LOGINลมเย็นต้นฤดูวสันต์พัดเอื่อยผ่านลานหินอ่อนหน้า ตำหนักเฉียนชิง กลิ่นชาหอมกรุ่นลอยคลุ้ง เดิมทีควรเป็นบรรยากาศผ่อนคลายแต่บัดนี้กลับตึงเครียดอย่างหนักเพราะทายาทรุ่นต่อไปปฏิเสธการแต่งงานที่มังกรทั้งสองรุ่นตั้งใจกำหนดให้
ไท่ซ่างหวงเอนหลังบนเก้าอี้แกะสลักมังกรเก้าเล็บ แววตาเรียบเฉยใต้คิ้วขาวจับจ้องหลานชายคนโปรดที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ส่วนเฉินจ้านเขากลับยืนสง่าไม่หลบตาทั้งเสด็จปู่และเสด็จอาผู้เป็นฮ่องเต้ มือทั้งสองข้างกำแน่นแนบข้างลำตัว
“หึ! หากเจ้าจะยกเรื่องมารดาของเจ้ามาพูด เช่นนั้นข้าก็จะพูดให้กระจ่าง สตรีที่ทำร้ายมารดาจนตายเป็นบิดาของเจ้าที่ดื้อรั้นจะแต่งนางให้ได้ หากเจ้าดื้อดึงนี่มิใช่เจ้าอาจเดินรอยตามบิดาของเจ้าหรืออาจ้าน”
จ้าวเหยียนจ้งที่รู้เรื่องในอดีตดีกว่าหลานชายกล่าวเสียงนิ่ง พลันภาพในอดีตก็หวนมาให้เขาเจ็บใจ เพราะหากเขาหนักแน่นไม่ยอมอ่อนข้อให้บิดาของเฉินจ้าน เหตุการณ์คงไม่จบลงเช่นนั้นแน่ ดังนั้นคราวเขาจะไปมีทางอ่อนข้อให้หลายรักเป็นแน่ สตรีเช่นเจียงเพ่ยหยูมันนางอสรพิษ!
“ใช่แล้วจ้านเอ๋อ เสด็จอาเข้าใจเจ้านะเจ้าอายุยังน้อยย่อมเอาความรักชายหญิงเป็นที่ตั้งแต่เจ้าจงรู้เอาไว้พอเจ้าเติบโตจะรู้ความแค่ความรักมันไม่พอให้ชีวิตคู่ราบรื่นชั่วชีวิต และเจ้าจงอย่าลืม ที่เสด็จแม่ของเจ้าต้องตายก็เพราะเสด็จพ่อของเจ้าเลือกมอบอำนาจให้สตรีผิดคน เจ้าก็อย่าเดินตามรอยเขาเลยนะยอมแต่งกับสตรีที่เสด็จปู่หามาให้เถิด”
จ้าวเจิ้งหรงเองก็พยายามจะโน้มน้าวให้หลานชายที่เขาทั้งรักและเอ็นดูอีกคน เขาเองในวัยหนุ่มก็เคยมีความรักเช่นกันย่อมเข้าใจอารมณ์คนหนุ่ม รักรุนแรง แต่พอผ่านไปรักอาจจืดจาง ยิ่งบุรุษที่จะเป็นฮ่องเต้ต่อไปยึดติดกับความรักมีแต่จะนำพาภัยร้ายมาสู่ตนเอง
ไท่ซ่างหวงฟังคำแนะนำของบุตรชายคนรองของตนเองก็แย้มพระโอษฐ์ยิ้มเย็นเพราะที่เฟิ่งสุ่ยตี้กล่าวล้วนเป็นจริงทุกคำ “ข้ามีเพียงสองทางให้เจ้าเลือกอาจ้าน อาหรงเจ้าพูด”
เฟิ่งสุ่ยตี้พยัหหน้ากับบิดาก่อนจะหันไปมองเฉินจ้านดวงตาเรียวลึกแฝงประกายเยือกเย็น “เสด็จอากับเสด็จปู่มีสองทางให้เจ้าเลือก อาจ้าน หนึ่งเจ้ายอมแต่งกับสวีหานเซียง แล้วคงฐานะไท่จื่อไว้ได้ กับสองเจ้าปฏิเสธ ไม่แต่งตามที่เรากำหนด แต่ต้องถูกปลดจากตำแหน่งไท่จื่อเจ้าจะเลือกทางใด”
บรรยากาศในตำหนักขณะนั้นเยือกเย็นจนได้ยินเสียงใบไม้ได้นอกหน้าต่างของตำหนักตกลงพื้น เฉินจ้านเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตานิ่งลึก “ถอดก็ถอดสิพ่ะย่ะค่ะ ขอเพียงข้าได้แต่งกับเพ่ยหยู ก็พอ”
