เข้าสู่ระบบแสงอาทิตย์ยามเฉินเจิดจ้า ภายในตำหนักหลงฉือตำหนักกลางส่วนพระองค์อีกตำหนักของเฟิ่งตี้ฮ่องเต้ที่มีเอาไว้หารือข้อราชการอย่างไม่เป็นทางการกับพบปะระหว่างพระญาติคนสนิทไม่มาก
กลิ่นกำยานหอมอ่อนลอยคลุ้งทั่วห้องโถง พื้นหินอ่อนสะท้อนแสงแดดที่ลอดผ่านบานหน้าต่างลงอ่อนโยน ขันทีน้อยสิบกว่าคนกำลังทำงานในหน้าที่ของตนด้วยกิริยาระมัดระวัง ทหารยามและองครักษ์ยืนประจำตำแหน่งราวกับหินสลัก บรรยากาศจึงเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้นอย่างมั่นคง
ไม่ถึงอึดใจต่อมาจ้าวเฉินจ้านไท่จื่อแห่งต้าเยี่ยนเดินเข้ามาอย่างสงบนิ่ง แม้ยังไม่ทันเอ่ยคำ แต่สายตาทุกคู่ในตำหนักล้วนจับจ้องอยู่ที่เขาผู้เดียว วันนี้เป็นวันพิเศษถึงขั้นที่เฟิ่งตี้ฮ่องเต้ ถึงกับมีคำสั่งงดประชุมขุนนางในยามเช้าหนึ่งวัน เพื่อรอพบหน้าหลานชายคนโปรดกับไท่ซ่างหวง เรือนกายสูงโปร่งเพราะเขาไม่ถนัดออกรบไท่จื่อหนุ่มเชี่ยวชาญเพียงวิชาแพทย์แต่กลับเปี่ยมไปด้วยความสง่างาม
"องค์ไท่จื่อเสด็จ..."
สิ้นเสียงขันทีหน้าตำหนักตะโกนแจ้งไม่นานเรือนกายสูงสง่าของจ้าวเฉินจ้านก็ก้าวเข้าสู่ห้องพักผ่อนส่วนพระองค์ของตำหนักหลงฉือเข้ามาถึงก็ทรุดลงคุกเข่าก้มศีรษะลงคำนับเต็มพิธีการ
"ถวายบังคมเสด็จปู่ เสด็จอา พ่ะย่ะค่ะ"
ภายในห้องพักผ่อนส่วนพระองค์ มีไท่ซ่างหวงในอาภรณ์ไหมสีดำปักลายดิ้นทองนั่งสงบนิ่งบนเก้าอี้มังกรโอ่อ่า ใบหน้าแม้เต็มไปด้วยร่องรอยของวัยชรา แต่แววตาคมปลาบยังฉายอำนาจเหนือผู้คนราวพญาอินทรี ส่วนข้างกันนั้นคือ เฟิ่งตี้ฮ่องเต้ผู้ครองราชย์มาสิบห้าปี เขาอยู่ในอาภรณ์น้ำเงินเข้มตรงหน้าอกปักลวดลายมังกรคำรามสีทองอร่าม สีหน้าของหนุ่มใหญ่อ่อนโยนเปี่ยมเมตตา
เพราะอยู่ในที่ส่วนพระองค์เฉินจ้านจึงเรียก ‘เสด็จปู่’ และ ‘เสด็จอา’ แทนที่จะเรียกไท่ซ่างหวงแต่ฝ่าบาท เสียงของเขานุ่มทว่ามั่นคง ไท่ซ่างหวงพยักหน้าเบา ๆ ส่วนเฟิ่งตี้ฮ่องเต้กล่าวเสียงขรึมให้เขาลุกขึ้น
"ลุกขึ้นเถิดจ้านเอ๋อ เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว"
จ้าวเฉินจ้านขยับกายลุกขึ้นช้า ๆ ทุกกิริยาสง่างามโดยธรรมมิได้เสแสร้ง คงเพราะชาติกำเนิดกระมังจึงหล่อหลอมให้เขาเกิดมาสง่างามเช่นนี้ ไท่จื่อหนุ่มยืนสงบนิ่งเพราะย่อมรู้ดีว่าการที่เสด็จอาถึงขั้นงดราชกิจยามเช้า ไม่ใช่เพียงเพื่อเรียกเข้าเฝ้ามาถามสารทุกข์สุกดิบหลานชายหลังกลับมาจากช่วยภัยโรคระบาดเป็นแน่
