FAZER LOGINซูสือจิ่นยิ่งฟังก็ยิ่งหงุดหงิดใจดูท่าไม่เพียงแต่เจ้าของร่างเดิมจะมีนิสัยอ่อนแอขลาดเขลา แม้กระทั่งสาวใช้ของนางก็ยังขี้ขลาดตาขาวและกลัวความเดือดร้อนเช่นนี้เหมือนกัน...ทั้งที่คนที่ต้องทนรับความอัปยศอดสูคือตัวนาง ทว่าผลลัพธ์คือเอ่ยปากคำไหนก็เอาแต่เกลี้ยกล่อมให้นางยอมอดทน นี่มันจะยอมคนง่ายเกินไปหรือไม่?“คำพูดประเภทนี้วันหน้าอย่าได้เอ่ยออกมาอีก” ซูสือจิ่นรู้สึกระอาใจอยู่บ้างตงเอ๋อร์ทอดถอนหายใจออกมาเบาๆ “บ่าวเข้าใจความหมายของคุณหนูเจ้าค่ะ เรื่องที่องค์รัชทายาททรงให้ท่านแต่งเข้าจวนพร้อมกับคุณหนูสามนั้น สำหรับท่านแล้ว ถือเป็นการเหยียดหยามอย่างรุนแรงจริงๆ การที่ท่านจะรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ทรมานใจมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ทว่าเรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว ขนาดท่านถึงขั้นกระโดดหน้าผาก็ยังไม่อาจเปลี่ยนพระทัยขององค์รัชทายาทได้ แล้วยังจะทำสิ่งใดได้อีกเล่า...”ซูสือจิ่นเหลือบตาค้อนใส่นางอย่างระอาใจ เจ้าของร่างเดิมต้องยอมอ่อนข้อให้นางมากมายขนาดไหนกันแน่?เหตุใดคำพูดคำจาของนางถึงได้เยอะแยะมากมายขนาดนี้?เมื่อคิดถึงตงเอ๋อร์ ในสมองก็ผุดภาพเหตุการณ์ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับนางตลอดเวลาตั้งแต่เช้าจรดเย็นขึ้นม
ซ้ำร้ายยังจะรุนแรงยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีกตัวเขาในอดีตแม้ขาทั้งสองข้างจะพิการ ทว่ากลับยังคงหลงเหลือความรู้สึกอยู่ ก็ยังสามารถรักษาเยียวยาได้หากว่าต้องกลับมาพิการอีกครั้ง ย่อมสิ้นหวังจนยากจะเยียวยารักษาอย่างแน่นอน...เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ ซูสือจิ่นก็ไม่รู้สึกโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อยในเมื่อองค์รัชทายาทสารเลวนั่นรักซูลั่วเยว่มากขนาดนั้น ก็ปล่อยให้พวกเขารีบลงเอยกันไปเสียเถอะทว่าไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ แล้ว พวกเขายังจะสามารถพร่ำคำสาบานรักกันต่อไปได้อีกหรือไม่...“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู...”น้ำเสียงที่ดังขึ้นข้างหูช่วยดึงสติของนางให้กลับคืนมา พอหันหน้าไปมองก็เห็นตงเอ๋อร์ที่ใบหน้าเล็กๆ ขึ้นสีแดงก่ำ“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”เห็นเพียงตงเอ๋อร์ที่มีสีหน้าท่าทางร้อนรน “พอได้ยินว่าคุณหนูกลับมา บ่าวก็รีบมาหาคุณหนูทันทีเจ้าค่ะ เพียงแต่เมื่อครู่สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวาย บ่าวจึงไม่กล้าเสนอหน้าเข้าไป ทำได้เพียงเดินตามหลังคุณหนูมาตลอด คุณหนูอย่าเดินเร็วเพียงนั้นสิเจ้าคะ บ่าวเกือบจะตามไม่ทันแล้ว...”ซูสือจิ่นผ่อนฝีเท้าให้ช้าลง “เจ้าไม่พักผ่อนอยู่ในเรือนให้ดีๆ ออกมาตามหาข้าทำไมกั
