักนี้ แต่นางกลับมิได้ยึดถือศักดิ์ศรีใด ๆ ชีวิตที่เรียบง่ายในมุมอันเงียบงันนี้ หากรักษาไว้ได้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
“ไท่เฟยทรงตื่นบรรทมนานแล้ว อี้หวางเฟยกลับยังละเลยหน้าที่ เห็นทีเรื่องนี้คงต้องรายงานต่ออี้หวางเสียแล้ว จะได้ทรงรู้ว่าการใดควร การใดไม่ควร มิใช่ปล่อยให้หย่อนยานจนถึงเพียงนี้”
คำตำหนิถูกกล่าวออกมาโดยไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย ก็จริงดังคำพูดนั้น
นางเป็นเพียงบุตรีคนที่สามจากฮูหยินรองของราชครูหลิน… หลินถง แม้เขาจะเป็นอาจารย์ขององค์ฮ่องเต้และอี้หวาง แต่ก็ใช่ว่าจะมีอำนาจล้นฟ้า อีกทั้งการแต่งงานครั้งนี้ก็เกิดจากความจำเป็นทางการเมือง หาใช่ความสมัครใจ
ในสายตาผู้อื่น นางจึงไร้ค่า ยิ่งกว่าถ้วยชามแตกหัก เรื่องเช่นนี้ หลินม่านเถียนรู้ดีมาโดยตลอด
“ลำบากแม่นมจ้าวแล้ว”
คำตอบของนางเรียบง่าย ไม่โต้แย้ง ไม่ขุ่นเคือง คนเช่นนาง ไม่เคยเก็บคำพูดเหล่านี้มาใส่ใจ
ตราบใดที่ยังมิถูกลงมือทำร้าย จะด่า จะว่า จะใช้งานจนแทบสิ้นแรง นางก็ล้วนยอมรับได้ทั้งสิ้น เพียงเท่านี้ ข้ายังทนไหว…
“ม่านเถียนถวายพระพรจ้าวไท่เฟยเพคะ”
เมื่อเข้าสู่เรือนมู่ต้าน นางก็โค้งกายลงต่ำ ศีรษะแทบจรดพื้น
“มาได้สักที ข้าปวดเมื่อยไปหมดแล้ว เร่งมานวดให้ข้าเถิด เถียนเถียน”
เสียงของจ้าวไท่เฟยเอ่ยขึ้นอย่างไม่ปิดบังความรำคาญ หลินม่านเถียนมิกล่าวสิ่งใด เพียงลุกขึ้นอย่างสงบ ก่อนจะหยิบเครื่องมือสำหรับนวดประคบออกมาอย่างคล่องแคล่ว
ท่วงท่าของนางชำนาญนัก ราวกับเคยทำสิ่งนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เพราะแท้จริงแล้ว นางเคยเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ในภพชาติก่อน
“อารียา พวงเพชรศักดิ์” ชื่อที่ไม่มีผู้ใดในโลกนี้รู้จัก หญิงสาวผู้มีชีวิตธรรมดา แต่จบลงอย่างไม่ธรรมดา นางตายลง เพราะถูกคู่หมั้นกับพี่สาวร่วมมือกันวางแผนฆ่า เพียงเพื่อหวังครอบครองทรัพย์สินเล็กน้อย บ้านหนึ่งหลัง ที่ดินสิบห้าไร่
แต่ที่ดินผืนนั้น กลับกลายเป็นทองคำเมื่อถูกเลือกเป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงแรมหรูระดับสูง ราคาพุ่งทะยานจนผู้คนต้องตาลุกวาว และนาง ก็กลายเป็นเพียงผู้ถูกกำจัด
ใครจะคาดคิดว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางจะได้เริ่มต้นใหม่ แต่การเริ่มต้นนั้น กลับมิได้งดงามดั่งความหวัง หลินม่านเถียน ตัวตนใหม่ของนาง กลับมีจุดจบไม่ต่างกันนัก