คำพูดนั้นเหมือนก้อนหินถูกโยนลงใส่ผิวน้ำจนแตกกระจายดังตูมสนั่นแล้วจากนั้นทุกสรรพสิ่งก็พลันหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนเสียงหัวเราะของไท่ซ่างหวงดังสะท้อนในโถงใหญ่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงเย็นเยียบ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าคิดหรือว่าสตรีที่ทำให้เจ้าบาดหมางกับเสด็จปู่และเสด็จอา จะมีชีวิตรอดถึงวันแต่งงานหรือ เจียงเพ่ยหยู แซ่เดิมคือฮั่วสกุลที่ข้าสั่งประหารล้างสกุลเมื่อสามปีก่อนข้อหากบฏ เจ้าไม่กลัวนางแก้แค้นแทนสกุลเดิมหรืออาจ้าน”
เฉินจ้านชะงัก ดวงตาสีเข้มมืดลงช้า ๆ ก่อนจะเป็นเฟิ่งสุ่ยตี้ฮ่องเต้ที่เอ่ยเสริมพระบิดา ด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมดุจคมมีดอาบยาพิษ “เผื่อเจ้ายังคิดไม่ตก เจียงเพ่ยหยู แซ่เดิมของนางคือฮั่ว แค่ข้ากระดิกนิ้ว นางก็ตายแล้วสายเลือดกบฏอย่างไรก็คือกบฏสังหารง่ายแค่พลิกฝ่ามือ”
สายลมที่พัดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาภายในตำหนักคล้ายหยุดนิ่ง เฉินจ้านเม้มปากแน่นจนได้กลิ่นเลือดในปากตนเอง เขากำหมัดแน่น แล้วสบตาเสด็จปู่ตรง ๆ ก่อนจะพบกับแววตาจริงจัง คาดว่าหากเขายังปฏิเสธชีวิตเพ่ยหยูคงจบสิ้นจริองๆ
“เลือกมาเถอะ” ไท่ซ่างหวงกล่าวเรียบ “จะแต่งกับหานเซียงโดยดี หรือจะยอมให้สตรีที่เจ้ารักตาย”
ความเงียบกินเวลายาวนาน เฟิ่งสุ่ยตี้เพียงยกถ้วยชาจิบอย่างใจเย็น ไท่ซ่างหวงนั่งนิ่ง เหมือนรอคอยการยอมจำนนของหลานชาย ก็แค่สตรีผู้หนึ่งที่นางยังหายใจมาสร้างปัญหาเช่นทุกวันนี้ก็เพราะเขายังเห็นประโยชน์ แต่หากนางควบคุมไม่ได้สังหารเสียเขาก็ไม่รู้ผิดอยู่แล้ว
เฉินจ้านหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ปล่อยออกยาว เสียงหายใจสะท้อนในโถงหินหยก ก่อนที่เขาจะลืมตาพรึบขึ้น ดวงตาเปล่งประกายเด็ดเดี่ยว
“เช่นนั้น...หลานขอเลือกทางที่สามพ่ะย่ะค่ะ”
ไท่ซ่างหวงถึงกับร้อง “โอ้!” ออกมาคำหนึ่ง ส่วนเฟิ่งสุ่ยตี้วางถ้วยชาลงพลางเลิกคิ้ว “เช่นนั้นเจ้าลองบอกมาเถอะ ทางที่สามของเจ้าคืออะไร”
เฉินจ้านจึงเอ่ยชัดถ้อยชัดคำไม่มีแววลังเลแม้แต่น้อย “หลานยอมแต่งกับสวีหานเซียงอะไรก็ได้ แต่หลานจะต้องได้แต่งเพ่ยหยูเข้าตำหนักบูรพาด้วยในภายหลังเช่นกัน”
เสียงคำพูดยังไม่ทันจบดี สองมังกรแห่งต้าเว่ยตวาดพร้อมกัน “ไม่ได้!”
