เข้าสู่ระบบ“ใช้เลือดเนื้อฟันผ่า? ท่านนายกองโง่งมพูดเสียสวยหรู เท่าที่ข้าเห็น ท่านเดินหน้าหาความตายไม่พอ ยังพาลูกน้องไปตายอีกต่างหาก วาจาเยี่ยงนี้ยังหลอกเด็กอย่างข้าไม่ได้เลย”
เด็กหญิงกล้าต่อกรโดยไม่สะทกสะท้าน
“ถ้าข้าจะสู้ ข้าจะสู้ด้วยสติปัญญา คนทำศึกหากไม่รู้ดินฟ้าอากาศ ไม่รู้จักกลยุทธ์ ไม่รู้จักใช้คน ไม่รู้จักวางแผนนั่นเขาเรียกว่าพวกกะโหลกหนา ถ้าท่านคิดยื้อรอเวลาให้ทัพหลักของพี่ชายท่านตามมาสมทบ ผู้อื่นก็คิดได้เช่นกัน พี่ชายของข้าย่อมเตรียมการตีตลบหลังไว้แล้ว ตามความเห็นของข้า... แม่ทัพที่เก่งกล้าและฉลาด เขารู้จักหาวิธีเอาชนะศึกโดยที่สูญเสียน้อยที่สุด! จำเอาไว้!”
หลี่เซวียนหลงจ้องหน้าเฉินเถาฮวาตาเขม็ง ตาจ้องตาไม่มีใครยอมใคร เด็กอะไรอวดดีจนน่าโมโห กล้าด่าเขาว่าเป็นแม่ทัพที่โง่และไร้ความสามารถ มือแกร่งจึงถอนศรเกาทัณฑ์ออกจากผลผิงกั่วอย่างหงุดหงิด ชักกระบี่คมวาวออกมาตรงหน้า
“องค์...ชาย องค์ชาย นางยังเด็ก พูดจาอะไรไม่ระวังมารยาทไปบ้าง ท่านอย่าได้ลงมือลงไม้ต่อเด็กเลย” จู้จื่อพยายามห้ามปราม
“ถอยไป”
หลี่เซวียนหลงยืนตระหง่านพร้อมกระบี่คมกริบในมือ ดวงตาเล็กๆ คู่นั้นก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหวั่นเกรงแต่อย่างใด ชายหนุ่มจึงเงื้อกระบี่ขึ้นสูง ตัดเชือกที่ผูกโยงกับต้นไม้ในฉับเดียว ร่างเด็กหญิงตัวน้อยพลันร่วงลงมากองที่พื้นดังตุบ ก้นจ้ำเบ้าไปเต็มๆ หลี่เซวียนหลงยิ่งขมวดคิ้วมุ่นหนักขึ้นไปอีกเพราะเฉินเถาฮวาไม่มีแม้แต่เสียงร้องโอดโอย ถึกจนไม่น่ารักเลย
“ข้านึกถึงข้อตกลงของบรรพชนระหว่างสองแคว้น”
ปลายนิ้วกระด้างชี้หน้าเฉินเถาฮวา “องค์หญิงจะต้องถูกส่งตัวไปแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ของอีกฝ่าย ข้อตกลงนี้มีมาเนิ่นนานแล้วแต่ยังไม่บรรลุผล หากแคว้นหลี่ต้องเสียฟางหนิงไปเพื่อแลกให้เจ้ามา ข้านี่แหละจะออกหน้าคัดค้านให้ถึงที่สุด”
เฉินเถาฮวายักไหล่ “นั่นมันเรื่องของท่าน แต่สำหรับข้านับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ข้าได้ยินว่าหลี่อ๋องรูปโฉมปานเทพสลัก หล่อเหลาองอาจ มีสมองกว่าองค์ชายโง่งมอย่างท่านไม่รู้กี่เท่า คิดดูสิ... หากข้าจะได้แต่งกับหลี่อ๋อง ตามฐานะข้าต้องได้เป็นชายาเอก เฮ้อ... สงครามไร้เหตุผลที่มีมานานก็จะจบสิ้นด้วย มีแต่ได้กับได้”
แค่คิดว่าตนเองต้องคารวะอาหมวยผู้นี้ในฐานะพี่สะใภ้ หลี่เซวียนหลงก็รู้สึกหน้ามืดแล้ว
“อย่าคิดฝันเลยเด็กน้อย ข้าจะฆ่าเจ้าซะก่อน”
เฉินเถาฮวาได้ยินก็หัวเราะปากกว้าง “ก็ลองดูสิ ข้าไม่ขัดขืนหรอก ชีวิตของข้าเก็บตกจากความตายมาครั้งหนึ่งแล้ว ข้าไม่กลัวตายหรอก จะเสียดายก็แต่ชื่อเสียงของนายกองมือใหม่อย่างท่าน ออกนำทัพครั้งแรกก็ห้าวหาญชาญชัย ลงมือสังหารเด็กผู้หญิงไม่มีทางสู้ จารึกผลงานชั่วลูกชั่วหลาน นับถือๆๆ”
“เจ้า!”