ยิ่งระหว่างเดินทางเฉากงกงเล่าให้เขาฟังมาตลอดทางอย่างจำใจว่าที่ฝ่าบาทกับไท่ซ่างหวงที่เร่งร้อนเรียกเขากลับจากหนานเหิงก็เพราะรับทราบข่าวลือที่เขากับเจียงเพ่ยหยูตกหลุมรักกัน ยิ่งหมอหลวงหญิงเจียงช่วยเขาจากพิษงู สุดท้ายกลายเป็นตำนานรักดังไกลมาถึงเมืองหลวงทำให้มังกรทั้งสองตนร้อนใจยิ่งและจากที่ดูสีหน้าทั้งเสด็จปู่กับเสด็จอาของเขาก็เห็นจะคิดว่าเป็นจริงดังข่าวลือเช่นกัน
"อาจ้าน" ไท่ซ่างหวงเอ่ยเสียงเรียบแต่แฝงแววสำรวจ
"ข้าได้ยินมาว่าเจ้ากับหมอหลวงหญิงเจียงบุตรสาวบุญธรรมของเจียงกุ้ยเฟยสนิทชิดเชื้อกันเกินควรเรื่องนี้จริงเท็จอย่างไร"
จ้าวเฉินจ้านเงยหน้า ดวงตาคมสงบไม่หวั่นไหว "เป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ เพ่ยหยูเป็นสตรีที่หลานสนิทสนมด้วยที่สุดขณะอยู่หนานเหิง"
สิ้นคำตอบของจ้าวเฉินจ้านบรรยากาศภายในห้องพลันเงียบงันถึงแม้จะมีขันทีใกล้ชิดที่รับใช้ทั้งไท่ซ่างหวงและเฟิ่งตี้ฮ่องเต้อยู่ด้วยแต่พวกเขากลับไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงไหนเลยจะกล้าจะขยับตัวให้เกิดเสียงรบกวนมังกรแห่งต้าเยี่ยนทั้งสามรุ่นเจรจา ก่อนจะเป็นเฟิ่งตี้ฮ่องเต้มองหลานชายด้วยแววตายากอ่านครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยถาม
"เพียงสนิทสนมหรือเกิดรักลึกซึ้ง?"
จ้าวเฉินจ้านนิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายทบทวนความรู้สึกตนเอง ก่อนตอบตรงไปตรงมา "หลานเพียงสนิทสนมกับนางพ่ะย่ะค่ะ ยังมิอาจเรียกได้ว่าพึงใจไฉนเลยจะเกิดรักลึกซึ้งได้"
คำตอบนั้นทำให้ไท่ซ่างหวงแค่นหัวเราะต่ำ "ดี! ยังไม่รักลึกซึ้งก็ดี เพราะที่เสด็จปู่กับเสด็จอาเรียกเจ้ากลับมาในครั้งนี้เพื่อจะให้เจ้าขยายรากฐานของสกุลจ้าวให้มั่นคงสืบไป"
จ้าวเฉินจ้านขมวดคิ้วเข้มของตนทันที แววตาเยียบเย็นลงหลายส่วนหลังเข้าใจความหมายกระจ่างแต่ก็ยังถามออกไปให้ได้คำตอบชัดเจน "หมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ"
"เจ้าปีนี้ก็ยี่สิบเอ็ดแล้ว ฐานะไท่จื่อนี้เจ้าก็ครอบครองมาครบหนึ่งปีพอดีแต่ตำหนักบูรพาของเจ้าว่างเปล่าขาดนายหญิงปกครองเรือนหลังไม่พอแม้แต่สตรีอุ่นเตียงเจ้าก็ไม่สนใจรับเอาไว้ข้ากับเสด็จอาของเจ้าจึงเห็นสมควรให้เจ้าแต่งงาน" เสียงมังกรเฒ่าเอ่ยบอกหลานชายเสียงทรงพลัง
"ราชวงศ์ไม่อาจรอเจ้าเลือกสตรีตามใจได้อีกเจ้าคือผู้สืบสายเลือดของข้าเป็นทายาทสายตรงรุ่นต่อไป ต้องมีหญิงสาวที่คู่ควรกับบัลลังก์ในวันหน้า" คราวนี้เป็นมังกรหนุ่มใหญ่เช่นเฟิ่งตี้ฮ่องเต้ที่เอ่ยขึ้นบ้าง