นางสิ้นใจไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่ออายุได้สิบแปดหนาว จากการกลั่นแกล้งของพี่สาวต่างมารดา “หลินม่านถิง”
และเมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ชีวิตที่ได้รับกลับคืน ก็หาใช่ของตนเองอย่างแท้จริงไม่ นางถูกจับมัด ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว ส่งเข้ามาในตำหนักอี้หวาง เพื่อเป็นตัวตายตัวแทน ให้แก่หลินม่านถิง
รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลินม่านเถียน ขณะมือยังคงนวดไหล่ของจ้าวไท่เฟยอย่างสม่ำเสมอ ชีวิตนี้ ช่างน่าขันยิ่งนัก ครั้งหนึ่ง นางตายเพราะถูกแย่งชิง
ครั้งนี้ นางกลับมีชีวิตอยู่ เพื่อถูกใช้แทนผู้อื่น ทว่าครั้งนี้ นางจะไม่ยอมจบลงเช่นเดิมอีกต่อไป สายตาที่เคยสงบนิ่ง ค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย ลึกลงไปในนั้น คือเปลวไฟที่ยังไม่ดับมอด
ตอนพิเศษขบวนรถม้าขนาดกลางกำลังเคลื่อนออกจากเมืองหลวงในช่วงปลายยามอิ๋น หลินม่านเถียนนางขยับเปิดผ้าม่านออกไปมองภาพของตำหนักใหญ่โตที่มีทั้งสุขและทุกข์ปนเปมาตลอดร่วมสองหนาวด้วยสายตาสงบนิ่ง "ท่านจะไม่เสียใจในภายหลังใช่หรือไม่เจ้าค่ะท่านพี่" สุดท้ายคำถามนี้ก็หลุดออกไปอีกจนได้ ก็บัดนี้จากบุรุษผู้เป็นจอมทัพเกรียงไกรต้องถูกถอดยศเรียกคืนอำนาจทุกสิ่งในมือออกไปขนาดการเดินทางนี้รถม้าก็ยังเป็นรถม้าขนาดกลางที่อดีตนางย่อมรู้ เซี่ยเฟิ่งฉีเฉียดใกล้ย่อมไม่เคย แต่วันนี้เขากลับทิ้งทุกสิ่งเพื่อนางและลูกน้อยเท่านั้น "มีอันใดต้องเสียใจกันมีเพียงเจ้า เจ้าหงส์ขาวตัวน้อย กับท่านแม่ ชีวิตนี้ข้าก็เพียงพอแล้วชื่อเสียงลาภยศสำหรับข้าล้วนจอมปลอมครอบครองเอาไว้ก็เป็นทุกข์เท่านั้นไปใช้ชีวิตอยู่นอกเมืองล้วนสุขใจ" เพราะหลังจากฮ่องเต้ยื่นคำขาดเช่นในวันที่บีบบังคับให้เขาต้องยินยอมตบแต่งรับเอาหลินม่านเถียนมาแทนหลินม่านถิง อีกครั้ง เขาก็ได้เลือกแล้ว...เลือกที่จะถอดวางทุกสิ่งคืนไปยังฮ่องเต้ วันนี้เขาจึงเป็นเพียงเถ้าแก่เซี่ยเจ้าของสำนักคุ้มภัยแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอี้หวางหรืออี้หวางเฟยอีกแล้ว มีแต่ชาวเมืองหนานซ่งครอบครัวห