ซูหลี่หรานก็กำหมัดแน่นด้วยความโกรธจัดเช่นกัน “นับวันนางยิ่งทำเกินกว่าเหตุจริงๆ! ขนาดอยู่ต่อหน้าต่อตาพวกเรายังกล้าลงมือกับเจ้า วันหน้าเจ้าอย่าได้ไปสนิทชิดเชื้อกับนางอีกเลย อยู่ให้ห่างจากนางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ย่อมดีที่สุด”ซูลั่วเยว่สะอื้นไห้จนชวนให้ผู้คนเวทนาจับใจ “พี่ชายรัชทายาท ข้าอยากจะทราบว่า พวกท่านได้ถอนหมั้นกันไปจริงๆ แล้วหรือเพคะ?”ฉู่มู่เฉินโกรธจนหน้ามืดตามัว “ย่อมเป็นเช่นนั้น! หนังสือถอนหมั้นฉบับนั้นนางเป็นคนลงแรงเขียนด้วยน้ำมือตนเอง ในเมื่อนางสามหาวไร้ขื่อแปถึงเพียงนี้ ข้าย่อมต้องเติมเต็มความปรารถนาของนางอยู่แล้ว!”ในดวงตาของซูลั่วเยว่ฉายแววคิดคำนวณพาดผ่านวูบหนึ่ง ทว่าปากกลับเอ่ยว่า “พี่ชายรัชทายาทจะสามารถถอนรับสั่งคืนได้หรือไม่เพคะ? ยามนี้ที่นางมีนิสัยแปรเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ก็เพราะพี่ชายรัชทายาทลงนามในหนังสือถอนหมั้นฉบับนั้น เห็นได้ชัดว่าในใจนางมิได้อยากถอนหมั้นกับพี่ชายรัชทายาทเลย และก็เพราะเหตุนี้ นางถึงได้...”เอ่ยไปพลาง นางก็ลูบใบหน้าตนเองด้วยท่าทางน่าเวทนาจับใจ กิริยาอาการนั้นราวกับกำลังบอกว่า หากมีการถอนหมั้นกันจริงๆ ซูสือจิ่นจะต้องยิ่งรังแกนางหนักกว่าเดิ
ซูสือจิ่นถึงกับหลุดขำออกมาด้วยความโมโห คนพวกนี้สมองมีปัญหาไปหมดแล้วกระมัง?“หากมิใช่เพราะเข็มไม่กี่เล่มนั้นของข้า ป่านนี้เขาคงตายไปนานแล้ว พวกท่านลองย้อนดูตัวเองหน่อยดีหรือไม่ว่ากำลังพูดเรื่องบ้าอะไรอยู่?”ซูหลี่หรานเอ่ยด้วยความโกรธระคนผิดหวังที่อีกฝ่ายไม่ได้ดั่งใจ “วันๆ เจ้าอยู่แต่ในห้องหอ จะไปเข้าใจวิชาแพทย์ได้อย่างไรกัน? น้องหญิงสามนางเป็นถึงศิษย์ของหมอเทวดา เห็นได้ชัดว่าองค์รัชทายาทได้นางช่วยชีวิตเอาไว้ หากมิใช่เพราะโอสถของนาง ป่านนี้เจ้าจะหาทางลงอย่างไร รู้ตัวบ้างหรือไม่? ยังจะมีหน้ามาโวยวายอยู่อีก! เหตุใดเจ้าต้องคอยจะแย่งชิงความดีความชอบกับน้องหญิงสามให้ได้?”แววตาของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวัง “เดิมทีข้าไม่อยากบอกเรื่องนี้กับเจ้า เพราะกลัวว่าเจ้าจะอิจฉาริษยาน้องหญิงสาม เจ้าทราบบ้างหรือไม่ว่าน้องหญิงสามนางถึงกับเข้าตาท่านผู้เฒ่าหยางแห่งสำนักเชียนมิ่งแล้ว? วิชาแพทย์ของนางได้รับการยอมรับ ถึงขนาดที่คนของสำนักเชียนมิ่งอุตส่าห์มาเชิญน้องหญิงสามให้ไปช่วยชีวิตคนด้วยตนเอง เจ้ามีสิ่งใดไปเทียบกับน้องหญิงสามได้งั้นหรือ?”คำพูดพรั่งพรูยาวเหยียดของซูหลี่หรานทำเอาซูสือจิ่นโกรธจนหน้าเขียว “คนข
นับตั้งแต่องค์รัชทายาททรงหมดสติไป ทุกคนในจวนอัครเสนาบดีต่างก็ตกอยู่ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายบางคนรีบร้อนวิ่งออกไปตามหมอหลวง บ้างก็ตื่นตระหนกลนลานฉุดลากตัวท่านหมอเข้ามาทุกคนล้วนมือไม้ปั่นป่วนวุ่นวาย และต่างก็รู้สึกตื่นตระหนกขวัญเสียมาจากก้นบึ้งของหัวใจ!อย่างไรเสีย ความปลอดภัยขององค์รัชทายาท ก็เกี่ยวพันถึงชีวิตของพวกเขาทุกคน...เนิ่นนานผ่านไปโดยไม่รู้ตัว รอบบาดแผลของฉู่มู่เฉินก็ถูกปักจนเต็มไปด้วยเข็มเงินแล้ว และก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือไม่ ซูหลี่หรานที่ยืนอยู่ด้านข้าง กลับรู้สึกว่าร่างขององค์รัชทายาทดูเหมือนจะไม่แข็งทื่อถึงเพียงนั้นแล้วกระทั่งบาดแผลที่เคยดำสนิท ก็คล้ายจะซีดจางลงไปไม่น้อย...ขณะนั้นเอง ซูลั่วเยว่ก็ถือกล่องใบเล็กวิ่งลนลานเข้ามา “พี่ใหญ่ ข้านำยาถอนพิษมาแล้วเจ้าค่ะ!”เมื่อซูหลี่หรานได้ยินเช่นนั้น ก็รีบถลาเข้าไปหาทันที “เจ้ารู้จักยาถอนพิษงั้นหรือ?”ซูลั่วเยว่พยักหน้าด้วยท่าทีเคร่งขรึมจริงจัง “ข้ามีโอสถเงินดารา เจ้าสิ่งนี้สามารถสลายพิษร้ายได้นับสิบชนิด แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่แน่ชัดว่าพี่ชายรัชทายาทต้องพิษใดกันแน่ แต่โอสถชนิดนี้กินเข้าไปแล้วถึงอย่างไรก็
ซูสือจิ่นโกรธจนกำหมัดแน่น นางหันขวับกลับไปในทันที สาวเท้าตรงเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของซูลั่วเยว่ สะบัดมือตบฉาดลงไปเต็มแรง!เสียง “เพียะ” ดังสนั่น ซูลั่วเยว่ถึงกับแข็งค้างไปทั้งตัวส่วนซูสือจิ่นสะบัดข้อมือเบาๆ “ในที่สุดก็รู้สึกสบายเนื้อสบายตัวขึ้นตั้งเยอะ”นางคิดอยากจะลงมือตั้งนานแล้ว!ทว่าเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ข้างหูก็มีเสียงกรีดร้องแหลมสูงด้วยความตื่นตระหนกตกใจกลัวของซูลั่วเยว่ดังลอยมาทันที “กรี๊ด! พี่หญิง ท่านตบข้าได้อย่างไรกัน?”ซูสือจิ่นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เมื่อก่อนข้าไม่เคยทุบตีเจ้า แต่เจ้ากลับพูดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าข้าตีเจ้า ตอนนี้ข้าลงมือตีเจ้าจริงๆ แล้ว เจ้าจะร้องตะโกนเสียงดังขนาดนี้ไปทำไมกัน?”หลังจากพูดจบแล้ว นางก็สะบัดมือตบลงไปอีกฉาด เสียง “เพียะ” ดังสนั่น ทำเอาทุกคนที่เฝ้ามองอยู่ถึงกับปากอ้าตาค้างด้วยความตกตะลึง!ซูลั่วเยว่ล้มกระแทกลงกับพื้นตรงนั้นทันที “พี่หญิง ท่านทำได้อย่างไรกัน...”“เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นพี่หญิง ในเมื่อยามนี้ท่านพ่อไม่อยู่ พี่สาวสั่งสอนตักเตือนน้องสาวสักหน่อยแล้วมันทำไมหรือ? เวลาที่พี่ใหญ่สั่งสอนข้า พวกเจ้าทุกคนล้วนแต่รู้สึกว่ามันสม
ซูสือจิ่นไม่กระจ่างแจ้งเลยสักนิดว่าตนเองกลับมายังจวนอัครเสนาบดีได้อย่างไร รู้เพียงว่าวินาทีก่อนตนเองยังคงทอดร่างอยู่ในกองหิมะ ยามลืมตาขึ้นมาอีกครา ก็นอนอยู่บนเตียงใหญ่หลังอันอบอุ่นเสียแล้ว“คุณหนู ในที่สุดท่านก็ฟื้นเสียที...”น้ำเสียงน่าสงสารจับใจทำเอาซูสือจิ่นปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่บ้าง นางจึงเหลื
สายลมหนาวหวีดหวิว หิมะโปรยปรายลอยล่องหน้าผาอันสูงชันขาวโพลนดั่งหิมะทั่วบริเวณหนึ่ง แม้กระทั่งใต้ก้นหน้าผา ก็ยังทับถมเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะอันหนาทึบ ในขณะเดียวกันก็ทำให้เสื้อผ้าของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเปียกชื้นคล้ายกับได้ยินเสียงบางอย่าง เด็กหนุ่มก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าวๆ พอเงยหน้าขึ้น ก็พลันเหลือบไปเ
“ซูสือจิ่น ข้าเคยรับปากเจ้าแล้วว่า ต่อให้เยว่เอ๋อร์จะแต่งเข้ามาพร้อมกับเจ้า ตำแหน่งพระชายารัชทายาทก็จะเป็นของเจ้าเพียงผู้เดียว เท่านี้ก็น่าจะพอใจได้แล้ว เหตุใดต้องมาอาละวาดก่อเรื่องเช่นนี้อีก?”เหนือหน้าผาอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ต้นไม้โบราณพันปีต้นหนึ่งหยัดยืนอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสายลมและหิมะข
“ท่านเองก็รู้ว่าพวกเขาพูดจาร้ายกาจหยาบคาย แต่กลับยังจะมาโน้มน้าวมิให้ข้าเก็บไปใส่ใจ แล้วข้าจะไปกล้าเก็บมาใส่ใจได้อย่างไรกันเล่า?”ซูสือจิ่นกวาดสายตามองดูฝูงชน ยามที่สายตาจับจ้องไปถึง คนส่วนใหญ่ต่างก็พากันก้มศีรษะลงต่ำด้วยความรู้สึกละอายใจ...เมื่อเห็นเป็นเช่นนี้ นางก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดจาสิ่งใดให้มาก