จ้าวเฉินจ้านนิ่งงัน ความไม่พอใจแล่นผ่านใบหน้าเพียงชั่ววูบ เขาค้อมศีรษะลงต่ำแต่เสียงที่เปล่งออกกลับชัดเจน "หลานยังไม่อยากแต่งงานพ่ะย่ะค่ะ หรือหากจะแต่งก็ต้องเป็นสตรีที่หลานได้เลือกเองเท่านั้น"
“สตรีที่เจ้าเลือกคงไม่พ้นเจียงเพ่ยหยูกระมัง” เป็นไท่ซ่างหวงที่กล่าวดักทาง
“ก็ไม่แน่พ่ะย่ะค่ะเสด็จปู่” จ้าวเฉินจ้านนิ่งไปครู่ก่อนจะเอ่ยตอบไท่ซ่างหวงเสียงเรียบใบหน้าสงบ แต่ดวงตาเขาเหลือบมองไปยังเสด็จอาผู้เป็นฮ่องเต้
เฟิ่งตี้ฮ่องเต้วางถ้วยชาในมือลง เสียงกระทบจานดังแผ่วแต่กลับก้องไปทั่วตำหนัก "ไม่ได้! หากเจ้ายังไม่รู้เสด็จอาก็จะบอกให้เจ้ารู้ถึงตอนนี้สตรีผู้นั้นนางคือหลานสาวและกลายเป็นบุตรสาวบุญธรรมของเจียงกุ้ยเฟยก็จริง แต่อดีตนางคือบุตรสาวของสกุลฮั่วที่เป็นกบฏพวกมันเคยคิดร้ายต่อบัลลังก์และร่วมมือกับเผ่าซยงหนู"
"ใช่! เจ้าห้ามแต่งสายเลือดกบฏมาเป็นนายหญิงตำหนักบูรพาเด็ดขาดนางไม่คู่ควร" จ้าวเหยียนจ้งกล่าวเสริมบุตรชายเสียงเข้ม
จ้าวเฉินจ้านสบตาเสด็จอาและเสด็จปู่ของเขาอย่างตรงก่อนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพราะรู้สึกโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว "คู่ควรหรือไม่ หลานเป็นคนตัดสินใจ สตรีที่จะครองคู่หลานยืนยันจะเลือกด้วยตนเอง ความผิดของพ่อแม่และบรรพบุรุษไม่ควรตกแก่บุตร ความรักของหลานไม่ใช่เรื่องของราชวงศ์ แต่เป็นเรื่องของหัวใจพ่ะย่ะค่ะ"
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในตำหนักหลงฉือเย็นยะเยือกลงทันที ขันทีหลายคนถึงกับกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่พยายามยืนให้เงียบอยู่ด้านข้างแทบอยากหายตัวให้พ้นสายตาของมังกรทั้งสามรุ่น
ไท่ซ่างหวงตบมือลงบนหัวเข่าตนดังตุ๊บ แล้วกล่าวเสียงหนักแน่น "อาจ้านเจ้าอายุก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มไร้เดียงสาแล้วเจ้าคิดว่าคนที่เกิดในราชวงศ์จะทำตามใจได้โดยง่ายหรืออย่างไร หากเจ้าต้องการเป็นไท่จื่อที่ภายหน้าต้องสืบทอดราชบัลลังก์ เจ้าต้องรู้จักวางหัวใจไว้ให้ถูกที่เลือกแต่งกับสตรีที่เหมาะสมและคู่ควรในภายหน้านางจะเป็นมารดาของแผ่นดินช่วยเจ้าปกครองคนปกครองแผ่นดิน"
"แล้วใครกันเล่าที่พวกท่านเห็นว่า ‘คู่ควร’ จะเป็นมารดาของแผ่นดินรุ่นต่อไป?" จ้าวเฉินจ้านถามด้วยน้ำเสียงเรียบแต่ตาแข็งกร้าว