ตอนที่ 41 (ตอนจบ)ในที่สุดผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเท่านั้นแผนการกำจัดคลื่นใต้น้ำเช่นสกุลเพ่ยและสกุลเผิงของอี้หวางและฮ่องเต้ก็สำเร็จ กวาดล้างต้นตอของเหล่ากบฏที่มักจะไปเกิดยังต่างเมืองอยู่บ่อยครั้งจนเรียบร้อยถึงมันจะไม่ขาวสะอาดไปจนทั่วหนานซ่งทว่าภายในรัชสมัยของฮ่องเต้พระนาม'เซี่ยเฟิ่งเหริน'ก็คงยากจะเกิดความยุ่งยากหรือเหล่ากบฏขึ้นอีกเป็นแน่ ทว่าภายใต้ข่าวดีก็ยังมีข่าวร้ายแทรกมา เมื่อขบวนส่งเสด็จจ่างกงจู่เซี่ยจิ่นเหยาถูกเหล่ากบฏเข้าปล้นเพราะคาดว่าจะจับเอานางมาเป็นองค์ประกันต่อรองกับฮ่องเต้แต่นางกลับใจเด็ดสังหารตนเองมิยิมให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ นามของนางจึงถูกจารึกเอาไว้ว่าเป็นสตรีผู้องอาจหาญกล้าผู้หนึ่งในราชวงศ์ หากแต่ที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใดคงหนีไม่พ้นเซี่ยเฟิ่งฉี แต่จะให้เขาทำเช่นไรได้ก็ในเมื่อนางเล่นกัดเขาไม่ปล่อย หากเพียงชีวิตตนเองเขาคงปล่อยนางไปได้ แต่นี่นางคิดเอาชีวิตมารดาเขาเอาชีวิตลูกของเขา หากใจอ่อนเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน เช่นอดีตคงไม่ได้ เขาจึงยินยอมเป็นคนชั่วสังหารน้องสาวเสียอีกเอง แต่ถึงแผ่นดินจะกลับมาผาสุกแล้ว เซี่ยเฟิ่งฉีก็ยังต้องรั้งอยู่เมืองหลวงต่ออีกหลายเดือนยังไม่อาจเดินทางไป
ตอนที่ 40เพ่ยสวีหรานมาหยุดยืนก่อนที่จะถึงตรงด้านหน้าของตัวเรือนไป่เหอแล้วก็ให้พลันรู้สึกได้ถึงความ'แตกต่าง'โดยสิ้นเชิงกับเรือนของตนเองนี่นะหรือเรือนของพระชายาเอกที่เป็นเพียงบุตรีของอนุนางหนึ่ง ...หึ!...มันช่างน่าขบขันยิ่งนักเพราะมันงดงามเกินหน้ากว่าเรือนของตนเองอย่างยิ่งพลันนั้นเพลิงริษยาก็พวยพุ่งก็ในใจของนางไม่เคยเจียมตนว่านางคือผู้มาทีหลัง แล้วยังมีตำแหน่งเป็นเพียงพระชายารองแต่นางเอาส่วนที่ตนเองเป็นลูกที่เกิดจากภรรยาเอก เอาฐานะของบิดาตนเอง พี่ชายและพี่สาวของตนเองมาเทียบเทียมกับหลินม่านเถียน ว่าตนเองอยู่เหนือกว่าสูงส่งกว่าโดยลืมสิ้นว่า ในตำหนักอี้หวางนี้ยกความสำคัญให้แก่พระชายาเอก เช่นจวนอื่นไม่เปลี่ยน เซี่ยเฟิ่งฉีท่านช่างเหยียบย้ำความรักของนางผู้เดียวยังพอทนทว่านี่เขาช่างหยามหมิ่นเกียรติไปถึงวงศ์ตระกูลเพ่ยของนางเห็นทีจะเกินอภัยเสียแล้ว ...ได้ในเมื่อนางดีด้วยแต่เขาเมินเฉยนางก็จะร้ายกาจไปจนเขาจดจำฝังใจจะได้เจียมตนให้มาก... "พระชายารองทรงสงบพระทัยก่อนเถิดเพคะ" ภาพที่ปรากฏต่อหน้าพวกนางนั่นก็คือความ'หวานชื่น'ที่เพ่ยเหม่ยเจียวนางคิดเอาเองว่างานนี้พี่สาวผู้เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่มาเสมอ