แต่เฉินจ้านกลับหัวเราะเสียงเย็น ดวงตาของเขาดุดันแข็งกร้าวอย่างคนไม่ยินยอมต่อโชคชะตา “เช่นนั้น หากหลานแต่งกับหานเซียงจริง แต่เพ่ยหยูไม่ได้เข้าตำหนักบูรพา ก็อย่าหาว่าหลานไม่เตือน...ไม่ว่าอีกกี่สิบหานเซียง หลานก็จะสังหารให้สิ้น!”
เสียงหายใจของขันทีรอบข้างสะดุดแทบพร้อมกัน บางคนถึงกับเผลอกลืนน้ำลาย เฟิ่งสุ่ยตีฮ่องเต้ชะงักนิ่งงันสายตาเฉียบคมเหลือบมองไปทางบิดาราวกับจะปรึกษากันทางสายตา
“เจ้ากล้าข่มขู่เสด็จปู่กับเสด็จอาเชียวรึ?”
เฉินจ้านยกยิ้มมุมปาก “หลานเพียงเตือนความจริง เสด็จปู่ เสด็จอาอย่าลืม หลานนอกจากรักษาคนได้ ยังสังหารคนเก่งยิ่งกว่าเพราะก่อนจะเป็นท่านหมอรักษาชีวิตคน หลานปลิดชีพคนมาก่อนนะ หรือจะลองดูก็ได้...ระหว่างนักฆ่าของพวกท่านกับเข็มพิษของหลาน อย่างใดเร็วกว่ากัน”
ลมในตำหนักเฉียนชิงพัดผ้าม่านกระเพื่อม เสียงนั้นเบา แต่แรงพอให้ทุกคนขนลุกสองมังกรหันมองสบตากันอยู่ชั่วขณะ เงียบงันยาวนานจนเวลาคล้ายหยุดนิ่ง ก่อนที่ไท่ซ่างหวงจะถอนหายใจแผ่ว ๆ แล้วหัวเราะเบา
“หึ! เจ้านี่มันสมกับเป็นแซ่จ้าวเสียจริง ได้สิ เสด็จปู่ยอมถอยให้เจ้าหนึ่งก้าว”
เฟิ่งสุ่ยตี้ฮ่องเต้เหลือบมองบิดา แต่ไม่ได้เอ่ยห้ามเพราะติดว่ามังกรเฒ่าย่อมมีลูกไม้และเล่ห์กลมากกว่าเขาอยู่แล้ว
“แต่ข้ายังมีข้อแม้สองข้อ” ไท่ซ่างหวงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกลับมานิ่งเฉียบ เฉินจ้านแค่นยิ้ม เขารู้ดีว่าสองมังกรแห่งต้าเว่ยไม่เคยยอมใครง่าย ๆ และเขาเองก็เช่นกัน
“เชิญเสด็จปู่เชิญกล่าวมาเถิด”