ต่างเงียบกันไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงไท่ซ่างหวงจะดังขึ้นอีกครั้ง "คุณหนูเจ็ดสวี บุตรสาวของเจิ้งกั๋วกง"
จ้าวเฉินจ้านยืนนิ่งอยู่กลางตำหนัก ลมหายใจของเขาแผ่วเบาแต่ร่างกลับตั้งตรงราวทวนเหล็ก ดวงตาคมเปล่งประกายกร้าว บุตรีเจิ้งกั๋วกงเช่นนั้นหรือ สตรีผู้นั้นเขาไม่เคยพบหน้า ถึงจะพอเคยได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับนางมาบ้าง
"สตรีที่ถูกบิดาส่งไปอยู่อารามแม่ชีตั้งแต่อายุเจ็ดขวบนะหรือ?" เขาเอ่ยถามเสียงเย็น
"ใช่แล้ว" ไท่ซ่างหวงเองก็ตอบไปด้วยเสียงราบเรียบเช่นกัน
"สตรีเช่นนี้หรือที่คู่ควร" อยู่อารามแม่ชีมาเป็นสิบปี โลกภายนอกเป็นอย่างไรนางรู้หรือ เกรงว่าแต่งนางมาเขาอาจเจอกับแม่ชีถือศีล จะทำใจร่วมหอได้อย่างไรคงเป็นบาปติดกายไปชั่วชีวิตยิ่งกว่าแต่งงานกับบุตรหลานสายเลือดกบฏเป็นแน่
"ในต้าเยี่ยนยามนี้ไม่มีสตรีใดคู่ควรกับเจ้าเท่าสวีหานเซียงอีกแล้ว มารดาของนางอดีตเป็นถึงท่านหญิงจากเผ่าซานเจา ถึงขณะนี้จะถูกถอดยศเพราะนางเลือกจะแต่งงานกับคนนอกเผ่ามายี่สิบปี แต่สายเลือดย่อมยากจะตัดขาดนางจึงมีท่านลุงใหญ่เป็นถึงทู่ปาอ๋องของเผ่า" จ้าวเหยียจ้งยังคงเอ่ยเรียบเรื่อย
"แล้วยิ่งบิดาของนางขณะนี้ควบคุมกองทัพเรือกว่าเจ็ดหมื่นนาย ไหนจะท่าเรือทั้งหมดของต้าเยี่ยนอีกที่ขึ้นตรงกับเขา อำนาจสนับสนุนเจ้ามั่นคงนัก"
คราวนี้เป็นเฟิ่งตี้ฮ่องเต้ที่กล่าวเสริม ถึงอดีตสกุลสวีจะเป็นขุนนางชั้นผู้น้อย แม้แต่สวีเกากงเองก่อนรับตำแหน่งเจิ้งกั๋วกงก็เป็นเพียงนายกองผู้หนึ่ง ทว่าก่อนแต่งงานกับซ่างกวนเฉี่ยนอดีตท่านหญิงเผ่าซานเจา เพราะสมรสพระราชทานบิดาเขาที่ขณะนั้นยังเป็นหยวนตี้ฮ่องเต้ก็ประทานตำแหน่งกั๋วกงพร้อมจวนและที่ดินบรรดาศักดิ์ให้คู่ควรฝ่ายภรรยาสูงศักดิ์ ผ่านไปไม่กี่ปีสวีเกากงก็ขยับขึ้นมาควบคุมกองทัพเรือกับท่าเรือทั้งหมดของต้าเยี่ยนเพราะความสามารถจนมีทั้งกำลังคนและอำนาจพอจะส่งเสริมจ้าวเฉินจ้านให้มั่นคงหากวันหน้าเขาขึ้นเป็นฮ่องเต้คนต่อไปแน่นอน
"ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ แต่อย่างไรหลานก็ไม่แต่งกับนางเด็ดขาด บุรุษควรยืนหยัดด้วยตนเองไม่ใช่อาศัยบารมีภรรยา"
เสียงนั้นหนักแน่นจนแม้กำยานที่ลอยอยู่เหนือหัวก็เหมือนจะดับลงไปในอากาศก่อนจะเป็นเฟิ่งตี้ฮ่องเต้กล่าวเสียงเข้ม "เจ้าลืมแล้วหรือว่าตำแหน่งของเจ้าคือไท่จื่อ มิใช่คุณชายธรรมดา ความรักที่เจ้าพูดนั้นแลกได้ด้วยเลือดและแผ่นดิน เจ้าแบกความหวังทั้งราชวงศ์ไว้บนบ่า จะเอาแต่ใจได้อย่างไร!"