ตอนที่ 39หลังจากนั้นอีกเจ็ดวันเกี้ยวเจ้าสาวหลังโตก็มาส่งถึงตำหนักอี้หวาง ทว่าสิ่งที่รอคอยเจ้าสาวกลับมิใช่บุรุษผู้เป็นเจ้า มีเพียงไก่อ้วนตัวหนึ่งเท่านั้น ส่วนเหตุผลนั้นก็คืออี้หวางทรงประชวร แต่คนเช่นเพ่ยสวีหรานหาใช่สตรีโง่งมจึงโมโหจนแทบกระอักที่ทราบว่า ที่เจ้าบ่าวแม้แต่เงายังไม่เคยเฉียดใกล้มาให้พบเห็นถึงสามวันนั้นเขามัวไปเอาอกเอาใจอี้หวางเฟยที่กำลังตั้งครรภ์ "กรี๊ด!!! ..." โครม! ... เพล้ง! "พระชายารองทรงระงับโทสะก่อนนะเพคะ หากคนด้านนอกมาได้ยินได้ฟังท่านจะเสียภาพลักษณ์ที่สร้างมานานนะเพคะระงับความโกรธลงก่อนเถิด ใจเย็นลงสักนิด" เหม่ยเจียวที่พยายามห้ามปรามผู้เปรียบเสมือนนายของตนเอามากกว่าจะเป็นน้องสาวผู้หนึ่งของเพ่ยสวีหรานไว้ด้วยนางนั้นถึงนางเองจะเป็นบุตรที่เกิดจากอนุภรรยาแต่ก็นางก็คือบุตรสาวของเช่นเดียวท่านเจ้ากรมกลาโหมนางหนึ่งเช่นกัน แต่จะเป็นอันใดหากนางไม่ถูกบิดาส่งเสริมย่อมถูกพี่สาวที่เกิดจากภรรยาเอกกดขี่เสียยิ่งกว่านางทาสแม้แต่คำแทนตนเองระหว่างกันยังมิอาจเรียกอีกฝ่ายเป็นพี่สาวไปได้ "ใจเย็นเช่นนั้นหรือ...นังโง่! ...สวามีของข้านั้นมัวแต่ไปกกกอดอยู่กับนังปีศาจร่านสวาทม่านเถียนทั้ง
"มันจะดีหรือฮองเฮา เจ้าต้องรู้เอาไว้เสียก่อนว่าวิวาห์นี้น้องสาวของเจ้าจะมิใช่พระชายาเอกทว่านางตบแต่งเข้าไปในตำหนักอี้หวางนั้นเป็นได้ก็เพียงพระชายารองเท่านั้น" เซี่ยเฟิ่งฉีเขาเพียงรอดูชมฝีไม้ลายมือของไทเฮาและฮ่องเต้ตลบหลังเพ่ยสวีจีที่นางยังไม่ระแวงเลยว่าตนเองก็คงถูก'ต้อน'เข้าหลุมใหญ่รอเวลาฝังกลบไปพร้อมพวกพ้องเลยสักนิด "ถึงออกจะไม่สมควรไปสักหน่อยทว่าหากมันจะช่วยบ้านเมืองช่วยฝ่าบาทได้หม่อมฉันและท่านพ่อล้วนยินดีและเต็มใจและคิดว่าน้องหกเองนางก็ย่อมไม่ขัดขืนเป็นแน่เพคะ" ...หึ!...แมลงย่อมระเริงไฟเช่นไรคนสกุลเพ่ยเหล่านี้ก็ถูกล่อลวงโดยง่ายเพียงถูกอำนาจมาเป็นเหยื่อ... "ดี!....ฮองเฮาช่างกล่าวได้ดี เช่นนั้นในอีกเจ็ดวันก็ให้กรมพิธีการจัดเตรียมเกี้ยวสมรสให้สมฐานะคุณหนูหกตบแต่งเข้าตำหนักอี้หวางอย่าได้รอช้า" หึ! ‘ล้วนเตรียมตัวมาดียิ่ง’ เซี่ยเฟิ่งคิดอย่างแค้นใจตนเองในครั้งนี้ก็มิอาจรักษาความตั้งใจแต่เดิมของตนเองไปได้ที่จะไม่ตบแต่งสตรีใดไปร่วมตำหนักอีกยิ่งคิดใบหน้าหล่อเหล่ากลับยิ่งบึ้งตึง จวบจนเขากลับมาถึงตำหนักแล้วความรู้สึกผิดต่อหลินม่านเถียนมันก็ยิ่งมีมากล้นหัวใจ ดังนั้นเมื่อเขาได้อยู่เพียงใน