“ข้อหนึ่ง เจ้าแต่งเพ่ยหยูไม่ได้ แต่รับนางเป็นสตรีอุ่นเตียงได้”
“ข้อสอง หลังแต่งกับหานเซียงแล้ว เจ้าต้องรักษาดวงตาให้มารดาของนาง”
เฉินจ้านแค่นหัวเราะ เสียงนั้นทั้งเย้ยทั้งหยัน “หลานถอยหนึ่งก้าวได้ แต่สองก้าวมันเกินไป หลานจะรักษามารดาของสวีหานเซียงให้ แต่เพ่ยหยูต้องได้แต่งเป็นเหลียงตี้”
คำว่า “เหลียงตี้” ทำให้บรรยากาศในตำหนักแข็งค้างไปครู่ใหญ่ เหลียงตี้คือชายารองของไท่จื่อ มีตำแหน่งเป็นทางการในราชสำนัก มิใช่เพียงสตรีอุ่นเตียงที่ไร้ฐานะ อนาคตหากนางคลอดบุตรชายก่อนไท่จื่อเฟยเด็กคนนั้นอาจได้เป็นว่าที่ฮ่องเต้
ฮ่องเต้หลุดหัวเราะในที่สุด แค่นเสียงเบาแล้วกล่าวกับบิดา “เสด็จพ่ออย่าเพิ่งกริ้วเลย จ้านเอ๋อเป็นเช่นนี้เพราะเราเองสั่งสอนให้ดื้อรั้นสู้คนและห้ามเสียเปรียบผู้ใดมิใช่หรือ”
ไท่ซ่างหวงหันไปมองค้อนใส่บุตรชาย ก่อนกลับมามองหลานชายตรงหน้า แววตานิ่งนานจนเหมือนจะกลืนเอาความกล้าทั้งหมดของเฉินจ้านไป แต่สุดท้าย มังกรเฒ่าก็หัวเราะในลำคอแล้วกล่าวหนักแน่น
“ได้...ตกลงตามนี้!”
เสียงประกาศนั้นดังก้องในตำหนักเฉียนชิง คล้ายฟ้าผ่ากลางวัน แววตาของเฉินจ้านนิ่งสนิท แต่แววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความพึงใจ เขาก้มศีรษะลงถวายบังคมอย่างงดงาม ส่วนสองมังกรทั้งสองรุ่นต่างวัย เพียงมองสบตากัน
ก็เพียงเหลียงตี้ หากแผนการของพวกเขาสำเร็จสืบไปถึงพรรคพวกที่เคยร่วมมือกับสกุลฮั่วเมื่อสามปียามใด เจียงเพ่ยหยูยังจะมีชีวิตได้อย่างไร ตอนนี้ถอยสองก้าว แต่ยามใดที่สวีหานเซียงแต่งเข้าตำหนักบูรพา ก็ยังไม่แน่ว่าเป็นใครที่จะถอยไปจนมุม!
