แชร์

บทที่ 5 จุดตัดขาด 2/3

last update วันที่เผยแพร่: 2026-09-17 10:55:12

“หม่อมฉันมีเรื่องหนึ่งอยากถามท่านอ๋องเพคะ”

ความสุภาพที่ผิดปกติและน้ำเสียงที่เยือกเย็นเกินไป ทำให้ปลายนิ้วของเสวียนเฟิงกระตุกวูบ ความรู้สึกไม่สบายใจแล่นริ้วขึ้นมาในอกอย่างประหลาด

“ว่ามา”

“ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จดหมายทุกฉบับที่หม่อมฉันส่งกลับจวนตระกูลซู... ท่านเป็นผู้สั่งกักเอาไว้ใช่หรือไม่ เพคะ”

คำถามตรงไปตรงมานั้นทำให้เสวียนเฟิงชะงักไปชั่วครู่ แววตาคมกริบไหววูบเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะยืดตัวตรงและตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยอย่างไม่คิดจะปิดบัง

“ใช่”

หว่านโหรวพยักหน้าเบา ๆ ราวกับคาดเดาคำตอบนี้ไว้อยู่แล้ว นางสูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“จดหมายที่ส่งเข้ามาหาหม่อมฉันเล่า”

“ข้าก็ให้คนตรวจสอบ” เขาตอบเสียงเข้มขึ้น ทั้งมองใบหน้าของนางเขม็ง

“แล้วบัดนี้อยู่ที่ใดเพคะ”

“บางส่วนถูกเผาไปแล้ว”

เพียงคำว่า ‘เผาไปแล้ว’ ดังกระทบโสตประสาท ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกว้างของหว่านโหรวก็กระตุกสั่นอย่างรุนแรง เล็บคมจิกแน่นลงบนฝ่ามือจนแทบหลั่งเลือดเพื่อสะกดความคลั่งแค้นที่กำลังตีตื้นขึ้นมาในลำคอ

ทว่าใบหน้างามกลับยังคงสงบนิ่ง ไร้ร่องรอยของหยาดน้ำตา

“เพราะเหตุใด”

เสวียนเฟิงมองท่าทีนิ่งสงบของนางแล้วยิ่งรู้สึกอึดอัด เขาเอ่ยอธิบายด้วยเหตุผลอันหนักแน่นของบุรุษที่หวาดระแวงเป็นทุนเดิม

“เจ้าติดต่อกับคนภายนอกอย่างลับ ๆ ทั้งยังให้สาวใช้ไปลอบสืบข่าวในจวนตระกูลซู ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเจ้าไม่ได้ส่งข่าวของข้าให้คนภายนอก หรือร่วมมือกับผู้อื่นเพื่อคิดร้ายต่อจวนตงอ๋องอีกครา”

เขาย่อมต้องป้องกันเอาไว้ก่อน เพราะนางไม่เคยขออนุญาต ที่สำคัญมีบางอย่างที่เขายังสงสัยและกำลังหาคำตอบ

“ดังนั้น... ท่านจึงคิดว่าหม่อมฉันเป็นสาย?”

“ข้าเพียงระวังไว้ก่อน”

หว่านโหรวหลุดหัวเราะเหอะออกมาเบา ๆ

มันเป็นเสียงหัวเราะที่ปราศจากความขบขันโดยสิ้นเชิง สายตาของนางมองความโง่เขลาที่เกินเยียวยาของบุรุษตรงหน้า

“ระวังไว้ก่อน...” นางทวนคำช้า ๆ พลางสบตาเขานิ่ง “ท่านอ๋องช่างระวังตัวได้รอบคอบสมเป็นยอดแม่ทัพของแคว้นเสียจริง ๆ เพคะ”

เขามักถูกส่งไปรบหรือเรียกให้ถูกว่าส่งไปเป็นหน่วยกล้าตายก่อนผู้อื่นเสมอ แต่กลับไม่เคยได้รับความดีความชอบมากนัก นอกเสียจากคำสรรเสริญไม่กี่คำ และนี่คือสิ่งที่เขาเกลียด...คำว่ายอดแม่ทัพ!