หลี่เซวียนหลงเพิ่งจะลิ้มรสชาติความปวดหัวเพราะเด็กผู้หญิงก็คราวนี้ สันกรามของเขาขบแน่นก่อนจะคลายออกพลางเหยียดยิ้ม “ข้ามีวิธีที่ง่ายกว่านั้นเยอะ ถ้าแคว้นเอี้ยนส่งเจ้ามาแลกเปลี่ยนจริง อย่าหวังเลยว่าจะได้นั่งตำแหน่งชายาหลี่อ๋อง เพราะข้าจะเสนอตัวรับนางมารน้อยอย่างเจ้าเข้าจวนเอง”
เด็กหญิงปรายตามองเขาเหมือนมองตัวประหลาด “ข้าไม่แต่งงานกับตัวโง่งมอย่างท่านหรอก”
“อย่าสำคัญตัวผิดไป ข้าไม่ได้บอกว่าจะรับเจ้าเข้าจวนในฐานะชายาสักหน่อย พอดีว่าข้ากำลังมีปัญหาขาดคนงานดูแลสวน ถึกๆ ไร้สมองอย่างเจ้านี่แหละเหมาะมาก ข้ามั่นใจว่าจะสามารถทำให้เจ้าเอ่ยปากอยากตายได้ทุกวัน”
เฉินเถาฮวาชำเลืองมองคนที่ประกาศปาวๆ ว่าจะรับนางเข้าจวนในฐานะคนรับใช้ จึงถอนหายใจแล้วทำหน้าเฉยเมย ประหนึ่งจะบอกให้รู้ว่าถ้านางกลัวตาย นางคงไม่มาที่นี่คนเดียวหรอก คำขู่ของเขาช่างไร้สาระเสียนี่กระไร เฉินเถาฮวาหยิบรองเท้าที่ห้อยคอตนเองมาสวมใส่อย่างใจเย็น ผิดไปจากที่เขาคาดเดาว่านางจะต้องกรีดร้องโวยวาย เพียงแค่ปฏิกิริยาเล็กๆ แค่นี้หลี่เซวียนหลงก็พลันรู้สึกพ่ายแพ้เสียแล้ว
ร่างสูงสง่ากุมหน้าผากอยู่พักหนึ่ง ไม่เข้าใจตัวเอง ทำไมเขาถึงต้องเสนอตัวรับอาหมวยปากร้ายคนนี้เข้าจวนด้วยวะ
“เอาล่ะ คุยกับเจ้าแล้วเสียเวลา ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ใช่หมอดู แต่ข้าทำนายได้ว่าใครแต่งกับเจ้าล้วนโชคร้ายทั้งสิ้น” มือหยาบกระด้างจากการจับต้องศัตราวุธคว้าคอเสื้อเด็กหญิง ก่อนจะมีคำสั่งแก่จู้จื่อ
“แจ้งกลับไปว่าข้าจะถอนทัพกลับ ห้ามทัพแคว้นเอี้ยนติดตามมาเด็ดขาด”
ข้อเสนอนี้ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางฝุ่นฟุ้งตลบจากกีบม้านับพันและเสื้อเกราะสะท้อนแสงตะวันสว่างไสว เฉินเถาฮวาจะไม่มีวันลืมเสี้ยวพักตร์เคร่งขรึมเย็นชาของชายผู้นี้ เขาจับเด็กหญิงให้นั่งม้าตัวเดียวกัน มือแกร่งรัดเอวเล็กจ้อยไว้และควบม้ากระโจนข้ามผ่านแนวป่าเขาห่างไกลออกไปจากเขตอิทธิพลของแคว้นเอี้ยนเรื่อยๆ
ร่างน้อยนั่งนิ่ง มือจับแผงคอม้าไว้อย่างมั่นคง สายตามองตรงไปข้างหน้า หลี่เซวียนหลงเหลือบตาดูเป็นระยะ นึกสงสัยว่าเด็กคนนี้เยือกเย็นเกินตัวหรือกำลังกลัวจนพูดอะไรไม่ออกกันแน่ บางครั้งเขาก็รู้สึกว่ากำลังคุยอยู่กับนางพญา แต่วูบต่อมานางกลับกลายเป็นเด็กตัวเล็กนิดเดียว และเอาแต่ทะเลาะชี้หน้ากันไปมาว่าใครโง่กว่าใคร เขาเองก็ดันเผลอหยอกล้อไร้สาระอยู่กับนางไปเสียนี่