ไท่ซ่างหวงเองก็กล่าวเสียงดังลั่นขึ้นมาอีกคนหลังฮ่องเต้เอ่ยจบลง “เป็นเช่นเสด็จอาของเจ้าพูด เจ้าต้องแต่งกับสวีหานเซียงเท่านั้นรากฐานจึงมั่นคง”
จ้าวเฉินจ้านนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบแต่แน่วแน่ "หลานยืนยันคำเดิมเช่นไรก็ไม่แต่งกับสตรีที่ไม่เคยพบหน้า!"
"อาจ้าน เจ้าไม่ฟังคำของเสด็จอากับเสด็จปู่แล้วเช่นนั้นหรือไร?" เฟิ่งตี้ฮ่องเต้ตวาดเสียงดังลั่น เขาหรือคาดหวังกับเจ้าเด็กคนนี้เอาไว้มากไฉนเลยจะคิดว่าวันนี้มันจะต่อต้านดื้อดึงเช่นนี้
จ้าวเฉินจ้านก้มศีรษะลงต่ำ "คู่ชีวิตหลานมีสิทธิ์เลือกเองพ่ะย่ะค่ะ และหลานมีสตรีที่พึงใจแล้ว"
เสียงของจ้าวเฉินจ้านเรียบนิ่งและเย็นชา แต่ดังกังวานพอให้ทุกคนในตำหนักได้ยินชัด ไท่ซ่างหวงมองหลานชายด้วยสายตาซับซ้อนระหว่างชื่นชมกับหงุดหงิด
"เจ้านี่ช่าง...เลือดร้อนเหมือนข้าเมื่อสมัยหนุ่มๆ ไม่มีผิด" เสียงของมังกรเฒ่ากล่าวออกมาราบเรียบแต่ยังคงแฝงด้วยอำนาจเด็ดขาด
"จำไว้ จ้าวเฉินจ้านการเกิดในราชวงศ์เดิมทีมันก็ไม่ง่ายเลย เจ้าต้องจำเอาไว้ คู่ชีวิตมิใช่ใช้หัวใจเลือก ว่าที่จักรพรรดิองค์ต่อไปต้องเลือกคู่ชีวิตคู่คิดเคียงบ่าเคียงไหล่ได้และนางต้องสามารถสนับสนุนเกื้อหนุนเจ้าได้เท่านั้น"
จ้าวเฉินจ้านมีหรือจะรับฟังเขาค้อมศีรษะลงพร้อมประสานมือกล่าว "อย่างไรหลานก็ยืนยันสองคำ ไม่แต่ง พ่ะย่ะค่ะ!"
