로그인บทนำ 2
“จดหมายนั้นเป็นบัญชีเงินช่วยเรือนเด็กกำพร้า บิดาของนางเคยฝากเรื่องไว้กับสกุลไป๋”
“ท่านคิดว่าข้าจะเชื่อหรือ”
“เจ้าไม่เคยคิดจะเชื่อสิ่งใดอยู่แล้ว”
ถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้ดัง ทว่าคมกริบยิ่งกว่าปลายมีด ซีเยวี่ยชะงัก มือที่จับแขนเสื้อเขาแข็งค้าง ไป๋เหิงจื้อค่อย ๆ แกะนิ้วของนางออกทีละนิ้ว แววตาซึ่งเคยมีความอดทนหลงเหลืออยู่บ้าง เวลานี้กลับสงบนิ่งดุจบ่อน้ำลึกในคืนไร้จันทร์
“สามเดือนแล้ว ซีเยวี่ย” เขากล่าว “นับจากอาหวานเกิด เจ้าเฝ้าถามเพียงว่าข้าอยู่ที่ใด อยู่กับผู้ใด และพูดกับอิงเหนียงกี่คำ แต่เจ้าเคยถามหรือไม่ว่าลูกกินนมพอหรือไม่ กลางคืนนางร้องเพราะเหตุใด วันนี้นางมีไข้หรือเปล่า”
“เป็นเพราะท่าน!” นางเค้นเสียง “หากท่านไม่ใกล้ชิดหญิงผู้นั้น ข้าจะกลายเป็นเช่นนี้หรือ”
“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าระหว่างข้ากับนางไม่มีสิ่งใด”
“คนทั้งจวนเห็นท่านปกป้องนาง!”
“แล้วผู้ใดปกป้องอาหวานจากเจ้า”
ประโยคนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบสนิท
ซีเยวี่ยรู้สึกราวกับถูกตบกลางใบหน้า นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว ส้นเท้าเหยียบเศษกระเบื้อง ปลายคมบาดผ่านรองเท้าผ้าจนเลือดซึม ทว่าความเจ็บเพียงเท่านั้นยังไม่อาจทะลุผ่านเพลิงซึ่งแผดเผาอยู่ในอก
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”
เหิงจื้อไม่ตอบทันที เขาหันไปสั่งบ่าวที่ยืนอยู่ด้านนอก “นำของเข้ามา”
บ่าวชายก้มหน้าก้าวเข้ามา ในมือประคองกล่องไม้ดำใบหนึ่ง เขาวางกล่องลงบนโต๊ะแล้วรีบถอยออกไป เหิงจื้อเปิดฝากล่อง หยิบกระดาษซึ่งพับเป็นระเบียบวางลงตรงหน้าภรรยา
ตัวอักษรสีดำเรียงตัวอยู่บนกระดาษขาว ทุกเส้นหมึกหนักแน่น ไม่มีรอยลังเล
หนังสือหย่า
ซีเยวี่ยจ้องอักษรสามคำตรงหัวกระดาษ ลมหายใจคล้ายหยุดอยู่กลางอก นางพยายามกะพริบตา หวังว่าภาพตรงหน้าจะเลือนหายไปพร้อมหยาดน้ำที่เกาะขนตา ทว่าตราประทับสกุลไป๋ตรงมุมล่างกลับยิ่งชัดเจน
“ท่านจะหย่ากับข้า?”