ตอนที่30|| ขอข้าอ้อนเจ้าหน่อยนะเสียงโครมเพล้งจากกระโถนที่กระแทกพื้นยังไม่ทันจาง จ้าวเฉินจ้านก็สาวเท้าออกจากห้องรับรองแขกตามหลังคนพวกนั้นไปติด ๆ สีหน้าของไท่จื่อซีดขาวจากอาการเวียนหัวและอาเจียนจนเหนื่อย แต่แววตากลับคมกริบ ราวกับไฟใต้หิมะที่พร้อมเผาทุกอย่างให้เป็นเถ้าถ่าน“ไสหัวไปให้พ้น!” เสียงสบถดังลั่นทางเดินยาวของตำหนักตงกง ก้องสะท้อนจนแม้แต่ฉากกั้นยังสั่นไหวนกกาพากันแตกฮือสวีเกากงที่กำลังเร่งฝีเท้าหนีไปพร้อมครอบครัวสะดุ้งเฮือก เท้าก้าวพลาดพลั้งสะดุดชายอาภรณ์ของตนเอง ร่างใหญ่เซถลา ก่อนจะหงายหลังล้มลงเสียงดังตุ้บ ศักดิ์ศรีเจิ้งกั๋วกงแตกกระจายต่อหน้าบ่าวไพร่และขันทีที่วิ่งแตกตื่น“ท่านพี่!” เจียงอี๋เหนียงร้องเสียงหลง รีบพุ่งเข้าไปประคอง แต่เพราะลนลาน มือกลับไปเกี่ยวชายเสื้อของสวีเผยเจียวเข้าอีก เด็กสาวกรีดร้องเบา ๆ ล้มลงนั่งกับพื้น ส่วนสวีกู้อวี้ถอยหลังชนเสา เกือบหงายตามไปอีกคนบ่าวไพร่ด้านหลังยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง ต่างคนต่างวิ่ง จนฝุ่นตลบ ซวนเซ ล้มลุกคลุกคลาน หีบผ้าและกล่องยาที่หอบหิ้วมาหล่นกระจัดกระจาย กล่องไม้แตกเปิด กลิ่นสมุนไพรคลุ้งปนความตื่นตระหนก ไม่มีใครกล้าเหลียวกลับมาอีกสักนิด
ตอนที่29||แผนของเจิ้งกั๋วกงล่มไม่เป็นท่าไม่นานข่าวว่า ไท่จื่อเฟยสวีตั้งครรภ์ ก็ลือกระฉ่อนไปทั่วฉ่งชิ่งรวดเร็วยิ่งกว่าลมหนาวพัดผ่านกำแพงวัง เพียงไม่ถึงชั่วยาม ข่าวดีก็กระจายออกไปจนทั่วให้ชาวบ้านร่วมยินดี กันถ้วนหน้าเรียกได้ว่าจ้าวเฉินจ้านกับหานเซียงยังไม่ทันได้ออกจากห้องบรรทมให้เรียบร้อย ข่าวมงคลก็ลือกระฉ่อน ดังนั้นหลังสองสามีภรรยาแต่งกายเรียบร้อยเตรียมออกมารับอาหารมื้อสายที่ห้องโถงส่วนหน้ายังไม่ทันได้นั่งบนเก้าอี้เรียบร้อยพลันเสียงขันทีหน้าห้องก็รายงานเสียงใสเข้ามา“เจียงเหลียงตี้ ขอเข้าเฝ้าเพื่อถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะ”หานเซียงเลิกคิ้วเล็กน้อย ริมฝีปากกระตุกเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่มีความหมายเฉพาะผู้เป็นสามีเท่านั้นจะเข้าใจ ส่วนจ้าวเฉินจ้านก็เพียงขมวดคิ้ว ทว่าใบหน้าของเขาเรียบนิ่ง ไม่เผยอารมณ์ใดส่วนในใจของสองสามีภรรยาต่างคิดตรงกันว่าสตรีผู้นั้นช่างมาเร็วนักคิดว่านางไม่ใช่มาอวยพรหรอก คาดว่านางคงอยากมาดูให้เห็นกับตาเสียมากกว่าเฉินจ้านพยักหน้าให้ขันทีรับคนเข้าเฝ้า ท่าทีสงบนิ่งดังเดิม ทว่ามุมปากกลับซ่อนรอยยิ้มเย็น ๆ เอาไว้ อยากมาก็มาสิ เขาเองกำลังอยากดูงิ้วพอดีเจียงเพ่ยหยูปรากฏกายขึ้นในห้องด้