รีไรท์ใหม่
คือสามพ่อลูกสกุลเจียง เจียงพ่านสือ เจียงพ่านฉือ และเจียงเหม่ยลี่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนบิดาของนางก็ไม่ได้อยู่ในคุกหลวง แต่ถูกนำไปกักขังในบ้านนอกเมืองของซ่างกวนหานเซียงรอนางไป ‘จัดาร’ตามที่นางพึงใจ“แล้วจ้าวเจิ้งหรงเล่าเพคะ” นางอดจะถามถึงอดีตฮ่องเต้ที่สังหารบิดาและมารดาของสามีเสียบิดา“คนเช่นมันตายย่อมสบายเกินไป ข้าจะคุมขังมันให้ตายช้าๆ ในคุกหลวง ให้มันได้รู้ว่าข้าอยู่สุขสบายเพียงใด ปกครองบ้านเมืองให้ประชาชนรักขุนนางบูชา จนมันแค้นแสนสาหัส”“หึ! นี่จึงสมเป็นท่าน จ้าวเฉินจ้าน”“แล้วเจ้าเล่า?” เป็นจ้าวเฉินจ้านที่เอ่ยถามภรรยาบ้าง ขณะถามเขาก็ทอดสายตามองบุตรชายที่หลับอยู่บนเตียง“คง...ค่อยๆ แล่เนื้อ เลาะกรดูกพวกมันกระมังเพคะ” พี่ชายของนางตายศพไม่หวนคืน พวกมันก็ต้องเผชิญสิ่งเดียวกัน“แม้แต่บิดาของเจ้าก็ไม่มีละเว้นหรือ?”“แล้วเหตุใดหม่อมฉันต้องละเว้นมันด้วย”“ดี! นี่จึงสมเป็นซ่างกวนฮองเฮา”“ท่านไม่คิดว่าหม่อมฉันเหี้ยมโหดอกตัญญูหรือเพคะ?”“ไม่เคยคิด สวีเกากงสมควรโดนเช่นนี้นานแล้ว คนที่แม้แต่ลูกในไส้ยังสังหารได้ ความเป็นคนไม่มีนานแล้ว ว่าแต่...”จ้าวเฉินจ้านก้าวเข้าไปใกล้ซ่างกวนจนปลายเท้าของตนกับนาง
ตอนที่ 54 || อวสานเฉินตี้ฮ่องเต้ทรงผินพระพักตร์ไปทางซ้าย ที่ซึ่งจ้าวเจิ้งอัน เป่ยฉีอ๋องยืนสงบนิ่ง เสื้อคลุมสีกรมท่าของฝ่ายบู๊พาดอยู่บนไหล่กว้างที่ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน ใบหน้าคมเข้มมีรอยแผลบางจางจากคมดาบในอดีต เขายืนตัวตรง สายตาแน่วแน่ แต่ไม่แสดงความทะเยอทะยานแม้แต่น้อย“เสด็จอาเล็กของเรา”พระสุรเสียงกังวานชัดในโถงกว้าง “ถูกใส่ร้ายจนต้องจากเมืองหลวงไปชายแดนเหนือนานถึงสิบเก้าปี ปกป้องแคว้นเป่ยซวีอันยากแค้นรับลมหนาวและคมดาบแทนราชสำนัก มิหนำซ้ำยังสูญเสียทั้งภรรยาและบุตรชายหญิง ไร้ทายาทสืบสกุล”ถ้อยคำแต่ละคำหนักแน่นเหมือนก้อนหินตกลงในสระนิ่ง เงียบงันแผ่ซ่านไปทั่วท้องพระโรง ขุนนางฝ่ายบุ๋นหลายคนก้มหน้าลง บางคนหลบสายตาอย่างรู้สึกผิดในใจ แม้ไม่ได้เป็นผู้ใส่ร้ายในวันนั้น แต่ก็ไม่มีผู้ใดยืนหยัดปกป้องเขาอดีตองค์ชายสามที่มีวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปีเฉินตี้ฮ่องเต้ทรงลุกจากบัลลังก์มังกร การที่ฮ่องเต้เสด็จลงจากบัลลังก์ในท้องพระโรงเต็มไปด้วยความหมาย มันคือการลดช่องว่างแห่งอำนาจลงด้วยพระองค์เอง เสียงฝีพระบาทกระทบขั้นหินอ่อนทีละขั้น กังวานชัดเจนในความเงียบราวกับนับเวลาย้อนสู่อดีตจ้าวเจิ้งอันรีบก้าวออกมาค