“ข้าจะให้คนส่งเจ้ากลับสกุลเจิ้งหลังร่างกายแข็งแรงขึ้น”
“แล้วอาหวานเล่า”
ไป๋เหิงจื้อหลุบตามองกระดาษครู่หนึ่ง ก่อนตอบ “นางเป็นสายเลือดสกุลไป๋ ย่อมอยู่ที่นี่”
ซีเยวี่ยหัวเราะออกมาคำหนึ่ง เสียงนั้นแห้งผากจนฟังคล้ายสะอื้น “ข้าเป็นมารดาของนาง ท่านคิดจะพรากลูกไปจากข้าหรือ”
“เจ้าจำได้ด้วยหรือว่าตนเป็นมารดา”
นางยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทว่าเหิงจื้อคว้าข้อมือไว้ก่อน ฝ่ามือของเขาเย็นจากสายฝน แรงบีบไม่รุนแรง หากเพียงพอจะหยุดนางได้อย่างง่ายดาย
“พอเสียที” เขาเอ่ย พลางปล่อยมือ “อาหวานต้องการคนที่มองเห็นนาง ไม่ใช่คนที่ใช้เสียงร้องของลูกเป็นเครื่องเรียกสามีกลับเรือน”
“เช่นนั้นท่านจะให้ผู้ใดเลี้ยงนาง” ซีเยวี่ยถาม ทั้งที่ในใจรู้คำตอบอยู่แล้ว
เขานิ่งไปชั่วลมหายใจ
“อิงเหนียงดูแลเด็กเป็น นางยินดีช่วยจนกว่าข้าจะหาทางที่เหมาะสม”
เสียงฝนกระหน่ำหลังคาดังขึ้นในทันใด ราวกับฟ้าทั้งผืนแตกลงเหนือศีรษะ ซีเยวี่ยมองบุรุษตรงหน้า มองริมฝีปากซึ่งเพิ่งเอ่ยชื่อหญิงอื่นอย่างสงบ แล้วบางสิ่งซึ่งขึงตึงอยู่ในอกก็ขาดผึง
“ในที่สุดท่านก็ยอมรับ”
“ข้ายอมรับเพียงว่าลูกไม่ควรอยู่กับเจ้าในสภาพนี้”
“ออกไป”
“ซีเยวี่ย”
“ข้าบอกให้ออกไป!”
นางคว้ากล่องไม้ปาใส่เขา เหิงจื้อเบี่ยงตัวหลบ กล่องกระแทกเสาเตียงแล้วตกลงพื้น เสียงดังทำให้อาหวานซึ่งอยู่ห้องข้าง ๆ ร้องขึ้นอีกครั้ง ซีเยวี่ยสะดุ้ง นางหันไปตามเสียงโดยสัญชาตญาณ แต่เมื่อหันกลับมา เหิงจื้อเดินพ้นม่านออกไปแล้ว
เขาไม่หันกลับมาประคอง
ไม่เรียกหมอ
ไม่แม้แต่จะเก็บหนังสือหย่ากลับไป
ซีเยวี่ยยืนอยู่กลางเศษเครื่องลายคราม เลือดจากฝ่าเท้าซึมลงบนพื้นอิฐทีละหยด หยาดหนึ่ง หยาดสอง กระทั่งกลืนไปกับน้ำยาสีคล้ำ ไม่มีผู้ใดรู้ว่านางยืนอยู่นานเพียงใด รู้เพียงเมื่อหมอหญิงเหยาซูเหลียนมาถึง ตะเกียงในห้องก็เหลือน้ำมันไม่ถึงครึ่ง
“ฮูหยินน้อย” หมอเหยาร้องอย่างตกใจ นางรีบวางหีบยาแล้วเข้าประคอง “เหตุใดปล่อยให้บาดแผลมีเลือดออกมากเช่นนี้เจ้าคะ ชิงหลัวไปอยู่ที่ใดกัน”
ซีเยวี่ยไม่ตอบ สายตายังคงอยู่บนหนังสือหย่า
หมอเหยามองตาม ก่อนถอนหายใจยาว “คุณชายใหญ่ใจร้อนเกินไป ท่านเพิ่งคลอดบุตร ร่างกายยังอ่อนแอ อารมณ์ย่อมแปรปรวนได้บ้าง เขาควรเข้าใจท่านมากกว่านี้”