เสวียนเฟิงขมวดคิ้วแน่น แววตาฉายโทสะขึ้นมาทันควัน

“เจ้ากำลังประชดข้าอีกแล้วหรือ”

“มิกล้าเพคะ” นางตอบกลับทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “หม่อมฉันเคยเรียนรู้จากสิบไม้บนลานโบยแล้ว ว่าการต่อปากต่อคำกับผู้เป็นนายจะลงเอยเช่นไร... หม่อมฉันมิกล้าลืมเลือนเพคะ”

ประโยคนั้นเปรียบเสมือนเหล็กแหลมทิ่มแทงเข้ากลางอกของเสวียนเฟิงอย่างจัง สีหน้าคมคายแข็งค้าง ลำคอตีบตันจนไม่อาจเปล่งวาจาโต้ตอบได้

หว่านโหรวไม่ปล่อยให้ความเงียบครอบงำนาน นางขยับก้าวเข้าใกล้โต๊ะหนังสืออีกหนึ่งก้าว แววตาคู่งามสั่นไหวเล็กน้อยยามที่เอ่ยคำร้องขอ

“หม่อมฉัน... ขอดูจดหมายที่ยังเหลืออยู่ได้หรือไม่ เพคะ”

“ไม่มีความจำเป็น” เสวียนเฟิงปฏิเสธเสียงแข็ง “จดหมายเหล่านั้นเป็นเรื่องนอกจวนไม่ควรนำเข้ามาในจวนตั้งแต่แรก”

“ขอร้องล่ะเพคะ...”

น้ำเสียงที่แผ่วเบาทว่าสั่นเครือนั้น ทำเอาเสวียนเฟิงสะท้านไปทั้งร่าง

นี่เป็นครั้งแรก... เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นางก้าวเข้ามาในจวนแห่งนี้ ที่ซูหว่านโหรวยอมเอ่ยคำว่าขอร้องออกมาจากปาก สตรีที่ต่อให้ถูกโบยจนเนื้อแตก เลือดอาบหลัง ก็ไม่เคยเอ่ยปากขอชีวิต ตอนนี้กลับกำลังก้มหัวขอร้องเขาเพียงเพื่อกระดาษไม่กี่แผ่น

เสวียนเฟิงนิ่งงันไปครู่ใหญ่ หัวใจบีบรัดจนเจ็บแปลบ สุดท้ายมือหนาก็เลื่อนไปเปิดลิ้นชักด้านข้าง หยิบซองจดหมายสองสามฉบับที่ยังมิได้ถูกโยนเข้าเตาไฟขึ้นมาวางลงบนโต๊ะ

“มีเพียงเท่านี้”

หว่านโหรวไม่รอช้า นางรีบยื่นมือที่สั่นเทาออกไปคว้าซองจดหมายเหล่านั้นมาเปิดออกทันที

ลายพู่กันอันคุ้นเคยปรากฏแก่สายตา ทำให้ขอบตาของนางร้อนผ่าว

นี่คือลายมือของท่านแม่... ลายมือของมารดาผู้บอบบางของนาง

แผ่นแรก... ตัวอักษรยังคงหนักแน่น มั่นคง มารดาเขียนเล่าถึงความเป็นห่วง เป็นกังวลเรื่องการกินอยู่ของนางในจวนอ๋อง และคอยพร่ำเตือนให้นางอดทน อ่อนน้อม ไม่ทำตัวขัดพระทัยเจ้าของจวน

แผ่นที่สอง... เส้นหมึกเริ่มสั่นไหว ตัวอักษรโย้เย้ไม่เป็นระเบียบ เนื้อความเริ่มตัดพ้อถึงความเงียบงัน สุ่ยซื่อเริ่มกลั่นแกล้งและตัดรอนเบี้ยหวัดจนแทบไม่มียากิน

และเมื่อคลี่กระดาษแผ่นสุดท้ายออก... หัวใจของซูหว่านโหรวก็แหลกสลายลงไม่มีชิ้นดี

ตัวอักษรบนกระดาษแผ่นที่สามแทบอ่านไม่เป็นคำ หมึกบางตัวกระจายเลอะเป็นวงกว้าง คล้ายหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นทับซ้อนลงไป

ลายเส้นบางเบาและขาดห้วงราวกับผู้เขียนไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะจับด้ามพู่กัน มารดาเขียนไว้เพียงไม่กี่ประโยค...

‘แม่ไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่...รักษาตัวด้วยนะโหรวเอ๋อร์ของแม่’

“ท่านแม่...”

เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริก หยดน้ำตาอุ่นร้อนร่วงเผาะลงบนหน้ากระดาษ ซึมทับรอยหมึกของมารดาจนพร่ามัว

และทั้งหมดนี้... เป็นเพราะบุรุษตรงหน้าเพียงคนเดียว! นางหาทางช่วยมารดาไม่ได้ก็เพราะเขา

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ชายาที่ไม่ถูกรัก   บทที่ 30 ตอนจบ 2/2

    เหล่าองครักษ์ในจวนตงอ๋องต่างพากันถือขนมเปี๊ยะค้างไว้ในมือ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก จะหัวเราะก็ไม่กล้า จะปฏิเสธท่านหญิงน้อยก็กลัวโดนทุบหัว“หนอย... ริอ่านจะก่อกบฏยึดจวนข้าเรอะ!” เสวียนเฟิงกัดฟันกรอด หันไปคว้าไม้ปัดขนไก่ ที่เสียบอยู่ข้างเสามาถือไว้ทันควัน สลัดขนไก่พริ้วไหวดัง ฟึ่บ!“วันนี้ข้าไม่ฟาดก้นเจ้าให้ลายเป็นแตงโมสุก อย่ามาเรียกข้าว่าตงอ๋อง!” “กรี๊ดดดด! พ่อเลวจะฆ่าลูกอีกแล้ว!”อวิ๋นซีซีเห็นไม้ปัดขนไก่ก็โยนถาดขนมทิ้ง สับขา สั้น ๆ วิ่งหนีสุดชีวิต เสวียนเฟิงวิ่งไล่ต้อนก้อนแป้งน้อยไปรอบลานฝึก ทว่าวิ่งไปได้เพียงสองรอบ ซีซีก็ฉลาดพอที่จะหักเลี้ยว พุ่งตรงดิ่งเข้าสู่อ้อมอกของเฉินหว่านโหรวที่ยืนดูอยู่!หมับ!สองแขนป้อมกอดขาหว่านโหรวแน่น ซุกหน้าลงกับมารดา บีบน้ำตาหยดแหมะ ๆ ทันที“ท่านแม่เจ้าขา! ช่วยซีซีด้วยเจ้าค่ะ! ท่านพ่อจะเอาไม้มาตีข้า ท่านพ่อจะรังแกข้า!”เสวียนเฟิงที่ถือไม้ปัดขนไก่วิ่งตามมาติด ๆ ถึงกับหยุด ชายหนุ่มชี้หน้าบุตรสาวที่ซ่อนอยู่หลังกระโปรงคนรัก อ้าปากค้างด้วยความเดือดดาล“เจ้า...เด็กกลับกลอก! เจ้าขโมยตราพยัคฆ์ข้าไปทำขนม ซ้ำยังสั่งให้องครักษ์มากบฏจับข้า เจ

  • ชายาที่ไม่ถูกรัก   บทที่ 30 ตอนจบ 1/2

    สายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยผ่านยอดหลิว กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกกุ้ยฮวาลอยอวลไปทั่วสวนด้านหลังตำหนักตงอ๋องแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาจนกระทั่งมรสุมร้ายเรื่องตระกูลไป๋และหย่งไท่เฟยสงบลง ทว่าคลื่นใต้น้ำบางระลอกกลับยังคงไม่จางหายไปจากแผ่นดินกลางศาลาแปดเหลี่ยม องค์รัชทายาทเสวียนเว่ยในชุดลำลองสีกรมท่า ประทับนั่งจิบชาร้อนอยู่อย่างเงียบสงบ ตรงหน้าของเขามีกล่องไม้จันทน์หอมสีเข้มวางอยู่หนึ่งใบ เสวียนเว่ยเลื่อนกล่องไม้นั้นส่งให้เฉินหว่านโหรว แววตาสายเลือดมังกรฉายประกายลุ่มลึก“นี่คือสิ่งที่คนของข้ายึดมาได้จากห้องลับใต้ดินในเรือนพักของฟางเสี่ยวหราน” เสวียนเว่ยเอ่ยเสียงเรียบ “ด้านในคือผ้าห่อทารกผืนเดิมที่ใช้ห่อตัวเจ้าไว้ในคืนที่สลับตัว”หว่านโหรวชะงักไปเล็กน้อย มือเรียวยกขึ้นเปิดฝา กล่องไม้ออกช้า ๆภายในกล่องคือผ้าแพรไหมเนื้อหนาสีเลือดหมู แม้เวลาจะล่วงเลยมานาน แต่เนื้อผ้ากลับยังคงงดงาม ดิ้นทองคำแท้ที่ปักลงบนผืนผ้าเป็นลวดลายเมฆาคล้อยล้อมรอบตราสัญลักษณ์นกอินทรีสยายปีก... ลวดลายอันวิจิตรประณีตซึ่งมิใช่ฝีมือการทอของช่างหลวงในต้าเจิงอย่างแน่นอน“ข้าสอบสวนสาวใช้ของเจ้าแล้ว นางไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดังนั้นย่อมไม่