เสียงซิบซุบฮือฮาดังแผ่วเบาขึ้นทันทีหลังจบราชโองการ แม้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยท้วงชัดเจนแต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการตั้งแต่งคราวนี้เนื่องจากรู้สึกไม่ถูกต้องที่เด็กน้อยวัยเพียงหนึ่งขวบครึ่งจะขึ้นเป็นไท่จื่อของแผ่นดิน เนื่องจากเด็กวัยเท่านี้ล้วนยังมิพ้นอ้อมอกหมัวมัวด้วยซ้ำในอดีตไม่เคยมีมาก่อน สุดท้ายจึงเป็นเสนาบดีกรมกลาโหมที่ใจกล้าก้าวออกมาอย่างระมัดระวัง ประสานมือคารวะสูงแล้วเอ่ยทัดทาน“กราบทูลฝ่าบาท ตามแบบแผนโบราณ ไท่จื่อมักได้รับการสถาปนาเมื่อพระชนมายุครบสิบแปดหรือยี่สิบปี เพื่อแสดงถึงความพร้อมทั้งด้านร่างกายและปัญญา…”เฉินตี้ฮ่องเต้มองลงมายังท่านเจ้ากรมกลาโหมนิ่ง พระพักตร์สงบแต่สายตาคมกริบราวคมดาบพร้อมประหารคนได้ทั้งที่ปกติแล้วครั้งที่อีกฝ่ายเป็นหวงซุนจนถึงฐานะไท่จื่อจ้าวเฉินจ้านกิริยานั้นสุขุมก็จริง ทว่าก็มีแววตาอ่อนโยนเป็นนิด“ความพร้อมมิได้วัดที่ตัวเลขของอายุ หากวัดที่การเตรียมการ เรากับฮองเฮาจะอบรมไท่จื่อด้วยตนเอง ให้เขาเติบโตอย่างเปรียบพร้อม มิใช่ปล่อยให้การเมืองเลี้ยงดูแทนพ่อแม่”ถ้อยคำเรียบง่าย แต่ตัดบทสนทนาอย่างเด็ดขาดจากนั้นไม่มีขุนนางคนใดกล้าทักท้วงอีก สัญญาณจากกรมพิธีการดังขึ้นอีกคร
ตอนที่ 53 || ซ่างกวนฮองเฮาทันทีที่สิ้นพระสุรเสียง กรมพิธีการเคลื่อนขบวนเข้าสู่ท้องพระโรงอย่างเป็นลำดับขั้นขันทีเอกสองนายอุ้มพานทองคำลงยาสีแดง เดินนำหน้าอย่างช้า ๆ ทุกก้าวย่างต้องเหยียบลงตรงจังหวะกลองพิธีที่บรรเลงต่ำหนักเป็นจังหวะเดียวกัน ด้านหลังคือนางกำนัลชั้นในสี่นาง ถือพัดหางนกยูงและฉัตรหงส์ทองลดระดับต่ำตามระเบียบ ไม่ให้สูงเกินพระพักตร์ฮ่องเต้บนพานทอง เบื้องซ้ายคือ ตราประจำตำแหน่งฮองเฮา แกะสลักหยกขาวลายหงส์โผบินเหนือเมฆ อักษรประทับด้านล่างคมชัดเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจฝ่ายใน เบื้องขวาคือ มงกุฎหงส์ทอง ตัวเรือนถักจากทองคำบริสุทธิ์ ฝังทับทิม ไข่มุก และหยกเขียวอ่อน สองปีกหงส์กางออกโค้งรับแสงอรุณ เส้นพู่ไข่มุกห้อยระย้าลงมาข้างแก้มตามแบบพิธีใหญ่เมื่อขบวนหยุดลงเบื้องหน้าบันไดบัลลังก์ ขันทีทั้งสองคุกเข่าพร้อมกัน ยกพานเหนือศีรษะตามธรรมเนียม “ถวายตราฮองเฮาและมงกุฎหงส์ทองพ่ะย่ะค่ะ”ดนตรีพิธีการเปลี่ยนทำนองเป็นช้า ลึก และสงบ เสียงระฆังสำริดดังหนึ่งครั้งเพื่อประกาศขั้นตอนสำคัญถัดไปประตูทิศตะวันออกของท้องพระโรงเปิดออกอย่างพร้อมเพรียง ซ่างกวนซ่างกวนหานเซียงปรากฏกายในฉลองพระองค์เต็มยศฝ่ายในสีแดงชา