ถ้อยคำอ่อนโยนค่อย ๆ ซึมเข้าไปในรอยแผลกลางใจ ซีเยวี่ยหันมองหญิงผู้ดูแลตนมาตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ใบหน้าของเหยาซูเหลียนสงบ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความห่วงใย มือที่พันผ้าให้บาดแผลมั่นคงและอบอุ่น
ในจวนนี้ อย่างน้อยยังมีคนหนึ่งเชื่อนาง
“เขาจะเอาลูกของข้าให้นาง” ซีเยวี่ยพึมพำ
หมอเหยาชะงักเล็กน้อย แล้วก้มหน้าจัดปมผ้า “ก่อนจะคิดเรื่องอื่น ฮูหยินน้อยควรรักษาร่างกายให้แข็งแรงเสียก่อนนะเจ้าคะ หากท่านล้มป่วย ผู้ใดจะต่อสู้เพื่อคุณหนูน้อยได้”
คำว่า ต่อสู้ ทำให้ดวงตาอันเลื่อนลอยของซีเยวี่ยมีแสงวาบขึ้น
หมอเหยาลุกไปหยิบห่อยาจากหีบ “ยาถ้วยเมื่อครู่หกหมดแล้ว บ่าวจะต้มใหม่ให้ ท่านดื่มเสียหน่อย คืนนี้จะได้นอนหลับ”
“ข้าไม่อยากหลับ”
“หากไม่พัก ใจจะยิ่งฟุ้งซ่านเจ้าค่ะ” หมอเหยาแตะแขนนางเบา ๆ “เชื่อบ่าวเถิด ยานี้จะช่วยให้ท่านมีเรี่ยวแรง วันพรุ่งนี้ค่อยคิดว่าจะรั้งคุณชายใหญ่และคุณหนูน้อยไว้อย่างไร”
ซีเยวี่ยปล่อยให้นางต้มยาในห้องด้านข้าง กลิ่นหวานไหม้ลอยกลับมาอีกครั้ง ครานี้ขมกว่าเดิมเล็กน้อย หมอเหยายกถ้วยมาส่งถึงริมฝีปากและรอจนยาหยดสุดท้ายไหลผ่านลำคอ
เพียงหนึ่งเค่อ ความร้อนก็แล่นจากท้องขึ้นสู่หน้าอก
ซีเยวี่ยนอนลง ทว่านัยน์ตากลับเบิกกว้าง เสียงฝนด้านนอกดังคล้ายคนจำนวนมากกำลังกระซิบอยู่หลังหน้าต่าง บ้างกล่าวว่าเหิงจื้อพาอาหวานไปแล้ว บ้างหัวเราะว่านางพ่ายแพ้ให้แก่อิงเหนียง กระทั่งเสียงร้องของลูกยังเหมือนดังมาจากสถานที่ไกลแสนไกล
นางลุกพรวด “อาหวานอยู่ที่ใด”
“อยู่กับแม่นมเจ้าค่ะ” ชิงหลัวซึ่งเพิ่งกลับเข้ามารีบตอบ “ฮูหยินน้อยจะไปหา”
“พวกเขาจะพานางไป”
ซีเยวี่ยผลักสาวใช้ออก คว้าเสื้อคลุมจากราวแล้วเดินโซซัดโซเซออกจากห้อง ชิงหลัวตามมารั้ง ทว่าหมอเหยากลับก้าวขวางไว้ พูดบางอย่างซึ่งนางฟังไม่ชัด เสียงทั้งหมดถูกฝนกลืนหาย
ทางเดินใต้ระเบียงยาวผิดปกติ โคมแต่ละดวงสั่นไหว กลายเป็นเงาคนหลายสิบคน ซีเยวี่ยเดินผ่านสวนหินไปยังเรือนหลัก แต่กลับไม่พบเหิงจื้อ ประตูห้องอาหวานเปิดอยู่ เปลว่างเปล่า แม่นมกับเด็กหายไป
“อาหวาน!”