  • ชายาที่ไม่ถูกรัก   บทที่ 29 ลูกข้าเหมือนข้า 2/2

    ‘เสวียนฮุ่ยหลงมองบุตรชาย ในที่สุดเจ้าตัวแสบก็มีวันนี้สักที ได้สำนึกว่าทำข้าปวดหัวมากเพียงใด’“ท่านพ่อ...ในใต้หล้านี้ท่านไม่รู้หรือว่าผู้ใดใหญ่ที่สุด”“เสด็จปู่เจ้าหรือ...เหอะ...คิดว่าข้ากลัวเขาที่ไหน” ตงอ๋องยังคงเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคารพบิดาเช่นไรก็ยังเป็นเช่นนั้น“เจ้าลูกทรพี” เสวียนฮุ่ยหลงพูด“พ่อเลว!” อวิ๋นซีซีกล่าวตาม แต่กลับทำให้เสด็จปู่หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี“ลูกเจ้าช่างเหมือนเจ้า” “ตาแก่...ลูกข้าย่อมเหมือนข้าสิ...ไม่ใช่ข้าสักหน่อยที่ไม่เหมือนท่าน ข้าทั้งหล่อเหลากว่า เก่งกาจกว่า แล้วก็มีชายาที่รักข้าที่สุด”“มีชายาที่รักข้าที่สุดงั้นรึ!” อวิ๋นซีซีแค่นเสียงหึเลียนแบบบิดาจนจมูกรั้นเชิดขึ้น ร่างกลมป้อมบนเก้าอี้กระโดดดึ๋งลงมายืนค้ำเอว “ท่านแม่รักข้าที่สุดต่างหากเล่า! ท่านพ่อเลว วัน ๆ เอาแต่แอบกินขนมหวานของข้า ซ้ำยังแอบขโมยปิ่นทองของท่านแม่ไปจำนำซื้อน่องไก่อีก ข้ายังไม่ได้บอกท่านแม่! ท่านแม่บอกว่าท่านใช้เงินเปลืองมาก ควรตัดเบี้ยหวัด”“เฮ้ย! เจ้าเด็กนี่ เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้าต่อหน้าตาแก่นะ!” เสวียนเฟิงสะดุ้งโหยง ตาโตเท่าไข่ห่าน ความลับเรื่องแอบงุบงิบเงินเมียถูกฉีกหน้าจนแตกยับเ

  • ชายาที่ไม่ถูกรัก   บทที่ 29 ลูกข้าเหมือนข้า 1/2

    เก้าเดือนผันผ่านประหนึ่งสายน้ำไหล ท่ามกลางความสงบสุขที่หวนคืนสู่เมืองหลวง ไม่สิสงบสุขแค่ตำหนักตงอ๋อง เพราะที่วุ่นวายกลับเป็นตำหนักบูรพาและราชสำนักตำหนักตงอ๋องบัดนี้กลับถูกชโลมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุขล้นพ้นในค่ำคืนที่ท้องฟ้านอกหน้าต่างเกลื่อนกลาดไปด้วยดวงดาราระยิบระยับ ทารกน้อยเพศหญิงผิวขาวผ่องดั่งก้อนแป้งนุ่มนิ่มได้ลืมตาขึ้นมาดูโลก เสียงร้องไห้กังวานใสปานกระดิ่งเงินสะท้อนไปทั่วเรือนหอ เป็นดาวนำโชคดวงใหม่ที่ตกลงมากลางใจของคนทั้งจวนนางมีนามว่า ‘เสวียนอวิ๋นซี’ หรือที่ทุกคนเรียกขานกันติดปากว่า ‘ซีซี’เฉินหว่านโหรวตระกองกอดก้อนแป้งตัวน้อยไว้แนบอกด้วยความรักใคร่หวงแหน ทว่าสวามีของนาง... ตงอ๋องผู้เคยเขย่าขวัญคนทั้งแผ่นดิน กลับมีวิธีสั่งสอนบุตรสาวตั้งแต่แรกเกิดในแบบฉบับที่ไม่มีใครในใต้หล้ากล้าเลียนแบบ!ยามที่ทารกน้อยเริ่มลืมตาแป๋ว เสวียนเฟิงมิได้ร้องเพลงกล่อมเด็ก แต่กลับก้มลงกระซิบข้างหูบุตรสาวทุกวัน“จำไว้นะซีซี... คนแซ่เสวียนอย่างพวกเรา ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ใด หากมีคนรังแกเจ้า จงเอาก้อนหินปาหัวมันให้แตก หากคนผู้นั้นเป็นฮ่องเต้...ก็จงวางเพลิงเผาตำหนักตาแก่นั่นทิ้งเสีย! หากรัชทายาทพูดจาไม่เข