บุรุษหนุ่มกำลังคิดเพลินๆ สายตาดำขลับพลันเข้มขึ้น ก่อนเอียงศีรษะเล็กน้อยเพื่อหลบวิถีเกาทัณฑ์ของทหารแคว้นเอี้ยนได้ฉิวเฉียด ทัพเอี้ยนปรากฎขึ้นที่ขอบฟ้า ฝุ่นทรายคละคลุ้งเป็นม่านทะมึนจากทหารม้านับหมื่น ดาบทุกเล่มหันตรงมายังทัพศัตรู ควบม้าโห่ร้องตามหลังมาติดๆ
“เร่งฝีเท้าเร็วเข้า ข้าจะอยู่รั้งท้ายเอง จู้จื่อ เจ้าไปนำทัพข้างหน้า”
“แต่ว่าองค์ชาย...”
“ไป!”
จู้จื่อสบตาอย่างลำบากใจก่อนจะควบม้าขึ้นแทนที่ตำแหน่งองค์ชาย ส่วนเจ้าตัวกับทหารองครักษ์บางส่วนวิ่งสวนแนววิถีเกาทัณฑ์กลับไปคุ้มกันทหารราบที่วิ่งรั้งท้าย ยกโล่ขึ้นกำบังห่าเกาทัณฑ์และยิงสวนกลับไป
“เกาะไว้ให้ดีๆ พี่ชายเจ้าส่งคนมาเล่นกับข้าแล้ว ขนาดเจ้าเป็นตัวประกันอยู่ เขาก็ไม่ห่วงเจ้าเลยสักนิด ช่างโหดเหี้ยมเสียจริง”
“หากข้าเป็นพี่รอง ข้าก็ทำเหมือนกัน เพียงแต่จะไม่ปล่อยให้ท่านขี่ม้าวิ่งหางจุกตูดแบบนี้หรอกนะ ข้าจะเผาท่านตั้งแต่อยู่บนเนินแล้ว”
“หยวนหยวน ออกมาต้อนรับองค์ชายเถิด”นางโจวเหวินปรบมือเรียกคณิกาแสนงามอันดับหนึ่งออกมาร่ายรำ บรรดาแขกต่างก็ฮือฮา หันไปจับจ้องสาวงามที่กำลังปรากฎตัวพร้อมกลิ่นหอมอ่อนๆ หยวนหยวนเป็นอดีตบุตรสาวขุนนางแต่ตกอับไร้หนทาง จำต้องขายฝีมือในหอเหมยเขียว ดังนั้นความใฝ่ฝันในใจจึงหวังให้มีชายที่คู่ควรไถ่ตัวนางออกไปตบแต่งเป็นภรรยา หยวนหยวนมองไปทางใดก็ยังไม่เห็นมีผู้ใดคู่ควรสำหรับนางสักคนยกเว้นเพียงผู้เดียว นั่นคือองค์ชายหลี่เซวียนหลง ท่านหลงอ๋องแห่งหลี่“หยวนหยวนถวายพระพรองค์ชาย คำนับคุณชายทุกท่าน”นางโจวเหวินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ตั้งราคาในใจไว้แล้วว่าจะคิดราคาค่าตัวหยวนหยวนคืนนี้สักสามหมื่นตำลึงก็พอ “รำถวายองค์ชายหลี่เซวียนหลงสักเพลงนะ”“เจ้าค่ะท่านแม่”หยวนหยวนแต่งกายหรูหราวิจิตร สืบเท้าก้าวออกมาโดยใช้พัดจีบปิดโฉมไว้ เร่งเร้าให้เลือดลมของชายทั้งหลายตื่นเต้นแทบสยบใต้ชายกระโปรงของนาง ชายแขนเสื้อของหยวนหยวนยาวพลิ้วไหว ย่างก้าวแผ่วเบา ท่ารำอ่อนช้อยอ้อนแอ้นราวกับไร้กระดูกจังหวะเสียงเพลงและลีลาการใช้พัดจีบ ดึงดูด