เสียงเรียกของนางขาดห้วง
บ่าวผู้หนึ่งกล่าวว่าคุณชายใหญ่อุ้มเด็กไปเรือนหน้า อีกคนบอกว่าเห็นโคมของคุณหนูชวี่มุ่งไปทางศาลาริมน้ำ คำพูดเหล่านั้นพันกันยุ่งเหยิง ซีเยวี่ยไม่รู้ว่าผู้ใดพูดจริง นางรู้เพียงลูกไม่อยู่ในเปล และหนังสือหย่ายังคงวางอยู่บนพื้นห้อง
นางจึงวิ่งออกไปกลางฝน
ลมเย็นแทงผ่านอาภรณ์บาง ร่างกายหลังคลอดซึ่งยังไม่ฟื้นดีสั่นสะท้านทุกย่างก้าว น้ำฝนไหลเข้าดวงตาจนมองทางแทบไม่เห็น แต่ซีเยวี่ยยังฝืนสาวเท้าไปตามแสงโคมสีขาวตรงปลายสวน
“เหิงจื้อ!”
ไม่มีผู้ใดตอบ
“คืนลูกให้ข้า!”
ศาลาริมน้ำตั้งอยู่หลังม่านฝน พื้นไม้เปียกลื่น เงาร่างหนึ่งยืนอยู่ข้างเสา เสื้อคลุมสีอ่อนปลิวตามลม ซีเยวี่ยมองไม่เห็นใบหน้า นางยื่นมือไปข้างหน้า หวังคว้าคนผู้นั้นไว้ ทว่าปลายนิ้วกลับสัมผัสเพียงอากาศเย็นเยียบ
เสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง
จากนั้นมีมือข้างหนึ่งแตะต้นแขนของนาง
“ฮูหยินน้อย ระวังเจ้าค่ะ”
เสียงนั้นคุ้นเคยเหลือเกิน หากแต่สติของซีเยวี่ยพร่าเลือนจนไม่อาจนึกได้ว่าเป็นผู้ใด นางพยายามหันกลับ ทันใดนั้นหัวใจก็บีบรัด ความมืดแล่นผ่านสายตา เข่าทั้งสองอ่อนแรง
มือซึ่งแตะต้นแขนไม่ได้รั้งนางไว้
มันปล่อยออก
ร่างของซีเยวี่ยกระแทกราวศาลา ไม้เก่าหักดังเปรี๊ยะ ก่อนนางจะตกลงสู่สระน้ำเบื้องล่าง ความเย็นเจาะผ่านผิวหนังในพริบตา อาภรณ์ชุ่มน้ำหนักอึ้ง ดึงร่างอ่อนแรงให้จมลึกลงไป
นางดิ้นรน เงยหน้ามองแสงโคมที่แตกพร่าบนผิวน้ำ มือทั้งสองไขว่คว้า ทว่าไม่พบมือของผู้ใดยื่นลงมา
เหนือศาลา เงาร่างนั้นยังคงยืนมอง
ความทรงจำมากมายไหลย้อนกลับในชั่วลมหายใจ อ้อมกอดของบิดาในวัยเยาว์ เกี้ยวแดงวันแต่งงาน รอยยิ้มเพียงครั้งของเหิงจื้อยามเปิดผ้าคลุมหน้า แล้วจึงเป็นใบหน้าเล็กแดงก่ำของบุตรสาวซึ่งนางแทบไม่เคยอุ้ม
อาหวานร้องหาแม่มาสามเดือน
แต่นางมัวร้องหาบุรุษผู้หนึ่ง
ฟองอากาศสุดท้ายหลุดจากริมฝีปาก ซีเยวี่ยพยายามเอ่ยชื่อลูก ทว่าสายน้ำเย็นกลับไหลเข้าลำคอ กลางอกเจ็บราวถูกเข็มนับหมื่นทิ่มแทง และความเจ็บนั้นยังไม่อาจเทียบกับสิ่งที่เพิ่งตระหนักในวาระสุดท้าย
หากย้อนกลับไปได้แม้เพียงวันเดียว นางจะไม่ถามว่าไป๋เหิงจื้อรักผู้ใด
นางจะอุ้มลูก