เมื่อเอ่ยถึงสวีเกากง อดีตเจิ้งกั๋วกง ไท่ซ่างหวงทรงตรัสสำทับทันที พระสุรเสียงชัดเจนไม่เปิดช่องคลุมเครือ“สวีหานเซียงมิได้เกี่ยวข้องกับสกุลสวี เพราะนางแต่งงานเข้าราชวงศ์ก่อนหน้านี้นานแล้ว ซ่างกวนเฉี่ยน อดีตเจิ้งกั๋วกงฟู่เหริน ก็ได้รับพระราชทานหนังสือหย่านานแล้วเช่นกัน ส่วนสกุลสวีสายหลักทั้งหมดที่ถูกเนรเทศไปแดนเหนือ ให้ถือว่ารับโทษไปแล้ว ไม่เกี่ยวกันกับโทษของสวีเกากงโดยสิ้นเชิง”ถ้อยคำนี้ทำให้หลายคนในแถวฝ่ายบุ๋นถอนหายใจเบา ๆ อย่างไม่รู้ตัว การลงโทษถูกกำหนดครบถ้วน ชัดเจน ไม่มีช่องโหว่ ไม่มีความคลุมเครือท้องพระโรงอันเคยสั่นสะเทือนด้วยเสียงฮือฮากลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ความเงียบที่หนักแน่นกว่าก่อนหน้า เพราะทุกคนตระหนักชัดแล้วว่าในวันนี้มิใช่เพียงการประชุมยามเช้า หากเป็นวันที่ชะตาของแผ่นดินต้าเยี่ยนถูกพลิกกลับต่อหน้าขุนนางทั้งราชสำนักจริง ๆเมื่อการลงโทษประกาศครบถ้วน ไท่ซ่างหวงจ้าวเหยียนจ้งประทับนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์มังกรช้า ๆการลุกขึ้นครั้งนั้น มิใช่เพียงการเคลื่อนไหวของพระวรกายชรา หากเป็นการกระทำตามธรรมเนียมถ่ายโอนราชอำนาจที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปีเมื่อมังกรรุ่น
ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยคนั้นทำให้ทั้งท้องพระโรงสั่นสะเทือน เสียงฮือฮาปะทุขึ้นราวคลื่นซัดผนังศิลา ขุนนางบางคนเผลอก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ชายแขนครุยสะบัดไหวเป็นระลอก ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าแตกแถวหรือส่งเสียงเกินกว่าธรรมเนียมอัครมหาเสนาบดีเฝิงก้าวออกมาอีกครั้ง สีหน้าที่เคยสงบนิ่งเปลี่ยนไปเพียงชั่ววูบ ก่อนประสานมือคารวะเอ่ยถาม“ไท่ซ่างหวง ฝ่าบาททำสิ่งใดผิดหนักหนาจนต้องโทษคุมขังหรือพ่ะย่ะค่ะ”คำถามตรงไปตรงมา ทว่าทั้งท้องพระโรงกลับเงียบสนิทลงในฉับพลัน รอฟังคำตอบจากมังกรชรา ไท่ซ่างหวงมิทรงหลบเลี่ยง พระเนตรคมทอดมองลงมาจากบัลลังก์“ไม่ปิดบังขุนนางทั้งหลาย เฟิ่งตี้ฮ่องเต้ต้องโทษหนักด้วยข้อหาทรยศต่อราชวงศ์ ฆ่าพี่ ใส่ร้ายน้อง ลอบปลงพระชนม์บิดา และกำจัดขุนนางสุจริต ส่งเสริมพรรคพวกกังฉิน จนประชาชนเดือดร้อนมาสิบเก้าปี”ถ้อยคำแต่ละคำตกกระทบพื้นหินเย็นเฉียบดั่งก้อนเหล็กทุบลงบนแผ่นน้ำแข็ง ไม่มีช่องว่างให้ตีความ ไม่มีถ้อยคำใดให้ขุนนางใต้ปกครองเข้าใจผิดและพระองค์ยังตรัสต่อทันที ไม่เปิดโอกาสให้เสียงซุบซิบแทรกไปมากกว่านี้“เมื่อครั้งยังเป็นองค์ชายรอง จ้าวเจิ้งหรงลอบซื้อตัวนางกำนัลคนสนิทของอดีตไท่จื่อเฟย ให้วางย