  • ชายาที่ไม่ถูกรัก   บทที่ 28 แต่งชายา 2/2

    “ท่านมันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์!”“เจ้าเล่ห์แล้วอย่างไร... สุดท้ายข้าก็ได้เจ้ามาครอบครองมิใช่รึ”“แต่ท่านโบยข้า” นางเจ็บใจเรื่องนี้ที่สุด“โหรวเอ๋อร์ตอนนั้นข้าเพียงอยากสั่งสอน แต่บ่าวไพร่ทำเกินเหตุข้าสั่งโบยลงโทษหนักกว่าเจ้าสองเท่า และคนที่ปากดีด่าเจ้าข้าขายออกหมดแล้ว”“อย่างนั้นก็เถอะ”ท่าทางแง่งอนนั้นทำให้ตงอ๋องรวบร่างนุ่มนิ่มมากอดแน่น จนหว่านโหรวต้องหันมองสายตาคมกริบที่แปรเปลี่ยนเป็นหิวกระหายทำให้หว่านโหรวใจสั่นระทึก เสวียนเฟิงไม่ปล่อยให้นางได้เอ่ยคำใดอีก มือหนาเลื่อนลงไปปลดสายรัดเอวปักดิ้นทอง อาภรณ์มงคลสีแดงสดค่อย ๆ ถูกปลดเปลื้องหลุดลอยออกจากร่างบางทีละชิ้น เผยให้เห็นเอวคอดกิ่วและผิวขาวผ่องดั่งหยกเนื้อดีสะท้อนแสงนวลของไข่มุกราตรีชวนให้อยากสัมผัส“ท่านอ๋อง...”เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา ทว่าถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวของบุรุษหนุ่มประกบแนบลงมาอย่างหนักหน่วงแต่ทว่าสัมผัสกลับอ่อนโยนเสวียนเฟิงบดจูบอย่างดูดดื่ม ปลุกเร้าอารมณ์ที่ซ่อนเร้นให้ลุกโชน ฝ่ามือหยาบกร้านจากการรบทัพจับศึกเลื่อนสัมผัสไปตามส่วนเว้าโค้งอย่างเชี่ยวชาญ ถ่ายทอดความปรารถนาและความรักที่กักเก็บมาเนิ่นนานนับสิบปีหว่านโห

  • ชายาที่ไม่ถูกรัก   บทที่ 28 แต่งชายา 1/2

    แสงสีแดงมงคลอาบไล้ทั่วทุกตารางฉื่อของตำหนักตงอ๋องโคมไฟกระดาษสีแดงชาดห้อยระย้าตามชายคา ทว่าภายในเรือนหอ บนโต๊ะไม้จันทน์หอมสลักลวดลายวิจิตร มี ไข่มุกราตรีแห่งทะเลตงไห่ขนาดเท่ากำปั้นเด็ก ส่องแสงนวลตากระจ่างชัดประหนึ่งดวงจันทราจำลองสาดส่องลงบนเตียงมงคลที่ปูฟูกแพรไหมสีแดงสดซูหว่านโหรวหรือในบัดนี้คือนาม เฉินหว่านโหรว นั่งนิ่งอยู่ริมขอบเตียง สองมือกุมประสานอยู่บนตัก ชายกระโปรงเจ้าสาวปักดิ้นทองลายหงส์เหินแผ่กว้าง ผ้าคลุมหน้าสีแดงบางเบาบดบังสายตา ทว่าไม่อาจซ่อนเสียงหัวใจที่เต้นระรัวเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นสุราหอมกรุ่นเจือกลิ่นอายเฉพาะตัวอันอบอุ่นลอยมาแตะจมูกคันชั่งทองค่อย ๆ สอดเข้าใต้ชายผ้าคลุมหน้า เลิกขึ้นอย่างช้า ๆดวงหน้าหมดจดที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นเลิศสะท้อนสู่สายตา คิ้วโก่งดั่งคันศร ริมฝีปากอิ่มแต้มชาดสีสด และดวงตากลมโตสุกใสดั่งดวงดารายามต้องแสงไข่มุกราตรี เสวียนเฟิงในชุดมงคลสีแดงปักลายมังกรเหินยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ ลมหายใจของเขาสะดุดกึก แววตาคมดุจพยัคฆ์วาววับไปด้วยประกายเสน่หาที่ไม่อาจปิดบัง“งามเหลือเกิน...” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบอย่างหลงใหลชายหนุ่มท

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status