จะฟังเสียงร้องของลูก
จะบอกอาหวานว่า มารดาอยู่ตรงนี้
ทว่าความมืดปิดทับทุกสิ่งเสียแล้ว
ก่อนสติจะดับลง ซีเยวี่ยได้ยินเสียงทารกแว่วมาจากใที่ไกลโพ้น เสียงนั้นเบาบาง ประหนึ่งลอดผ่านสายน้ำและกาลเวลามาแตะหัวใจ
“อุแว้”
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง
บทที่ 2 อ้อมแขนที่เคยว่างเปล่า 1แสงอรุณค่อย ๆ ไล่ความมืดเหนือเมืองหลินโจว หมอกซึ่งคลุมลำน้ำมาตลอดคืนจางลงทีละน้อย ทว่าในเรือนชิงอวี้ อากาศกลับตึงจนแม้แต่เสียงถ่านแตกในเตาก็ดังชัดเศษถ้วยยากระจายอยู่ข้างเตียง น้ำสีคล้ำซึมลึกเข้าไปในร่องอิฐ กลิ่นหวานไหม้ลอยอวลไม่ยอมจางเหยาซูเหลียนยืนอยู่กลางคราบยา ชายกระโปรงเปียกเป็นดวง ใบหน้าของนางมีความประหลาดใจเพียงชั่วอึดใจ ก่อนรอยยิ้มอ่อนโยนจะกลับมาเช่นเดิม“ฮูหยินน้อยตกใจสิ่งใดหรือเจ้าคะ”ซีเยวี่ยกอดอาหวานไว้แน่น นางอยากถามว่าเมื่อคืนฝนตกหมอเหยาทำสิ่งใดอยู่ที่ศาลาริมน้ำ อยากกระชากหีบยาออกมาเทดูทุกห่อ อยากให้คนจับหญิงตรงหน้าไปสอบสวนเดี๋ยวนี้ทว่าความทรงจำซึ่งนางมียังพร่าเลือนเกินไปในชาติเดิมเหยาซูเหลียนดูแลนางมานานกว่าหนึ่งปี เป็นผู้จับชีพจรก่อนแต่ง เป็นผู้ปรุงยาบำรุงครรภ์ และเป็นผู้เฝ้าข้างเตียงในคืนคลอด แม้ซีเยวี่ยจะบอกว่าเห็นหมอเหยาก่อนตาย ผู้ใดจะเชื่อถ้อยคำจากความฝันซึ่งไม่มีหลักฐานเล่ามิหนำซ้ำ นางยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการกลับมาครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะเหตุใดซีเยวี่ยจึงบังคับปลายนิ้วให้คลายจากผ้าห่อตัวลูก แล้วหลุบตาลง “กลิ่นยาทำให้ข้าคลื่นไส้”หม
บทที่ 1 หวนคืน 2จำได้ว่าตนเคยได้ยินลูกสะอื้นอยู่หลังผนัง แต่กลับนอนกัดฟันคิดถึงสตรีอีกคน จำได้ว่าเมื่อแม่นมพาเด็กมาให้ดู นางถามเพียงว่าเหตุใดจมูกไม่เหมือนบิดาแล้วหันหน้าหนี จำได้ว่าในชาติก่อน อ้อมแขนของตนว่างเปล่าตั้งแต่วันแรก ทั้งที่ลูกอยู่ห่างเพียงไม่กี่ก้าว“ไปอุ้มมาเถิด” นางกล่าวช้าลง “ข้าจะรออยู่ตรงนี้”ชิงหลัวก้มศีรษะรับคำ แล้วรีบออกไปซีเยวี่ยพิงหัวเตียง สูดลมหายใจลึกทีละครั้ง เสียงฝีเท้าด้านนอกห่างออกไปก่อนวกกลับมา ไม่นานม่านก็ถูกยกขึ้น สาวใช้ก้าวเข้ามาพร้อมห่อผ้าสีแดงในอ้อมแขน