ตอนที่ 38"อย่าได้เกรงใจเลยฮองเฮา" นางสิงห์เฒ่ากับลูกเสือซ่อนลายคู่นี้กำลังเตะถ่วงเวลาให้กดดันนางอยู่สินะนับวันพวกนางจะถูกฮ่องเต้และไทเฮาร่วมมือกันลิดรอนอำนาจจนแทบไร้ที่ยืนมากขึ้นและมากขึ้นทุกวัน เพ่ยสวีจีนางมองไปที่'เป้าหมาย'ที่นางต้องทำตนเองเป็นสตรีหน้าทนไม่รู้มารยาทมาแทรกกลางอยู่ครู่หนึ่ง ส่วนเซี่ยเฟิ่งฉีเขาไม่พูดมากแต่พยายามประเมินสถานการณ์ตรงหน้าด้วยกิริยาสุขุม เพราะวันนี้มันอยู่ในแผนที่เขาวางเอาไว้กับเซี่ยเฟิ่งเหรินผู้เป็นฮ่องเต้แล้ว ออกจะทึ่งไม่น้อยที่เพ่ยสวีจีผู้นี้นางขวัญกล้าไม่น้อยจึงลงมือจริงตามที่สายลับของเขารายงานมา "จริงสิอี้หวาง พบเจอกันก็คงต้องสอบถามสักหน่อยเปิ่นกงได้ฟังข่าวลือมาหลายวันว่าอี้หวางหย่าขาดจากอี้หวางเฟยที่แท้จริงเท็จประการใดเล่า?" เซี่ยเฟิ่งฉีแสร้งนิ่งถึงอยากจะหันไปทางฮ่องเต้เหลือกำลังเมื่อได้ฟังคำถามเดียวกับที่ไท่เฮาและฮ่องเต้แสร้งปั้นแต่งถามออกมาให้คนของสกุลเพ่ยที่วางเอาไว้ หึ!...นางช่างตื้นเขินเกินไปแล้ว... "กระหม่อมมิทราบมาก่อนเลยว่าเดี๋ยวนี้ฮองเฮาจะสนใจข่าวลือไร้แก่นสารกับผู้อื่นเช่นกัน” กล่าวเนิบช้าใบหน้าสงบนิ่ง “โอ๋ว...อี้หวางช่างมีอารมณ์ขบขั
ตอนที่ 37หลินม่านเถียนนั้นมาอยู่ตำหนักอี้หวางได้เป็นวันที่สามนางก็คิดเป็นห่วงร้านกับมีเรื่องในใจให้คิดมากอยู่พอสมควร ก็นางนั้นหย่าขาดกับอี้หวางไปแล้ว ถึงเขาจะทำตน'คลั่งรัก'จนบางคราวนางยังรำคาญแต่ข้อกำหนดที่ว่าหากหย่าขาดกันแล้วสิทธิ์ของบุตรที่จะเกิดย่อมเป็นคนของฝ่ายบิดา ก็รบกวนจิตใจของหลินม่านเถียน
ตอนที่ 36ซึ่งทุกการกระทำของที่นอ๋องหนุ่มผู้เป็นพระสวามีมันกินหัวใจคนท้องที่กำลังมีอารมณ์อ่อนไหวอย่างยิ่ง จากอดีตหลินม่านเถียนคิดว่าตนเองมีหัวใจเป็นเพียงศิลาหนึ่งก้อนทว่าบัดนี้นางคิดว่าหัวใจศิลาของตนเองนั้นกลายเป็นเพียงก้อนหิมะหนึ่งก้อนที่กำลังถูกกิเลนเพลิงละลายเหลวเป็นน้ำไปหมดแล้ว "อื้อ..." เมื่
ตอนที่ 34“ข้า…ต้องการเจ้า” เขากล่าวแล้วก็หยุดนิ่ง หวังเพียงแต่ว่าหากนางเต็มใจก็ให้นางเป็นผู้เริ่ม เขามิต้องการบังคับข่มเหงนางอีกแล้ว ดวงตาที่มีเพียงแสงที่ยังมิได้ดับลงยังกลางห้องส่องประกายแวววาว ซึ่งหลินม่านเถียนรู้สึกว่าตนเองนั้นคล้ายกับกำลังถูกดูดกลืนให้นางค่อยดิ่งลึกจมลงไปในความวาววามคู่นั้นช้
ตอนที่ 33"อี้หวาง...ไม่เป็นไรเพคะ...หม่อมฉันมิเป็นไร...ไม่เป็นไรนะเพคะ..." น้ำเสียงนุ่มนวลกับฝ่ามือเรียวเล็กอ่อนนุ่มลูบแผ่นหลังแกร่งแช่มช้า เป็นครั้งแรกที่หัวใจของหลินม่านเถียนมองว่าคนตรงหน้าเขาช่างน่าสงสารเกินไปแล้ว "ข้า...กลัว...ข้าเพียงกลัวว่าเจ้ากับก้อนแป้งน้อยของเขาจะติดโรคร้ายจากข้าจึงพลั้






![ต้าหวางอย่ามารักข้าเลย [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