ตอนที่28||นรกของหม่อมฉันเริ่มที่อารามเมี่ยวจิ่งมิผิดเลยที่สวีหานเซียงกล่าวว่าการขึ้นเขาไปอยู่อารามเมี่ยวจิ่งคือการเริ่มต้นเดิมสู่ขุมนรก!“ถึงอารามเมี่ยวจิ่งควรเป็นสถานที่สงบ เป็นสถานที่ที่ผู้คนใช้สวดมนต์ ปล่อยวาง และหลบหนีความทุกข์จากโลกภายนอก แต่สำหรับหม่อมฉันกับท่านแม่กับบ่าวไพร่ที่ตัดตามขึ้นไปอีกเจ็ดชีวิตมันไม่ใช่เลย”อารามแห่งนี้ไม่เคยมีความสงบอยู่เลย ตั้งแต่คืนแรกที่นางกับมารดาถูกส่งมาที่นี่ เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบก็รับรู้ได้ทันทีว่าความเงียบในอารามมิใช่ความสงบ หากเป็นความเงียบที่กดทับ ราวกับมีเงามืดซ่อนตัวอยู่ทุกมุม พร้อมจะยื่นมือออกมาคร่าชีวิตได้ทุกเมื่อแม้ยามกลางวันเหล่าแม่ชีกับเจ้าอารามจะวางตัวใจดีเป็นผู้ทรงศีลที่มากไปด้วยเมตตาจิตแทบทุกค่ำคืน มีเงาคนลอบเข้ามา เสียงฝีเท้าที่พยายามเบาที่สุดดังแผ่วอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบ เสียงลมหายใจที่ถูกกลั้นไว้แน่น กลิ่นคาวเลือดที่ไม่อาจกลบด้วยกลิ่นธูป กลิ่นนั้นลอยปะปนอยู่ในอากาศ ทำให้อารามซึ่งควรศักดิ์สิทธิ์ กลับแปดเปื้อนด้วยกลิ่นแห่งความตายหานเซียงมักสะดุ้งตื่นกลางดึก มือเล็ก ๆ ของนางควานหามือของมารดาที่มองไม่เห็น นางได้ยินเสียงหัวใจของตนเองเต
ตอนที่27||นิทานของหานเซียงภายในตำหนักเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ค่อย ๆ ประสานจังหวะกัน หลังจากความยินดีเรื่องบุตรค่อย ๆ จางหาย ความจริงอันหนักหน่วงก็คล้ายจะคืบคลานเข้ามาแทนที่เฉินจ้านเป็นฝ่ายนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ เขามองใบหน้าของภรรยาที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อม ดวงตาคู่นั้นสงบเกินไป สงบอย่างคนที่ผ่านเรื่องราวมากเกินวัย และสุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่กดทับหัวใจทั้งสองคน“เจ้ารู้นานเพียงใดแล้ว”หานเซียงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ริมฝีปากโค้งยิ้มแผ่วเบา เป็นรอยยิ้มที่มิได้เจือการปกปิดหรือสำรวมเช่นทุกครั้ง และอาจเป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดนับตั้งแต่นางแต่งเข้ามาเป็นชายาของเขาได้ครึ่งปี“ไม่นานเพคะ” นางตอบเสียงราบ “ราวสองเดือนเศษได้ อย่างที่ไท่จื่อทราบ บางค่ำคืนหม่อมฉันแอบออกไปด้านนอกบ่อยครั้ง ล้วนไปสืบเรื่องนี้”เฉินจ้านขมวดคิ้วเล็กน้อย ภาพค่ำคืนที่นางขอตัวออกไปเงียบ ๆ ผุดขึ้นในหัว เขาเคยคิดว่านางเพียงต้องการอิสระหรือหาความสงบ หรือไม่นางก็อาจออกไปยังค่ายฉงจื่อทว่าความจริงกลับหนักหนากว่านั้น“คงเป็นหลังจากที่ข้าเล่านิทานให้ฟังกระมัง เจ้าเลยออกสืบ” จ้าวเฉินจ้านไม่เคยคิดเลยว่าห