ด้านหลังมีแม่นมวัยกลางคนตามมาด้วย“ฮูหยินน้อย คุณหนูน้อยมาแล้วเจ้าค่ะ”เด็กน้อยยังร้อง ดวงตาปิดแน่น ใบหน้าแดงก่ำ ผมดำบางแนบหน้าผาก กำปั้นเล็กยกขึ้นข้างแก้ม ซีเยวี่ยมองภาพนั้นแล้วลมหายใจสะดุดนางเคยเห็นใบหน้านี้ในวาระสุดท้ายไม่ใช่ภาพจริง หากเป็นความทรงจำซึ่งย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจ ใบหน้าเล็กที่ร้องหามารดา ขณะที่มารดากลับใช้ทุกลมหายใจวิ่งไล่ตามบุรุษผู้หนึ่ง“ส่งมาให้ข้า”ชิงหลัวก้าวเข้าใกล้ แต่เมื่อจะวางเด็กลงในอ้อมแขน นางกลับหยุด “ฮูหยินน้อยต้องประคองศีรษะคุณหนูเช่นนี้เจ้าค่ะ แขนอีกข้างรองตัวไว้ อย่ากอด
บทที่ 1 หวนคืน 1ปลายฤดูใบไม้ร่วง รัชศกหย่งผิงปีที่สิบสอง ฟ้ายังไม่สว่างดี หมอกสีขาวลอยต่ำเหนือกำแพงเมืองหลินโจว น้ำค้างเกาะปลายหญ้าในสวนจวนสกุลไป๋ ลมยามเหม่าแทรกผ่านช่องหน้าต่าง ส่งกลิ่นถ่านสนกับกลิ่นยาต้มอ่อน ๆ เข้ามาในเรือนชิงอวี้เสียงร้องของทารกดังอยู่หลังม่านเจิ้งซีเยวี่ยลืมตาขึ้นพร้อมลมหายใจเฮือกใหญ่ ร่างทั้งร่างกระตุกประหนึ่งเพิ่งถูกฉุดขึ้นจากก้นสระ มือสองข้างคว้าผ้าห่มแน่น น้ำเย็นซึ่งควรอุดเต็มปากและจมูกกลับไม่มี เหลือเพียงรสขมติดปลายลิ้นกับความเจ็บตึงตรงท้องน้อยนางหอบหายใจ มองคานไม้เหนือเตียงอย่างเลื่อนลอยคานนั้นทาด้วยน้ำมันสีเข้ม มีลายเมฆมงคลแกะอยู่ตรงมุม ผ้าม่านเตียงสีชาดยังใหม่ ไม่มีรอยซีดจากควันตะเกียง ตุ้มหยกซึ่งแขวนอยู่ข้างเสาแกว่งเบา ๆ ตามลม เสียงกระทบกันใสกังวานนี่ไม่ใช่ศาลาริมน้ำและไม่ใช่ปรโลก“อุแว้”เสียงร้องดังขึ้นอีกครั้ง ครานี้ใกล้จนกลางอกของซีเยวี่ยสั่นสะท้าน นางพยายามลุก ทว่าทันทีที่ขยับ ความปวดหน่วงก็แล่นจากเอวลงไปถึงหว่างขา ร่างกายอ่อนแรงจนข้อศอกทรุดกลับลงบนฟูกม่านเตียงถูกเปิดออกในทันใด“ฮูหยินน้อย!”ใบหน้าของชิงหลัวปรากฏตรงหน้า สาวใช้ยังดูอ่อนเยาว์ แ
บทนำ 2“จดหมายนั้นเป็นบัญชีเงินช่วยเรือนเด็กกำพร้า บิดาของนางเคยฝากเรื่องไว้กับสกุลไป๋”“ท่านคิดว่าข้าจะเชื่อหรือ”“เจ้าไม่เคยคิดจะเชื่อสิ่งใดอยู่แล้ว”ถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้ดัง ทว่าคมกริบยิ่งกว่าปลายมีด ซีเยวี่ยชะงัก มือที่จับแขนเสื้อเขาแข็งค้าง ไป๋เหิงจื้อค่อย ๆ แกะนิ้วของนางออกทีละนิ้ว