ร่างสูงสง่ายืนโงนเงน เห็นภาพตนเองอาละวาดทำลายข้าวของ และส่วนที่ลึกที่สุดในหัวใจ เขาค้นพบรอยยิ้มเศร้าสร้อยของนาง หัวใจของหลี่อ๋องหมุนติ้วขณะกวาดสายตา จำได้ว่าตอนที่เขาถือดาบบุกเข้ามา นางยืนอยู่ตรงนี้...ตู้ไม้แกะสลักสำหรับเก็บอุปกรณ์เย็บปักถักร้อยของนางยังตั้งอยู่ที่เดิม แต่เพลิงเผาผลาญจนไหม้ดำ ข้าวของกลายเป็นเศษซาก ไม่มีอะไรเหลือให้นึกถึงตัวตนของนางเลยแม้แต่น้อย แต่พระองค์ยังจำสายตาตัดพ้อเศร้าสร้อยของนางได้ไม่มีวันลืม นางต้องการจะบอกอะไรหนอ...ลวดลายบนตู้ไม้แกะสลักเป็นลายดอกเหมยกุ้ยที่นางชอบ ข้าวของทั้งหลายของนางเก็บไว้ที่นี่แต่เขาสั่งเผาทำลายไปหมดสิ้นแล้ว หยูเฟยสะดุ้งตกใจกลัวจนร้องไห้แต่ก็ยังพยายามยืนขวางตู้ใบนี้ไว้ มันมีอะไร นางแอบอะไรไว้ หลี่อ๋องสูดลมหายใจเข้าปอด และค่อยๆ เอื้อมมือไปผลักตู้ที่ดำเป็นตอตะโกออก จึงค้นพบว่ามีข้อความเขียนไว้ที่ผนังข้ามิอาจทำร้ายบิดาเพื่อเอาตัวรอด คนจากไปไกลแล้วไม่หวนคืน ความฝันงดงามแต่ยากสมหวัง แม้นหากข้าสิ้นลมไปแล้ว ขอให้ทรงรู้ไว้ว่าข้ารักท่านเสมอ สองขาของหลี่อ๋อง
ตอนนี้เป็นยามดึกสงัด ดวงจันทร์เสี้ยวลอยค้างอยู่บนท้องฟ้า เมฆดำลอยผ่านบังจันทร์อย่างรวดเร็ว บ่งบอกว่าคืนนี้ลมแรงยิ่งนัก ทั่วทั้งเมืองหนาวยะเยือกและเงียบงัน มีเพียงเสียงร้องเตือนของขันทีเวรยามร้องเตือน ‘ระวังฟืนไฟ ระวังฟืนไฟ’ ดังแว่วมาจากอีกด้านหนึ่ง นอกจากไฟตะเกียงที่แขวนอยู่หน้าตำหนักใหญ่แล้ว ที่อื่นๆ ล้วนมืดมิดหลี่เซวียนหลงเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่งกายด้วยชุดยาวสีเลือดหมูปักลายมังกร ท่วงท่าภูมิฐาน การลงโทษกุมขังอดน้ำและอาหารมิได้บั่นทอนแรงเดือดในแววตาของเขาเลยสักนิด ร่างกำยำก้าวขึ้นบันไดมังกรอย่างเชื่องช้าผ่านแถวทหารองครักษ์ที่ยืนเรียงรายนิ่งราวกับไร้ชีวิตจนกระทั่งร่างแข็งแกร่งประจันหน้าหลี่อ๋องซึ่งประทับบนบัลลังก์ ทรงร่ำสุราอย่างหนักจนแววเนตรกร้าวกระด้าง สีหน้าของหลี่เซวียนหลงเองก็เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ไม่หลงเหลือรอยยิ้มหรือความอบอุ่นใดๆ ต่างฝ่ายต่างถลึงตาใส่กัน พระราชอำนาจสุดหยั่งมักจะร้ายมากกว่าดี นับแต่โบราณฟ้าไม่มีสองตะวัน แผ่นดินมีเจ้าได้เพียงหนึ่งเดียวไม่อาจมีสองหลี่อ๋องไม่อาจระงับโทสะได้ ตบโต๊ะดังปัง! หลี่เซวียนหลงรู้ว่าพี่ชาย