ตอนที่26||ไท่จื่อทรงแพ้พระครรภ์ยามอิ๋นของวันหนึ่งในช่วงต้นฤดูฝน มหานครฉ่งชิ่ง เมืองหลวงต้าเว่ย ถูกปกคลุมอยู่ใต้ผืนฟ้าสีเทาหม่น อากาศมัวซัว ชื้นเย็น และอึมครึมราวกับกลั้นลมหายใจรอคอยบางสิ่ง ชาวเมืองส่วนใหญ่ต่างมองท้องฟ้าแล้วคิดคล้ายกันว่า อีกไม่นานฝนแรกของปีคงจะเทลงมาอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงพากันตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง รีบเร่งออกจากเรือน จัดเตรียมเครื่องมือเพาะปลูก คราด จอบ และเมล็ดพันธุ์กันอย่างคึกคัก เสียงฝีเท้า เสียงพูดคุย และเสียงเปิดประตูเรือนดังแว่วไปทั่วทั้งเมืองตรงกันข้ามกับความเคลื่อนไหวของชาวเมือง ภายในตำหนักตงกงกลับยังคงเงียบสงบ บ่าวไพร่ในตำหนักตื่นกันครบถ้วนตามระเบียบ บางคนทำความสะอาดลาน บางคนจัดเตรียมน้ำอุ่นและเครื่องใช้ยามเช้า ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระบบเช่นทุกวัน มีเพียงเจ้าของตำหนักกับภรรยาเท่านั้นที่ยังไม่ตื่นจากบรรทมทว่าเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ใครแปลกใจอีกต่อไป ทุกคนในตำหนักล้วนคุ้นชินเสียแล้ว นับตั้งแต่ไท่จื่อจ้าวเฉินจ้านทรงแต่งไท่จื่อเฟยเข้าตำหนักมาครบหกเดือน การตื่นสายของไท่จื่อก็กลายเป็นเรื่องปกติที่ไม่มีใครกล้าซักถามในสายตาของคนนอกที่มิใช่บ่าวรับใช้ใกล
ตอนที่25||นิทานเรื่องที่สองของเฉินจ้าน“ผิดกับบุตรชายคนเล็ก”เฉินจ้านเว้นจังหวะเพียงอึดใจ ลมหายใจที่เป่ารดไรผมของนางอุ่นจัด ทว่าคำพูดที่กำลังจะเอ่ยกลับเย็นเยียบเสียยิ่งกว่าอากาศยามดึก เสียงของเขาต่ำลงเล็กน้อย ราวกับเรื่องราวต่อจากนี้มิใช่นิทานสำหรับกล่อมคนหลับ หากเป็นความจริงที่หนักอึ้งเกินกว่าจะเอ่ยออกมาตรง ๆ โดยไม่ทิ้งรอยแผลในใจผู้ฟัง“ส่วนบุตรชายคนเล็กนั้น…มุทะลุดุดัน”คำว่า มุทะลุ หลุดออกมาจากริมฝีปากเขาอย่างเรียบเย็น ปราศจากการตำหนิหรือชิงชัง มิได้พยายามแก้ต่างหรือกล่าวโทษ เพียงบอกเล่าตามข้อเท็จจริงที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของผู้คนทั้งแผ่นดินสวีหานเซียงฟังเพียงเท่านั้น หัวใจก็เต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัวเพราะฟังมาถึงตรงนี้ย่อมทราบทันทีที่ได้ยินว่าส่งใดเป็นสิ่งใดนิทานเรื่องนี้ มิได้เป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นมาของฮ่องเต้และบุตรชายสามคน หากคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในอดีตของไท่ซ่างหวง ผู้เป็นเสด็จปู่ของเฉินจ้าน เรื่องของอดีตไท่จื่อผู้เป็นบิดา และเรื่องของเสด็จอาทั้งสองพระองค์รวมถึง…ตัวเขาเองเมื่อคิดได้ดังนั้น หานเซียงก็ยิ่งตั้งใจฟัง นางขยับตัวเล็กน้อย ซุกตัวแนบชิดอกเขามากขึ้น ราวกับต้องก