แววตาซึ่งเคยมีความอดทนหลงเหลืออยู่บ้าง เวลานี้กลับสงบนิ่งดุจบ่อน้ำลึกในคืนไร้จันทร์“สามเดือนแล้ว ซีเยวี่ย” เขากล่าว “นับจากอาหวานเกิด เจ้าเฝ้าถามเพียงว่าข้าอยู่ที่ใด อยู่กับผู้ใด และพูดกับอิงเหนียงกี่คำ แต่เจ้าเคยถามหรือไม่ว่าลูกกินนมพอหรือไม่ กลางคืนนางร้องเพราะเหตุใด วันนี้นางมีไข้หรือเปล่า”“เป็นเพราะท่าน!” นางเค้นเสียง “หากท่านไม่ใกล้ชิดหญิงผู้นั้น ข้าจะกลายเป็นเช่นนี้หรือ”“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าระหว่างข้ากับนางไม่มีสิ่งใด”“คนทั้งจวนเห็นท่านปกป้องนาง!”“แล้วผู้ใดปกป้องอาหวานจากเจ้า”ประโยคนั้นทำให้ห้องทั้งห้องเงียบสนิทซีเยวี่ยรู้สึกราวกับถูกตบกลางใบหน้า นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว ส้นเท้าเหยียบเศษกระเบื้อง ปลายคมบาดผ่านรองเท้าผ้าจนเลือดซึม ทว่าความเจ็บเพียงเท่านั้นยังไม่อาจทะลุผ่านเพลิงซึ่งแผดเผาอยู่ใน
บทนำ 1ปลายฤดูใบไม้ร่วง รัชศกหย่งผิงปีที่สิบสอง เมฆฝนสีหม่นกดต่ำเหนือเมืองหลินโจวมาตั้งแต่ยามเซิน ลมจากแม่น้ำพัดลอดแนวกำแพงเมือง เขย่ากิ่งไห่ถังจนใบแห้งปลิวเกลื่อนตรอกหิน เมื่อแสงสุดท้ายจมหาย เสียงฝนเม็ดแรกก็ตกกระทบหลังคากระเบื้องของจวนสกุลไป๋ ประหนึ่งมีผู้โปรยเม็ดถั่วนับพันลงมาจากฟ้าภายในเรือนชิงอวี้ โคมแปดเหลี่ยมใต้ชายคาแกว่งไปตามแรงลม แสงสีเหลืองสั่นไหวอยู่หลังม่านฝน ทว่าความเคลื่อนไหวเหล่านั้นยังไม่อาจกลบเสียงร้องของทารกซึ่งดังแว่วมาจากห้องด้านในเสียงนั้นแหบเล็กลงทุกขณะ“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ คุณหนูน้อยคงหิวแล้ว”ชิงหลัวอุ้มร่างเล็กในผ้าห่อตัวสีแดงหม่น ยืนรออยู่หลังฉากกั้นด้วยสีหน้าร้อนรน เด็กน้อยเพิ่งลืมตาดูโลกได้สามเดือน ใบหน้าเท่าฝ่ามือแดงก่ำเพราะร้องไห้มานาน กำปั้นเล็กกำชายผ้าแน่น ริมฝีปากอ้าไล่หาน้ำนมตามสัญชาตญาณสตรีซึ่งนั่งอยู่หน้าคันฉ่องกลับไม่หันมามองเจิ้งซีเยวี่ยสวมอาภรณ์ตัวในสีขาว ผมดำยาวสยายลงกลางแผ่นหลัง ใบหน้าที่เคยอิ่มเอิบยามแรกแต่งเข้าจวนไป๋ เวลานี้ซีดเซียวจนแทบไม่มีสีเลือด ใต้ดวงตาปรากฏรอยคล้ำลึก ริมฝีปากแห้งแตก ทว่ามือข้างหนึ่งยังคงกำปิ่นหยกไว้แน่น ราวกับวัตถุชิ้นน