“ท่านแม่มีกฎเข้มงวด ห้ามคนในหอทะเลาะเบาะแว้ง พี่เหยาฉินกับท่านแม่ตบตีกันเช่นนี้ ข้าจะอบรมสั่งสอนให้แทนนะเจ้าคะ” ร่างบอบบางจับคอเสื้อของสองแม่ลูกคนละข้าง ผลักให้หงายหลังที่ขอบระเบียงชั้นสามจวนเจียนจะตกมิตกแหล่ หากเฉินเถาฮวาปล่อยมือ พวกนางสองแม่ลูกต้องตกลงไปคอหักตายแน่นอน “ต่อไปจะทะเลาะกันอีกหรือไม่เจ้าคะ” นางโจวเหวินพนมมือปะหลกๆ เข้าใจคำเตือนชัดแจ้งแล้ว“อย่าทำข้า อย่าทำข้าเลย อย่าปล่อยมือนะ ข้า ข้าจะไม่ทะเลาะกับเจ้าอีกแล้ว ข้าสัญญาว่าจะไม่บังคับใจเจ้า ปล่อยข้า เอ้ยๆ อย่าปล่อยนะ ข้ากลัวแล้ว จะไม่แกล้งเจ้าแล้ว” “ฆ่ามัน! ฆ่ามันเลย! ไม่เห็นเหรอว่านังเด็กบ้ามันคิดจะฆ่าข้า!” หยวนหยวนตะโกนเรียกพวกคนคุมหอดังลั่น ตั้งใจจะเอาให้ตาย “จับมันไปขัง
“ท่านแม่ นี่น่ะหรือองค์หญิงที่ท่านตื่นเต้นนักหนา เนื้อตัวก็ปอนๆ สกปรก ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษเลย”“ใจเย็นๆ ก่อนนะลูกรัก ในบรรดาลูกของแม่ หยวนหยวนพิเศษเป็นที่หนึ่งเสมอ”นางโจวเหวินยิ้มแหยๆ รีบเข้าไปลูบเนื้อลูบตัวหยวนหยวนเพื่อเอาใจ ก่อนจะกระซิบบอกฐานะที่แท้จริงของเฉินเถาฮวา หยวนหยวนรู้เข้าก็ไม่พอใจเพราะไม่ต้องการให้ใครหน้าไหนเจิดจรัสเหนือกว่า พื้นเพองค์หญิงตกยากแสนบอบบาง ชายใดรู้เข้าจะไม่อยากได้ตัวไปดูแลได้อย่างไร ยิ่งมีที่มาภูมิหลังสูงศักดิ์น่าเวทนา พวกกลัดมันขี้คร้านจะแย่งชิงกันวุ่นแน่“หยวนหยวนอย่าเพิ่งหงุดหงิดไป คิดดูสิ หากองค์หญิงผู้นี้เคารพเจ้าในฐานะพี่สาว ยามออกงานเคียงคู่จะยิ่งขับราศีของเจ้าให้ผุดผ่อง ข้าจะให้เจ้าคอยดูแลควบคุมนาง เจ้าจะใช้นางเข้าหาเชื้อพระวงศ์คนไหนก็ไม่ยากแล้ว โดยเฉพาะองค์ชายหลี่เซวียนหลง เจ้าเพียรเฝ้ามองหลงอ๋องผู้นี้มาตั้งหลายปีแล้ว จะคุยท่านอ๋องก็ไม่คุยด้วย นี่แหละโอกาสทองของเจ้านะ”นางโจวเหวินกระซิบ หยวนหยวนกลอกตาไปมา คิดซ้ายตรองขวาอยู่สักครู่ ก่อนจะหันไปยิ้มแย้มจับมือจับไม้เฉินเถาฮวา
“ฮึ! คราวหน้าจะโดนยิ่งกว่านี้ ระวังตัวเอาไว้ให้ดี”นางโจวเหวินยิ้มเยาะ พอใจที่ได้ข่มสตรีชั้นสูงให้อยู่ในโอวาท องค์หญิงหย่งอานผู้นี้ช่างอ่อนแอเสียจริง ตอนนั่งรถม้าก็ไม่พูดอะไรสักแอะ สงบนิ่งราวกับน้ำแข็ง หัวอ่อนและไม่มีปากมีเสียง สั่งให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ร้องไห้คร่ำครวญให้หนวกหูเสียเวลาปลอบ นับว่าอยู่เป็น“เอ้า! ถึงห้องพักของเจ้าแล้ว ท่านอ๋องส่งคนมาแจ้งข้าฉุกละหุก ไม่มีเวลาเตรียมห้องให้องค์หญิงตกอับอย่างเจ้า เจ้าก็ทนๆ อยู่ไปก่อนก็แล้วกัน”นางโจวเหวินกรีดนิ้วสั่งบ่าวรับใช้เปิดประตูห้องพักทางทิศเหนือของตึก ที่นั่นอับชื้นและไม่มีแสงแดดส่องถึง สภาพจึงเก่าและมีกลิ่น นางโจวเหวินยกชายแขนเสื้อขึ้นป้องจมูกก่อนจะแสร้งทำเป็นตกใจ“แย่จริง นังบ่าวชั้นต่ำมันช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เตรียมห้องสกปรกโทรมๆ เช่นนี้ให้องค์หญิงได้อย่างไร อีพวกโง่ไร้สมอง คิดว่าตัวเองเคยเป็นดอกฟ้าแล้วจะทำอะไรได้ตามใจชอบ”“ข้าอยู่ได้เจ้าค่ะท่านแม่”เฉินเถาฮวารู้ดีว่านางโจวเหวินต้องการกำราบด้วยการด่ากระทบกระเทียบ นางไม่อยากมีปัญหาจึงไม่สนใจ
“องค์หญิงน้อย...ข้ายอมรับว่าเจ้ากล้าหาญ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทิ้งเจ้า รีบส่งขามาให้ข้า หากไม่รีบรักษาเจ้าอาจจะพิการไปตลอดชีวิต”เมื่อนางยอมสบตาเขาอีกครั้งและยอมยื่นขาข้างที่บาดเจ็บออกมาให้ทั้งที่ตัวเปียกปอนหนาวสั่น แม้ว่ากิริยาอาการยังเงอะงะแต่ก็แสดงถึงความไว้ใจ แค่ได้ยินเขาพูดว่า &
นับจากนั้นมาเฉินเถาฮวาก็ขึ้นเป็นองค์หญิงหย่งอาน พระธิดาบุญธรรมของเอี้ยนอ๋อง ทรงมิได้ตามใจเด็กหญิงแต่เลี้ยงดูอย่างเข้มงวด มีเอี้ยนเซินเป็นผู้สอนน้องสาวให้เขียนอ่าน สอนประวัติศาสตร์และระเบียบแบบแผนของราชสำนัก เอี้ยนซ่านฉีสอนขี่ม้า ส่วนเอี้ยนซื่อจิ้นไม่สอนอะไรทั้งนั้น เน้นใช้แรงงานอย่างเดียว
“หยุด!” เอี้ยนอ๋องตวาด ส่วนปลายแส้ม้านั้นเอี้ยนซ่านฉีตวัดฝ่ามือรับไว้ให้ทัน เขาลอบสังเกตเด็กน้อย นึกแปลกใจในความสุขุมเกินวัยเด็ก นับว่ากำลังขวัญของนางกล้าแข็งดีเยี่ยม“ฮวาเอ๋อร์คำนับท่านอ๋อง”ร่างน้อยคุกเข่าลง พูดจาฉาดฉาน ผิวพรรณของนางใสกระจ่างดุจหยกเนื้องามแ
บทที่ 2 ไปอยู่กับข้าชาติกำเนิดที่แท้จริงของเฉินเถาฮวานั้นเกิดในตระกูลใหญ่ และทุกคนต่างรู้ดีว่าครอบครัวเฉินมีศักดิ์ศรีเป็นขุนศึกมาทุกรุ่น สายเลือดอันเข้มข้นถ่ายทอดความสามารถมาถึงทายาทคนสุดท้าย บิดาของนางคือเฉินไท่เหวิน แม่ทัพคู่พระทัยของเอี้ยนอ๋อง เฉินเถาฮวาไม่เคยพบหน้าเพราะบิดาสิ้นชีพในสนามรบตั้งแ



![วสันต์สุดท้ายของนางร้ายตัวประกอบ [4P]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



